กุ่มน้ำ

กุ่มน้ำ

กุ่มน้ำ เป็นไม้ต้นสมุนไพรและผักพื้นบ้านที่พบได้ตามริมแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง และพื้นที่ชุ่มน้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crateva religiosa G.Forst. เป็นพืชที่มีความสำคัญทั้งด้าน สมุนไพรไทย อาหารพื้นบ้าน และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะเปลือกต้นที่มีการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับ ยาแก้ลมอัมพฤกษ์ ในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศ นอกจากนี้ ยอดอ่อนและช่อดอกยังนิยมแปรรูปเป็นผักดองหรือปรุงอาหารพื้นบ้าน โดยต้องผ่านการปรุงหรือดองอย่างเหมาะสมก่อนรับประทาน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กุ่มน้ำ, กุ่ม, ผักกุ่ม, ก่าม
  • ชื่อท้องถิ่น : กุ่ม (เลย), อำเภอ (สุพรรณบุรี), ผักกุ่ม, ก่าม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), รอสะหรือรอถะในบางพื้นที่ และมีชื่อท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์แตกต่างกันไป
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crateva religiosa G.Forst.
  • ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ : Crateva brownii Korth. ex Miq., Crateva hansemannii K.Schum., Crateva macrocarpa Kurz, Crateva membranifolia Miq. และ Crateva speciosa Volkens
  • วงศ์ : Capparaceae
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Sacred garlic pear, Sacred barma, Three-leaved caper
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นทั้ง พืชสมุนไพร พืชอาหาร และไม้ประดับ
  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ริมน้ำ ริมลำธาร พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่ที่มีความชื้นในดินค่อนข้างสูง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : กุ่มน้ำเป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง สูงประมาณ 5–20 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านค่อนข้างโปร่ง กิ่งมักคดงอ เปลือกต้นสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน ค่อนข้างเรียบในต้นอ่อน และอาจมีรอยแตกหรือเป็นสะเก็ดเมื่อมีอายุมาก ต้นกุ่มน้ำสามารถผลัดใบเกือบหมดทั้งต้นในช่วงก่อนออกดอก ทำให้เห็นช่อดอกเด่นชัดตามปลายกิ่ง
  • ใบ : เป็น ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับบริเวณปลายกิ่ง ก้านใบประกอบยาวประมาณ 6.5–13 เซนติเมตร ใบย่อยมีรูปร่างรี รูปไข่ หรือค่อนข้างเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ใบย่อยด้านข้างอาจมีโคนใบเบี้ยวเล็กน้อย เนื้อใบค่อนข้างบางและนุ่ม ผิวด้านบนสีเขียวเป็นมัน ส่วนด้านล่างมีสีอ่อนกว่าและอาจพบขนอ่อน เส้นแขนงใบเห็นได้ค่อนข้างชัด
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อดอกมีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกแรกบานมีสีขาว แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนหรือออกชมพู กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ รูปรี ปลายมน ก้านเกสรตัวผู้จำนวนมากยาวยื่นออกมา มีสีม่วงหรือชมพู ทำให้ช่อดอกมีลักษณะเด่นและสวยงาม เกสรเพศเมียมี 1 อัน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ
  • ผล : เป็นผลสด ลักษณะเกือบกลม กลมรี หรือรูปไข่ ขนาดแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูล ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่หรือสุกเปลี่ยนเป็นสีเทา น้ำตาลแดง หรือสีเหลืองอมเทา เปลือกค่อนข้างหนาและแข็ง ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
  • เมล็ด : มีจำนวนมาก รูปร่างคล้ายไต รูปเกือกม้า หรือคล้ายหัวใจเบี้ยว มีสีน้ำตาลเข้มและผิวค่อนข้างเรียบ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กุ่มน้ำมีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อินเดีย พม่า อินโดจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะมาเลเซีย ไมโครนีเซีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมักพบตาม พื้นที่ลุ่มต่ำ ป่าริมน้ำ ป่าที่มีน้ำท่วมถึง และบริเวณริมแม่น้ำหรือลำธาร ในประเทศไทยมีรายงานพบในหลายจังหวัด เช่น ตาก กรุงเทพมหานคร ชัยนาท จันทบุรี ชุมพร และพัทลุง และพบปลูกในสวนหรือบริเวณบ้านที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำในบางชุมชน

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่ : ควรปลูกในพื้นที่มีความชื้นและมีน้ำเพียงพอ โดยเฉพาะบริเวณริมแหล่งน้ำหรือพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินค่อนข้างสูง
  • แสงแดด : ต้องการแสงแดดค่อนข้างมาก สามารถปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเต็มวัน
  • ดิน : เหมาะกับดินร่วนหรือดินที่มีอินทรียวัตถุและระบายน้ำได้ดี แต่สามารถทนต่อสภาพพื้นที่ชื้นและน้ำท่วมเป็นระยะได้
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป โดยเก็บเมล็ดจากผลแก่แล้วนำไปเพาะ เมล็ดสดเหมาะสำหรับการเพาะขยายพันธุ์
  • การปักชำ : สามารถใช้กิ่งที่เหมาะสมสำหรับการปักชำเพื่อเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์
  • การตอนกิ่ง : มีรายงานการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งเช่นกัน

ส่วนที่ใช้เป็นยา

ส่วนต่าง ๆ ที่มีการใช้ตามภูมิปัญญาสมุนไพร ได้แก่ ใบ ดอก ผล เปลือกต้น กระพี้ แก่น และราก โดยส่วนที่มีความสำคัญในตำรับยาแผนไทยและมีข้อมูลทางราชการรองรับอย่างชัดเจนคือ เปลือกต้นกุ่มน้ำ ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาแก้ลมอัมพฤกษ์

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ใบ : ตามตำรายาไทยมีรสขมหอม ใช้ในภูมิปัญญาเพื่อ ขับเหงื่อ แก้ไข้ เจริญอาหาร ระบาย บำรุงธาตุ ขับพยาธิ แก้ปวดเส้น แก้อัมพาต แก้โรคไขข้ออักเสบ แก้สะอึก และขับผายลม
  • ดอก : ตามตำรายาไทยมีรสเย็น ใช้เพื่อ แก้เจ็บในตา แก้ไข้ครั่นเนื้อครั่นตัว และแก้เจ็บคอ
  • ผล : ใช้ตามภูมิปัญญาไทยเพื่อ แก้ไข้
  • เปลือกต้น : มีการใช้เป็นยาเพื่อ แก้สะอึก ขับผายลม ขับเหงื่อ แก้กองลม แก้กระษัย แก้ริดสีดวงทวาร ระงับพิษทางผิวหนัง แก้ไข้ ขับน้ำเหลืองเสีย บำรุงธาตุ ขับน้ำดี ขับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และแก้อาเจียน
  • กระพี้ : ตามตำรายาไทยใช้เพื่อ แก้ริดสีดวงทวาร
  • แก่น : ใช้ในภูมิปัญญาเพื่อ แก้นิ่ว
  • ราก : มีการใช้เพื่อ บำรุงธาตุและขับหนอง
  • ตำรับยาแก้ลมอัมพฤกษ์ : เปลือกต้นกุ่มน้ำใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นในตำรับยาแผนไทย สำหรับบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดตามเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ รวมถึงมือเท้าตึงหรือชา

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่สำหรับรักษาโรคโดยตรง

วิธีใช้

  • ใช้ในตำรับยาแผนไทย : เปลือกต้นกุ่มน้ำสามารถใช้เป็นเครื่องยาในตำรับ ยาแก้ลมอัมพฤกษ์ โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นตามสูตรตำรับ ไม่ควรนำไปปรุงรับประทานเองโดยกำหนดขนาดยาโดยไม่มีผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยกำกับ
  • ใช้เป็นอาหาร : ยอดอ่อนและช่อดอกควรผ่านการลวก ต้ม หรือดองก่อนรับประทาน เพื่อลดสารที่อาจก่อพิษ
  • ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีการนำแก่น เปลือกต้น ใบ และรากไปต้ม แช่น้ำ หรือเตรียมเป็นยาพื้นบ้านตามวัตถุประสงค์ของแต่ละท้องถิ่น

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กุ่มน้ำมีชื่ออยู่ในตำรับยาแก้ลมอัมพฤกษ์ โดยใช้ เปลือกต้น Crateva religiosa G.Forst. เป็นส่วนประกอบของตำรับร่วมกับสมุนไพรอื่น เช่น กระเทียม การบูร กุ่มบก และเกลือสินเธาว์ โดยเอกสารของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอ้างอิงตำรับดังกล่าวจากบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2563 และรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของกุ่มน้ำมีความแตกต่างกันตาม ส่วนของพืช ตัวทำละลาย และวิธีการสกัด โดยงานวิจัยพบกลุ่มสารพฤกษเคมีหลายชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ ฟีนอลิก ซาโปนิน สเตียรอยด์ เทอร์พีนอยด์ แทนนิน ไกลโคไซด์ และสารประกอบฟีนอลิก

องค์ประกอบทางเคมี

จากการศึกษาทางเภสัชเคมีของ Crateva religiosa พบรายงานองค์ประกอบหลายกลุ่ม ได้แก่

  • ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids)
  • อัลคาลอยด์ (Alkaloids)
  • สารประกอบฟีนอลิก (Phenolic compounds)
  • ซาโปนิน (Saponins)
  • สเตียรอยด์ (Steroids)
  • เทอร์พีนอยด์ (Terpenoids)
  • แทนนิน (Tannins)
  • ไกลโคไซด์ (Glycosides)
  • โปรตีนและเรซิน
  • มีรายงานการแยกสารเฉพาะชนิดจากส่วนต่าง ๆ เช่น ceryl alcohol, friedelin, betulinic acid, diosgenin, lupeol, β-sitosterol, tricontane, tricontanol และ glucocapparin

หมายเหตุ : องค์ประกอบทางเคมีที่ตรวจพบอาจแตกต่างกันตามแหล่งปลูก ส่วนของพืช อายุพืช ฤดูกาล และวิธีการสกัด จึงไม่ควรนำค่าจากงานวิจัยหนึ่งไปใช้เป็นค่ามาตรฐานของวัตถุดิบทุกแหล่ง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ กุ่มน้ำ (Crateva religiosa) ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูลทางคลินิกในมนุษย์ งานวิจัยปี 2018 พบว่าสารสกัดใบกุ่มน้ำมีฤทธิ์ ต้านการอักเสบและต้านจุลชีพ ในการทดลอง โดยกลุ่มสารสำคัญที่ตรวจพบ ได้แก่ อัลคาลอยด์ สเตียรอยด์ เทอร์พีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ เรซิน และโปรตีน งานวิจัยปี 2024 ศึกษาสารสกัดไฮโดรแอลกอฮอล์จากเปลือกต้นกุ่มน้ำในระดับเซลล์ พบกิจกรรมด้าน ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งรังไข่ แต่เป็นการทดลองในหลอดทดลอง ไม่ใช่หลักฐานว่าการรับประทานกุ่มน้ำสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้ งานวิจัยปี 2025 รายงานฤทธิ์ของสารสกัดเมทานอลจากเปลือกต้นในระดับ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเอนไซม์ acetylcholinesterase และ butyrylcholinesterase และยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งบางชนิดในหลอดทดลอง

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ภูมิปัญญาและตำรายาไทย : มีข้อมูลการใช้มาอย่างต่อเนื่อง และมีการนำเปลือกต้นเข้าสู่ตำรับยาแผนไทยอย่างเป็นทางการ
  • ข้อมูลพฤกษศาสตร์และเภสัชเวท : มีข้อมูลค่อนข้างชัดเจนจากฐานข้อมูลสมุนไพรและเอกสารทางพฤกษศาสตร์
  • การศึกษาทางเภสัชวิทยา : มีหลักฐานระดับ หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ในหลายฤทธิ์
  • การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : หลักฐานยังมีจำกัด จึงยังไม่สามารถสรุปประสิทธิผลของกุ่มน้ำในการรักษาโรคต่าง ๆ ในมนุษย์ได้อย่างชัดเจน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดจากใบและเปลือกต้นแสดงฤทธิ์ลดการอักเสบในการทดลองบางรูปแบบ
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากใบมีผลยับยั้งจุลชีพบางชนิดในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบในสารสกัดจากเปลือกและใบ โดยสัมพันธ์กับปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
  • ฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของเซลล์ : สารสกัดเปลือกต้นมีฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งบางชนิดในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรส : งานวิจัยปี 2025 พบกิจกรรมยับยั้ง AChE และ BChE ในการทดลองระดับหลอดทดลอง

หมายเหตุ : ผลการทดลองระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลองไม่สามารถเทียบเท่ากับประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์ จำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้เป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์

ความปลอดภัย

กุ่มน้ำเป็นพืชอาหารพื้นบ้านที่มีการบริโภคในบางพื้นที่ แต่ ยอดอ่อนและส่วนอ่อนของพืชอาจมีสารกลุ่มไซยาโนเจนิกที่สามารถปลดปล่อยไฮโดรเจนไซยาไนด์ได้ จึงไม่ควรรับประทานสดในปริมาณมาก การลวก ต้ม หรือดองเป็นวิธีที่ภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้เพื่อลดความขมและลดสารที่อาจก่อพิษก่อนบริโภค มีรายงานการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดใบในสัตว์ทดลอง แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะกำหนดความปลอดภัยของการใช้กุ่มน้ำในมนุษย์ทุกกลุ่ม

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรรับประทานยอดอ่อนหรือส่วนอ่อนแบบดิบ โดยเฉพาะในปริมาณมาก ควรลวก ต้ม หรือดองก่อน
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้กุ่มน้ำในรูปแบบยาเข้มข้น เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้ในรูปแบบยา
  • ไม่ควรนำ เปลือกสดหรือส่วนของพืชที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการเตรียมที่เหมาะสม มาปรุงเป็นยารับประทานเอง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ปัจจุบันยังมีข้อมูลทางคลินิกที่ไม่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกุ่มน้ำกับยารักษาโรคในมนุษย์ อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์กุ่มน้ำในรูปแบบเข้มข้น มีงานวิจัยสมัยใหม่ที่ศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและความเป็นไปได้ของผลต่อเส้นทางเอนไซม์และเป้าหมายทางชีวภาพหลายชนิด แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะใช้กำหนดรายการยาที่เกิดปฏิกิริยากับกุ่มน้ำในทางคลินิก

การใช้ในอาหาร

กุ่มน้ำเป็นผักพื้นบ้านที่มีการบริโภคมายาวนาน โดยเฉพาะยอดอ่อน ใบอ่อน และช่อดอกอ่อน นิยมนำไปลวก ต้ม หรือดองก่อนรับประทาน แล้วนำไปกินกับน้ำพริก หรือใช้ประกอบอาหาร เช่น แกงอ่อม แกงส้ม แกงเลียง และอาหารพื้นบ้านชนิดต่าง ๆ การดองกุ่มเป็นภูมิปัญญาที่พบในหลายชุมชน โดยช่วยลดความขมและทำให้สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานขึ้น

หมายเหตุ : ยอดอ่อนและส่วนอ่อนของกุ่มน้ำไม่ควรรับประทานดิบ เนื่องจากมีสารที่สามารถก่อให้เกิดไซยาไนด์ได้ ควรผ่านการลวก ต้ม หรือดองอย่างเหมาะสมก่อนบริโภค

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแผนไทย : เปลือกต้นกุ่มน้ำเป็นส่วนประกอบในตำรับ ยาแก้ลมอัมพฤกษ์
  • ผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน : ยอดอ่อน ใบอ่อน และช่อดอกใช้ทำผักดองและอาหารพื้นบ้าน
  • ไม้ประดับ : นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากมีทรงพุ่มและช่อดอกสวยงาม โดยเฉพาะช่วงผลัดใบและออกดอก

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบและยอดอ่อน : เก็บในช่วงที่ใบยังอ่อนและมีคุณภาพดี ควรนำไปใช้หรือแปรรูปโดยเร็ว
  • ดอก : เก็บช่อดอกหรือดอกตูมที่สมบูรณ์ก่อนนำไปประกอบอาหารหรือดอง
  • เปลือกต้น : หากใช้เป็นเครื่องยา ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และผ่านกระบวนการทำความสะอาดและทำให้แห้งตามหลักการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพร
  • การเก็บรักษาเครื่องยาแห้ง : ควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด แมลง และเชื้อรา
  • เมล็ด : ควรเลือกเมล็ดจากผลแก่สมบูรณ์และนำไปเพาะโดยเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการงอก

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กุ่มน้ำเป็นสมุนไพรที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญา อาหารพื้นบ้านและการแพทย์พื้นบ้านของไทย หลายพื้นที่นิยมเก็บยอดอ่อนและดอกอ่อนมาดองเป็นผัก ก่อนรับประทานกับน้ำพริกหรือใช้ประกอบอาหาร ในบางพื้นที่มีการใช้ แก่น เปลือกต้น ราก และใบ เป็นเครื่องยาพื้นบ้านตามความเชื่อและองค์ความรู้ของหมอยาพื้นบ้าน โดยวิธีเตรียมแตกต่างกันไป เช่น การต้ม การแช่น้ำ หรือการเตรียมเป็นยาลูกกลอน

ประวัติและวัฒนธรรม

กุ่มเป็นผักพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักและนำมาใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน มีหลักฐานจากเอกสารภาษาไทยโบราณที่กล่าวถึง กุ่มดอง ซึ่งสะท้อนว่าการนำใบกุ่มอ่อนมาดองเพื่อรับประทานเป็นภูมิปัญญาที่มีมาแต่เดิม ในบางวัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชีย กุ่มน้ำยังมีความเกี่ยวข้องกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และวัด จึงปรากฏชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Sacred barma และชื่อวิทยาศาสตร์ religiosa ซึ่งสะท้อนประวัติการเชื่อมโยงของพืชชนิดนี้กับวัฒนธรรมและความเชื่อในบางภูมิภาค

สถานะการอนุรักษ์

กุ่มน้ำเป็นไม้พื้นถิ่นที่มีการกระจายพันธุ์กว้างและยังมีการปลูกเพื่อใช้เป็นอาหาร ไม้สมุนไพร และไม้ประดับ อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ แหล่งพันธุกรรมกุ่มน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำและริมลำน้ำ มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นสภาพถิ่นอาศัยตามธรรมชาติของพืชชนิดนี้ การเก็บส่วนเปลือกจากต้นธรรมชาติควรทำอย่างเหมาะสม ไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้นจนทำให้ต้นไม้ตาย และควรส่งเสริมการปลูกทดแทนเพื่อรักษาทรัพยากรสมุนไพรในระยะยาว

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum/Division) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Brassicales
  • วงศ์ (Family) : Capparaceae
  • สกุล (Genus) : Crateva
  • ชนิด (Species) : Crateva religiosa G.Forst.

ปัจจุบันฐานข้อมูล e-Flora of Thailand ยอมรับ Crateva religiosa G.Forst. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับสำหรับชนิดนี้ในประเทศไทย และระบุข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ไว้ในวงศ์ Capparaceae

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของกุ่มน้ำควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และลักษณะทางเภสัชเวท โดยจุดสังเกตสำคัญ ได้แก่

  • เป็น ไม้ต้นผลัดใบ ขนาดกลาง
  • ใบประกอบแบบนิ้วมือ มี ใบย่อย 3 ใบ
  • ใบย่อยเรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่ถึงรูปขอบขนาน
  • ดอกออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งหรือซอกใบใกล้ปลายยอด
  • ดอกแรกมีสีขาวและเปลี่ยนเป็นเหลืองอ่อนเมื่อแก่
  • เกสรตัวผู้จำนวนมาก ก้านเกสรมีสีม่วงหรือชมพู
  • ผลมีลักษณะกลมหรือรี เปลือกค่อนข้างหนาและมีเมล็ดจำนวนมาก

สำหรับ เครื่องยาจากเปลือกต้น ควรใช้วัตถุดิบที่ผ่านการตรวจสอบชนิดพืชและแหล่งที่มาอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการปะปนกับ กุ่มบก (Crateva adansonii) ซึ่งเป็นพืชในสกุลเดียวกันแต่เป็นคนละชนิดและมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์แตกต่างกัน

คำเตือนทางการแพทย์

กุ่มน้ำเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง ไม่ควรใช้แทนยามาตรฐานในการรักษาโรค และไม่ควรสรุปว่ากุ่มน้ำสามารถรักษามะเร็ง โรคนิ่ว อัมพาต การอักเสบ หรือโรคอื่น ๆ ได้จากผลการทดลองเบื้องต้นเพียงอย่างเดียว

ยอดอ่อน ใบอ่อน และส่วนอ่อนของกุ่มน้ำอาจมีสารไซยาโนเจนิกที่สามารถปลดปล่อยไฮโดรเจนไซยาไนด์ จึงไม่ควรรับประทานดิบ ควรผ่านการลวก ต้ม หรือดองอย่างเหมาะสมก่อนบริโภค

ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคประจำตัว หรือรับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้กุ่มน้ำในรูปแบบยา หรือผลิตภัณฑ์สารสกัดเข้มข้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2566). ข้อมูลรายการอ้างอิงตำรับยาแผนไทย: ยาแก้ลมอัมพฤกษ์ ชนิดแคปซูล. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กุ่มน้ำ: Crateva religiosa G.Forst. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  3. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กุ่มน้ำ (Crateva religiosa).
  4. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (2566). Crateva religiosa G. Forst.: กุ่มน้ำ. Thai Biodiversity Information Facility.
  5. สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). ผักกุ่ม (กุ่มน้ำ). องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน.
  6. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). กุ่มน้ำ: Crateva religiosa G.Forst. ฐานข้อมูลพรรณไม้.
  7. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). Crateva religiosa G.Forst. e-Flora of Thailand.
  8. Ezealisiji, K. M. (2018). Evaluation of antimicrobial and anti-inflammatory properties of leaf extracts of Crateva religiosa. Journal of Pharmacognosy and Phytochemistry, 7(6), 646–649.
  9. Hossain, M. S., Patwary, M. A. M., Rupa, S. A., Kazi, M., Kumar, A., Alghamdi, K. M., & Matin, M. M. (2025). In vitro antioxidant, anticholinesterase, and antiproliferative activities of methanol extracts of Crateva religiosa bark. Journal of Cancer, 16(8), 2492–2502.
  10. Plant Resources of South-East Asia. (ม.ป.ป.). Crateva religiosa Forster f. PROSEA.
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Crateva religiosa. Plants of the World Online / Medicinal Plant Names Services.
  12. Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation. (1991). Flora of Thailand: Capparaceae, Crateva.
Scroll to top