กุยช่าย
กุยช่าย เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีในสกุล Allium มีกลิ่นเฉพาะตัวคล้ายกระเทียม นิยมปลูกเป็นผักสำหรับประกอบอาหาร และมีการใช้เป็น สมุนไพรกุยช่าย ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและตำรายาไทย โดยเฉพาะการใช้ใบ รากหรือเหง้า และเมล็ด กุยช่ายมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium tuberosum Rottler ex Spreng. และปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์ Amaryllidaceae
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กุยช่าย
- ชื่อท้องถิ่น : ผักแป้น, หอมแป้น, ผักไม้กวาด, กุยช่ายดอก, กูไฉ่
- ชื่อภาษาอังกฤษ : Chinese chives, Garlic chives, Chinese leek, Oriental garlic
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium tuberosum Rottler ex Spreng.
- วงศ์ : Amaryllidaceae
- สกุล : Allium
- ลักษณะการเจริญเติบโต : พืชล้มลุกอายุหลายปี แตกกอ มีหัวหรือส่วนใต้ดินสะสมอาหาร
- ส่วนที่นิยมใช้เป็นอาหาร : ใบอ่อน ก้านดอก ดอก และส่วนใต้ดิน
- ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพร : ใบ รากหรือเหง้า และเมล็ด
กุยช่ายเป็นพืชที่มีความสำคัญทั้งด้านอาหารและสมุนไพร โดยในประเทศไทยพบการปลูกเพื่อบริโภคอย่างแพร่หลาย และมีการนำส่วนต่าง ๆ ของพืชมาใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : กุยช่ายเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี เจริญเป็นกอ มีส่วนใต้ดินเป็นหัวขนาดเล็กและมีรากจำนวนมาก เมื่อเจริญเต็มที่จะมีใบและก้านช่อดอกแทงขึ้นจากบริเวณโคนกอ กลิ่นของต้นและใบเมื่อถูกตัดหรือบดจะมีกลิ่นฉุนคล้ายกระเทียม
- ใบ : ใบออกจากโคนต้นเป็นกระจุก ใบมีลักษณะแบน ยาว เรียวคล้ายสายหรือแถบ ปลายใบแหลม สีเขียว ใบเรียงสลับและมีโคนใบเป็นกาบหุ้มกันเป็นชั้น ใบมีกลิ่นหอมฉุนจากสารระเหยที่มีองค์ประกอบของสารกำมะถัน กุยช่ายที่ปลูกเพื่อบริโภคมีทั้งชนิดใบเขียวและกุยช่ายขาว ซึ่งกุยช่ายขาวได้จากการลดหรือป้องกันแสงในช่วงการเจริญเติบโต
- ดอก : ช่อดอกแทงขึ้นจากกลางกอ ก้านช่อดอกตั้งตรงและยาวกว่าหรือสูงกว่าใบ ดอกออกเป็นช่อกระจุกกลมแบบช่อซี่ร่ม ดอกย่อยจำนวนมาก มีสีขาวหรือขาวอมครีม กลีบรวมประมาณ 6 กลีบ และมีเกสรตัวผู้เด่นชัด ดอกมักเป็นที่ดึงดูดแมลงผสมเกสร
- ผล : ผลมีลักษณะเป็นผลแห้งแตกได้ ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด เมล็ดมีขนาดเล็ก สีดำ เมื่อแก่สามารถเก็บรวบรวมเพื่อใช้ขยายพันธุ์ได้
- ส่วนใต้ดิน : มีหัวหรือโครงสร้างใต้ดินขนาดเล็กที่ช่วยสะสมอาหารและช่วยให้ต้นสามารถเจริญกลับมาได้หลังการเก็บเกี่ยวหรือเมื่อส่วนเหนือดินเสื่อมสภาพ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กุยช่ายมีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติครอบคลุมบริเวณ เทือกเขาหิมาลัยถึงจีน โดย Kew ระบุพื้นที่ดั้งเดิม ได้แก่ อัสสัม จีนตอนเหนือ-ตอนกลาง เนปาล และเทือกเขาหิมาลัยตะวันตก ปัจจุบันมีการนำไปปลูกและพบเป็นพืชที่ขึ้นตามธรรมชาติในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ในประเทศไทยกุยช่ายเป็นผักที่ปลูกในพื้นที่เกษตรและสวนครัว และมีการใช้ใบ ก้านดอก และช่อดอกเป็นอาหารอย่างแพร่หลาย
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพพื้นที่ : ควรปลูกในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำดีและมีอินทรียวัตถุเพียงพอ
- การเตรียมดิน : ไถหรือพรวนดินให้ร่วน ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดี และยกร่องหรือจัดระบบระบายน้ำในพื้นที่ที่มีน้ำขังง่าย
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : หว่านหรือเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ เมื่อต้นแข็งแรงจึงย้ายปลูกลงแปลง
- การแยกกอ : เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์ให้ได้ต้นใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงต้นแม่ โดยแยกกอที่แข็งแรงออกเป็นส่วน ๆ แล้วนำไปปลูก
- การดูแล : ให้น้ำสม่ำเสมอแต่ไม่ควรปล่อยให้แฉะ ควบคุมวัชพืช และเติมอินทรียวัตถุหรือธาตุอาหารตามความเหมาะสม
- การเก็บเกี่ยว : สามารถตัดใบเหนือโคนเป็นระยะ แล้วปล่อยให้แตกใบใหม่ กุยช่ายเป็นพืชอายุหลายปีจึงสามารถเก็บเกี่ยวซ้ำได้เป็นเวลานานหากดูแลรักษาดี
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ : ใช้ใบสดเป็นหลัก ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำไปคั้นน้ำ ตำ พอก หรือนำไปปรุงเป็นอาหาร
- รากหรือเหง้า : ใช้สดในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
- เมล็ด : ใช้เมล็ดสด หรือผ่านการนึ่งหรือคั่วและทำให้แห้งก่อนนำไปใช้ตามวิธีของตำรับ
- ต้น : ในตำรับพื้นบ้านบางแห่งใช้ส่วนต้นร่วมกับใบหรือส่วนอื่นของพืช
ข้อมูลการใช้เป็นยาของกุยช่ายในประเทศไทยระบุการใช้ใบ เมล็ด และเหง้าในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตาม ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและตำรายาไทย กุยช่ายมีการใช้แตกต่างกันตามส่วนของพืชและตำรับ โดยไม่ได้หมายความว่าสรรพคุณดังกล่าวได้รับการยืนยันทางคลินิกทั้งหมด
- ใบ : มีรสร้อนและกลิ่นฉุน ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อช่วยขับลม แก้อาการแน่นหน้าอก ใช้ในกรณีฟกช้ำ ช้ำใน บวมจากการกระแทก และใช้ภายนอกบริเวณที่มีอาการบางชนิด
- ใบ : มีการใช้เพื่อช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยและแมงป่องกัดต่อยตามตำรายาพื้นบ้าน
- ใบและราก : มีการใช้ในภูมิปัญญาเพื่อช่วยเกี่ยวกับระบบปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะเป็นเลือดหรือปัสสาวะขัด
- เมล็ด : ในตำรับพื้นบ้านมีการใช้สำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะและภาวะตกขาว
- เมล็ด : มีการกล่าวถึงการใช้เพื่อขับพยาธิในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่ง
- ใบ : มีการใช้เพื่อช่วยกระจายเลือดที่คั่งหรือแก้อาการฟกช้ำ
- ใบ : ใช้ภายนอกโดยตำหรือคั้นน้ำสำหรับพอกหรือทำความสะอาดบริเวณที่ต้องการตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
ข้อมูลจากตำรายาไทยที่เผยแพร่โดยมูลนิธิหมอชาวบ้านระบุการใช้ใบกุยช่ายสำหรับอาการแน่นหน้าอก อาเจียนหรือไอเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด บิด ริดสีดวงทวาร และอาการจากการพลัดตกหกล้ม รวมถึงการใช้เมล็ดสำหรับอาการตกขาวและปัสสาวะมากผิดปกติ
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ควรนำมาใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคโดยแพทย์ โดยเฉพาะอาการเลือดออก อาเจียนหรือไอเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด และอาการจากพิษสัตว์กัดต่อย
วิธีใช้
- รับประทานเป็นอาหาร : ใช้ใบอ่อน ก้านดอก หรือดอกประกอบอาหาร เช่น ผัดกุยช่าย ใส่ผัดไทย หรือใช้เป็นส่วนประกอบของขนมกุยช่าย
- ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ใบสดอาจนำมาตำหรือคั้นน้ำ แล้วใช้รับประทานหรือใช้ภายนอกตามตำรับ
- ใช้ภายนอก : ใบสดตำละเอียดแล้วใช้พอกบริเวณฟกช้ำหรือบริเวณที่ต้องการตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- เมล็ด : ในตำรับดั้งเดิมอาจนำเมล็ดไปนึ่งหรือคั่วให้สุก ตากแห้ง แล้วนำไปใช้เป็นยา
การใช้กุยช่ายเพื่อรักษาโรคควรพิจารณาชนิดของวัตถุดิบ ขนาด และวิธีเตรียมให้เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น ซึ่งแตกต่างจากการบริโภคเป็นผักตามปกติ
สาระสำคัญ
กุยช่ายเป็นพืชในสกุล Allium ที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ สารประกอบกำมะถัน ซึ่งสัมพันธ์กับกลิ่นเฉพาะตัวของพืช รวมทั้งมีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ฟีนอลิก ซาโปนิน กรดอินทรีย์ กรดอะมิโน และสารระเหยอื่น ๆ งานทบทวนในพืชสกุล Allium พบสารพฤกษเคมีจำนวนมากและรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน
องค์ประกอบทางเคมี
งานวิจัยใน Allium tuberosum พบสารหลายกลุ่ม ได้แก่
- สารประกอบกำมะถัน : เป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยและเกี่ยวข้องกับกลิ่นฉุนของกุยช่าย
- สารไพราไซน์ (pyrazines) : เกี่ยวข้องกับกลิ่นและรสเฉพาะของกุยช่าย
- ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) : พบทั้งชนิดที่มีรายงานอยู่เดิมและสารฟลาโวนอยด์ชนิดใหม่จากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมี
- ลิกแนน (lignans) : พบสารลิกแนนบางชนิดจากสารสกัด
- สารฟีนอลิกและสารประกอบอื่น ๆ : เป็นกลุ่มสารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของพืช
- สารระเหย : การวิเคราะห์น้ำมันหอมระเหยจากใบพบสาร allyl methyl trisulfide, diallyl disulfide, diallyl trisulfide และ dimethyl trisulfide เป็นองค์ประกอบสำคัญ
งานวิจัยหนึ่งสามารถแยกสารจากกุยช่ายได้ 40 ชนิด ประกอบด้วยสารที่รู้จักแล้ว 32 ชนิดและสารใหม่ 8 ชนิด ได้แก่ ไพราไซน์ใหม่ 4 ชนิด ลิกแนนใหม่ 1 ชนิด และฟลาโวนอยด์ใหม่ 3 ชนิด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยของ Allium tuberosum ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง โดยพบศักยภาพทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด
- งานวิจัยในเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดมนุษย์พบว่าสารสกัด A. tuberosum สามารถลดตัวบ่งชี้ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบของเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดที่ถูกกระตุ้นด้วย TNF-α ได้ สนับสนุนศักยภาพด้าน ต้านการอักเสบและการปกป้องหลอดเลือด ในระดับเซลล์
- การศึกษาในสัตว์ทดลองพบศักยภาพของสารสกัด A. tuberosum ต่อ การควบคุมระดับน้ำตาลและการปกป้องตับ แต่ผลดังกล่าวยังไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษาโรคเบาหวานหรือโรคตับในมนุษย์ได้
- งานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมีพบสารประกอบหลายชนิดที่อาจมีศักยภาพต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ
- งานทบทวนพืชสกุล Allium สนับสนุนว่ากลุ่มพืชนี้มีสารประกอบกำมะถัน ฟลาโวนอยด์ ฟีนอลิก และสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ แต่ผลของแต่ละชนิดไม่ควรนำมาเหมารวมกัน
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับเซลล์ : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบและผลต่อกระบวนการทางชีวภาพบางชนิด
- ระดับสัตว์ทดลอง : มีการศึกษาฤทธิ์ด้านการควบคุมระดับน้ำตาล การปกป้องตับ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ
- ระดับสารสกัดและองค์ประกอบทางเคมี : มีข้อมูลค่อนข้างมากเกี่ยวกับสารประกอบกำมะถัน ฟลาโวนอยด์ ไพราไซน์ และสารอื่น
- ระดับการศึกษาในมนุษย์ : หลักฐานสำหรับการใช้ A. tuberosum เพื่อรักษาโรคเฉพาะยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลทางการแพทย์
ดังนั้นควรแยก “ศักยภาพทางเภสัชวิทยา” ออกจาก “ประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์” อย่างชัดเจน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัด A. tuberosum แสดงผลลดการตอบสนองการอักเสบในแบบจำลองเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดที่ถูกกระตุ้นด้วย TNF-α
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารในกลุ่ม Allium โดยเฉพาะสารประกอบกำมะถันและสารฟีนอลิกมีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในงานทดลอง
- ฤทธิ์ด้านการควบคุมระดับน้ำตาล : สารสกัดบางส่วนของ A. tuberosum แสดงผลลดระดับน้ำตาลในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ปกป้องตับ : งานทดลองในสัตว์พบศักยภาพของสารสกัดบางส่วนในการลดความเสียหายของตับ
- ฤทธิ์ต่อระบบหลอดเลือด : มีการศึกษาผลของสารสกัดต่อการอักเสบของเซลล์เยื่อบุหลอดเลือด ซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่สนับสนุนการศึกษาต่อยอดด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
- ฤทธิ์ต่อจุลชีพและเซลล์มะเร็ง : งานทบทวนพืชสกุล Allium รายงานศักยภาพของสารบางกลุ่มในด้านต้านจุลชีพและความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง แต่ไม่ควรนำผลของ Allium ชนิดอื่นมาสรุปแทน A. tuberosum โดยตรง
ความปลอดภัย
กุยช่ายในรูปแบบอาหารเป็นผักที่มีการบริโภคกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม รูปแบบสารสกัดเข้มข้น น้ำมันหอมระเหย หรือการรับประทานในปริมาณสูง อาจมีคุณสมบัติแตกต่างจากการบริโภคเป็นอาหาร งานวิจัยด้านพิษวิทยาพบว่าสารสกัดระเหยจากกุยช่ายสดมีผลยับยั้งการทำงานของเซลล์ตับและไตในการทดลอง ขณะที่สารสกัดจากกุยช่ายที่ผ่านการนึ่งให้ผลปลอดภัยกว่าในแบบจำลองเซลล์ดังกล่าว แหล่งข้อมูลด้านพืชพิษของ North Carolina Extension ระบุว่ากุยช่ายมีระดับความเป็นพิษต่อมนุษย์ต่ำ และการรับประทานในปริมาณมากอาจเกี่ยวข้องกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย โดยสารกลุ่ม sulfides ถูกระบุเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง
หมายเหตุ : ข้อมูลพิษวิทยาจำนวนหนึ่งเป็นข้อมูลจากการทดลองในเซลล์หรือสัตว์ และไม่สามารถนำมาเทียบเป็นขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ได้โดยตรง
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่แพ้พืชสกุล Allium เช่น หอม กระเทียม หรือกุยช่าย ควรหลีกเลี่ยงหากเคยมีอาการแพ้
- ผู้ที่มีอาการผิดปกติทางเดินอาหารหลังรับประทานกุยช่าย ควรหยุดรับประทานและประเมินสาเหตุ
- การใช้สารสกัดเข้มข้น ไม่ควรนำขนาดจากงานทดลองในสัตว์มาใช้กับมนุษย์เอง
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรใช้เฉพาะในรูปอาหารตามปกติ และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้นหากไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
กุยช่ายอยู่ในกลุ่มพืช Allium ซึ่งมีสารประกอบกำมะถันหลายชนิด และพืชในสกุลเดียวกันบางชนิดมีข้อมูลเกี่ยวกับผลต่อการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงยา อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำข้อมูลจากกระเทียมหรือหอมมาใช้ยืนยันปฏิกิริยาของ A. tuberosum โดยตรง ผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยารักษาเบาหวาน หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ หากต้องการใช้กุยช่ายในรูปสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
การใช้ในอาหาร
กุยช่ายเป็นผักที่ใช้ประกอบอาหารอย่างแพร่หลายในเอเชีย โดยเฉพาะอาหารจีนและอาหารไทย
- ใบกุยช่าย : ใช้ผัด ใส่ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยว หรือรับประทานเป็นผักเคียง
- ก้านดอกและดอก : นิยมผัดกับเนื้อสัตว์หรือไข่
- กุยช่ายเขียว : นิยมบริโภคทั้งใบและก้าน
- กุยช่ายขาว : ใช้ประกอบอาหารเช่นเดียวกับกุยช่ายเขียว แต่มีลักษณะอ่อนและสีอ่อนจากวิธีการปลูก
- ขนมกุยช่าย : ใบกุยช่ายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำไส้ขนมกุยช่าย
หน่วยงานภาครัฐของไทยระบุว่ากุยช่ายเป็นพืชผักที่ใช้บริโภค และมีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Chinese chive
การใช้ในผลิตภัณฑ์
กุยช่ายสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์จากพืช เช่น
- อาหารและเครื่องปรุง : ใช้ใบและดอกเป็นวัตถุดิบหรือเครื่องปรุง
- ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ : สารสกัดจากกุยช่ายมีศักยภาพสำหรับการศึกษาพัฒนาเป็นส่วนประกอบอาหารเชิงหน้าที่
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากใบ เมล็ด หรือส่วนใต้ดินได้ แต่ต้องควบคุมคุณภาพและประเมินความปลอดภัยตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์
- สารสกัดและน้ำมันหอมระเหย : มีการศึกษาสารระเหยและองค์ประกอบทางเคมีของกุยช่ายเพื่อประโยชน์ด้านอาหารและการวิจัยทางชีวภาพ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบสด : ตัดใบเหนือโคนต้น โดยหลีกเลี่ยงการทำลายส่วนเจริญใต้ดิน เพื่อให้สามารถแตกใบใหม่ได้
- ก้านดอก : เก็บเมื่อก้านและช่อดอกมีขนาดเหมาะสมและยังสด
- เมล็ด : เก็บเมื่อช่อผลแก่และเมล็ดเปลี่ยนเป็นสีเข้ม
- การเก็บใบสด : ควรคัดใบที่สด ไม่ช้ำ ไม่เน่า และเก็บในสภาพเย็นเพื่อลดการสูญเสียน้ำ
- การเก็บเมล็ดหรือวัตถุดิบแห้ง : ควรทำให้แห้งสนิทก่อนบรรจุในภาชนะที่สะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น แสง และแมลง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กุยช่ายมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยและเอเชียมายาวนาน โดยส่วนต่าง ๆ ของพืชถูกนำไปใช้แตกต่างกัน เช่น ใบสำหรับอาหารและการใช้เป็นยาพื้นบ้าน เมล็ดสำหรับตำรับที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะหรือระบบสืบพันธุ์ และส่วนใต้ดินสำหรับการใช้ตามตำรับดั้งเดิม การสำรวจพืชผักพื้นบ้านในประเทศไทยพบ Allium tuberosum ในสวนครัวท้องถิ่น โดยมีการใช้ช่อดอก ใบ ลำต้น และเมล็ด และมีการบันทึกการใช้ในด้านอาหารและภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ
ประวัติและวัฒนธรรม
กุยช่ายมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอาหารของจีนและเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลานาน ก่อนแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของเอเชีย ปัจจุบันกุยช่ายเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหารหลายประเทศ ในประเทศไทยกุยช่ายเป็นทั้ง ผักสวนครัว สมุนไพร และวัตถุดิบอาหาร โดยชื่อเรียกท้องถิ่นแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น ผักแป้น หอมแป้น และผักไม้กวาด
สถานะการอนุรักษ์
Allium tuberosum เป็นชนิดที่มีการยอมรับทางอนุกรมวิธานและมีการปลูกอย่างแพร่หลาย Kew ระบุว่าพืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยถึงจีน และมีการนำไปปลูกในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Clade : Angiosperms
- Clade : Monocots
- Order : Asparagales
- Family : Amaryllidaceae
- Subfamily : Allioideae
- Genus : Allium
- Species : Allium tuberosum
- ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Allium tuberosum Rottler ex Spreng.
ปัจจุบันฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Allium tuberosum Rottler ex Spreng. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ และจัดอยู่ในวงศ์ Amaryllidaceae
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์กุยช่ายควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และลักษณะทางกายภาพของวัตถุดิบ ได้แก่
- ต้นและใบ : แตกกอ ใบแบนยาว สีเขียว มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว
- ดอก : ช่อดอกกลม ดอกย่อยสีขาวถึงขาวอมครีม
- เมล็ด : เมล็ดขนาดเล็ก สีดำเมื่อแก่
- ส่วนใต้ดิน : มีหัวหรือโครงสร้างใต้ดินขนาดเล็ก
- กลิ่น : เมื่อบดหรือตัดส่วนสดจะมีกลิ่นคล้ายกระเทียมจากสารระเหยที่มีองค์ประกอบกำมะถัน
- การตรวจสอบทางเคมี : สำหรับวัตถุดิบยาและสารสกัด ควรใช้วิธีวิเคราะห์ทางเภสัชเวทและเครื่องมือวิเคราะห์ทางเคมีเพื่อยืนยันชนิดและคุณภาพของวัตถุดิบ
คำเตือนทางการแพทย์
ข้อมูลสรรพคุณของกุยช่ายที่มาจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ได้หมายความว่าทุกสรรพคุณได้รับการพิสูจน์ประสิทธิผลในมนุษย์แล้ว
ไม่ควรใช้กุยช่ายหรือสารสกัดกุยช่ายเพื่อทดแทนการรักษาโรค โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเลือดออกผิดปกติ ไอหรืออาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด อาการติดเชื้อ หรือพิษจากสัตว์กัดต่อย ซึ่งควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์
ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาควบคุมระดับน้ำตาล ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กุยช่ายในรูปสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการค้าภายใน. (2560). คู่มือสินค้าเกษตร กุยช่าย. กระทรวงพาณิชย์.
- กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2566). กุยช่าย ไม่ใช่แค่ชื่อขนม แต่คือ พืชที่มากด้วยประโยชน์. ศูนย์องค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
- มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2529). กุยช่าย – แก้ช้ำใน. หมอชาวบ้าน.
- ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพรและฐานข้อมูลอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา. มหาวิทยาลัยมหิดล.
- Gao, Q., Li, X.-B., Sun, J., Xia, E.-D., Tang, F., Cao, H.-Q., & Xun, H. (2018). Isolation and identification of new chemical constituents from Chinese chive (Allium tuberosum) and toxicological evaluation of raw and cooked Chinese chive. Food and Chemical Toxicology, 112, 400–411. https://doi.org/10.1016/j.fct.2017.02.011
- Tang, X., Olatunji, O. J., Zhou, Y., & Hou, X. (2017). Allium tuberosum: Antidiabetic and hepatoprotective activities. Food Research International, 102, 681–689. https://doi.org/10.1016/j.foodres.2017.08.034
- Yan, J.-K., et al. (2023). Recent advances in research on Allium plants: Functional ingredients, physiological activities, and applications in agricultural and food sciences. Critical Reviews in Food Science and Nutrition. https://doi.org/10.1080/10408398.2022.2056132
- Gao, Q., et al. (2018). Isolation and identification of new chemical constituents from Chinese chive (Allium tuberosum) and toxicological evaluation of raw and cooked Chinese chive. Food and Chemical Toxicology, 112, 400–411.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Allium tuberosum Rottler ex Spreng. Plants of the World Online.
- Shi, J., Liu, X., Li, Z., Zheng, Y., Zhang, Q., & Liu, X. (2015). Laboratory evaluation of acute toxicity of the essential oil of Allium tuberosum leaves and its selected major constituents against Apolygus lucorum. Journal of Insect Science, 15(1), 117. https://doi.org/10.1093/jisesa/iev091
