กวาวต้น

กวาวต้น

กวาวต้น หรือที่รู้จักกันในชื่อ ทองกวาว ดอกจาน กวาว ก๋าว เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบในวงศ์ถั่ว มีดอกสีส้มแดงหรือเหลืองสดที่ออกตามกิ่งในช่วงฤดูแล้ง จึงเป็นไม้ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านภูมิปัญญาสมุนไพร อาหารพื้นบ้าน การย้อมสี และวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทย โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กวาวต้น, กวาว, ก๋าว, ทองกวาว, ดอกจาน
  • ชื่อท้องถิ่น: จาน, จ้า, จอมทอง, ทองต้น, ทองธรรมชาติ, ทองพรหมชาติ
  • ชื่อสามัญ: Bastard teak, Bengal kino, Kino tree, Flame of the Forest
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Butea monosperma (Lam.) Kuntze
  • วงศ์: Fabaceae
  • สกุล: Butea
  • ลักษณะเด่น: ไม้ยืนต้นผลัดใบ ดอกสีส้มแดงหรือเหลือง ฝักแบน และโดยทั่วไปมีเมล็ดประมาณ 1 เมล็ด
  • ชื่อที่พบในเอกสารเก่า: Butea monosperma (Lam.) Taub. ซึ่งเป็นชื่อที่ยังพบในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์และเอกสารไทยจำนวนมาก ขณะที่ Plants of the World Online ยอมรับชื่อ Butea monosperma (Lam.) Kuntze เป็นชื่อปัจจุบัน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง ผลัดใบ สูงประมาณ 8–18 เมตร ลำต้นมักคดงอ แตกกิ่งค่อนข้างต่ำ เปลือกสีเทาถึงเทาคล้ำและแตกเป็นร่องตื้น กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล
  • ใบ: เป็นใบประกอบแบบสามใบย่อย ออกเรียงสลับบริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยมีลักษณะค่อนข้างหนา ผิวด้านล่างมีขน และใบย่อยปลายมักมีขนาดใหญ่กว่าใบด้านข้าง
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณกิ่งและปลายกิ่ง ดอกมีรูปร่างคล้ายดอกถั่ว สีส้มแดง แสด หรือเหลือง ดอกจำนวนมากจะปรากฏในช่วงที่ต้นทิ้งใบ ทำให้เห็นช่อดอกเด่นชัด
  • ผล: เป็นฝักแบน รูปขอบขนาน มีขนปกคลุม ฝักมักมีเมล็ดอยู่บริเวณปลายฝัก
  • เมล็ด: แบนและมีลักษณะค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับฝัก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กวาวต้นมีถิ่นกำเนิดใน อนุทวีปอินเดีย อินโดจีน และบางส่วนของจีนตอนใต้ พบตามธรรมชาติในอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพื้นที่ใกล้เคียง โดยในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค และมักพบเด่นในพื้นที่ป่าผลัดใบ ป่าโปร่ง ป่าละเมาะ และพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การเพาะเมล็ด: เป็นวิธีหลักที่ใช้ขยายพันธุ์ เมล็ดควรเพาะในวัสดุที่ระบายน้ำได้ดีและนำต้นกล้าไปปลูกเมื่อแข็งแรง
  • สภาพพื้นที่: ควรเป็นพื้นที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก ดินระบายน้ำดี และไม่ควรมีน้ำขัง
  • การดูแล: ในระยะแรกควรให้น้ำอย่างเหมาะสมและกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วสามารถทนต่อสภาพค่อนข้างแห้งแล้งได้ดี
  • การขยายพันธุ์อื่น: มีรายงานการใช้การตอนกิ่งและการปักชำ แต่การเพาะเมล็ดเป็นวิธีที่พบทั่วไปกว่า

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก
  • หัว
  • ต้น
  • เปลือกต้น
  • ยางหรือชันจากต้น
  • ใบ
  • ดอก
  • ฝัก
  • เมล็ด

การใช้แต่ละส่วนแตกต่างกันตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะ ดอก ใบ ราก เมล็ด และยาง เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงบ่อย

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตาม ตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน กวาวต้นมีการใช้ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

  • ราก: มีรสเมาร้อน ใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อแก้ท้องขึ้นท้องอืด ขับพยาธิ แก้ริดสีดวงทวาร และใช้เป็นยาบำรุงธาตุในบางตำรับ
  • ต้นและราก: ใช้เป็นยาบำรุงกำลังและบำรุงร่างกายตามตำรับพื้นบ้านบางแห่ง
  • เปลือกต้น: ใช้เป็นยาฝาดสมาน และมีการใช้แก้อาการท้องร่วงตามภูมิปัญญา
  • ยาง: มีรสฝาด ใช้เป็นยาฝาดสมาน และใช้แก้ท้องร่วงหรือท้องเสียตามตำรายาพื้นบ้าน
  • ใบ: ใช้ตำพอกบริเวณฝี สิว และผิวหนังบางชนิด รวมถึงใช้แก้ปวด ท้องขึ้น และขับพยาธิตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ดอก: มีรสฝาดเย็นชื่น ใช้ถอนพิษไข้ แก้กระหายน้ำ ขับปัสสาวะ และมีการกล่าวถึงการใช้ในตำรับเกี่ยวกับโรคตา
  • ฝัก: ใช้เป็นยาขับพยาธิตามตำรับพื้นบ้าน
  • เมล็ด: ใช้ขับพยาธิไส้เดือน และในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการบดใช้ภายนอกกับอาการคันหรือผื่นผิวหนังบางชนิด

หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณข้างต้นเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่ เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด

วิธีใช้

  • ยาพื้นบ้าน: ส่วนต่าง ๆ เช่น ราก ดอก ใบ ยาง และเมล็ด มีการนำมาต้ม ชง บด หรือใช้ภายนอกตามตำรับท้องถิ่น
  • ดอก: ในบางพื้นที่นำดอกสดหรือดอกแห้งมาต้มเป็นเครื่องดื่ม หรือใช้เป็นส่วนประกอบของภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้าน
  • ใบ: ใช้ตำพอกภายนอกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • เมล็ด: มีตำรับพื้นบ้านที่บดเมล็ดแล้วใช้ภายนอกกับผิวหนัง
  • ยาง: ใช้ในลักษณะยาฝาดสมานตามตำรับ

หมายเหตุ : ยังไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานของกวาวต้นสำหรับการรักษาโรคจากข้อมูลพื้นบ้าน เพราะรูปแบบสารสกัดและขนาดยาที่ใช้ในการศึกษาวิจัยแตกต่างกัน

สาระสำคัญ

กวาวต้นเป็นสมุนไพรที่มีความน่าสนใจจากทั้ง ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการวิจัยทางเภสัชวิทยา โดยเฉพาะกลุ่มสาร ฟลาโวนอยด์ ไอโซฟลาโวน ชาลโคน แทนนิน สเตอรอยด์ และสารเทอร์พีนอยด์ ซึ่งพบแตกต่างกันไปตามส่วนของพืช

ดอกเป็นส่วนที่ได้รับการศึกษาค่อนข้างมาก และพบสารสำคัญ เช่น butein, butrin, isobutrin, liquiritigenin, isoliquiritigenin, formononetin, medicarpin และ sulfuretin

องค์ประกอบทางเคมี

มีรายงานสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มในกวาวต้น ได้แก่

  • Flavonoids: butein, butin, butrin, isobutrin, liquiritigenin, isoliquiritigenin, sulfuretin และ kaempferol
  • Isoflavones: formononetin, afrormosin และ medicarpin
  • Chalcones: butein และสารในกลุ่ม chalcone อื่น ๆ
  • Tannins และ polyphenols
  • Sterols และ triterpenes
  • Diterpenoids และ diterpene glycosides
  • สารประกอบในยางหรือ Bengal kino

การศึกษาทางเคมีล่าสุดของดอกกวาวต้นสามารถแยกสาร medicarpin, sulfuretin, liquiritigenin, kaempferol, butein, iso-butrin และ butrin ได้ และยืนยันโครงสร้างด้วยเทคนิค NMR

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า Butea monosperma มีศักยภาพทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง มากกว่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์

มีรายงานฤทธิ์ที่อยู่ระหว่างการศึกษา ได้แก่ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ต้านพยาธิ ลดระดับน้ำตาล ปกป้องตับ สมานแผล และฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์

งานวิจัยปี 2026 ที่ศึกษาดอกกวาวต้นพบว่า butein มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเด่นในการทดสอบ DPPH, ABTS และ FRAP ขณะที่สารบางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบในแบบจำลองระดับเซลล์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญา/ชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์: มีข้อมูลค่อนข้างมากจากการแพทย์พื้นบ้านและอายุรเวท
  • ระดับห้องปฏิบัติการ: มีหลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีการศึกษาหลายด้าน เช่น ฤทธิ์ลดน้ำตาล ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ปกป้องตับ และฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์
  • ระดับการทดลองในมนุษย์: หลักฐานยังมีจำกัด จึงยังไม่ควรสรุปว่ากวาวต้นสามารถใช้ทดแทนยามาตรฐานในการรักษาโรคได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

งานวิจัยพบศักยภาพของสารสกัดหรือสารสำคัญจากกวาวต้นในหลายด้าน เช่น

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ โดยเฉพาะ butein และ sulfuretin แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในแบบจำลองทางเคมี
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีรายงานการลดตัวชี้วัดการอักเสบในแบบจำลองเซลล์และสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืชมีฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านพยาธิ: เมล็ดและสารสกัดมีรายงานฤทธิ์ต่อพยาธิในงานทดลอง
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล: มีข้อมูลจากการทดลองก่อนคลินิก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดให้เป็นยารักษาเบาหวานในมนุษย์
  • ฤทธิ์ต่อผิวหนัง: สารบางชนิดจากดอกมีฤทธิ์ต้านการสร้างเม็ดสีและต้านการอักเสบในแบบจำลองเซลล์

ความปลอดภัย

การใช้กวาวต้นเป็นสมุนไพรควรคำนึงถึง ส่วนของพืช รูปแบบสารสกัด และปริมาณที่ใช้ เนื่องจากสารออกฤทธิ์ในแต่ละส่วนมีความแตกต่างกัน งานทบทวนล่าสุดยังระบุว่าข้อมูลด้านความปลอดภัยและพิษจากการใช้ต่อเนื่องเป็นประเด็นที่ควรศึกษาเพิ่มเติม

ไม่ควรนำ เมล็ดหรือสารสกัดเข้มข้น มารับประทานเองโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และไม่ควรใช้ข้อมูลการทดลองในสัตว์ทดลองแทนข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้เมล็ดหรือสารสกัดเข้มข้นเพื่อรักษาโรคด้วยตนเอง เนื่องจากข้อมูลขนาดใช้และความปลอดภัยในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยา เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่เหมาะสม
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกวาวต้น

หมายเหตุ : การรับประทานดอกเป็นอาหารพื้นบ้านไม่ควรเหมารวมว่าเทียบเท่ากับการใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้น

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกวาวต้นกับยาชนิดใดอย่างชัดเจน แต่จากการมีสารฟลาโวนอยด์และสารออกฤทธิ์หลายชนิด จึงควรใช้ความระมัดระวังเมื่อนำสารสกัดเข้มข้นไปร่วมกับยา โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาประจำหลายชนิด

การใช้ในอาหาร

ดอกกวาวต้นหรือดอกจาน มีการใช้เป็นอาหารพื้นบ้านในบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยนำดอกมารับประทานเป็นผักหรือปรุงอาหาร และมีรายงานการใช้ดอกในเครื่องดื่มและอาหารพื้นบ้านของเอเชียใต้ด้วย

งานวิจัยในปี 2026 ยังศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและองค์ประกอบทางชีวภาพของดอกกวาวต้นเพื่อประเมินศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบอาหารเชิงหน้าที่ อย่างไรก็ตาม การใช้เป็นอาหารควรเลือกดอกที่มาจากแหล่งปลูกที่ปลอดภัยและไม่ปนเปื้อนสารเคมี

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์ย้อมสีธรรมชาติ: ดอกให้สีเหลือง ส้ม แดง และมีการนำมาใช้ย้อมผ้า
  • ผลิตภัณฑ์สีธรรมชาติ: สารสีจากดอกมีศักยภาพสำหรับใช้เป็นสีธรรมชาติในอาหารและเครื่องดื่มหลังผ่านการประเมินความปลอดภัยและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: สารสกัดจากดอก เมล็ด ใบ เปลือก และส่วนอื่น ๆ ถูกศึกษาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง
  • ผลิตภัณฑ์จากยาง: ยางสีแดงหรือ Bengal kino/Butea kino เป็นวัตถุดิบที่มีการใช้ในภูมิปัญญาและอุตสาหกรรมบางประเภท
  • เส้นใย: เปลือกสามารถนำเส้นใยไปใช้ทำเชือกและกระดาษ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ดอก: เก็บในช่วงดอกบานเต็มที่ เลือกดอกที่สมบูรณ์ ไม่ขึ้นรา และไม่มีสารเคมีตกค้าง
  • ใบ: เก็บใบที่สมบูรณ์จากต้นที่แข็งแรง
  • เปลือกและราก: ควรเก็บอย่างมีระบบเพื่อไม่ให้ทำลายต้นมากเกินไป
  • เมล็ด: เก็บจากฝักแก่และแห้ง
  • การทำแห้ง: ควรทำให้แห้งในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้น
  • การเก็บรักษา: เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และเชื้อรา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กวาวต้นมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของหลายภูมิภาค โดยเฉพาะ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการใช้ดอกเป็นอาหาร ใช้ดอกและส่วนต่าง ๆ เป็นสมุนไพร และใช้ดอกเป็นแหล่งสีธรรมชาติ นอกจากนี้ใบยังมีการใช้ในวิถีชีวิตพื้นบ้าน และเปลือกสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านเส้นใยได้

ประวัติและวัฒนธรรม

ทองกวาวหรือดอกจาน เป็นไม้ที่มีความสำคัญต่อภูมิทัศน์และวัฒนธรรมของไทย ดอกที่มีสีสดและออกพร้อมกันเป็นจำนวนมากทำให้เกิดภาพจำของฤดูแล้งในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ดอกกวาวต้นยังมีความสำคัญทางวัฒนธรรมในอินเดียและเอเชียใต้ โดยถูกนำไปใช้ในพิธีกรรม การย้อมสี และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพืชในชุมชน

ในประเทศไทย กวาวต้นมีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น กวาว ก๋าว ดอกจาน จอมทอง จ้า และทองต้น สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพืชชนิดนี้กับวิถีชีวิตและภาษาในท้องถิ่น

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล IUCN Red List ที่อ้างอิงในฐานข้อมูล Plants of the World Online กวาวต้น (Butea monosperma) จัดอยู่ในสถานะ Least Concern (LC) หรือกังวลน้อยที่สุด ในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากป่า การเก็บเปลือก ราก และยางมากเกินไป รวมถึงการสูญเสียถิ่นอาศัยอาจส่งผลต่อประชากรในบางพื้นที่ จึงควรส่งเสริมการปลูกและการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Fabales
  • Family: Fabaceae
  • Genus: Butea
  • Species: Butea monosperma
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน: Butea monosperma (Lam.) Kuntze

ชื่อ Butea monosperma (Lam.) Taub. ที่พบในเอกสารไทยจำนวนมากเป็นชื่อที่ใช้ในเอกสารและฐานข้อมูลเดิม ขณะที่ฐานข้อมูล Kew Plants of the World Online ปัจจุบันยอมรับชื่อ Butea monosperma (Lam.) Kuntze

ชื่อพ้องที่สำคัญ: Butea frondosa, Butea braamiana, Erythrina monosperma, Plaso monosperma, Rudolphia frondosa และ Kennedia monosperma

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบกวาวต้นควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและชื่อวิทยาศาสตร์ โดยจุดสังเกตสำคัญ ได้แก่

  • เป็นไม้ต้นผลัดใบ ลำต้นค่อนข้างคดงอ
  • ใบประกอบมี 3 ใบย่อย
  • ดอกมีลักษณะคล้ายดอกถั่วและมักมีสีส้มแดงหรือแสด
  • ดอกออกตามกิ่ง โดยมักเห็นชัดในช่วงต้นทิ้งใบ
  • ผลเป็น ฝักแบน และมีเมล็ดบริเวณปลายฝัก
  • การยืนยันชนิดควรเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงจากพิพิธภัณฑ์พืชหรือสมุนไพรที่มีการระบุชนิดอย่างถูกต้อง

ฐานข้อมูล Flora of Thailand ระบุลักษณะสกุล Butea และใช้ลักษณะสำคัญ เช่น จำนวนใบย่อย ลักษณะดอก อับเรณู และรูปแบบผลในการจำแนก Butea monosperma ออกจาก Butea superba ซึ่งเป็นอีกชนิดที่พบในประเทศไทย

คำเตือนทางการแพทย์

กวาวต้นเป็นสมุนไพรที่มีทั้งข้อมูลภูมิปัญญาและงานวิจัยทางเภสัชวิทยา แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอสำหรับใช้รักษาโรคแทนยาแผนปัจจุบัน การใช้ราก เมล็ด ยาง หรือสารสกัดเข้มข้นควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และผู้ที่รับประทานยาประจำ

ควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง การรับประทานดอกเป็นอาหารตามภูมิปัญญาท้องถิ่น กับ การใช้สารสกัดกวาวต้นในรูปแบบยา เนื่องจากปริมาณสารออกฤทธิ์และความเสี่ยงอาจแตกต่างกันอย่างมาก

หมายเหตุ : ข้อมูลสมุนไพรนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและเผยแพร่ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำในการวินิจฉัยหรือรักษาโรค หากมีอาการเจ็บป่วยหรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สมุนไพร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). Flora of Thailand: Butea. Flora of Thailand
  2. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). ทองกวาว (Butea monosperma). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ
  3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2563). กวาว (ดอกทองกวาว). พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา. พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  4. อุทยานหลวงราชพฤกษ์. (2565). ทองกวาว (Butea monosperma (Lam.) Taub.). โครงการพัฒนาฐานข้อมูลพรรณไม้ยืนต้นเชิงพื้นที่. ฐานข้อมูลพรรณไม้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์
  5. กานดา ล้อแก้วมณี, อลิษา ประมูล, และอนุวัติ โคตรมณี. (2559). ผลของการเสริมดอกทองกวาวผงในอาหารไก่ไข่ต่อสมรรถภาพการผลิตและคุณภาพไข่. วารสารเกษตรพระจอมเกล้า. วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
  6. Jain, S., & Dubey, P. K. (2023). Butea monosperma (Lam.) Taub: Review on its chemistry, morphology, ethnomedical uses, phytochemistry and pharmacological activities. Journal of Drug Delivery and Therapeutics, 13(4), 137–144. Journal of Drug Delivery and Therapeutics
  7. Kumari, P., Raina, K., Thakur, S., Sharma, R., Cruz-Martins, N., Kumar, P., Barman, K., Sharma, S., Kumar, D., & Prajapati, P. K. (2022). Ethnobotany, phytochemistry and pharmacology of Palash (Butea monosperma (Lam.) Taub.): A systematic review. Phytotherapy Research. Systematic Review – Butea monosperma
  8. Preepram, S., et al. (2026). Antioxidant, anti-melanogenic, anti-inflammatory, and cytotoxic constituents of Butea monosperma (Lam.) Kuntze flowers. Natural Product Research. PubMed
  9. Mandale, A., Wankhade, G., Kaware, N., Jumble, A. S., Raut, A. S., & Sawarkar, H. S. (2026). Butea monosperma (Lam.) Taub.: A comprehensive review of its phytochemistry, traditional uses, and pharmacological profile. Journal of Drug Delivery and Therapeutics, 16(6), 277–288. Journal of Drug Delivery and Therapeutics
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Butea monosperma (Lam.) Kuntze. Plants of the World Online. Plants of the World Online
  11. World Flora Online. (2026). Butea monosperma (Lam.) Kuntze. World Flora Online
  12. Ramanathan, S., Riya, K. S., Theriraja, T. S. H., Kumar, C. S., & Pathak, S. S. (2026). Effect of microwave power on drying kinetics and bioactive properties of flame of the forest (Butea monosperma) flowers. Frontiers in Sustainable Food Systems, 10. Frontiers in Sustainable Food Systems
  13. Isolation of Food Grade Dye from Flower Petals of Butea monosperma and Determination of Marker Compounds for Its Quantitative Analysis. (2023). ACS Omega. ACS Omega
Scroll to top