ก่อหิน

ก่อหิน

ก่อหิน เป็นไม้ยืนต้นพื้นถิ่นในวงศ์ก่อ (Fagaceae) ที่พบในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้บางพื้นที่ มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น ก่อกินลูก ก่อใบเลื่อม ก่อตาหมู ก่อหมาก และก่อเหิบ จุดเด่นคือผลมีเมล็ดที่สามารถนำมาคั่วรับประทานได้ และในภูมิปัญญาสมุนไพรไทยมีการใช้ รากก่อหิน เป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการปัสสาวะขัด

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: ก่อหิน
  • ชื่อท้องถิ่น: ก่อกินลูก (ตรัง), ก่อตาหมู, ก่อหมาก (อุบลราชธานี), ก่อใบเลื่อม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ก่อเหิบ (นครพนม)
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Castanopsis piriformis Hickel & A.Camus
  • ชื่อวงศ์: Fagaceae
  • ประเภทพืช: ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
  • ประโยชน์เด่น: ใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน, ผลหรือเมล็ดใช้เป็นอาหาร และไม้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านงานไม้ได้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 6–30 เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีน้ำตาลอมเขียวหรือเทาอมเขียว เปลือกด้านในสีน้ำตาลหรือชมพูอ่อน
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปขอบขนาน ขนาดประมาณ 8–16 × 3–6 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนา ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมีสีอ่อนหรือน้ำตาลอ่อน เส้นแขนงใบประมาณ 8–11 คู่
  • ดอก: ดอกเพศผู้และเพศเมียส่วนใหญ่ออกแยกคนละช่อ ช่อดอกเพศผู้แตกแขนงมาก ดอกมีสีเหลืองอ่อนถึงเหลือง และออกเป็นกระจุก ส่วนช่อดอกเพศเมียออกเป็นช่อเดี่ยว
  • ผล: ผลมีรูปร่างคล้ายลูกข่างหรือรูปแพร์ กว้างประมาณ 2–3 เซนติเมตร อยู่ภายใน กาบหุ้มผล ซึ่งหุ้มเกือบทั้งหมด ผิวกาบค่อนข้างเรียบและมีเส้นเป็นคลื่น ผลหนึ่งกาบมีเมล็ดหนึ่งเมล็ด
  • ช่วงออกดอกและติดผล: ออกดอกประมาณเดือนกันยายน–ธันวาคม และติดผลประมาณเดือนพฤษภาคม–ธันวาคม โดยพบผลมากในช่วงมิถุนายน–กันยายน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ก่อหิน มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคอินโดจีน และมีการกระจายพันธุ์ใน ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา ในประเทศไทยพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้บางพื้นที่ มักขึ้นในป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรังหรือป่าผลัดใบที่มีสนผสม และป่าที่มีลักษณะเป็นป่าดิบชื้นหรือป่าดิบแล้ง โดยพบได้ตั้งแต่ประมาณ 250–950 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เป็นวิธีที่เหมาะสม เนื่องจากก่อหินสามารถเกิดการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติจากเมล็ดได้ดี
  • การเก็บเมล็ดพันธุ์: ควรเก็บจากผลที่สุกเต็มที่ โดยการศึกษาด้านคุณภาพเมล็ดพบว่าการเก็บในระยะผลสุกให้คุณภาพเมล็ดและอัตราการงอกดีกว่าการเก็บขณะผลยังเขียวหรือเริ่มแตก
  • การงอก: มีรายงานอัตราการงอกประมาณ 78% ในเมล็ดที่เก็บจากผลระยะสุกเหมาะสม
  • การดูแล: ควรเพาะในวัสดุที่ระบายน้ำได้ดีและรักษาความชื้นให้เหมาะสม ก่อนย้ายปลูกควรให้ต้นกล้าแข็งแรงเพียงพอ
  • การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ: นอกจากเมล็ดแล้วสามารถเกิดจากการแตกหน่อได้ แต่การเกิดต้นกล้าจากเมล็ดมีบทบาทเด่นกว่า

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก: ใช้ตามภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน
  • ผลแก่หรือเมล็ด: ใช้เป็นอาหาร โดยเฉพาะเมล็ดที่นำไปต้ม คั่ว หรือทำให้สุก
  • เปลือก: มีสารฝาดและมีการใช้ประโยชน์ในงานพื้นบ้าน เช่น การฟอกหนังและย้อมแหอวน

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ราก: ตามข้อมูลจากฐานข้อมูลสมุนไพรไทย มีการนำรากมาต้มน้ำดื่มเพื่อใช้ แก้อาการปัสสาวะขัด ซึ่งเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองในคน
  • ผลแก่และเมล็ด: ใช้รับประทานเป็นอาหาร โดยนำเมล็ดไปต้ม คั่ว หรือทำให้สุก
  • เปลือก: มีลักษณะฝาดและใช้ประโยชน์ในงานพื้นบ้าน เช่น ฟอกหนังหรือย้อมเครื่องมือประมง

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: นำ รากก่อหิน มาต้มเป็นน้ำดื่มสำหรับอาการปัสสาวะขัด
  • ด้านอาหาร: นำ เมล็ดก่อหิน จากผลแก่ไปต้ม คั่ว หรือผ่านความร้อนก่อนรับประทาน
  • ด้านการใช้เปลือก: ใช้เปลือกในงานพื้นบ้านที่ต้องการสารฝาด เช่น การฟอกหนังหรือย้อมแหอวน

หมายเหตุ: วิธีใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและการใช้ประโยชน์จากพืช ไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้แทนการรักษาโรค และยังไม่มีขนาดรับประทานทางยาที่ได้รับการกำหนดอย่างเป็นมาตรฐานสำหรับก่อหิน

สาระสำคัญ

ก่อหิน มีความสำคัญทั้งในด้านสมุนไพร อาหาร และทรัพยากรพันธุกรรมของไม้พื้นถิ่น โดยเมล็ดเป็นส่วนที่ได้รับความสนใจด้านอาหารมากที่สุด ขณะที่งานวิจัยสมัยใหม่เริ่มศึกษาคุณค่าทางโภชนาการ สารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของเมล็ดก่อหิน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากใบ

องค์ประกอบทางเคมี

การศึกษาสมัยใหม่พบองค์ประกอบทางเคมีใน เมล็ดก่อหิน ได้แก่ กรดอะมิโนทั้งชนิดจำเป็นและไม่จำเป็น กรดอินทรีย์ สารประกอบฟีนอลิก และฟลาโวนอยด์ โดยปริมาณและลักษณะของสารเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตามวิธีและอุณหภูมิในการทำให้แห้ง ส่วน สารสกัดจากใบ มีรายงานการตรวจพบกลุ่มสาร ได้แก่ ฟลาโวนอยด์ แอนทราไกลโคไซด์ ไกลโคไซด์ น้ำตาลรีดิวซ์ แทนนิน เซสควิเทอร์พีนแลกโตน คูมาริน และเทอร์พีนอยด์/สเตียรอยด์

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Castanopsis piriformis ในช่วงหลังมีทั้งด้าน อาหาร องค์ประกอบทางเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในระดับห้องปฏิบัติการ การศึกษาปี 2025 พบว่าวิธีทำแห้งมีผลต่อองค์ประกอบทางเคมีและคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของเมล็ดก่อหิน โดยการอบลมร้อนที่ 40 °C ช่วยรักษาโครงสร้างของเนื้อเยื่อและปริมาณกรดอะมิโนได้ดีกว่าวิธีที่ใช้อุณหภูมิสูงกว่า ขณะที่สารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเปลี่ยนแปลงตามสภาวะการทำแห้ง งานวิจัยจากประเทศเวียดนามในปี 2025 ศึกษาสารสกัดเมทานอลจากใบ พบ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ การยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งบางชนิดในระดับห้องปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวยังเป็นข้อมูลระดับสารสกัดและการทดลองก่อนคลินิก ไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ระดับหลักฐานปัจจุบันอยู่ในระดับเบื้องต้นถึงก่อนคลินิก เนื่องจากข้อมูลที่มีส่วนใหญ่เป็นการศึกษาด้านองค์ประกอบทางเคมี การทดสอบสารสกัดในห้องปฏิบัติการ และการศึกษาด้านอาหาร ขณะที่หลักฐานจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์สำหรับการใช้ก่อหินเป็นยาโดยตรงยังมีจำกัด ดังนั้นจึงยังไม่ควรนำผลการทดลองระดับเซลล์หรือหลอดทดลองมาใช้ยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากใบและเมล็ดมีแนวโน้มแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยสัมพันธ์กับสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดเมทานอลจากใบแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบในแบบจำลองห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase: สารสกัดจากใบแสดงการยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ในระดับหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: มีการศึกษาฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งหลายสายพันธุ์ในหลอดทดลอง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าก่อหินสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
  • คุณสมบัติด้านอาหาร: เมล็ดมีกรดอะมิโนและสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ โดยวิธีการทำแห้งมีผลต่อการคงอยู่ของสารสำคัญ

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของ ก่อหินในรูปแบบยาสมุนไพร ยังมีจำกัด จึงควรแยกการใช้เป็นอาหารออกจากการใช้เป็นยา เมล็ดก่อหินมีประวัติการรับประทานเป็นอาหารและมีการนำไปคั่วหรือต้มก่อนรับประทาน แต่ยังไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานเพื่อการรักษาโรคจากข้อมูลที่มีอยู่

หมายเหตุ: การรับประทานเมล็ดในฐานะอาหารไม่ควรนำมาใช้เป็นหลักฐานยืนยันความปลอดภัยของสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์สูง

ข้อห้ามใช้

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนด ข้อห้ามใช้เฉพาะของก่อหิน อย่างเป็นมาตรฐาน จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้รากหรือสารสกัดเพื่อรักษาโรคด้วยตนเอง โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทยก่อนใช้

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างก่อหินกับยาสมัยใหม่ จึงไม่สามารถระบุคู่ยาที่มีปฏิกิริยาอย่างแน่ชัดได้ ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ เบาหวาน การแข็งตัวของเลือด หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากก่อหิน

การใช้ในอาหาร

เมล็ดก่อหิน เป็นส่วนที่มีการใช้เป็นอาหารมาแต่เดิม สามารถนำเมล็ดจากผลแก่ไป ต้ม คั่ว หรือผ่านความร้อน ก่อนรับประทาน โดยมีลักษณะคล้ายถั่วหรือเมล็ดพืชรับประทานได้ และมีปริมาณแป้งอยู่มาก งานวิจัยปี 2025 ยังพบว่าเมล็ดก่อหินมีกรดอะมิโนทั้งชนิดจำเป็นและไม่จำเป็น รวมถึงสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ จึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็น อาหารพื้นถิ่นและวัตถุดิบอาหารจากพืชพื้นเมือง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหาร: มีศักยภาพในการพัฒนาเมล็ดก่อหินเป็นอาหารคั่ว อาหารแปรรูป หรือวัตถุดิบจากพืชพื้นถิ่น
  • ผลิตภัณฑ์จากเปลือก: เปลือกมีสารฝาดและมีการใช้ประโยชน์พื้นบ้านในการฟอกหนังและย้อมแหอวน
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: มีศักยภาพในการศึกษาต่อยอดสารสกัดจากราก ใบ หรือส่วนอื่นของพืช แต่ควรมีการศึกษาด้านมาตรฐานสารสำคัญ ประสิทธิผล และความปลอดภัยเพิ่มเติมก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษา

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เมล็ดสำหรับขยายพันธุ์: ควรเก็บผลในระยะสุกเต็มที่ เนื่องจากมีรายงานว่าผลระยะสุกให้เมล็ดที่มีคุณภาพและอัตราการงอกประมาณ 78%
  • เมล็ดสำหรับบริโภค: เลือกผลแก่สมบูรณ์ นำเมล็ดออก ทำความสะอาด และผ่านความร้อนก่อนรับประทาน
  • การทำให้แห้ง: งานวิจัยพบว่าอุณหภูมิในการทำแห้งมีผลต่อโครงสร้าง โปรตีน กรดอะมิโน สารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยการอบลมร้อนที่ 40 °C ให้ผลดีต่อการคงองค์ประกอบบางกลุ่มไว้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ก่อหิน เป็นไม้พื้นถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่อื่น ๆ โดยเฉพาะการนำ เมล็ดหรือผลแก่ไปคั่วหรือต้มรับประทาน ขณะที่รากมีการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านสำหรับอาการปัสสาวะขัด นอกจากนี้เปลือกยังมีประโยชน์จากสารฝาดในการฟอกหนังและย้อมแหอวน

ประวัติและวัฒนธรรม

ก่อหินเป็นหนึ่งในกลุ่ม ไม้พื้นถิ่นวงศ์ก่อ ที่มีบทบาทด้านอาหารและการใช้ประโยชน์จากป่าของชุมชน โดยเมล็ดหรือ “ลูกก่อ” สามารถเก็บจากป่ามาบริโภคได้ งานศึกษาด้านชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังบันทึก Castanopsis piriformis เป็นพืชอาหารป่าที่ชุมชนใช้ประโยชน์จากเมล็ด

สถานะการอนุรักษ์

ข้อมูลสถานะการอนุรักษ์จากแหล่งข้อมูลด้านพรรณไม้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุ Castanopsis piriformis ในระดับ Vulnerable (VU) หรือมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการถูกคุกคาม จึงควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยและการเก็บใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม

หมายเหตุ: การใช้ประโยชน์จากต้นก่อหินในธรรมชาติควรหลีกเลี่ยงการตัดต้นหรือเก็บส่วนของพืชในปริมาณมาก และควรส่งเสริมการขยายพันธุ์เพื่อการอนุรักษ์นอกถิ่นกำเนิดควบคู่กัน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • ไฟลัม (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Fagales
  • วงศ์ (Family): Fagaceae
  • สกุล (Genus): Castanopsis
  • ชนิด (Species): Castanopsis piriformis Hickel & A.Camus

ปัจจุบัน Castanopsis piriformis เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ และมีถิ่นกำเนิดในอินโดจีน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ ก่อหิน ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับ ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนา ด้านบนเขียวเป็นมัน ด้านล่างออกสีน้ำตาลอ่อน เส้นแขนงใบ 8–11 คู่ และผลรูปข่างหรือรูปแพร์ที่มีกาบหุ้มเกือบทั้งหมด การตรวจสอบตัวอย่างสมุนไพรแห้งควรใช้ตัวอย่างอ้างอิงจากแหล่งที่ระบุชนิดแน่นอน และหากนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบสมุนไพรควรมีการตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์และมาตรฐานวัตถุดิบเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชวงศ์ก่อชนิดอื่นที่มีชื่อพื้นเมืองคล้ายกัน

คำเตือนทางการแพทย์

ก่อหินไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์ โดยเฉพาะกรณีปัสสาวะขัด ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นิ่ว หรือโรคอื่นที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะเป็นเลือด ไข้ ปวดหลังหรือเอว หรือมีอาการรุนแรง ควรพบแพทย์ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของก่อหินในปัจจุบันยังเน้นการศึกษาในระดับ ห้องปฏิบัติการและด้านอาหาร จึงไม่ควรนำผลการทดลองสารสกัด เช่น ฤทธิ์ต้านมะเร็ง ต้านการอักเสบ หรือยับยั้ง α-glucosidase ไปกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ก่อหิน: Castanopsis piriformis Hickel & A. Camus. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). ก่อหิน: Castanopsis piriformis Hickel & A. Camus. สารานุกรมพืชในประเทศไทย.
  3. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2551). Flora of Thailand: Fagaceae—Castanopsis. เล่ม 9 ตอน 3.
  4. บุญยงค์ เกศเทศ. (ม.ป.ป.). ไม้วงศ์ก่อในวิถีวัฒนธรรมอีสาน. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
  5. Chumroenphat, T., Dechakhamphu, A., Saensouk, S., & Siriamornpun, S. (2025). Drying conditions affected chemical profiles and health promoting properties of Castanopsis piriformis Hickel & A.Camus. Food Chemistry: X, 29, 102874. https://doi.org/10.1016/j.fochx.2025.102874
  6. Hoàng Thị Bình, Huỳnh Thị Hương Trầm, & Nguyễn Văn Ngọc. (2025). Hoạt tính kháng oxy hoá, kháng ung thư, kháng viêm và ức chế enzyme α-glucosidase của cao chiết methanol từ lá dẻ anh (Castanopsis piriformis). Tạp chí Khoa học Đại học Cần Thơ, 61(4A), 79–87. https://doi.org/10.22144/ctujos.2025.112
  7. Phengklai, C. (2008). Fagaceae. In Flora of Thailand (Vol. 9, Part 3). Forest Herbarium, Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation.
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Castanopsis piriformis Hickel & A.Camus. Plants of the World Online.
Scroll to top