กุหลาบ
กุหลาบ เป็นไม้ดอกในสกุล Rosa วงศ์ Rosaceae มีหลายชนิดและพันธุ์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและใช้ประโยชน์จาก ดอก กลีบดอก และผล ในด้านอาหาร เครื่องหอม เครื่องสำอาง และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยข้อมูลสมุนไพร “กุหลาบ” ในที่นี้หมายถึง Rosa spp. และลูกผสม โดยแยกออกจาก กุหลาบมอญ (Rosa damascena) ซึ่งเป็นข้อมูลสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กุหลาบ
- ชื่อสามัญ : Rose
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rosa spp. and hybrid
- วงศ์ : Rosaceae
- สกุล : Rosa
- ประเภทพืช : ไม้พุ่ม ไม้ดอก และบางชนิดมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : กลีบดอก เป็นส่วนที่ระบุไว้สำหรับกุหลาบ (Rosa spp. and hybrid) ในบัญชีรายการสมุนไพรที่ใช้เป็นวัตถุดิบ/สารสกัด
- ชื่ออังกฤษ : Rose
- การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นไม้ประดับ ดอกไม้สำหรับร้อยมาลัยและตกแต่งอาหาร ใช้ทำชากุหลาบ น้ำกุหลาบ สารสกัด และผลิตภัณฑ์เครื่องหอมและเครื่องสำอาง
หมายเหตุ : คำว่า “กุหลาบ” ในบทความนี้ใช้ในความหมายของ Rosa spp. และลูกผสม ไม่รวมกุหลาบมอญซึ่งเป็น Rosa damascena โดยเฉพาะ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : กุหลาบเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง บางชนิดมีลักษณะเป็นไม้เลื้อยหรือทอดกิ่ง ลำต้นและกิ่งมี หนามหรือหนามแหลม ซึ่งในทางพฤกษศาสตร์มักเรียกว่า prickles กิ่งอ่อนมีสีเขียวหรือเขียวอมแดง เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือเทา ลักษณะทรงพุ่มแตกต่างกันมากตามชนิดและพันธุ์
- ใบ : เป็น ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยเรียงสลับ โดยทั่วไปมีประมาณ 5–9 ใบย่อย ใบย่อยมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่ถึงรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบเป็นจักฟันเลื่อย แผ่นใบมีสีเขียวและบางพันธุ์มีผิวเป็นมัน ก้านใบและก้านใบย่อยอาจมีขนหรือหนามขนาดเล็ก
- ดอก : ดอกออกเดี่ยวหรือเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีกลีบเลี้ยงโดยทั่วไป 5 กลีบ และกลีบดอกโดยทั่วไป 5 กลีบในกุหลาบชนิดดั้งเดิม ส่วนกุหลาบพันธุ์ปลูกจำนวนมากได้รับการปรับปรุงพันธุ์จนมีกลีบดอกจำนวนมาก ดอกมีสีตั้งแต่ ขาว ชมพู แดง เหลือง ส้ม และสีผสม มีกลิ่นหอมแตกต่างกันตามชนิดและพันธุ์
- ผล : หลังดอกได้รับการผสม รังไข่และฐานรองดอกพัฒนาเป็น ผลกุหลาบหรือ rose hip ซึ่งมีลักษณะคล้ายผลสดทรงกลมหรือรี สีเขียวในระยะแรกและเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดงเมื่อสุก ภายในมีผลย่อยหรือเมล็ดจำนวนมากปกคลุมด้วยขนละเอียด ขนภายในผลอาจทำให้เกิดการระคายเคือง จึงควรนำออกก่อนนำผลมารับประทาน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : สกุล Rosa มีถิ่นกำเนิดกว้างขวางในเขตอบอุ่นและกึ่งร้อนของ ซีกโลกเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ในเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และบางส่วนของแอฟริกาเหนือ
- การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันกุหลาบได้รับการนำไปปลูกอย่างแพร่หลายทั่วโลก ทั้งในรูปไม้ประดับ ไม้ตัดดอก และพืชสำหรับผลิตน้ำมันหอมระเหยและสารสกัด
- ในประเทศไทย : มีการปลูกกุหลาบหลายชนิดและลูกผสม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอากาศเหมาะสม รวมถึงพื้นที่สูงและแหล่งผลิตไม้ดอกเชิงการค้า
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแสง : ควรปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ โดยทั่วไปกุหลาบเจริญเติบโตและออกดอกได้ดีเมื่อได้รับแสงโดยตรง
- ดิน : ควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย มีอินทรียวัตถุเพียงพอและ ระบายน้ำได้ดี
- น้ำ : ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยหลีกเลี่ยงน้ำขังบริเวณราก
- การตัดแต่ง : ตัดกิ่งแห้ง กิ่งที่เป็นโรค และกิ่งที่แน่นเกินไป เพื่อให้อากาศถ่ายเทและกระตุ้นการแตกกิ่งใหม่
- การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วย การปักชำ การตอนกิ่ง การติดตา การเสียบยอด และการเพาะเมล็ด โดยการเพาะเมล็ดเหมาะสำหรับการปรับปรุงพันธุ์มากกว่าการรักษาลักษณะพันธุ์เดิม
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- กลีบดอก : เป็นส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพรของ กุหลาบ (Rosa spp. and hybrid) ตามบัญชีรายการสมุนไพรของไทย โดยใช้ในรูปแบบสารสกัดด้วยน้ำและกำหนดปริมาณสารสกัดไว้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อวันในรายการดังกล่าว
- ผลหรือ rose hips : ผลของกุหลาบหลายชนิด เช่น Rosa canina มีการใช้เป็นแหล่งวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ควรเหมารวมคุณสมบัติของผลจากทุกชนิดของ Rosa ว่ามีองค์ประกอบเหมือนกัน
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ดอก : ตามภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรไทย มีการกล่าวถึงดอกกุหลาบว่า รสเย็นหอม ใช้แก้ไข้ บำรุงหัวใจ ขับน้ำดี และทำให้หัวใจชุ่มชื่น
- กลีบดอก : ในภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิมของหลายประเทศ มีการใช้กลีบดอกกุหลาบเพื่อช่วยดูแลระบบทางเดินอาหาร ใช้เป็นยาบำรุง และใช้ภายนอกสำหรับการดูแลผิว
- ผล : ผลกุหลาบบางชนิดมีวิตามินซี สารฟีนอลิก และแคโรทีนอยด์ จึงได้รับความสนใจในด้าน สารต้านอนุมูลอิสระและอาหารเพื่อสุขภาพ
- สารสกัดจากกุหลาบ : งานวิจัยสมัยใหม่พบศักยภาพด้าน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และต้านจุลชีพ แต่ผลที่ได้ขึ้นกับชนิดของกุหลาบ ส่วนของพืช วิธีสกัด และปริมาณสารสำคัญ
หมายเหตุ : สรรพคุณที่กล่าวตามภูมิปัญญาไทยเป็นข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการทดลองทางคลินิก
วิธีใช้
- ใช้เป็นชาสมุนไพร : ใช้กลีบดอกกุหลาบที่สะอาดและเหมาะสำหรับบริโภค ชงกับน้ำร้อนเพื่อทำเป็นชากุหลาบ
- ใช้ในอาหาร : ใช้กลีบดอกที่รับประทานได้ตกแต่งอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม
- ใช้เป็นน้ำกุหลาบ : นำกลีบดอกผ่านกระบวนการสกัดหรือกลั่นเพื่อให้ได้น้ำที่มีกลิ่นหอม
- ใช้เป็นสารสกัด : สารสกัดกลีบดอกกุหลาบสามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามข้อกำหนดของแต่ละประเภท
หมายเหตุ : ควรใช้เฉพาะกุหลาบที่ปลูกเพื่อการบริโภคหรือสมุนไพร ไม่ควรนำดอกกุหลาบจากร้านดอกไม้หรือไม้ประดับที่อาจผ่านสารกำจัดศัตรูพืชมาใช้รับประทาน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- กุหลาบ (Rosa spp. and hybrid) มีชื่ออยู่ในบัญชีรายการสมุนไพรของประเทศไทย โดยระบุ ส่วนที่ใช้เป็นกลีบดอก (petal) และใช้สารสกัดด้วยน้ำ
- รายการดังกล่าวระบุสารสำคัญกลุ่ม สารประกอบฟีนอลิกและพอลิฟีนอล และกำหนดปริมาณสารสกัดกุหลาบไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน
สาระสำคัญ
- สารประกอบฟีนอลิก : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบในกลีบดอกกุหลาบและมีความเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ฟลาโวนอยด์ : เช่น quercetin และ kaempferol derivatives พบในกุหลาบหลายชนิด
- แอนโทไซยานิน : เป็นรงควัตถุสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสีแดง ชมพู และม่วงของกลีบดอก
- สารระเหยและน้ำมันหอมระเหย : มีองค์ประกอบแตกต่างกันตามชนิดและพันธุ์ของกุหลาบ
- วิตามินและแคโรทีนอยด์ : พบเด่นในผลของกุหลาบบางชนิด โดยเฉพาะ rose hips
องค์ประกอบทางเคมี
องค์ประกอบทางเคมีของ Rosa spp. มีความหลากหลายมาก เนื่องจากแต่ละชนิดและพันธุ์มีองค์ประกอบแตกต่างกัน โดยพบสารสำคัญหลายกลุ่ม ได้แก่
- ฟลาโวนอยด์ : quercetin, kaempferol, catechin และสารอนุพันธ์
- ฟีนอลิกและพอลิฟีนอล : มีส่วนสำคัญต่อฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- แอนโทไซยานิน : เกี่ยวข้องกับสีของกลีบดอก
- เทอร์พีนและสารระเหย : เช่น citronellol และ limonene ในกุหลาบบางชนิด
- กรดอินทรีย์ : พบได้ในส่วนต่าง ๆ ของพืช
- วิตามินซี : พบในผลกุหลาบหรือ rose hips หลายชนิด
- แคโรทีนอยด์ : พบในผลและส่วนสีของพืชบางชนิด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Rosa spp. ครอบคลุมทั้งการศึกษาสารพฤกษเคมี ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และการประยุกต์ใช้ในอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
- งานทบทวนทางวิชาการพบว่า Rosa spp. เป็นแหล่งของ polyphenols และ terpenoids และมีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเบาหวาน ต้านท้องผูก รวมถึงฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและระบบประสาท
- การศึกษากลีบดอกกุหลาบหลายสายพันธุ์พบความแตกต่างของ flavonoids และ carotenoids ซึ่งสัมพันธ์กับสีของดอก
- งานวิจัยสมัยใหม่ยังสนใจการนำสารออกฤทธิ์จากกุหลาบไปใช้เป็น สารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านจุลชีพ สารต้านการอักเสบ และส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอาง
- มีการศึกษาทางคลินิกของผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดกลีบ Rosa centifolia ในผลิตภัณฑ์แชมพูสำหรับโรคผิวหนังอักเสบจาก seborrhea แต่ผลดังกล่าวเป็นข้อมูลของ Rosa centifolia และสูตรผลิตภัณฑ์เฉพาะ ไม่ควรนำมาเหมารวมกับกุหลาบทุกชนิด
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและการใช้ดั้งเดิม : มีประวัติการใช้กุหลาบในระบบการแพทย์ดั้งเดิมหลายวัฒนธรรม
- ระดับห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัด
- ระดับสัตว์ทดลอง : มีงานวิจัยในกุหลาบบางชนิดและบางส่วนของพืชที่สนับสนุนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน
- ระดับการศึกษาในมนุษย์ : มีการศึกษาในผลิตภัณฑ์หรือกุหลาบบางชนิด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลของ Rosa spp. ทั้งสกุล สำหรับการรักษาโรคเฉพาะโรค
- สรุปหลักฐาน : หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของกุหลาบมีแนวโน้มสนับสนุน ฤทธิ์ทางชีวภาพในระดับก่อนคลินิก มากกว่าหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์ในมนุษย์แบบเฉพาะเจาะจง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารกลุ่ม polyphenols และ flavonoids จากกลีบดอกและผลมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในแบบจำลองทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดจากกุหลาบบางชนิดแสดงฤทธิ์ลดกระบวนการอักเสบในแบบจำลองทดลอง
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยของกุหลาบบางชนิดมีฤทธิ์ต่อจุลชีพหลายชนิด โดยประสิทธิภาพแตกต่างตามชนิดและวิธีสกัด
- ฤทธิ์ต่อระบบเมตาบอลิซึม : มีการศึกษาฤทธิ์เกี่ยวกับระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด โดยเฉพาะจากผลกุหลาบหรือสารสกัดของกุหลาบบางชนิด
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาท : มีงานวิจัยก่อนคลินิกเกี่ยวกับผลต่อความเครียด อารมณ์ และการทำงานของระบบประสาท แต่ยังไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน
ความปลอดภัย
- การใช้ กลีบดอกกุหลาบที่เหมาะสำหรับบริโภค ในปริมาณอาหารโดยทั่วไปมีประวัติการใช้ค่อนข้างยาวนาน
- ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับ ชนิดของกุหลาบ ส่วนของพืช วิธีสกัด และปริมาณที่ใช้
- กุหลาบสำหรับไม้ประดับอาจได้รับสารกำจัดศัตรูพืชหรือสารเคมีอื่น จึงไม่ควรนำมารับประทานหากไม่ได้ผลิตตามมาตรฐานสำหรับอาหาร
- ผลกุหลาบบางชนิดมีขนละเอียดอยู่ภายใน ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองช่องปากและลำคอได้
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่แพ้กุหลาบหรือพืชในวงศ์ Rosaceae ควรหลีกเลี่ยง
- ไม่ควรรับประทานกุหลาบที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือดอกที่ผ่านการใช้สารเคมีสำหรับไม้ประดับ
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์กุหลาบในขนาดเข้มข้น หากไม่มีข้อมูลความปลอดภัยหรือคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยในกลุ่มนี้ยังไม่เพียงพอ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- สำหรับ Rosa spp. โดยรวม ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจนเพียงพอที่จะระบุปฏิกิริยาระหว่างยากับสมุนไพรอย่างเฉพาะเจาะจง
- อย่างไรก็ตาม สารสกัดเข้มข้นอาจมีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างจากการรับประทานดอกในปริมาณอาหาร จึงควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากใช้ สารสกัดกุหลาบเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพร ร่วมกับยาประจำ
การใช้ในอาหาร
- กลีบดอกกุหลาบ ใช้ตกแต่งและเพิ่มกลิ่นหอมให้ขนมและเครื่องดื่ม
- ใช้ทำ ชากุหลาบ
- ใช้ทำน้ำกุหลาบและผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่น
- กลีบดอกที่เหมาะสำหรับรับประทานสามารถนำไปใช้ในอาหารบางชนิด เช่น ขนม เยลลี่ แยม และเครื่องดื่ม
- ผลกุหลาบหรือ rose hips ของบางชนิดสามารถนำไปแปรรูปเป็นชา แยม และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทยมีรายการ กุหลาบ (Rosa spp. and hybrid) และ Rosa centifolia อยู่ในฐานข้อมูลรายการอาหารที่อนุญาต
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- เครื่องสำอาง : สารสกัดกลีบดอก น้ำกุหลาบ และน้ำมันหอมระเหยใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่น
- ผลิตภัณฑ์อาหาร : ใช้แต่งกลิ่นและรส รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและชา
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ใช้กลีบดอกหรือสารสกัดเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ตามข้อกำหนด
- ผลิตภัณฑ์น้ำหอม : น้ำมันหอมระเหยและสารหอมจากกุหลาบเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมน้ำหอม
- ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผิวหนัง : มีการพัฒนาสูตรที่ใช้สารสกัดจากกลีบกุหลาบ โดยมีงานวิจัยทางคลินิกบางส่วนใน Rosa centifolia
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- กลีบดอก : ควรเก็บจากดอกที่สมบูรณ์และสะอาด โดยเลือกช่วงที่กลิ่นหอมและองค์ประกอบสำคัญอยู่ในระดับเหมาะสม
- การทำแห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพที่สะอาดและหลีกเลี่ยงความร้อนสูงเกินไป เพื่อช่วยรักษาสารสำคัญและกลิ่นหอม
- การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- การเก็บผล : ผลกุหลาบสำหรับนำไปใช้ควรเก็บเมื่อสุกตามระยะที่เหมาะสมของแต่ละชนิด แล้วทำความสะอาดและแปรรูปอย่างเหมาะสม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ดอกกุหลาบ มีการใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพรไทยในฐานะพืชกลิ่นหอม โดยมีการกล่าวถึงการใช้ดอกเพื่อ แก้ไข้ บำรุงหัวใจ และขับน้ำดี
- นอกจากด้านยาแล้ว กุหลาบยังเป็นพืชที่มีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาการทำ บุหงา น้ำอบ เครื่องหอม ชาดอกไม้ และอาหาร
- การใช้กุหลาบในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันตามชนิดและพันธุ์ จึงควรระบุชนิดของกุหลาบให้ชัดเจนก่อนอ้างอิงสรรพคุณเฉพาะ
ประวัติและวัฒนธรรม
- กุหลาบเป็นไม้ดอกที่มีประวัติการปลูกและใช้ประโยชน์มายาวนานในหลายอารยธรรม
- มีบทบาทสำคัญใน วัฒนธรรม สัญลักษณ์ความรัก ความงาม และพิธีกรรม
- กลีบดอกและน้ำกุหลาบถูกนำมาใช้ในอาหาร เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายมาเป็นเวลานาน
- ในประเทศไทย กุหลาบได้รับความนิยมทั้งในฐานะ ไม้ดอกประดับ ไม้ตัดดอก และพืชที่ใช้ในภูมิปัญญาสมุนไพร
สถานะการอนุรักษ์
- เนื่องจากคำว่า กุหลาบ (Rosa spp. and hybrid) ครอบคลุมกุหลาบหลายชนิดและลูกผสม จึงไม่สามารถกำหนดสถานะการอนุรักษ์เป็นค่าเดียวแทนกุหลาบทั้งหมดได้
- กุหลาบปลูกจำนวนมากเป็นพันธุ์ที่ได้รับการขยายพันธุ์เชิงการค้า ขณะที่กุหลาบป่าหรือกุหลาบชนิดพันธุ์ธรรมชาติบางชนิดอาจมีสถานภาพแตกต่างกันตามพื้นที่และชนิดพันธุ์
- การอนุรักษ์จึงควรเน้น การรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของสายพันธุ์กุหลาบ การเก็บรักษาพันธุ์ดั้งเดิม และการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของกุหลาบป่า
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- อันดับ (Order) : Rosales
- วงศ์ (Family) : Rosaceae
- สกุล (Genus) : Rosa
- ชนิด : Rosa spp. and hybrid
สกุล Rosa เป็นสกุลที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน อยู่ในวงศ์ Rosaceae และมีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในเขตอบอุ่นและกึ่งร้อนของซีกโลกเหนือ
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะเด่นของต้น : ไม้พุ่มหรือไม้เลื้อย ลำต้นและกิ่งมักมีหนาม
- ใบ : ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยมีขอบจักฟันเลื่อย
- ดอก : ดอกมีหลายสี มีกลิ่นหอมในหลายพันธุ์ กลีบดอกอาจมีจำนวนแตกต่างกันมากตามสายพันธุ์
- ผล : rose hip มีสีเขียวในระยะแรกและเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดงเมื่อสุก
- การตรวจสอบระดับมหภาค : พิจารณารูปร่างต้น ใบ หนาม ดอก และผลประกอบกัน
- การตรวจสอบระดับจุลทรรศน์และเคมี : ในกรณีวัตถุดิบกลีบดอกแห้งหรือสารสกัด ควรใช้ลักษณะทางจุลทรรศน์และการตรวจสอบสารสำคัญเพื่อยืนยันชนิดของวัตถุดิบ โดยเฉพาะเมื่อใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร
คำเตือนทางการแพทย์
ข้อมูลสรรพคุณของกุหลาบในตำราและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเป็นข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์
กุหลาบเป็นสกุลที่มีหลายร้อยชนิดและมีลูกผสมจำนวนมาก องค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจึงอาจแตกต่างกันมาก การนำผลวิจัยของ Rosa ชนิดหนึ่งไปใช้กับกุหลาบทุกชนิดอาจทำให้เกิดการตีความคลาดเคลื่อน
ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคประจำตัว หรือรับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกุหลาบในขนาดเข้มข้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
- วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2547). คัมภีร์เภสัชรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: พิมพลักษณ์.
- สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กุหลาบ (Rose): Rosa spp.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2564). ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา: บัญชีรายการสมุนไพรและส่วนของพืชที่ใช้.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กองอาหาร. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลบัญชีรายชื่ออาหาร.
- Ayati, Z., Ramezani, M., Amiri, M. S., Sahebkar, A., & Emami, S. A. (2021). Genus Rosa: A review of ethnobotany, phytochemistry and traditional aspects according to Islamic traditional medicine. In G. E. Barreto & A. Sahebkar (Eds.), Pharmacological properties of plant-derived natural products and implications for human health (pp. 353–401). Springer. https://doi.org/10.1007/978-3-030-64872-5_23
- Wan, H., et al. (2019). Determination of flavonoids and carotenoids and their contributions to various colors of rose cultivars (Rosa spp.). Frontiers in Plant Science, 10, 123.
- Mármol, I., Sánchez-de-Diego, C., Jiménez-Moreno, N., Ancín-Azpilicueta, C., & Rodríguez-Yoldi, M. J. (2017). Therapeutic applications of rose hips from different Rosa species. International Journal of Molecular Sciences, 18(6), 1137.
- Kim, Y. R., Kim, J. H., Shin, H. J., Choe, Y. B., Ahn, K. J., & Lee, Y. W. (2014). Clinical evaluation of a new-formula shampoo for scalp seborrheic dermatitis containing extract of Rosa centifolia petals and epigallocatechin gallate: A randomized, double-blind, controlled study. Annals of Dermatology, 26(6), 733–738.
- Qiao, M., et al. (2025). Recent advances in bioactive compounds, health functions, and utilization of rose (Rosa spp.). Molecules, 30(19), 3869.
- American Herbal Products Association. (2013). Botanical Safety Handbook (2nd ed.). CRC Press.

