กลอย

กลอย

กลอย หรือ มันกลอย เป็นพืชหัวพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักทั้งในด้านอาหารและสมุนไพร โดยเฉพาะหัวใต้ดินซึ่งมีแป้งเป็นองค์ประกอบหลัก แต่มีสารพิษตามธรรมชาติชื่อ ไดออสคอรีน (dioscorine) จึงต้องผ่านกระบวนการกำจัดพิษอย่างเหมาะสมก่อนนำมาบริโภคหรือใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร กลอยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dioscorea hispida Dennst. อยู่ในวงศ์ Dioscoreaceae และพบได้ทั่วไปในเขตร้อนของเอเชียรวมถึงประเทศไทย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กลอย, มันกลอย, กลอยข้าวเหนียว, กลอยหัวเหนียว, กลอยนก, กอย, คลี้
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Dioscorea hispida Dennst.
  • ชื่อสามัญ: Wild yam, Intoxicating yam, Asiatic bitter yam
  • วงศ์: Dioscoreaceae หรือวงศ์กลอย
  • ลักษณะการเจริญเติบโต: เป็นไม้เถาล้มลุก มีหัวสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน
  • ส่วนสำคัญ: หัวใต้ดินเป็นแหล่งแป้งและเป็นส่วนที่ใช้เป็นอาหารและยา แต่มีสาร dioscorine ซึ่งเป็นสารพิษต่อระบบประสาท

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้เถาล้มลุก เลื้อยพันไปตามพืชอื่น ลำต้นกลม มีลักษณะเป็นหนามหรือมีขนสั้นตามส่วนต่าง ๆ
  • หัว: เป็นหัวสะสมอาหารใต้ดิน รูปร่างค่อนข้างกลม บางหัวมีลักษณะเป็นพูหรือยาว เปลือกมีสีฟางถึงสีเทา เนื้อภายในสีขาวหรือเหลืองอ่อนอมเขียว
  • ใบ: ใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับตามลำต้น แผ่นใบมีลักษณะค่อนข้างกว้าง
  • ดอก: ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียว ออกเป็นช่อตามซอกใบ และเป็นพืชแยกเพศต่างต้น คือดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่คนละต้น
  • ผล: ผลเป็นแบบผลแห้งแตก มีลักษณะเป็นแคปซูล
  • เมล็ด: เมล็ดค่อนข้างกลมและแบน มีปีกบางใสรอบเมล็ด ช่วยในการกระจายพันธุ์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย
  • การกระจายพันธุ์: พบตั้งแต่อินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะในเอเชียและตอนเหนือของออสเตรเลีย
  • ในประเทศไทย: พบได้ตามพื้นที่ป่า ป่าฝน ป่าเบญจพรรณ และบริเวณที่มีความชื้นเหมาะสม
  • ลักษณะการพบ: ส่วนใหญ่พบขึ้นตามธรรมชาติ แม้บางพื้นที่จะมีการนำมาปลูกเพื่อใช้เป็นอาหารและสมุนไพร

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก: ควรปลูกในดินร่วนหรือดินที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ และมีความชื้นเหมาะสม
  • การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด หรือใช้ ส่วนของหัว/ชิ้นส่วนหัว ตามวิธีการเพาะปลูกของแต่ละพื้นที่
  • การเจริญเติบโต: เป็นพืชเถาที่ต้องอาศัยโครงค้ำหรือพืชสำหรับเลื้อยพัน และสร้างหัวสะสมอาหารใต้ดิน
  • การเก็บหัว: ในภูมิปัญญาพื้นบ้านนิยมเก็บในช่วงที่เถาแห้งและเริ่มลงหัว ซึ่งช่วยให้สังเกตและขุดหัวได้ง่าย

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • หัวใต้ดิน: เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาสมุนไพรและเป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทยบางตำรับ โดยเฉพาะหัวที่ผ่านการเตรียมวัตถุดิบอย่างถูกต้อง
  • ราก: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับการใช้ภายนอกบางกรณี

หมายเหตุ : หัวกลอยสดมีสารพิษและไม่ควรนำมารับประทานหรือใช้เป็นยาโดยตรง ต้องผ่านกระบวนการเตรียมวัตถุดิบที่เหมาะสมก่อน

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามตำรายาไทย: หัวกลอยมีการระบุสรรพคุณสำหรับ แก้เถาดาน หรืออาการแข็งเป็นลำในท้อง
  • หัวตากแห้ง: มีการใช้ในตำรับยาเพื่อ แก้น้ำเหลืองเสีย ขับปัสสาวะ และแก้ปวดตามข้อ
  • มีการกล่าวถึงการใช้หัวกลอยในภูมิปัญญาโบราณสำหรับ ฝีมะม่วงและโรคซิฟิลิส
  • การใช้ภายนอก: มีการใช้หัวหุงเป็นน้ำมันสำหรับใส่แผล กัดฝ้า และกัดหนอง
  • ราก: ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่งนำมาบดผสมกับน้ำมันมะพร้าวและพืชสมุนไพรอื่นเพื่อใช้ทาหรือพอกบริเวณแผลสัตว์เลี้ยงเพื่อกำจัดหนอนในแผล
  • ในตำรับยาไทย: กลอยเป็นส่วนประกอบของ ยาธรณีสันฑะฆาต ซึ่งใช้ตามตำรับสำหรับแก้เถาดาน ท้องผูก และกษัยเส้น โดยต้องเตรียมตัวยากลอยด้วยการคั่วก่อนนำไปใช้

หมายเหตุ : สรรพคุณดังกล่าวเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ได้รับการยืนยันประสิทธิผล

วิธีใช้

  • การใช้เป็นตัวยา: ต้องใช้หัวกลอยที่ผ่านการเตรียมและกำจัดสารพิษตามหลักเภสัชกรรมไทยก่อน โดยในตำรับยาธรณีสันฑะฆาตมีข้อกำหนดให้ คั่วหัวกลอยก่อนนำไปใช้
  • การใช้เป็นอาหาร: หัวกลอยต้องปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นบาง และผ่านกระบวนการล้างหรือแช่น้ำหลายครั้งเพื่อชะสารพิษออกก่อนนำไปปรุงอาหาร
  • การใช้ในตำรับยา: ควรใช้ตามสูตรตำรับ ขนาด และวิธีการใช้ที่กำหนดโดยแพทย์แผนไทยหรือผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้ด้านสมุนไพร

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • กลอยเป็นตัวยาในตำรับยาธรณีสันฑะฆาต ซึ่งปรากฏในรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ
  • ในสูตรตำรับดังกล่าวใช้ หัวกลอย 1 กรัม และกำหนดให้ คั่วกลอยก่อนนำไปใช้
  • ตำรับยาธรณีสันฑะฆาตมีสรรพคุณตามตำรับสำหรับ แก้เถาดาน ท้องผูก และแก้กษัยเส้น
  • ขนาดการใช้และข้อห้ามของตำรับต้องยึดตามประกาศและข้อมูลของตำรับยา ไม่ควรนำหัวกลอยดิบมาใช้แทนตำรับยา

สาระสำคัญ

  • แป้ง (starch): เป็นองค์ประกอบหลักของหัวกลอย และเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้กลอยถูกใช้เป็นอาหารพื้นบ้าน
  • Dioscorine: เป็นอัลคาลอยด์ที่มีฤทธิ์เป็นพิษต่อระบบประสาทและเป็นสารสำคัญที่ต้องควบคุมในการเตรียมกลอย
  • สารกลุ่มซาโปนิน: มีรายงานการตรวจพบสารกลุ่มนี้ในสารสกัดกลอย
  • ฟลาโวนอยด์: มีรายงานการตรวจพบในสารสกัดน้ำของหัวกลอย
  • สารพอลิแซ็กคาไรด์ที่ละลายน้ำได้: มีการศึกษาถึงคุณสมบัติทางชีวภาพในงานวิจัยบางส่วน

องค์ประกอบทางเคมี

  • Dioscorine: เป็นอัลคาลอยด์ชนิด isoquinuclidine มีสูตรโมเลกุล C13H19NO2 และเป็นสารพิษสำคัญของกลอย
  • Diosgenin: มีรายงานการตรวจพบในกลอยและอยู่ในกลุ่มสารสเตียรอยด์ซาโปนิน
  • Saponins: พบในสารสกัดกลอยบางชนิด
  • Flavonoids: ตรวจพบในสารสกัดน้ำจากหัวกลอยในการศึกษาด้านพฤกษเคมี
  • Water-soluble polysaccharides: เป็นกลุ่มสารที่มีการศึกษาถึงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติทางชีวภาพ
  • แป้งและคาร์โบไฮเดรต: เป็นองค์ประกอบสำคัญในหัวและมีบทบาทต่อการใช้เป็นอาหาร

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยด้าน เภสัชเวทและการควบคุมคุณภาพ ได้ศึกษาลักษณะทางเภสัชเวทของหัวกลอยแห้งและปริมาณ dioscorine จากตัวอย่างที่เก็บในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ
  • มีการพัฒนาวิธีวิเคราะห์ปริมาณ dioscorine ด้วย TLC-densitometry และ TLC image analysis ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการควบคุมคุณภาพหัวกลอยแห้ง
  • งานวิจัยทางเภสัชวิทยาพบว่า dioscorine มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง และเมื่อได้รับในระดับที่เป็นพิษอาจทำให้เกิดอาการชักและเสียชีวิตได้
  • งานวิจัยสมัยใหม่ยังศึกษาฤทธิ์ต้านจุลชีพและฤทธิ์ทางชีวภาพของแป้งหรือสารสกัดกลอย แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ ห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง
  • งานวิจัยปี 2025 ที่ประเมินสารสกัดน้ำจากหัวกลอยพบว่า ในการทดลองแบบเฉียบพลันในหนู สารสกัดไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษที่ขนาดสูงสุด 2,000 มก./กก. และไม่พบฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์ในการทดสอบที่ใช้ อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยระบุว่ายังต้องมีการศึกษาการได้รับซ้ำระยะยาวและการทดสอบในสัตว์ทดลองเพิ่มเติม

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • หลักฐานระดับเภสัชเวทและเคมีวิเคราะห์: มีข้อมูลค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับการตรวจเอกลักษณ์และการวิเคราะห์ dioscorine
  • หลักฐานระดับเภสัชวิทยา: มีข้อมูลจากการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ของสารสำคัญและสารสกัด
  • หลักฐานด้านความปลอดภัย: มีข้อมูลการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันและความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมในสัตว์ทดลองและการทดสอบในหลอดทดลองล่าสุด
  • หลักฐานในมนุษย์: ยังมีจำกัด จึงยังไม่ควรสรุปว่ากลอยหรือสารสกัดกลอยมีประสิทธิผลในการรักษาโรคใดเป็นมาตรฐานทางการแพทย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาท: dioscorine เป็นสารที่มีความเป็นพิษต่อระบบประสาท โดยการได้รับในระดับสูงสามารถทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทและการกดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางในระยะต่อมา
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีรายงานว่าสารหรือแป้งจากกลอยมีฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิด เช่น Escherichia coli, Staphylococcus aureus, Salmonella typhimurium และยีสต์บางชนิดในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดและสารกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์บางส่วนมีผลต้านอนุมูลอิสระในการศึกษาทดลอง
  • ด้านความเป็นพิษ: การศึกษาปัจจุบันชี้ว่าความปลอดภัยขึ้นอยู่กับชนิดของสารสกัด วิธีเตรียม และการกำจัดสารพิษ ไม่ควรนำผลการศึกษาสารสกัดที่ผ่านกระบวนการควบคุมมาเทียบกับหัวกลอยสดโดยตรง

ความปลอดภัย

  • หัวกลอยสดมีพิษ และไม่ควรรับประทานโดยไม่ผ่านกระบวนการกำจัดพิษ
  • สารพิษสำคัญคือ dioscorine ซึ่งสามารถทำให้เกิด ใจสั่น วิงเวียน คันคอ คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออก ซีด ตาพร่า อ่อนเพลีย อึดอัด เป็นลม กล้ามเนื้อกระตุก ชัก และอาจเสียชีวิต เมื่อได้รับในปริมาณมาก
  • ปริมาณสารพิษในหัวกลอยอาจแตกต่างกันตามฤดูกาลและแหล่งที่มา จึงไม่ควรใช้ลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียวเป็นตัวตัดสินความปลอดภัย
  • งานวิจัยปี 2025 พบว่าสารสกัดน้ำที่ใช้ในการทดลองไม่แสดงความเป็นพิษเฉียบพลันในหนูที่ขนาดสูงสุด 2,000 มก./กก. และไม่พบความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมในการทดสอบที่ใช้ แต่ผลดังกล่าว ไม่ใช่หลักฐานว่าหัวกลอยสดปลอดภัยสำหรับรับประทาน และยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการใช้ระยะยาวในมนุษย์

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามรับประทานหัวกลอยดิบหรือหัวที่ยังไม่ได้กำจัดพิษ
  • ห้ามใช้วัตถุดิบกลอยที่ไม่ทราบแหล่งที่มาและกระบวนการเตรียม
  • ไม่ควรนำกลอยมาใช้รักษาโรคด้วยตนเอง โดยเฉพาะในรูปหัวสดหรือสารสกัดที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • สำหรับ ตำรับยาธรณีสันฑะฆาต ซึ่งมีกลอยเป็นส่วนประกอบ มีข้อห้ามใช้ใน หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีไข้ และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ตามข้อมูลตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังมีข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างหัวกลอยหรือสารสกัดกลอยกับยาแผนปัจจุบันในมนุษย์ไม่เพียงพอ
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์กลอยร่วมกับยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีและระดับสารพิษอาจแตกต่างกัน
  • สำหรับ ยาธรณีสันฑะฆาต มีคำเตือนให้ระวังการใช้ร่วมกับ ยากลุ่มสารกันเลือดเป็นลิ่มและยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด รวมถึง phenytoin, propranolol, theophylline และ rifampicin ซึ่งเป็นคำเตือนของทั้งตำรับ ไม่ได้หมายความว่าเป็นปฏิกิริยาจากกลอยเพียงชนิดเดียว

การใช้ในอาหาร

  • หัวกลอย เป็นแหล่งแป้งที่ใช้เป็นอาหารพื้นบ้านในประเทศไทยและประเทศเขตร้อนบางแห่ง
  • อาหารพื้นบ้านที่พบ เช่น กลอยทอด ข้าวเหนียวหน้ากลอย กลอยแกงบวด และข้าวเกรียบกลอย
  • ก่อนนำมารับประทานต้องผ่านกระบวนการกำจัดพิษ เช่น ปอกเปลือก หั่นบาง และล้างหรือแช่น้ำหลายครั้ง โดยใช้น้ำไหลหรือน้ำที่เปลี่ยนใหม่เป็นระยะ เพื่อช่วยชะ dioscorine ซึ่งละลายน้ำได้

หมายเหตุ : การกำจัดพิษจากกลอยเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความรู้และความชำนาญ ไม่ควรทดลองเตรียมหัวกลอยสดรับประทานเองหากไม่ทราบวิธีที่ถูกต้อง

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • แป้งกลอยและผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน: ใช้เป็นแหล่งแป้งหลังผ่านกระบวนการกำจัดพิษ
  • ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป: สามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ขนมและอาหารพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: หัวกลอยแห้งที่ผ่านการเตรียมอย่างถูกต้องสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในตำรับยาแผนไทย เช่น ยาธรณีสันฑะฆาต
  • งานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์: แป้งและสารสกัดกลอยมีการศึกษาเพื่อประเมินศักยภาพด้านอาหารและการใช้ประโยชน์ทางชีวภาพ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • นิยมเก็บหัวในช่วงที่ เถาเริ่มแห้งและต้นลงหัว เพราะหัวมีขนาดเหมาะสมและสังเกตตำแหน่งได้ง่าย
  • หลังเก็บควรทำความสะอาดและคัดเลือกหัวที่สมบูรณ์
  • หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นก่อนทำให้แห้งในสภาพที่เหมาะสม
  • วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะที่สะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และการปนเปื้อน
  • ไม่ควรเก็บหัวกลอยรวมกับอาหารหรือสมุนไพรที่พร้อมรับประทาน หากยังไม่ได้ผ่านกระบวนการกำจัดพิษ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กลอยเป็นพืชอาหารป่าที่มีบทบาทสำคัญในภูมิปัญญาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนไทย
  • ภูมิปัญญาการบริโภคกลอยให้ปลอดภัยเน้นการ หั่นบาง ล้าง แช่น้ำ เปลี่ยนน้ำ และตากแห้ง เพื่อกำจัดสารพิษ
  • ในพื้นที่ชายทะเลมีภูมิปัญญาการใช้ น้ำทะเลและเกลือ ในกระบวนการกำจัดพิษ โดยต้องมีการเปลี่ยนน้ำและผ่านขั้นตอนการเตรียมหลายครั้ง
  • ความรู้เกี่ยวกับช่วงเวลาเก็บหัวก็มีความสำคัญ เพราะชาวบ้านนิยมเก็บในช่วงที่ต้นแห้งและหัวลงใต้ดินเต็มที่

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กลอยเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีประวัติการใช้ในสังคมชนบทและชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรจากป่า
  • การนำกลอยมาเป็นอาหารสะท้อนภูมิปัญญาการใช้พืชหัวที่มีพิษให้กลายเป็นอาหารได้ด้วยกระบวนการแปรรูป
  • กลอยยังปรากฏใน ตำรายาไทยและตำรับยาธรณีสันฑะฆาต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้พืชชนิดนี้ทั้งในบริบทอาหารและการแพทย์แผนไทย

สถานะการอนุรักษ์

  • ฐานข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ยอมรับ Dioscorea hispida Dennst. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิดนี้
  • การประเมินตาม Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุว่าชนิดนี้มีการคาดการณ์สถานะ ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) และข้อมูลตาม IUCN ภายใต้ชื่อพ้อง Dioscorea lunata ระบุ Least Concern (LC)
  • อย่างไรก็ตาม การเก็บหัวจากธรรมชาติมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า และการสูญเสียแหล่งพันธุกรรมท้องถิ่นยังเป็นปัจจัยที่ควรติดตาม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Dioscoreales
  • Family: Dioscoreaceae
  • Genus: Dioscorea
  • Species: Dioscorea hispida Dennst.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • การตรวจสอบลักษณะภายนอก: พิจารณาลักษณะหัวใต้ดิน เปลือก สีเนื้อ รูปร่าง ลำต้น ใบ และลักษณะทางพฤกษศาสตร์อื่น ๆ
  • การตรวจสอบทางจุลทรรศน์: ใช้ลักษณะทางกายวิภาคและจุลทรรศน์ของวัตถุดิบเพื่อยืนยันชนิด
  • การตรวจสอบทางเภสัชเวท: มีการศึกษาจัดทำข้อมูลจำเพาะทางเภสัชเวทของหัวกลอยแห้งเพื่อใช้ในการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
  • การตรวจสารสำคัญ: สามารถใช้ TLC/TLC-densitometry และการวิเคราะห์ภาพ TLC เพื่อตรวจและหาปริมาณ dioscorine
  • การควบคุมคุณภาพ: การตรวจเอกลักษณ์ควรดำเนินการร่วมกับการประเมินคุณภาพ ความชื้น สิ่งแปลกปลอม และสารสำคัญ/สารพิษตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

คำเตือนทางการแพทย์

  • กลอยเป็นพืชที่มีสารพิษตามธรรมชาติ โดยเฉพาะ dioscorine จึงไม่ควรรับประทานหัวสด
  • การกำจัดพิษที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้เกิด คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน ใจสั่น ตาพร่า เหงื่อออก อ่อนแรง ชัก กดระบบประสาทส่วนกลาง และอาจเสียชีวิต
  • ไม่ควรใช้กลอยเพื่อรักษาโรคแทนการรักษามาตรฐาน และไม่ควรใช้สารสกัดกลอยด้วยตนเอง
  • หากสงสัยว่าได้รับพิษจากกลอยและมีอาการผิดปกติ ควร หยุดรับประทานและเข้ารับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว
  • ผลการทดลองความปลอดภัยของสารสกัดน้ำในสัตว์ทดลองปี 2025 ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยของ หัวกลอยสดหรือผลิตภัณฑ์กลอยที่ไม่ได้มาตรฐาน ในมนุษย์ได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กฤติยา ไชยนอก. (2559). ก่อนกินกลอย…ดูกันให้ดีๆ ก่อนนะ. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. (2564). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2564. ราชกิจจานุเบกษา.
  4. Sasiwatpaisit, N. (2554). Pharmacognostic specification and dioscorine content of Dioscorea hispida tubers [Doctoral dissertation, Chulalongkorn University].
  5. Sasiwatpaisit, N., Thitikornpong, W., Palanuvej, C., & Ruangrungsi, N. (2014). Dioscorine content in Dioscorea hispida dried tubers in Thailand by TLC-densitometry and TLC image analysis. Journal of Chemical and Pharmaceutical Research, 6(4), 803–806.
  6. Tantisira, B. (1979). เภสัชวิทยาของไดออสคอรีน: 1. ฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง และปฏิกิริยาร่วมกับยากดประสาท. Thai Journal of Pharmaceutical Sciences, 4(1), 9–20.
  7. Muhammad, H., Nik Zainuddin, N. A. S., Md Nasir, N. L., Ab Dullah, S. S., Ibnu Rasid, E. N., Lau, M. S., Abd Rahman, M. R. A., Poo, C. L., Mustapha Kamal, S. K., & Awang, N. (2025). Safety profile of Dioscorea hispida tuber extract: A combined acute toxicity and genotoxicity study. Frontiers in Pharmacology, 16, 1666101. https://doi.org/10.3389/fphar.2025.1666101
  8. Pinder, A. R. (1951). An alkaloid of Dioscorea hispida, Dennst. Nature, 168, 1090. https://doi.org/10.1038/1681090a0
  9. Leete, E., & Pinder, A. R. (1972). Biosynthesis of dioscorine. Phytochemistry, 11(11), 3219–3224. https://doi.org/10.1016/S0031-9422(00)86377-3
  10. Centre for Agriculture and Bioscience International. (n.d.). Dioscorea hispida Dennst. PROSEA Plant Resources of South-East Asia.
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Dioscorea hispida Dennst. Plants of the World Online.
Scroll to top