กรวยป่า

กรวยป่า

กรวยป่า เป็นไม้ต้นสมุนไพรพื้นบ้านที่พบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ป่าโปร่ง มีการใช้ ใบ ดอก ราก เปลือก และเมล็ด ตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย โดยเฉพาะในตำรับที่เกี่ยวข้องกับ ไข้ ท้องร่วง โรคผิวหนัง และริดสีดวง ปัจจุบันมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบสารกลุ่ม clerodane diterpenoids และสารธรรมชาติอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน จึงเป็นพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพสำหรับการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กรวยป่า
  • ชื่อท้องถิ่น : ก้วย, ผีเสื้อหลวง, สีเสื้อหลวง, ขุนเหยิง, บุนเหยิง, คอแลน, จะร่วย, ตวย, ตวยใหญ่, ตานเสี้ยน, ผ่าสาม และหมากผ่าสาม
  • ชื่อสามัญ : Kruai pa
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Casearia grewiifolia Vent.
  • วงศ์ : Salicaceae
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Casearia kerrii Craib, Casearia oblonga Craib และชื่อพ้องอื่นในฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นทั้ง พืชสมุนไพรพื้นบ้าน และไม้ป่าที่มีประโยชน์ด้านเนื้อไม้
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญา : ใบ ดอก ราก เปลือกต้น เมล็ด และน้ำมันจากเมล็ด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 5–15 เมตร บางแหล่งรายงานว่าสามารถสูงได้มากกว่านี้ ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีเทาถึงน้ำตาล แตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง และอาจพบพูพอนบริเวณโคนต้นเมื่อมีอายุมาก
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ หรือรูปรี ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบมนหรือเบี้ยว ขอบใบจักถี่ ด้านบนค่อนข้างเกลี้ยงหรือมีขนตามเส้นกลางใบ ส่วนด้านล่างมีขนนุ่ม โดยเฉพาะตามเส้นใบ
  • ดอก : ดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบหรือบริเวณซอกใบของกิ่งที่ใบร่วงแล้ว ดอกมีสีขาวถึงเหลืองอมเขียว ไม่มีกลีบดอก กลีบเลี้ยงแยกจากกัน และมีเกสรเพศผู้ประมาณ 8–10 อัน
  • ผล : ผลมีเนื้อ รูปรีหรือรูปไข่ ผิวค่อนข้างเรียบ เมื่อสุกมีสีเหลือง ผลแตกออกเป็น 3 ซีก และมีเมล็ดที่มีเยื่อหุ้มสีส้มหรือสีส้มแดง
  • ลักษณะเด่นสำหรับจำแนกชนิด : ใบแก่มีขน โดยเฉพาะด้านล่างของใบ และผลมีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับ Casearia บางชนิดในประเทศไทย

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ในประเทศไทย : พบกระจายอยู่หลายภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และคาบสมุทรภาคใต้
  • แหล่งอาศัย : พบในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าโปร่ง และพื้นที่ป่าที่ถูกรบกวน โดยมักพบมากในพื้นที่ค่อนข้างเปิดและแห้งกว่าป่าดิบชื้น
  • การกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ : มีเขตกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินโดจีนไปจนถึงควีนส์แลนด์ รวมถึงกัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี และพื้นที่หมู่เกาะในแปซิฟิกบางแห่ง

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่มีข้อมูลรองรับสำหรับกรวยป่า โดยเก็บเมล็ดจากผลสุก แยกเยื่อหุ้มเมล็ดออกก่อนนำไปเพาะ
  • การเพาะกล้า : ควรเพาะในวัสดุปลูกที่ระบายน้ำดี รักษาความชื้นให้เหมาะสม และให้ได้รับแสงบางส่วนในระยะแรก
  • การย้ายปลูก : เมื่อต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายลงแปลงปลูก โดยควรเลือกพื้นที่มีแสงเพียงพอและไม่แฉะ
  • สภาพแวดล้อม : กรวยป่าเป็นไม้ที่สามารถทนต่อสภาพแห้งแล้งและไฟป่าได้ค่อนข้างดี และเหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้ชั้นรองในพื้นที่ฟื้นฟูป่า
  • การเติบโต : เป็นไม้ที่มีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า จึงควรดูแลในระยะแรกอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ : ใช้ตามตำรายาพื้นบ้านสำหรับไข้ โรคผิวหนัง ผื่นคัน และบาดแผล
  • ดอก : ใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับไข้และอาการตัวร้อน
  • ราก : ใช้สำหรับอาการท้องร่วง ความผิดปกติของตับ ผื่นคัน และริดสีดวง
  • เปลือกต้น : ใช้บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง และเกี่ยวข้องกับตำรับสมานแผล
  • เมล็ด : ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับริดสีดวง และมีการใช้เป็นยาเบื่อปลา
  • น้ำมันจากเมล็ด : ใช้ภายนอกสำหรับปัญหาโรคผิวหนังตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

  • ใบ : รสเมาเบื่อ ใช้แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน แก้ริดสีดวงจมูก และใช้กับบาดแผล
  • ดอก : รสเมา ใช้แก้พิษไข้และไข้กาฬ
  • ราก : รสเมาขื่น ใช้แก้ท้องร่วง บำรุงตับ บำรุงธาตุ แก้พิษกาฬ แก้ผื่นคัน และริดสีดวงต่าง ๆ
  • เปลือกต้น : รสเมาขื่น ใช้บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง ขับผายลม บำรุงโลหิต คุมธาตุ และสมานแผล
  • เมล็ด : รสเมาเบื่อ ใช้แก้ริดสีดวงทวาร และใช้เป็นยาเบื่อปลา
  • น้ำมันจากเมล็ด : ใช้ทาภายนอกเพื่อบรรเทาโรคผิวหนังตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • รากและใบ : มีการใช้เพื่อบรรเทา ท้องร่วง
  • ใบและดอก : ใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับ ไข้และอาการอักเสบหรือผื่นคัน
  • ใบ : ใช้ภายนอกกับ โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน ผื่นคัน และบาดแผล
  • เมล็ด : มีการใช้เกี่ยวกับ ริดสีดวง และใช้เป็นยาเบื่อปลา
  • เปลือก : ใช้เป็นยาบำรุงธาตุและบำรุงกำลัง

ในตำรับยา

มีรายงานการใช้ กรวยป่าเป็นองค์ประกอบของตำรับยาไทย โดยฐานข้อมูลตัวอย่างพรรณไม้สมุนไพรระบุกรวยป่า (Casearia grewiifolia Vent.) เป็นส่วนประกอบใน ตำรับยาแก้เรื้อนมูลนก ซึ่งมีการจัดเก็บตัวอย่างพรรณไม้ประกอบตำรับไว้ในระบบ

วิธีใช้

  • ใช้เป็นยาตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีการนำใบ ดอก ราก เปลือก และเมล็ดไปใช้ในตำรับแตกต่างกันตามอาการ
  • ใช้ภายนอก : ใบและน้ำมันจากเมล็ดมีรายงานการนำมาใช้กับโรคผิวหนังและบาดแผล
  • การใช้ภายใน : การใช้ราก เปลือก ดอก หรือใบควรอยู่ภายใต้การกำกับของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหรือผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากข้อมูลขนาดและวิธีใช้มาตรฐานยังไม่เพียงพอ
  • ไม่ควรนำข้อมูลการทดลองในห้องปฏิบัติการมาใช้กำหนดขนาดรับประทาน เนื่องจากสารสกัดและสารบริสุทธิ์อาจมีฤทธิ์ทางชีวภาพแตกต่างจากการใช้พืชตามภูมิปัญญา

สาระสำคัญ

สารสำคัญที่น่าสนใจของ กรวยป่า อยู่ในกลุ่ม clerodane-type diterpenoids ซึ่งพบจากส่วนเปลือก ผล ใบ และกิ่ง นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่ม phenolics, lignans, amides, steroids และ quinic-acid derivatives จากการศึกษาทางพฤกษเคมีหลายงาน

องค์ประกอบทางเคมี

  • Clerodane diterpenoids : เป็นกลุ่มสารที่มีการรายงานอย่างเด่นชัดในกรวยป่า เช่น caseargrewiins, grewiifolins และ grewiifopenes
  • Butanolides : มีการแยกสารอนุพันธ์ butanolide จากกิ่ง รวมถึง grewiifolides A–C
  • Phenolic compounds : มีรายงานสารฟีนอลิกชนิดใหม่และชนิดที่เคยพบมาก่อนจากเนื้อไม้
  • Salicinoyl quinic acids : มีการค้นพบอนุพันธ์กลุ่มนี้จากผลแห้งหลายชนิด
  • Lignans : มีรายงานการพบสารกลุ่ม lignan
  • Amides : มีรายงานสารกลุ่ม amide เช่นอนุพันธ์ของ feruloyltyramine
  • Steroids : มีการตรวจพบสารกลุ่ม steroid เช่น sitosterol
  • Quinic-acid derivatives : เป็นอีกกลุ่มสารสำคัญที่ได้รับการศึกษาในผลของกรวยป่า

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Casearia grewiifolia ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาด้านพฤกษเคมีและเภสัชวิทยาระดับห้องปฏิบัติการ โดยมีการแยกสารธรรมชาติใหม่จำนวนมากจากเปลือก ผล ใบ เนื้อไม้ และกิ่ง

  • งานวิจัยปี 2005 พบ clerodane diterpenoids ชนิดใหม่จากเปลือก และสารที่แยกได้แสดงฤทธิ์ ต้านมาลาเรียและต้านเชื้อมัยโคแบคทีเรีย ในการทดลอง พร้อมทั้งพบความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งบางชนิด
  • งานวิจัยปี 2007 พบ clerodane diterpenoids จากผลหลายชนิดที่มี ฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง
  • งานวิจัยจากใบพบสาร clerodane diterpenoids ที่มีฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งบางชนิด โดยสารหนึ่งมีความเลือกจำเพาะต่อเซลล์มะเร็งเมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์ปกติในการทดลองดังกล่าว
  • งานวิจัยผลแห้งพบ salicinoyl quinic acid derivatives ใหม่ 10 ชนิด และสารบางชนิดสามารถยับยั้งการสร้าง prostaglandin E2 (PGE2) ในเซลล์ HaCaT ที่ได้รับรังสี UVB ได้
  • งานวิจัยปี 2024 พบ grewiifopenes A–K ซึ่งเป็น clerodane diterpenoids กลุ่มใหม่ และสารบางชนิดแสดงฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย Staphylococcus aureus และ Bacillus cereus ในการทดลอง
  • งานวิจัยปี 2024 จากกิ่งพบ grewiifolides A–C และ clerodane diterpenes หลายชนิด โดย grewiifolide B แสดงผลส่งเสริมการหลั่ง adiponectin ผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องกับ PPARγ ในแบบจำลองเซลล์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและการใช้พื้นบ้าน : มีข้อมูลการใช้กรวยป่าในตำรายาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายพื้นที่
  • ระดับพฤกษเคมี : มีหลักฐานค่อนข้างมากจากการแยกและระบุโครงสร้างสารธรรมชาติหลายกลุ่ม
  • ระดับเซลล์และหลอดทดลอง : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านมาลาเรีย ต้านมัยโคแบคทีเรีย ต้านแบคทีเรีย ต้านการสร้าง PGE2 และความเป็นพิษต่อเซลล์
  • ระดับสัตว์ทดลอง : หลักฐานเฉพาะของ C. grewiifolia ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับงานระดับเซลล์
  • ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค

ดังนั้น หลักฐานปัจจุบันยังไม่ควรใช้เพื่อยืนยันว่ากรวยป่าสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง การติดเชื้อ หรือความผิดปกติของการเผาผลาญ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย : สาร clerodane diterpenoids จากเปลือกมีรายงานฤทธิ์ต้านมาลาเรียในระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านมัยโคแบคทีเรีย : สารบางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อเชื้อกลุ่มมัยโคแบคทีเรีย
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารบางชนิดจากกรวยป่าแสดงฤทธิ์ต่อ S. aureus และ B. cereus
  • ฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง : สาร clerodane diterpenoids หลายชนิดแสดง cytotoxicity ต่อเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงหลายชนิด
  • ฤทธิ์ยับยั้ง PGE2 : สารบางชนิดจากผลสามารถยับยั้งการสร้าง PGE2 ในเซลล์ผิวหนังที่ถูกกระตุ้นด้วย UVB
  • ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับ PPARγ : grewiifolide B มีผลต่อการหลั่ง adiponectin ผ่าน PPARγ ในแบบจำลองเซลล์

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของกรวยป่าในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือสารสกัดมาตรฐานเป็นเวลานาน ขณะที่งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าสารบริสุทธิ์บางชนิดมีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ จึงไม่ควรตีความฤทธิ์ cytotoxic ในห้องทดลองว่าเป็นประโยชน์ในการรักษามะเร็งโดยตรง

หมายเหตุ : ข้อมูลการใช้เป็นยาในส่วนนี้เป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและงานวิจัย ไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้สมุนไพรแทนการรักษามาตรฐาน

ข้อห้ามใช้

  • หลีกเลี่ยงการใช้ กรวยป่าในขนาดเข้มข้นหรือสารสกัด โดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญกำกับ เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ
  • ไม่ควรใช้เพื่อรักษาโรครุนแรง เช่น มะเร็ง มาลาเรีย หรือการติดเชื้อ แทนยามาตรฐาน
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้ภายในจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกรวยป่า

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกรวยป่ากับยาชนิดใดโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกรวยป่ามีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม และมีผลทางชีวภาพในระดับห้องปฏิบัติการ ผู้ที่รับประทาน ยาต้านมะเร็ง ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน ยารักษาโรคตับ หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากกรวยป่า

การใช้ในอาหาร

มีการใช้ประโยชน์จากกรวยป่าในลักษณะพืชท้องถิ่นและทรัพยากรป่า แต่ ไม่ควรนำส่วนที่ใช้เป็นยา เช่น เมล็ดหรือสารสกัด มาใช้เป็นอาหารโดยอัตโนมัติ เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยและปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคยังไม่เพียงพอ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ส่วนต่าง ๆ ของกรวยป่ามีศักยภาพสำหรับการศึกษาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอก
  • น้ำมันจากเมล็ด : มีภูมิปัญญาการใช้ภายนอกกับโรคผิวหนัง
  • ผลิตภัณฑ์จากเนื้อไม้ : เนื้อไม้มีความแข็งและมีการใช้ทำเครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องจักสาน และเฟอร์นิเจอร์
  • ผลิตภัณฑ์เชิงวิจัย : สาร clerodane diterpenoids และสารธรรมชาติชนิดใหม่จากกรวยป่าเป็นแหล่งที่น่าสนใจสำหรับการวิจัยด้านยาและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ควรเลือกเก็บ ใบ ดอก ราก หรือเปลือก จากต้นที่สมบูรณ์และจำแนกชนิดถูกต้อง
  • การเก็บรากหรือเปลือกควรทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ต้นไม้เสียหายหรือถูกทำลาย
  • วัตถุดิบสมุนไพรควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บ
  • ควรเก็บในภาชนะที่สะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
  • ควรแยกวัตถุดิบกรวยป่าออกจากสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อป้องกันการปะปนและการสับสนกับพืชชื่อใกล้เคียง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กรวยป่ามีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น ก้วย ผีเสื้อหลวง สีเสื้อหลวง ขุนเหยิง คอแลน ตวย ตานเสี้ยน และผ่าสาม สะท้อนถึงการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในหลายชุมชน โดยมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นสำหรับ ไข้ ท้องร่วง โรคผิวหนัง ผื่นคัน ริดสีดวง และการบำรุงธาตุ นอกจากนี้เมล็ดและน้ำมันจากเมล็ดยังมีการใช้ประโยชน์เฉพาะถิ่น

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อพื้นเมืองของกรวยป่ามีความหลากหลายตามพื้นที่ เช่น ก้วย ในภาคเหนือ ขุนเหยิงและบุนเหยิง ในสกลนคร คอแลน ในพื้นที่นครราชสีมา ตวยและตวยใหญ่ ในเพชรบูรณ์และพิษณุโลก และ ผ่าสาม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพืชพื้นถิ่นกับองค์ความรู้ด้านการใช้ประโยชน์ของชุมชน

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูลของ Plants of the World Online (Kew) Casearia grewiifolia Vent. เป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน และข้อมูลสถานะการอนุรักษ์ตาม IUCN ระบุอยู่ในระดับ Least Concern (LC) หรือกังวลน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม การเก็บรากและเปลือกจากธรรมชาติในปริมาณมากควรทำอย่างรับผิดชอบเพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชากรในท้องถิ่น

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร : Plantae
  • ไฟลัม/ดิวิชัน : Tracheophyta
  • ชั้น : Magnoliopsida
  • อันดับ : Malpighiales
  • วงศ์ : Salicaceae
  • สกุล : Casearia
  • ชนิด : Casearia grewiifolia Vent.
  • ชื่อพ้อง : Casearia kerrii Craib, Casearia oblonga Craib และชื่อพ้องอื่นตามฐานข้อมูลอนุกรมวิธาน
  • ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน : Casearia grewiifolia Vent.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ กรวยป่า ควรพิจารณาลักษณะสำคัญ ได้แก่

  • ลำต้น : ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง กิ่งอ่อนมีขน
  • ใบ : ใบเดี่ยวเรียงสลับ ใต้ใบมีขนนุ่มและเส้นใบเห็นได้ชัด
  • ดอก : ออกเป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกสีขาวถึงเหลืองอมเขียว และไม่มีกลีบดอก
  • ผล : ผลรูปรีหรือรูปไข่ เมื่อสุกสีเหลือง และแตกเป็น 3 ซีก
  • เมล็ด : มีเยื่อหุ้มสีส้มถึงส้มแดง

การระบุชนิดเพื่อใช้เป็น วัตถุดิบสมุนไพร ควรตรวจสอบด้วยตัวอย่างพรรณไม้แห้งและเอกสารอนุกรมวิธานที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะเมื่อชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

คำเตือนทางการแพทย์

กรวยป่า มีข้อมูลการใช้ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การศึกษาองค์ประกอบทางเคมี การทดลองในเซลล์ และการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาผู้ป่วยโดยตรง โดยเฉพาะสารกลุ่ม clerodane diterpenoids หลายชนิดที่พบฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ ดังนั้นไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้สรุปว่า กรวยป่าสามารถรักษามะเร็งหรือโรคติดเชื้อในมนุษย์ได้

หมายเหตุ : การใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาควรเลือกวัตถุดิบที่ระบุชนิดได้ถูกต้อง และควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย แพทย์ หรือเภสัชกร โดยเฉพาะกรณีใช้ร่วมกับยาประจำหรือใช้ต่อเนื่อง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2558). e-Flora of Thailand: Casearia grewiifolia Vent.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพร: ผ่าสาม (Casearia grewiifolia Vent.).
  3. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). โครงการพัฒนาคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์: กรวยป่า.
  4. สำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้. (2559). พรรณไม้มีคุณค่าจากป่าชุมชนบ้านหนองทราย จังหวัดกำแพงเพชร: กรวยป่า.
  5. Nhoek, P., Hwang, S., Huh, J., Pel, P., Park, C.-W., Khiev, P., Kim, H. W., Noh, M., & Chin, Y.-W. (2024). Butanolides and clerodane diterpenes from the twigs of Casearia grewiifolia and their effects on adiponectin secretion. Bioorganic Chemistry, 153, 107890.
  6. Nhoek, P., et al. (2021). Salicinoyl quinic acids and their prostaglandin E2 production inhibitory activities from the fruits of Casearia grewiifolia. Journal of Natural Products, 84(9), 2437–2446.
  7. Pailee, P., Batsomboon, P., Yaosanit, W., et al. (2024). Grewiifopenes A–K, bioactive clerodane diterpenoids from Casearia grewiifolia Vent. Natural Products and Bioprospecting, 14, 54.
  8. Kanokmedhakul, S., Kanokmedhakul, K., Kanarsa, T., & Buayairaksa, M. (2005). New bioactive clerodane diterpenoids from the bark of Casearia grewiifolia. Journal of Natural Products, 68(2), 183–188. https://doi.org/10.1021/np049757k
  9. Kanokmedhakul, S., Kanokmedhakul, K., & Buayairaksa, M. (2007). Cytotoxic clerodane diterpenoids from fruits of Casearia grewiifolia. Journal of Natural Products, 70(7), 1122–1126. https://doi.org/10.1021/np070083y
  10. Rayanil, K.-O., Nimnoun, C., & Tuntiwachwuttikul, P. (2012). New phenolics from the wood of Casearia grewiifolia. Natural Product Communications.
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Casearia grewiifolia Vent. Plants of the World Online.
Scroll to top