กรดน้ำ
กรดน้ำ เป็นพืชสมุนไพรล้มลุกที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่เขตร้อน มีชื่อท้องถิ่นหลากหลายตามภูมิภาค และมีการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการนำส่วนเหนือดิน ใบ และรากมาใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับอาการไข้ ไอ ปัสสาวะผิดปกติ แผล และอาการปวดเมื่อย นอกจากนี้ กรดน้ำ (Scoparia dulcis L.) ยังได้รับความสนใจจากงานวิจัยสมัยใหม่ โดยเฉพาะด้านฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดและฤทธิ์ต้านการอักเสบ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกยังมีจำกัดและไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : กรดน้ำ
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scoparia dulcis L.
- ชื่อสามัญ : Sweet broomweed, Sweet broom weed, Goat weed, Licorice weed, Macao tea
- วงศ์ : Plantaginaceae
- ชื่อท้องถิ่น : กระต่ายจามใหญ่, กัญชาป่า, มะไฟเดือนห้า, ขัดมอนเทศ, ขัดมอนเล็ก, หนวดแมว, ข้างไลดุ, ตานซาน, เทียนนา, ปีกแมงวัน, ผักปีกแมงวัน, หญ้าจ้าดตู้ด, หญ้าหัวแมงฮุน, หญ้าขัดหิน, หญ้าพ่ำสามวัน, หูปลาช่อนตัวผู้ และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
- ลักษณะการใช้ประโยชน์ : ใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน, พืชอาหารในบางพื้นที่ และเป็นพืชที่มีศักยภาพสำหรับการศึกษาทางเภสัชวิทยา
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น : เป็นไม้ล้มลุกหรือกึ่งไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านมาก สูงได้ประมาณ 20–80 เซนติเมตร และบางแหล่งระบุว่าสามารถสูงได้ถึงประมาณ 1 เมตร บริเวณข้ออาจมีขน
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเรียงเป็นวงรอบข้อประมาณ 3–4 ใบ รูปไข่ รูปรี หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบเรียว ขอบใบมีจักซี่ฟัน แผ่นใบด้านล่างมีต่อมโปร่งแสง
- ดอก : ออกตามซอกใบเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกประมาณ 1–4 ดอก ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวถึงขาวอมม่วงอ่อน กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 4 กลีบ เกสรเพศผู้ 4 อัน
- ผล : เป็นผลแห้งแตก มีลักษณะค่อนข้างกลมหรือรูปไข่ เมื่อแก่จะแตกออกเป็นส่วน ๆ และมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
- เมล็ด : มีขนาดเล็ก และเป็นเมล็ดที่ต้องการแสงในการงอก โดยการทดลองพบว่าอุณหภูมิและช่วงแสงมีผลต่อเปอร์เซ็นต์การงอก

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Scoparia dulcis L. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง และระบุถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา
- การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันแพร่กระจายกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อนของโลก รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ศรีลังกา จีน แอฟริกา และหมู่เกาะต่าง ๆ โดย Kew ระบุว่า ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีการนำเข้าและพบการกระจายพันธุ์ของชนิดนี้
- ในประเทศไทย : พบได้หลายภูมิภาค โดยมักขึ้นตามพื้นที่รกร้าง ริมทาง ชายป่า ทุ่งนา และบริเวณที่มีความชื้นพอสมควร
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีหลักที่ใช้ในการขยายพันธุ์ กรดน้ำ เมล็ดมีขนาดเล็กและต้องการแสงเพื่อช่วยกระตุ้นการงอก
- สภาพการงอก : การศึกษาพบว่าเมล็ดสามารถงอกได้ดีในช่วงอุณหภูมิประมาณ 25–30 องศาเซลเซียส และการให้อยู่ในสภาพมีแสงช่วยส่งเสริมการงอกอย่างชัดเจน
- การเตรียมแปลง : ควรใช้ดินร่วนหรือดินทั่วไปที่ระบายน้ำได้ดี มีความชื้นสม่ำเสมอ และได้รับแสงแดดเพียงพอ
- การขยายพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ : มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากส่วนยอด ใบ และชิ้นส่วนลำต้นเพื่อเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์ ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้ในการผลิตต้นพันธุ์จำนวนมากได้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ทั้งต้นหรือส่วนเหนือดิน : มีรายงานการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านสำหรับอาการไข้ ไอ ปวดเมื่อย และอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ
- ใบ : ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน และเป็นส่วนที่ได้รับการศึกษาทางเภสัชวิทยาและโภชนาการมากที่สุด
- ราก : มีการใช้ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะการต้มน้ำดื่มเพื่อแก้ไข้และช่วยขับปัสสาวะ
- ยอดอ่อน : มีการใช้ภายนอกในภูมิปัญญาชุมชนบางแห่ง เช่น ตำให้ละเอียดเพื่อพอกบริเวณแผลหรือแผลอักเสบ
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย
- แก้ไข้ : มีการใช้ กรดน้ำทั้งต้น ต้มน้ำดื่มในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
- แก้อาการไอ : มีรายงานการใช้กรดน้ำในภูมิปัญญาพื้นบ้านของหลายประเทศ รวมถึงมาเลเซีย
- ช่วยขับปัสสาวะ : รากหรือทั้งต้นมีการนำมาต้มดื่มเพื่อช่วยให้ปัสสาวะออก
- แก้ปวดเมื่อย : มีรายงานการใช้ทั้งต้นในภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
- ใช้กับบาดแผล : ใบหรือยอดอ่อนนำมาตำหรือขยี้แล้วใช้ภายนอกในภูมิปัญญาบางชุมชน
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ชุมชนกะเหรี่ยงบางพื้นที่ : ใช้ยอดอ่อนตำให้แหลกแล้วพอกบริเวณแผล ฝี หรือแผลอักเสบ
- ชุมชนอาข่า : มีรายงานการใช้ใบขยี้พอกแก้ผื่นคัน และใช้รากต้มน้ำดื่มในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ชุมชนบางพื้นที่ของภาคเหนือ : มีการใช้ทั้งต้นต้มดื่มสำหรับไข้ ท้องเสีย บวมน้ำ และอาการปวดเมื่อย และใช้ภายนอกกับบาดแผลตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในตำรับยา
- กรดน้ำ ปรากฏเป็นชื่อพืชวัตถุใน รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 ในภาคผนวกเภสัชวัตถุ กระทรวงสาธารณสุข
- มีการระบุชื่อ Scoparia dulcis L. ในรายการพืชวัตถุ และมีชื่อเภสัชวัตถุของใบว่า Scopariae Dulcidis Folium
- นอกจากนี้ยังพบการบันทึก กรดน้ำเป็นยาเดี่ยวและเป็นส่วนประกอบของตำรับยาพื้นบ้านแก้ไข้ ในงานรวบรวมข้อมูลสมุนไพรไทย
วิธีใช้
- ต้มน้ำดื่ม : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้ทั้งต้นหรือรากต้มน้ำดื่มสำหรับอาการไข้ อาการเกี่ยวกับปัสสาวะ และอาการปวดเมื่อย
- ใช้ภายนอก : ใบหรือยอดอ่อนตำหรือขยี้แล้วพอกบริเวณแผลหรือผื่นคันตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ใช้เป็นอาหารสมุนไพร : ในศรีลังกามีการนำใบอ่อนมาประกอบเป็นอาหารประเภทโจ๊กสมุนไพร ซึ่งได้รับการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
หมายเหตุ : วิธีใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ควรนำไปกำหนดเป็นขนาดยาสำหรับรักษาโรคด้วยตนเอง เนื่องจากปริมาณสารสำคัญอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช อายุพืช แหล่งปลูก และวิธีสกัด
ในบัญชียาจากสมุนไพร
กรดน้ำ มีชื่ออยู่ใน ภาคผนวกเภสัชวัตถุ – พืชวัตถุ ของรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564 โดยระบุ Scoparia dulcis L. และชื่อเภสัชวัตถุของใบว่า Scopariae Dulcidis Folium
อย่างไรก็ตาม การมีชื่อเป็น เภสัชวัตถุหรือพืชวัตถุในตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์กรดน้ำทุกชนิดได้รับอนุญาตให้ใช้รักษาโรคหรือมีสถานะเป็นยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติทุกกรณี
สาระสำคัญ
สารสำคัญของ กรดน้ำ เป็นกลุ่มสารธรรมชาติหลายประเภท โดยเฉพาะ diterpenoids, flavonoids, phenolic compounds, triterpenoids, steroids และสารประกอบที่มีไนโตรเจน สารเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพืชชนิดนี้
องค์ประกอบทางเคมี
มีรายงานการตรวจพบสารหลายกลุ่มใน Scoparia dulcis ได้แก่
- Scopadulcic acid A และ B
- Scoparic acid A–D
- Scopadulciol
- Scopadulin
- Ammelin
- Coixol
- Scutellarein
- Apigenin
- Luteolin
- Glutinol
- Glutinone
- สารกลุ่ม benzoxazinoids และ benzoxazolinones
- สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์อื่น ๆ
งานทบทวนทางวิทยาศาสตร์รายงานว่าสามารถจำแนกสารจาก S. dulcis ได้ประมาณ 160 ชนิด และสารจำนวนมากอยู่ระหว่างการศึกษาความสัมพันธ์กับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา โดยเฉพาะด้านเมแทบอลิกซินโดรม
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Scoparia dulcis มีทั้งการทดลองระดับเซลล์ การทดลองในสัตว์ และการศึกษาในมนุษย์ โดยประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด
การทดลองทางคลินิกแบบ randomized crossover ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 35 ราย ศึกษาการบริโภคโจ๊กที่เตรียมจากสารสกัดใบกรดน้ำเป็นเวลา 3 เดือน พบแนวโน้มการลดระดับ HbA1c และระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร แต่ผลของระดับน้ำตาลบางรายการไม่ถึงนัยสำคัญทางสถิติ และพบผู้เข้าร่วมรายหนึ่งมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจนต้องหยุดการเข้าร่วมการศึกษา
งานวิจัยระดับเซลล์และสัตว์ทดลองยังรายงานศักยภาพด้าน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ปกป้องตับ ลดไขมัน ต้านเชื้อจุลชีพ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาล แต่ผลเหล่านี้ยังไม่สามารถนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลของยามาตรฐานในมนุษย์ได้
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับก่อนคลินิก : มีหลักฐานค่อนข้างมากจากการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง โดยเฉพาะด้านการควบคุมระดับน้ำตาล การต้านการอักเสบ และการต้านอนุมูลอิสระ
- ระดับคลินิก : มีการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ แต่มีจำนวนจำกัดและขนาดตัวอย่างไม่มาก
- ระดับการยืนยันประสิทธิผล : ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า กรดน้ำสามารถใช้รักษาโรคเบาหวานหรือโรคเรื้อรังอื่นแทนยาแผนปัจจุบัน
- ภาพรวม : ควรจัดอยู่ในระดับ หลักฐานเบื้องต้นถึงปานกลางสำหรับบางฤทธิ์ โดยเฉพาะฤทธิ์เกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาล แต่ยังต้องมีการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่และมีการออกแบบที่เข้มงวดมากขึ้น
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : สารสกัดและสารบางชนิดจากกรดน้ำมีผลต่อการหลั่งอินซูลินและกลไกที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกลูโคส
- ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase : มีการแยกสารจากส่วนเหนือดินและพบสารบางชนิดที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวได้ในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารบางชนิด เช่น glutinol และ glutinone มีศักยภาพในการลดกระบวนการอักเสบ
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์มีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ลดไขมัน : มีรายงานผลต่อระดับไขมันในเลือดจากการทดลองในสัตว์ แต่หลักฐานในมนุษย์ยังจำกัด
- ฤทธิ์ปกป้องตับ : มีข้อมูลจากการทดลองก่อนคลินิกที่แสดงศักยภาพในการช่วยปกป้องเซลล์ตับ
- ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ : มีรายงานฤทธิ์ต่อเชื้อจุลชีพบางชนิดในการทดลองในหลอดทดลอง
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยของ กรดน้ำในมนุษย์ยังมีจำกัด แม้งานศึกษาทางคลินิกขนาดเล็กที่ใช้โจ๊กจากสารสกัดใบไม่พบความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญของเอนไซม์ตับ ไต และตัวชี้วัดความเป็นพิษตามช่วงเวลาที่ศึกษา แต่มีรายงานผู้เข้าร่วมหนึ่งรายเกิด ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หลังบริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
ดังนั้น ผู้ที่ใช้ ยาลดน้ำตาลในเลือด ควรหลีกเลี่ยงการใช้กรดน้ำในปริมาณเข้มข้นโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
ข้อห้ามใช้
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร : ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยาเข้มข้น
- เด็ก : ไม่ควรใช้เป็นยารักษาโรคด้วยตนเอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดและความปลอดภัยที่เพียงพอ
- ผู้ป่วยเบาหวาน : ควรระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจเสริมฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลกับยาที่ใช้อยู่
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์กรดน้ำในขนาดเข้มข้น
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกรดน้ำกับยาชนิดต่าง ๆ อย่างชัดเจน แต่จากข้อมูลฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ควรพิจารณาความเป็นไปได้ของการเสริมฤทธิ์กับ ยารักษาเบาหวานและอินซูลิน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ผู้ที่ใช้ ยาลดน้ำตาล ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยารักษาความดันโลหิต หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกรดน้ำเป็นประจำ
การใช้ในอาหาร
ใบกรดน้ำ มีการนำมาใช้เป็นอาหารและอาหารสมุนไพรในบางประเทศ โดยเฉพาะศรีลังกา ซึ่งมีการนำใบอ่อนมาทำเป็นโจ๊กสมุนไพรหรืออาหารจากใบเขียว และมีการศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับผลต่อระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
การใช้ในผลิตภัณฑ์
มีรายงานการนำ กรดน้ำ ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเพื่อสุขภาพในบางประเทศ เช่น ชาสมุนไพร สารสกัด และผลิตภัณฑ์รูปแบบเม็ด แต่การกล่าวอ้างสรรพคุณทางสุขภาพต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกฎหมายของประเทศที่จำหน่าย
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยว : ควรเก็บส่วนของพืชในระยะที่สมบูรณ์ แข็งแรง และไม่มีเชื้อรา แมลง หรือสารปนเปื้อน
- ใบและส่วนเหนือดิน : หากต้องการนำไปทำวัตถุดิบสมุนไพร ควรคัดแยกสิ่งแปลกปลอมก่อนนำไปทำความสะอาดและทำให้แห้ง
- การทำให้แห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว เพื่อช่วยลดความชื้นและป้องกันการเจริญของเชื้อรา
- การเก็บรักษา : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท แห้ง สะอาด ป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
- การควบคุมคุณภาพ : วัตถุดิบที่ใช้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรควรผ่านการตรวจสอบเอกลักษณ์และการปนเปื้อนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ภาคเหนือ : มีการใช้กรดน้ำในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับไข้ ไอ อาการปวดเมื่อย และความผิดปกติของระบบปัสสาวะ
- ชุมชนกะเหรี่ยง : มีรายงานการใช้ยอดอ่อนตำพอกแผลและแผลอักเสบ
- ชุมชนอาข่า : มีการใช้ใบขยี้พอกบริเวณผื่นคัน และใช้รากในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- บางชุมชนในภาคเหนือและพื้นที่อื่น : ใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มหรือใช้ภายนอกตามอาการต่าง ๆ
ประวัติและวัฒนธรรม
กรดน้ำ เป็นพืชที่มีชื่อท้องถิ่นจำนวนมาก สะท้อนถึงการนำพืชชนิดนี้ไปใช้ในภูมิปัญญาของชุมชนต่าง ๆ ในประเทศไทย ชื่ออย่าง กระต่ายจามใหญ่ กัญชาป่า ขัดมอนเล็ก หนวดแมว หญ้าหัวแมงฮุน และมะไฟเดือนห้า ล้วนเป็นชื่อที่ปรากฏในพื้นที่ต่างกัน
ในบางชุมชนยังมีการใช้กรดน้ำเป็นอาหารสมุนไพรหลังคลอด โดยมีข้อมูลว่าคนไทยใหญ่บางกลุ่มใช้ต้นสดต้มรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายและน้ำนม ซึ่งเป็น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยัน
สถานะการอนุรักษ์
กรดน้ำ เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อน และสามารถขึ้นในพื้นที่ถูกรบกวน เช่น พื้นที่รกร้างและพื้นที่เกษตร จึงไม่ได้เป็นพืชสมุนไพรที่มีความเสี่ยงสูงจากการเก็บตามธรรมชาติในประเทศไทยในภาพรวม
ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่าชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา และปัจจุบันมีการนำเข้าไปยังหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- อันดับ (Order) : Lamiales
- วงศ์ (Family) : Plantaginaceae
- สกุล (Genus) : Scoparia
- ชนิด (Species) : Scoparia dulcis L.
ปัจจุบันฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Scoparia dulcis L. เป็นชื่อที่ถูกต้อง และจัดอยู่ในวงศ์ Plantaginaceae
หมายเหตุ : เอกสารพฤกษศาสตร์ไทยรุ่นเก่าบางแหล่งอาจจัดกรดน้ำไว้ในวงศ์ Scrophulariaceae เนื่องจากมีการปรับปรุงระบบอนุกรมวิธาน ปัจจุบันฐานข้อมูลสากลที่ใช้อ้างอิงอย่าง Kew และฐานข้อมูลพรรณไม้ไทยบางแห่งจัดอยู่ในวงศ์ Plantaginaceae
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ เอกลักษณ์กรดน้ำ ควรพิจารณาร่วมกันหลายลักษณะ ได้แก่
-
ลักษณะมหภาค : ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่ง ใบเรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบข้อ ใบมีขอบจักฟันเลื่อย ดอกขนาดเล็กสีขาวหรือขาวอมม่วง และผลแห้งแตก
-
ลักษณะใบ : ใบมีขนาดเล็ก รูปไข่ถึงรูปขอบขนาน และด้านล่างมีต่อมโปร่งแสง
-
ลักษณะดอก : ดอกออกตามข้อประมาณ 1–4 ดอก กลีบดอก 4 กลีบ
-
ชื่อวิทยาศาสตร์ : ควรตรวจสอบให้ตรงกับ Scoparia dulcis L.
-
การตรวจสอบทางเภสัชเวท : วัตถุดิบที่นำไปผลิตยา ควรตรวจสอบลักษณะทางกายภาพ จุลทรรศน์ และองค์ประกอบทางเคมีร่วมกันเพื่อป้องกันการปะปนหรือใช้พืชผิดชนิด
คำเตือนทางการแพทย์
กรดน้ำไม่ควรใช้แทนยารักษาโรคที่แพทย์สั่ง แม้จะมีงานวิจัยสนับสนุนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการควบคุมระดับน้ำตาล แต่หลักฐานในมนุษย์ยังมีจำกัด
ผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทาน อินซูลินหรือยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรระวังการใช้กรดน้ำหรือสารสกัดกรดน้ำร่วมกัน เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ระดับน้ำตาลลดลงมากเกินไป และมีรายงานภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในการศึกษาทางคลินิกหนึ่งการศึกษา
หากมีอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น เหงื่อออก มือสั่น หน้ามืด สับสน อ่อนเพลียผิดปกติ หรือหมดสติ หลังใช้ผลิตภัณฑ์กรดน้ำ ควรหยุดใช้และเข้ารับการประเมินทางการแพทย์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กรดน้ำ (Scoparia dulcis L.). สารานุกรมพืช.
- สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กรดน้ำ Scoparia dulcis.
- กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
- ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร/หน่วยงานด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช. (ม.ป.ป.). ข้อมูลภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จาก Scoparia dulcis L.
- Jiang, Z., Sung, J., Wang, X., Zhang, Y., Wang, Y., Zhou, H., & Wen, L. (2021). A review on the phytochemistry and pharmacology of the herb Scoparia dulcis L. for the potential treatment of metabolic syndrome. RSC Advances, 11, 31235–31259. https://doi.org/10.1039/D1RA05090G
- Senadheera, A. S., Ekanayake, S., & Wanigatunge, C. (2015). Anti-hyperglycaemic effects of herbal porridge made of Scoparia dulcis leaf extract in diabetics: A randomized crossover clinical trial. BMC Complementary and Alternative Medicine, 15, 410.
- Mishra, M. R., Behera, R. K., Jha, S., Mishra, A., Pradhan, D. K., & Choudhary, P. R. (2011). A brief review on phytoconstituents and ethnopharmacology of Scoparia dulcis Linn. International Journal of Phytomedicine.
- Jain, R., & Singh, M. (1989). Factors affecting goatweed (Scoparia dulcis) seed germination. Weed Science, 37(6), 766–770.
- Zhu, Y., Chen, D., & Huang, Y. (2021). Germination characteristics of Scoparia dulcis seeds. Chinese Agricultural Science Bulletin, 37(10), 72–76.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Scoparia dulcis L. Plants of the World Online.
