กรรณิการ์

กรรณิการ์

กรรณิการ์ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กที่มีกลิ่นหอมโดดเด่น ดอกสีขาวมีหลอดดอกสีส้มแสดและมักบานในช่วงกลางคืน ก่อนร่วงในช่วงเช้า นอกจากเป็น ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชให้สีธรรมชาติแล้ว กรรณิการ์ ยังเป็น สมุนไพรไทย ที่มีการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยใช้ส่วนต่าง ๆ เช่น ใบ ดอก ราก เปลือกต้น และลำต้น ในการดูแลอาการหลายประเภท

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กรรณิการ์
  • ชื่ออื่น : กณิการ์, กรณิการ์, กรรณิกา, กันลิกา, สะบันงา, ปาริชาติ
  • ชื่อสามัญ : Night Jasmine, Night-blooming Jasmine, Coral Jasmine
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes arbor-tristis L.
  • ชื่อวงศ์ : Oleaceae
  • ประเภทพืช : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก
  • ลักษณะเด่น : ดอกสีขาว กลีบดอกบิดเวียนคล้ายกังหัน มีหลอดดอกสีส้มแสด และมีกลิ่นหอมแรง
  • การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็น สมุนไพร, ไม้ประดับ, พืชให้สีธรรมชาติ และใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้ต้นขนาดเล็ก โดยทั่วไปสูงประมาณ 2–4 เมตร เปลือกต้นมีสีขาวหรือขาวอมเทา ผิวค่อนข้างหยาบ กิ่งและกิ่งอ่อนมีลักษณะเป็นเหลี่ยม โดยเฉพาะแนวสันกิ่งอาจมีตุ่มเล็ก ๆ เรียงเป็นแนว
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็นคู่ แผ่นใบรูปไข่หรือรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบมน ผิวใบค่อนข้างสากและมีขนอ่อนปกคลุม
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมีประมาณ 5–8 ดอก กลีบดอกสีขาวประมาณ 5–8 กลีบ บิดเวียนคล้ายกังหัน โคนกลีบเชื่อมเป็นหลอดสีส้มแสด ดอกมีกลิ่นหอมแรง เริ่มบานในช่วงเย็นหรือกลางคืนและมักร่วงในช่วงเช้า
  • ผล : เป็นผลแบนค่อนข้างกลมหรือรูปไข่กลับ เมื่อแก่และแห้งจะแตกออกเป็น 2 ซีก แต่ละซีกมีเมล็ดประมาณ 1 เมล็ด
  • เมล็ด : มีลักษณะแบนและมีองค์ประกอบของน้ำมัน โดยเมล็ดเป็นส่วนที่มีรายงานพบสารกลุ่ม iridoid glycosides เช่น arbortristoside

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติครอบคลุมบริเวณตั้งแต่เทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงอินโดจีน รวมถึงชวาและสุมาตรา
  • การกระจายพันธุ์ : พบในอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และบางพื้นที่ของอินโดนีเซีย
  • ในประเทศไทย : สามารถพบและปลูกได้ในหลายพื้นที่ โดยนิยมปลูกตามบ้าน วัด สวน และบริเวณที่ต้องการไม้ดอกหอม

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม : กรรณิการ์สามารถเจริญเติบโตได้ในเขตร้อน ต้องการความชื้นพอเหมาะและดินที่ระบายน้ำได้ดี
  • แสง : สามารถปลูกในบริเวณที่มีแสงแดดรำไรถึงแสงค่อนข้างมาก โดยสภาพแห้งแล้งเกินไปอาจทำให้การออกดอกลดลง
  • ดิน : เหมาะกับดินร่วนหรือดินร่วนที่มีการระบายน้ำดี
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถเพาะเมล็ดได้ แต่การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดอาจมีความแปรปรวนและอัตราการงอกไม่สม่ำเสมอ
  • การปักชำ : ใช้กิ่งที่สมบูรณ์ ปักชำในวัสดุเพาะที่โปร่งและรักษาความชื้นให้เหมาะสม
  • การตอนกิ่ง : เป็นวิธีที่นิยมเนื่องจากได้ต้นใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงต้นแม่และสามารถให้ดอกได้เร็ว
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีรายงานการศึกษาการขยายพันธุ์แบบ in vitro เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขยายพันธุ์และเป็นแนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ : ใช้ตามตำรายาไทยสำหรับบำรุงน้ำดี ขับน้ำดี แก้ไข้ แก้ปวดข้อ และใช้เป็นยาขมเจริญอาหาร
  • ดอก : ใช้แก้ไข้ ลมวิงเวียน และใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่ง
  • ราก : ใช้บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ท้องผูก แก้ไอ และใช้ดูแลเส้นผมตามภูมิปัญญา
  • เปลือกต้น : ใช้ต้มเป็นยาตามตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการปวดศีรษะและไข้
  • ลำต้น : มีการใช้ในตำรายาไทยสำหรับแก้ไข้ ปวดศีรษะ และปวดข้อ

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

  • ลำต้น : รสขม เย็น หวาน และฝาด ใช้แก้ ไข้ ปวดศีรษะ และปวดข้อ
  • เปลือกต้น : รสขมเย็น โดยเฉพาะเปลือกชั้นในมีการใช้ต้มดื่มตามภูมิปัญญาเพื่อแก้ ปวดศีรษะ
  • ใบ : รสขม ใช้เป็น ยาบำรุงน้ำดี ขับน้ำดี แก้ไข้ แก้ปวดข้อ และเจริญอาหาร หากรับประทานในปริมาณมากมีฤทธิ์เป็นยาระบายตามตำรับพื้นบ้าน
  • ดอก : รสขมหวาน ใช้บำรุงน้ำดี เจริญอาหาร แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน และใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการบางชนิด
  • ราก : รสขมหวานฝาด ใช้ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ท้องผูก แก้ไอ และบำรุงเส้นผม ตามภูมิปัญญาไทย

ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • มีการใช้ ใบกรรณิการ์ เป็นยาขมเพื่อช่วยเจริญอาหาร และใช้ในตำรับพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับไข้และอาการปวดข้อ
  • ดอกกรรณิการ์ ใช้เป็นเครื่องยาในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับไข้และอาการวิงเวียน
  • รากกรรณิการ์ มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ท้องผูกและอาการไอ
  • ในอินเดียมีรายงานการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยเฉพาะใบและราก สำหรับอาการไข้ ข้ออักเสบ และอาการอื่น ๆ ตามระบบการแพทย์ดั้งเดิม

ในตำรับยา

  • มีการใช้ กรรณิการ์เป็นเครื่องยาเดี่ยวและเป็นส่วนประกอบของตำรับพื้นบ้าน โดยใช้แตกต่างกันตามส่วนของพืชและวัตถุประสงค์ของตำรับ
  • ตำรับที่ใช้ใบหรือรากมีการกล่าวถึงในบริบทของ ไข้ อาการปวดข้อ อาการไอ ระบบทางเดินอาหาร และการบำรุงธาตุ
  • การใช้ในตำรับยาแผนไทยควรอ้างอิงตำรับที่ได้รับการรับรองและใช้ตามหลักวิชาชีพ ไม่ควรนำข้อมูลจากตำรับพื้นบ้านไปกำหนดขนาดยาเอง

วิธีใช้

  • การใช้ตามภูมิปัญญาไทย : ส่วนของใบ เปลือก ราก หรือลำต้นอาจนำไปต้ม ฝน หรือคั้น ตามลักษณะของตำรับ
  • ใบสด : มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ใช้ใบสดตำแล้วคั้นน้ำรับประทานเป็นยาขมเจริญอาหาร แต่การใช้ในลักษณะดังกล่าวควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
  • การใช้ภายนอก : สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์จากกรรณิการ์อาจนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง แต่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานและความเข้มข้นของสารสำคัญ

หมายเหตุ : วิธีใช้ ขนาด และระยะเวลาการใช้สมุนไพรไม่ควรยึดตามข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการใช้เพื่อรักษาโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์

สาระสำคัญ

  • กรรณิการ์ มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยสารที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ iridoid glycosides, flavonoids, phenolic compounds, terpenoids, carotenoids และสารระเหยจากน้ำมันหอมระเหย
  • กลุ่ม arbortristosides ที่พบในเมล็ดเป็นสารกลุ่ม iridoid glycosides ที่มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาหลายด้าน
  • ส่วนหลอดดอกสีส้มแสดมีสารกลุ่ม crocetin/crocins ซึ่งเกี่ยวข้องกับสีของดอกและได้รับความสนใจด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการสมานแผล

องค์ประกอบทางเคมี

  • เมล็ด : พบ arbortristoside A, B, C, D และ E ซึ่งเป็นกลุ่ม iridoid glycosides รวมถึงกรดไขมันและสารกลุ่ม triterpenoid บางชนิด
  • ใบ : มีรายงานพบ β-sitosterol, oleanolic acid, ursolic/related triterpenoids, tannins, mannitol, methyl salicylate, flavonoid glycosides และสารกลุ่ม iridoids
  • ดอก : พบ crocetin, crocins, nyctanthin, flavonoids, tannins, mannitol และสารในน้ำมันหอมระเหย
  • หลอดดอก : เป็นแหล่งของสารสีในกลุ่ม crocetin และ crocin ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสีส้มแสดของส่วนกลางดอก
  • น้ำมันหอมระเหย : มีรายงานพบสาร เช่น α-pinene, p-cymene, linalool, methyl palmitate, phytol และสารไฮโดรคาร์บอนหลายชนิด โดยองค์ประกอบอาจแตกต่างกันตามแหล่งปลูก ส่วนของพืช และวิธีสกัด
  • สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ : มีรายงาน quercetin, kaempferol derivatives, rutin, astragalin และ nicotiflorin

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยในระดับ หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง รายงานฤทธิ์ของสารสกัดกรรณิการ์ในหลายด้าน ได้แก่ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านมาลาเรีย ปกป้องตับ และช่วยสมานแผล
  • มีการศึกษาสารกลุ่ม arbortristosides และพบศักยภาพทางชีวภาพหลายด้าน เช่น ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านไวรัส และต้านปรสิต
  • มีการศึกษาสาร crocetin จากหลอดดอกกรรณิการ์ และมีงานทดลองในสัตว์เกี่ยวกับการนำ crocetin ไปพัฒนาเป็นสูตรสำหรับ การสมานแผล
  • มีงานวิจัยด้าน การวิเคราะห์และหาปริมาณ arbortristoside-A ด้วย HPLC เพื่อใช้เป็นแนวทางควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากกรรณิการ์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับข้อมูลภูมิปัญญาและชาติพันธุ์เภสัชวิทยา : มีข้อมูลค่อนข้างมากจากระบบการแพทย์ดั้งเดิม โดยเฉพาะอินเดียและเอเชียใต้
  • ระดับหลอดทดลอง : มีหลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านปรสิต และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลสนับสนุนฤทธิ์ต้านการอักเสบ ปกป้องตับ สมานแผล และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ
  • ระดับมนุษย์ : มีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับ มาลาเรีย แต่เป็นการศึกษาเชิงสำรวจและใช้ตำรับจากใบกรรณิการ์ จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากรรณิการ์สามารถใช้ทดแทนยามาตรฐานได้
  • ภาพรวม : หลักฐานในปัจจุบันสนับสนุนศักยภาพทางเภสัชวิทยา แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุม ขนาดตัวอย่างมากขึ้น และใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานเดียวกัน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดและสารบางชนิดจากกรรณิการ์แสดงฤทธิ์ลดกระบวนการอักเสบในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีรายงานความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระของสารสกัดจากใบและดอก
  • ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย : มีทั้งข้อมูลก่อนคลินิกและการศึกษามนุษย์ขนาดเล็ก โดยพบการลดไข้และจำนวนปรสิตในผู้ป่วยบางส่วน แต่ยังต้องมีการทดลองทางคลินิกที่มีมาตรฐานสูงกว่านี้
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ : สารสกัดบางชนิดแสดงศักยภาพในการลดความเสียหายของตับในแบบจำลองสัตว์
  • ฤทธิ์สมานแผล : crocetin จากหลอดดอก ได้รับการศึกษาด้านการสมานแผลในสัตว์ทดลอง โดยมีการพัฒนารูปแบบ phytosome เพื่อเพิ่มความเหมาะสมในการนำไปใช้
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพและต้านเชื้อรา : มีรายงานจากการทดลองในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านไวรัส : สารสกัดและ iridoid glycosides บางชนิดมีรายงานฤทธิ์ต้านไวรัสในระดับก่อนคลินิก

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ กรรณิการ์ในมนุษย์ยังมีจำกัด เมื่อเปรียบเทียบกับสมุนไพรที่มีการใช้และศึกษาทางคลินิกอย่างกว้างขวาง
  • การศึกษาทางคลินิกขนาดเล็กในผู้ป่วยมาลาเรียพบว่าตำรับใบกรรณิการ์ที่ใช้ในการศึกษามีความทนต่อยาโดยรวมดี และพบอาการท้องเสียเล็กน้อยที่หายได้เองในผู้ป่วยหนึ่งราย
  • การศึกษาด้านพิษวิทยาในสัตว์บางงานไม่พบพิษรุนแรงในขนาดที่ศึกษา แต่ผลดังกล่าว ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยของการใช้ในมนุษย์ทุกขนาดและทุกผลิตภัณฑ์ ได้
  • สารบริสุทธิ์หรือสารสกัดเข้มข้นอาจมีความปลอดภัยแตกต่างจากการใช้พืชในรูปแบบดั้งเดิม จึงควรแยกข้อมูลระหว่าง สมุนไพรทั้งต้น สารสกัด และสารบริสุทธิ์

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่มีประวัติ แพ้กรรณิการ์ หรือพืชในผลิตภัณฑ์ที่มีกรรณิการ์เป็นส่วนประกอบ ไม่ควรใช้
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานในรูปแบบยา เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ไม่ควรใช้กรรณิการ์เป็นยารักษา มาลาเรีย ไข้ติดเชื้อ หรือโรคร้ายแรง แทนการรักษามาตรฐาน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกรรณิการ์กับยาชนิดต่าง ๆ อย่างชัดเจน
  • ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อตับ ไต การแข็งตัวของเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด หรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกรรณิการ์
  • ไม่ควรนำผลการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองมาตีความว่าเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดเดียวกันในมนุษย์โดยตรง

การใช้ในอาหาร

  • หลอดดอกกรรณิการ์ ซึ่งมีสีส้มแสด เป็นแหล่งของสีธรรมชาติและมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อแต่งสีอาหาร
  • มีการใช้ส่วนที่มีสีของดอกเพื่อให้สีเหลืองถึงเหลืองแสดในอาหารและเครื่องดื่มบางชนิด
  • การใช้เป็นสีผสมอาหารควรใช้วัตถุดิบที่สะอาดและปลอดสารปนเปื้อน และควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง การใช้ตามภูมิปัญญา กับการใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายอาหาร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ใช้ใบ ดอก ราก หรือส่วนอื่นของพืชเป็นวัตถุดิบสำหรับสารสกัดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • เครื่องสำอาง : สารสกัดจากกรรณิการ์และสารกลุ่ม antioxidant อาจนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหรือเส้นผม
  • ผลิตภัณฑ์ให้สีธรรมชาติ : หลอดดอกสีส้มแสดสามารถใช้เป็นแหล่งสีธรรมชาติ
  • ผลิตภัณฑ์น้ำหอมและกลิ่นหอม : ดอกกรรณิการ์มีกลิ่นหอมแรงและมีองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย จึงมีศักยภาพในการนำไปใช้ด้านกลิ่นหอม
  • ผลิตภัณฑ์วิจัย : มีการศึกษาการนำ crocetin และสารออกฤทธิ์อื่นไปพัฒนาเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์เฉพาะ เช่น phytosome เพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้ประโยชน์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบ : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่มีโรคหรือแมลงทำลาย
  • ดอก : หากต้องการใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรหรือวัตถุดิบให้สี ควรเก็บในช่วงที่ดอกสมบูรณ์และหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนจากพื้นดิน เนื่องจากดอกหลุดร่วงง่าย
  • รากและเปลือก : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และเก็บอย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อต้นมากเกินไป
  • การทำให้แห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความร้อนสูงเกินไป โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ต้องการรักษาสารสำคัญหรือสีธรรมชาติ
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน แมลง และเชื้อรา พร้อมติดฉลากระบุชนิดพืชและวันที่เก็บเกี่ยว

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กรรณิการ์ เป็นไม้ที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาไทยทั้งด้าน สมุนไพร ไม้ดอกหอม และพืชให้สี
  • มีการใช้ใบ ดอก ราก เปลือก และลำต้นในตำรับพื้นบ้านแตกต่างกันตามพื้นที่
  • ดอกใช้ในด้านกลิ่นหอมและสี ส่วนหลอดดอกสีส้มแสดมีการนำมาใช้เป็น สีธรรมชาติสำหรับอาหารและสิ่งทอ
  • การปลูกกรรณิการ์ในบริเวณบ้านและสวนยังเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับ พืชสมุนไพรพื้นบ้าน

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กรรณิการ์เป็นพรรณไม้ที่มีความผูกพันกับวัฒนธรรมและวรรณกรรมไทยมานาน
  • มีหลักฐานการกล่าวถึงชื่อกรรณิการ์ในวรรณคดีไทย เช่น อิเหนา และ ลิลิตตะเลงพ่าย จึงมีข้อสันนิษฐานว่ากรรณิการ์เข้ามาในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน อาจตั้งแต่ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาหรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์
  • ชื่อ กรรณิการ์ มีความเกี่ยวข้องกับศัพท์บาลี–สันสกฤตที่เชื่อมโยงกับดอกไม้ เครื่องประดับ และสิ่งประดับหู
  • ในอินเดีย กรรณิการ์หรือ Parijat มีความสำคัญทั้งด้านวัฒนธรรม ศาสนา และการแพทย์ดั้งเดิม

สถานะการอนุรักษ์

  • ข้อมูลจากฐานข้อมูล World Flora Online ระบุสถานะการอนุรักษ์ของ Nyctanthes arbor-tristis เป็น Least Concern (LC) และข้อมูลการประเมินความเสี่ยงของพืชดอกระบุว่าโดยภาพรวมยังไม่อยู่ในกลุ่มพืชที่ถูกคุกคาม
  • อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์แหล่งพันธุกรรมและการส่งเสริมการปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะหากมีการเก็บจากธรรมชาติในปริมาณมาก

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
  • ชั้น (Class) : Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
  • อันดับ (Order) : Lamiales
  • วงศ์ (Family) : Oleaceae
  • สกุล (Genus) : Nyctanthes L.
  • ชนิด (Species) : Nyctanthes arbor-tristis L.
  • ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน : Nyctanthes arbor-tristis L.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ : Bruschia macrocarpa Bertol., Nyctanthes dentata Blume, Nyctanthes tristis Salisb., Parilium arbor-tristis (L.) Gaertn., Scabrita scabra L. และ Scabrita triflora L.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะเด่นสำหรับการตรวจสอบ : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก กิ่งเป็นเหลี่ยม ใบออกตรงข้าม ผิวใบสาก ดอกสีขาวและมีหลอดดอกสีส้มแสด
  • ลักษณะดอก : ดอกมีกลิ่นหอมแรง บานช่วงเย็นหรือกลางคืนและร่วงในช่วงเช้า เป็นลักษณะที่ช่วยแยกกรรณิการ์จากไม้ดอกชนิดอื่น
  • ลักษณะผล : ผลแบนและแยกออกเป็นสองซีกเมื่อแก่
  • การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ : ควรเปรียบเทียบตัวอย่างกับตัวอย่างพรรณไม้แห้งหรือฐานข้อมูลอนุกรมวิธานที่เชื่อถือได้
  • การตรวจสอบทางเภสัชเวท : หากใช้เป็นวัตถุดิบยา ควรตรวจสอบลักษณะมหภาค จุลทรรศน์ เอกลักษณ์ทางเคมี และสารสำคัญ เพื่อป้องกันการปลอมปนหรือใช้พืชผิดชนิด
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Kew ปัจจุบันคือ Nyctanthes arbor-tristis L.

คำเตือนทางการแพทย์

  • กรรณิการ์ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะโรคติดเชื้อ เช่น มาลาเรีย ซึ่งอาจมีความรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
  • แม้มีงานวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับมาลาเรีย แต่เป็นการศึกษาเชิงสำรวจในผู้ป่วยจำนวนไม่มาก และผู้ป่วยบางรายยังจำเป็นต้องได้รับยามาตรฐานเพิ่มเติม
  • หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของกรรณิการ์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนคลินิก จึงไม่ควรสรุปว่าฤทธิ์จากสารสกัดในสัตว์ทดลองจะให้ผลเหมือนกันในมนุษย์
  • การใช้ สารสกัดเข้มข้นหรือสารบริสุทธิ์ อาจมีความแตกต่างด้านความปลอดภัยจากการใช้สมุนไพรในรูปแบบดั้งเดิม
  • หากมีอาการผิดปกติหลังใช้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ผื่น คัน บวม หายใจลำบาก หรืออาการแพ้ ควรหยุดใช้และพบแพทย์
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคประจำตัว หรือรับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ ผลิตภัณฑ์กรรณิการ์ในรูปแบบยา

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: กรรณิการ์ (Nyctanthes arbor-tristis L.). กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กรรณิการ์. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  3. กรมหม่อนไหม. (ม.ป.ป.). กรรณิการ์. ระบบพันธุ์ไม้ย้อมสี กรมหม่อนไหม.
  4. เดชา ศิริภัทร. (2544). กรรณิการ์ คุณค่าที่คู่ควรจมูก ตา (และหู). หมอชาวบ้าน, 23(268).
  5. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพและหน่วยงานด้านพฤกษศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง. (ม.ป.ป.). ข้อมูลอนุกรมวิธานและการกระจายพันธุ์ของ Nyctanthes arbor-tristis. ฐานข้อมูลพรรณไม้ไทย.
  6. Barua, A., Junaid, M., Shamsuddin, T., Alam, S. M., Mouri, N. J., Akter, R., Sharmin, T., & Hosen, S. M. Z. (2023). Nyctanthes arbor-tristis Linn.: A review on its traditional uses, phytochemistry, pharmacological activities, and toxicity. Current Traditional Medicine, 9(1).
  7. Gadgoli, C., & Shelke, S. (2010). Crocetin from the tubular calyx of Nyctanthes arbor-tristis. Natural Product Research, 24(17), 1610–1615.
  8. Gupta, D., et al. (2024). Quantification of Arbortristoside-A isolated from Nyctanthes arbor-tristis using HPLC: Method development and pharmaceutical applications. Journal of Chromatography B, 1233, 123985.
  9. Karnik, S. R., Tathed, P. S., Antarkar, D. S., Gidse, C. S., Vaidya, R. A., & Vaidya, A. D. B. (2008). Antimalarial activity and clinical safety of traditionally used Nyctanthes arbor-tristis Linn. Indian Journal of Traditional Knowledge.
  10. Purushothaman, K. K., Venkatanarasimhan, M., & Sarada, A. (1985). Arbortristoside A and B, two iridoid glucosides from Nyctanthes arbor-tristis. Phytochemistry, 24(4), 773–776.
  11. Rathore, A., Rivastava, V., Srivastava, K. C., & Tandon, J. S. (1990). Iridoid glucosides from Nyctanthes arbor-tristis. Phytochemistry, 29(6), 1917–1920.
  12. Sri, V. S. S., & Subhasidha, R. (2024). Nyctanthes arbor-tristis Linn. (Night Jasmine): Extraction techniques, phytochemical constituents, and biological impacts of extracts and essential oil. Future Journal of Pharmaceutical Sciences.
  13. Tipugade, O., Sawale, J., & Jadhav, N. (2026). Nyctanthes arbor-tristis Linn.: Comprehensive insights into its medicinal, phytochemical and safety profiles. Natural Product Research, 40(11), 3338–3351.
  14. World Flora Online Consortium. (2026). Nyctanthes arbor-tristis L. World Flora Online.
  15. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Nyctanthes arbor-tristis L. Plants of the World Online.
Scroll to top