กุ่มบก
กุ่มบก เป็นไม้ยืนต้นพื้นบ้านของไทยที่มีความสำคัญทั้งด้านอาหารและ สมุนไพรไทย โดยเฉพาะใบ ดอก เปลือกต้น ราก แก่น และผล มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อดูแลอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร การขับลม การบำรุงธาตุ และโรคผิวหนัง นอกจากนี้ยอดอ่อนและช่อดอกยังนำมาดองหรือปรุงเป็นผักพื้นบ้านได้อีกด้วย
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : กุ่มบก
- ชื่อท้องถิ่น : ผักกุ่ม, กุ่ม, ผักก่าม, ก่าม, กะงัน, สะเบาถะงัน, เดิมถะงัน, ทะงัน
- ชื่อสามัญ : Sacred barnar, Caper tree, Sacred garlic pear, Temple plant
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย : Crateva adansonii DC. subsp. trifoliata (Roxb.) Jacobs
- ชื่อวิทยาศาสตร์ตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ : Crateva falcata (Lour.) DC. โดยชื่อ Crateva adansonii subsp. trifoliata เป็นชื่อพ้องที่มีการใช้ในฐานข้อมูลไทยและเอกสารพฤกษศาสตร์เดิม
- วงศ์ : Capparaceae
- ประเภทพืช : ไม้ต้นผลัดใบ
- การใช้ประโยชน์ : เป็นทั้ง ผักพื้นบ้าน สมุนไพรไทย ไม้ประดับ และพืชอาหาร
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : กุ่มบกเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง สูงประมาณ 5–25 เมตร โดยทั่วไปพบขนาดประมาณ 6–10 เมตร ลำต้นแตกกิ่งเป็นพุ่มค่อนข้างโปร่ง กิ่งมักคดงอ เปลือกต้นมีสีเทาหรือน้ำตาลอมเทา ผิวค่อนข้างเรียบ แต่อาจมีรอยแตกตามขวาง เนื้อไม้มีสีขาวปนเหลืองและค่อนข้างละเอียด
- ใบ : เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงสลับ แต่ละใบมีใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยรูปรีหรือรูปไข่ กว้างประมาณ 2–6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4–12 เซนติเมตร โคนใบสอบและใบย่อยด้านข้างอาจมีลักษณะเบี้ยว ขอบใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบเรียบและเป็นมัน ก้านใบประกอบยาวประมาณ 7–9 เซนติเมตร
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมี 4 กลีบ สีขาวในระยะแรก และอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลหรือชมพูอ่อนเมื่อแก่ กลีบดอกรูปรี มีเส้นคล้ายเส้นใบปรากฏชัด เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก ก้านเกสรมีสีม่วงและยาวเด่น ส่วนก้านชูเกสรเพศเมียยาวกว่าเกสรเพศผู้
- ผล : เป็นผลสดหรือผลที่มีเปลือกค่อนข้างแข็ง รูปร่างกลมถึงกลมแกมไข่ ขนาดประมาณ 2–3.5 เซนติเมตร เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงหรือม่วงอมน้ำตาล ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีรูปร่างคล้ายไตและผิวเรียบ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กุ่มบกมีการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของเอเชียและพื้นที่ใกล้เคียง โดยพบในอินเดีย จีนตอนใต้ อินโดจีน เมียนมา และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยมีรายงานว่าพบได้เกือบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ในบางฐานข้อมูลพรรณไม้ และมักพบตามพื้นที่ค่อนข้างแห้ง ป่าผลัดใบ และบริเวณที่มีแสงแดดเพียงพอ
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : ควรปลูกในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก ดินระบายน้ำได้ดี และไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : ใช้เมล็ดจากผลแก่ที่สมบูรณ์ นำมาเพาะในวัสดุเพาะที่มีความชื้นเหมาะสม เมื่อกล้าแข็งแรงจึงย้ายลงแปลง
- การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ : มีข้อมูลการใช้วิธีตอนกิ่งและปักชำกิ่งในการขยายพันธุ์
- การดูแล : ในระยะแรกควรให้น้ำสม่ำเสมอ แต่เมื่อพืชตั้งตัวได้แล้วสามารถทนสภาพค่อนข้างแห้งได้ดี
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ
- ดอก
- ผล
- เปลือกต้น
- เปลือกราก
- ราก
- แก่น
- กระพี้
ข้อมูลการใช้ในตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้านมีความแตกต่างกันตามพื้นที่และตำรับ
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการใช้พื้นบ้าน มีการนำส่วนต่าง ๆ ของกุ่มบกมาใช้ดังนี้
- ใบ : มีรสร้อน ใช้ต้มน้ำดื่มเพื่อ บำรุงหัวใจและขับลม และมีการใช้ใบสดตำทาภายนอกบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนหรืออาการคันตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใบและเปลือกราก : ใช้ถูนวดบริเวณร่างกายเพื่อส่งเสริมการไหลเวียนเลือดเฉพาะที่
- เปลือกต้น : ใช้ตามตำรับพื้นบ้านเพื่อ บำรุงธาตุ คุมธาตุ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้ไข้ และบำรุงหัวใจ นอกจากนี้ยังมีการใช้ภายนอกสำหรับปัญหาผิวหนัง
- ราก : ใช้บำรุงธาตุ และตามภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้สำหรับอาการมานกษัยที่เกิดจากกองลม
- แก่น : มีการใช้เพื่อ บำรุงเลือด แก้ริดสีดวงทวาร และอาการผอมเหลือง รวมถึงใช้ในตำรับเกี่ยวกับนิ่ว
- ดอก : ใช้เป็นยาเจริญอาหาร และบางพื้นที่ใช้สำหรับอาการเจ็บคอหรือเจ็บตา
- ผล : มีการใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับ แก้ไข้และแก้ท้องผูก
สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและเอกสารสมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก
วิธีใช้
- ต้มน้ำดื่ม : ใบ เปลือกต้น หรือแก่น มีการใช้ต้มกับน้ำตามตำรับพื้นบ้านสำหรับการบำรุงธาตุ ขับลม หรืออาการต่าง ๆ ตามส่วนที่ใช้
- ใช้ภายนอก : ใบสดตำละเอียด ใช้ทาบริเวณผิวหนังที่มีอาการตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใช้พอก : มีข้อมูลการใช้ใบสดบดผสมกับน้ำซาวข้าวสำหรับพอกบริเวณที่มีอาการคันหรือบวมจากพยาธิตัวจี๊ด
- ใช้ประคบ : เปลือกต้นนำมานึ่งให้ร้อนแล้วใช้ประคบบริเวณที่มีอาการปวดตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดยาและระยะเวลาการใช้ที่ปลอดภัย
สาระสำคัญ
กุ่มบกเป็นพืชที่มีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยงานวิจัยพบ สารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แทนนิน อัลคาลอยด์ เทอร์พีนอยด์ สเตียรอยด์ ซาโปนิน คูมาริน และสารกลุ่มไกลโคไซด์ ในสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช ทั้งนี้ชนิดและปริมาณสารจะแตกต่างกันตามส่วนของพืช ตัวทำละลาย และแหล่งปลูก
องค์ประกอบทางเคมี
มีรายงานการตรวจพบสารหรือกลุ่มสารสำคัญ ได้แก่
- Flavonoids เช่น rutin, naringenin และ isovitexin
- Phenolic compounds เช่น gallic acid, vanillic acid, syringic acid, chlorogenic acid และ p-hydroxybenzoic acid
- Triterpenoids เช่น lupeol
- Phytosterols เช่น daucosterol
- Tannins
- Saponins
- Alkaloids
- Terpenoids
- Coumarins
- Cardiac glycosides
การศึกษาด้วย UHPLC-MS รายงานสารพฤกษเคมีที่สามารถระบุเบื้องต้นได้จำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่ม phenolic, flavonoid, coumarin, terpenoid, chalcone, saponin และ glycoside
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยของ Crateva adansonii ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในหลอดทดลอง การศึกษาในสัตว์ทดลอง และการวิเคราะห์ทางเคมี จึงยังไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้ มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ แก้ปวด ต้านจุลชีพ และยับยั้งเอนไซม์บางชนิด จากสารสกัดของใบ เปลือกต้น ราก และส่วนเหนือดิน
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับพฤกษเคมี : มีหลักฐานค่อนข้างมากว่าพืชมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม
- ระดับหลอดทดลอง : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และต้านจุลชีพบางชนิด
- ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลสนับสนุนฤทธิ์แก้ปวดและต้านการอักเสบ
- ระดับการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ : ยังมีข้อมูลจำกัด จึงยังไม่ควรสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดจากใบมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH และสารสกัดที่มีปริมาณฟีนอลิกสูงมักแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่า
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : การศึกษาในเซลล์ผิวหนังมนุษย์พบว่าสารสกัดจากใบสามารถลดการแสดงออกของ IL-6, IL-8 และ TNF-α ในแบบจำลองการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับ Staphylococcus aureus แม้สารสกัดจะไม่ยับยั้งการเจริญของเชื้อโดยตรงในการทดลองดังกล่าว
- ฤทธิ์แก้ปวดและต้านการอักเสบในสัตว์ทดลอง : สารสกัดใบและส่วนที่แยกได้เป็น lupeol แสดงฤทธิ์ลดการอักเสบและความเจ็บปวดในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและแก้ปวดจากเปลือกต้น : สารสกัดไฮโดรเมทานอลจากเปลือกต้นแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดพฤติกรรมตอบสนองต่อความเจ็บปวดในสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ : งานวิจัยหนึ่งพบฤทธิ์ยับยั้ง α-amylase, tyrosinase, acetylcholinesterase และ butyrylcholinesterase แตกต่างกันตามส่วนของพืชและตัวทำละลาย
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีการศึกษาในระดับเซลล์พบว่า daucosterol และสารสกัดบางส่วนมีฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก แต่เป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่หลักฐานว่ากุ่มบกรักษามะเร็งในคนได้
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกุ่มบกในมนุษย์ยังมีจำกัด การศึกษาสัตว์ทดลองบางงานพบว่าสารสกัดใบที่ใช้ในการทดลองไม่ทำให้สัตว์ทดลองตายหรือแสดงการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมอย่างชัดเจนที่ขนาดสูงสุด 2 กรัม/กิโลกรัมในระยะเฉียบพลัน อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวไม่สามารถนำมาเทียบเป็นขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ได้โดยตรง
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่มีประวัติ แพ้กุ่มบก หรือพืชในวงศ์ Capparaceae ควรหลีกเลี่ยง
- ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นหรือรับประทานส่วนต่าง ๆ ในปริมาณสูงโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรแผนไทยก่อนใช้เป็นยา
- ไม่ควรใช้แทนยามาตรฐานสำหรับโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษา
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกุ่มบกกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากสารสกัดมีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม จึงควรใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานยาหลายชนิดเป็นประจำ และควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกุ่มบกร่วมกับยา
การใช้ในอาหาร
กุ่มบกเป็นผักพื้นบ้านของไทย โดยนิยมใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน และช่อดอกเป็นอาหาร สามารถนำไปดองหรือปรุงสุกแล้วรับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก รวมถึงนำไปประกอบอาหารตามวิถีพื้นบ้าน
ใบและยอดของกุ่มมีสารประกอบที่อาจเป็นพิษเมื่อรับประทานดิบในปริมาณมาก จึงมีภูมิปัญญาการนำไปดองหรือทำให้สุกก่อนรับประทาน
การใช้ในผลิตภัณฑ์
กุ่มบกมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดพืช และผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน เนื่องจากมีสารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และสารพฤกษเคมีอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ควรผ่านการประเมินมาตรฐานวัตถุดิบ ความคงตัว ปริมาณสารสำคัญ ความปลอดภัย และประสิทธิผลก่อน
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบและยอดอ่อน : เก็บในระยะที่ใบสมบูรณ์และไม่ถูกทำลายจากโรคหรือแมลง
- ดอก : เก็บในระยะดอกตูมถึงดอกบานตามวัตถุประสงค์การใช้
- เปลือกและแก่น : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์ และหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกรอบลำต้นจนทำให้ต้นตาย
- การทำแห้ง : หากนำมาเป็นเครื่องยา ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมในบริเวณที่อากาศถ่ายเทและไม่โดนความชื้น
- การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และเชื้อรา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย กุ่มบก มีบทบาททั้งเป็นอาหารและยา โดยใช้ใบ ดอก ยอดอ่อน และส่วนของเปลือกไม้เป็นวัตถุดิบ นอกจากนี้มีการใช้เปลือกต้นร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้านเพื่อขับลม แก้สะอึก และดูแลระบบธาตุ ขณะที่ใบและดอกถูกใช้เป็นอาหารและเป็นสมุนไพรในครัวเรือน
ประวัติและวัฒนธรรม
กุ่มบกเป็น ผักพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักและใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน ทั้งในด้านอาหารและสมุนไพร มีการปลูกไว้ใกล้บ้านและนำส่วนต่าง ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากประโยชน์ด้านอาหารแล้ว ในความเชื่อพื้นบ้านบางแห่งยังถือว่ากุ่มเป็นไม้มงคล โดยเชื่อมโยงกับความหมายของคำว่า “กุ่ม” ในลักษณะของความเป็นกลุ่มก้อนและความมั่นคงของครอบครัว
สถานะการอนุรักษ์
กุ่มบกมีการกระจายพันธุ์ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย และยังมีการปลูกเป็นพืชอาหารและไม้ประดับ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสำรวจทรัพยากรสมุนไพรในบางพื้นที่ของประเทศไทยพบ กุ่มบกมีสถานภาพเสี่ยงภัยในระดับพื้นที่สำรวจบางแห่ง จึงควรส่งเสริมการปลูกและอนุรักษ์พันธุ์ในท้องถิ่นควบคู่กับการเก็บจากธรรมชาติ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
- อันดับ (Order) : Brassicales
- วงศ์ (Family) : Capparaceae
- สกุล (Genus) : Crateva
- ชนิด (Species) : Crateva falcata (Lour.) DC.
ชื่อ Crateva adansonii และ Crateva adansonii subsp. trifoliata เป็นชื่อที่พบในเอกสารและฐานข้อมูลพรรณไม้ไทยเดิม ขณะที่ Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew จัด Crateva falcata เป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับชื่อดังกล่าว และระบุ C. adansonii subsp. trifoliata เป็นชื่อพ้องของ C. falcata
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ กุ่มบก ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและข้อมูลทางอนุกรมวิธาน โดยลักษณะที่ช่วยจำแนก ได้แก่
- ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ
- ใบย่อยรูปรีหรือรูปไข่
- ดอกมี 4 กลีบ
- เกสรเพศผู้จำนวนมาก มักเห็นก้านสีม่วงเด่น
- ผลค่อนข้างกลม มีหลายเมล็ด
- ควรตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้เทียบกับตัวอย่างอ้างอิงจากหอพรรณไม้หรือฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ที่เชื่อถือได้
ชื่อวิทยาศาสตร์ควรตรวจสอบให้ตรงกับระบบอนุกรมวิธานที่ใช้อ้างอิง เนื่องจากกุ่มบกมีการใช้ชื่อพ้องหลายชื่อในเอกสารไทยและต่างประเทศ
คำเตือนทางการแพทย์
ข้อมูลสรรพคุณของกุ่มบกจำนวนมากมาจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังเป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่ควรใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อวินิจฉัย รักษา หรือหยุดยาสำหรับโรคต่าง ๆ ด้วยตนเอง
การนำกุ่มบกมาใช้เป็นอาหารควรผ่านการปรุงสุกหรือการดองตามวิธีที่เหมาะสม และไม่ควรรับประทานส่วนของพืชในปริมาณมากโดยไม่ทราบวิธีเตรียมที่ถูกต้อง
หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคตับหรือไต และผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กุ่มบกในรูปแบบยา หรือผลิตภัณฑ์สารสกัดเข้มข้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ภาษาไทย
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2567). ข้อมูลรายการอ้างอิงตำรับยาแผนไทย. กระทรวงสาธารณสุข.
- มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). กุ่มบก (Crateva adansonii DC. ssp. trifoliata). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
- มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. (2566). กุ่มบก. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ.
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ: กุ่มบก.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กุ่มบก.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. (ม.ป.ป.). กุ่มบก.
ภาษาอังกฤษ
- Ajanaku, C. O., Echeme, J. O., Mordi, R. C., Owoeye, T. F., Taiwo, O. S., & Ejilude, O. (2018). Phytochemical screening and antimicrobial studies of stem and root extracts of Crateva adansonii. Annual Research & Review in Biology, 24(5), 1–7.
- Maduka, C. C., Akubugwo, H. E. I., Olorunnipe, O., Okpogba, A. N., Maduka, A. A., Aguoru, C. U., Ugwu, C. E., Dike, C. C., & Ogueche, P. N. (2016). Elemental composition and phytochemical screening of aqueous leaf extract and stem bark extract of Crateva adansonii. International Journal of Biochemistry Research & Review, 10(4), 1–7.
- Pervaiz, I., Hasnat, M., Ahmad, S., et al. (2022). Phytochemical composition, biological propensities, and in-silico studies of Crateva adansonii DC.: A natural source of bioactive compounds. Food Bioscience, 49, 101890.
- Shanmugalingam, V., Sathasivampillai, S. V., & Sebastian, P. R. (2021). Bioactivities of isolated phytochemical constituents and extracts of Crateva adansonii DC. Journal of Amasya University the Institute of Sciences and Technology, 2(1).
- Screening of anti-inflammatory phytocompounds from Crateva adansonii leaf extracts and its validation by in silico modeling. (2018). Journal of Genetic Engineering and Biotechnology, 16(2), 711–719.
- Analgesic and anti-inflammatory potential of Lupeol isolated from Indian traditional medicinal plant Crateva adansonii screened through in vivo and in silico approaches. (2021). Journal of Ethnopharmacology.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Crateva falcata (Lour.) DC. Plants of the World Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Crateva adansonii DC. Plants of the World Online.
