ก้นปิด
ก้นปิด เป็นสมุนไพรพื้นบ้านประเภทไม้เถาในวงศ์ MENISPERMACEAE มีลำต้นใต้ดินหรือหัวสะสมอาหาร และมีการใช้ส่วนรากและส่วนเหนือดินตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในบางพื้นที่ โดยเฉพาะการนำมาใช้เกี่ยวกับอาการไข้ ระบบทางเดินอาหาร และระบบทางเดินปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม ชื่อ “ก้นปิด” เป็นชื่อท้องถิ่นที่อาจใช้กับพืชมากกว่าหนึ่งชนิด จึงควรตรวจสอบลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ก่อนนำมาใช้เป็นยา
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ก้นปิด
- ชื่อท้องถิ่นและชื่ออื่น : ใบก้นปิด, เถาก้นปิด, ย่านปด, ปังปอน และชื่อท้องถิ่นอื่นอาจแตกต่างกันตามพื้นที่
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Stephania glandulifera Miers.
- ชื่อวงศ์ : Menispermaceae Juss.
- สกุล : Stephania Lour.
- ลักษณะวิสัย : ไม้เถาเลื้อยหรือไม้เถาเนื้อแข็ง มีหัวหรือรากสะสมอาหารใต้ดิน
- ถิ่นกำเนิดโดยรวม : บริเวณเทือกเขาหิมาลัยตะวันออกและเอเชียเขตร้อน ตั้งแต่อินเดีย เนปาล เมียนมา จนถึงประเทศไทย
หมายเหตุ : ชื่อ “ก้นปิด” ในเอกสารพฤกษศาสตร์ไทยบางแหล่งยังถูกใช้กับ Stephania japonica หรือพืชชนิดอื่น ดังนั้นข้อมูลในบทความนี้ยึดชนิด Stephania glandulifera Miers. ตามฐานข้อมูลเดิมของ samunpri.com และแหล่งข้อมูลที่ระบุ “ก้นปิด” เป็นชื่อท้องถิ่นของชนิดดังกล่าว
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้เถาเลื้อยหรือไม้เถาเนื้อแข็ง ลำต้นสามารถเลื้อยไปตามต้นไม้อื่นหรือวัสดุรองรับ ลำต้นมีลักษณะกลมถึงเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย เมื่อแก่มีร่องหรือรอยแตกตามยาว และมีส่วนใต้ดินที่พัฒนาเป็นหัวหรือรากสะสมอาหาร
- รากและหัวใต้ดิน : มีรากสะสมอาหารขนาดค่อนข้างใหญ่ ลักษณะหัวอาจกลม รี หรือมีรูปร่างไม่แน่นอน ผิวมีสีน้ำตาลหรือขาวอมเทา ภายในมีสีเหลืองตามรายงานทางพฤกษศาสตร์
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปร่างค่อนข้างกลม รูปหัวใจ หรือรูปสามเหลี่ยมกว้าง โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลมหรือมน ขอบใบเรียบ เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ เส้นใบออกจากบริเวณโคนใบหลายเส้น
- ก้านใบ : ยาวและติดเข้ากับแผ่นใบด้านในจากขอบใบเล็กน้อย ซึ่งเป็นลักษณะที่ช่วยอธิบายชื่อพื้นเมือง “ก้นปิด”
- ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียว เหลือง หรือเหลืองอมส้ม ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ดอกแยกเพศและโดยทั่วไปอยู่ต่างต้นกัน
- ผล : เป็นผลสดขนาดเล็ก รูปไข่กลับหรือค่อนข้างกลม เมื่อแก่มีสีแดงหรือแดงอมส้ม
- เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะค่อนข้างแข็งและมีรูปร่างเฉพาะของสกุล Stephania

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
Stephania glandulifera มีถิ่นกำเนิดบริเวณ เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีรายงานการกระจายพันธุ์ในอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ เมียนมา และประเทศไทย โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Stephania glandulifera Miers. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง และระบุถิ่นกำเนิดตั้งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยตอนกลางและตะวันออกถึงประเทศไทย
ในประเทศไทยพบในพื้นที่ที่มีสภาพเป็น ป่าชื้น ป่าเขา และบริเวณที่มีพืชพรรณรองรับให้เถาเลื้อย โดยข้อมูลการสำรวจพืชสกุล Stephania ในประเทศไทยพบชนิดนี้เป็นหนึ่งในพืชที่มีการใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
การปลูกและการขยายพันธุ์
-
สภาพพื้นที่ : ควรปลูกในพื้นที่ที่มีความชื้นพอเหมาะ ดินระบายน้ำดี และมีอินทรียวัตถุ
-
แสงแดด : เหมาะกับบริเวณที่ได้รับแสงแดดรำไรถึงแสงปานกลาง โดยเฉพาะสภาพใกล้เคียงป่าชื้น
-
น้ำ : ควรรักษาความชื้นในดินอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรปล่อยให้น้ำขังบริเวณหัวหรือราก
-
วัสดุรองรับ : เนื่องจากเป็นไม้เถา ควรมีค้างหรือไม้พยุงให้เลื้อย
-
การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด และส่วนใต้ดินหรือหัวตามวิธีการขยายพันธุ์ของพืชสกุล Stephania โดยการใช้หัวหรือส่วนรากควรเลือกชิ้นส่วนที่สมบูรณ์และปราศจากเชื้อรา
-
การอนุรักษ์พันธุ์ : ควรปลูกทดแทนการเก็บจากธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อใช้ส่วนหัวหรือรากซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการดำรงชีวิตของต้น
ส่วนที่ใช้เป็นยา
-
รากและหัวใต้ดิน : เป็นส่วนที่มีรายงานการใช้เป็นยาพื้นบ้าน และเป็นแหล่งสำคัญของสารกลุ่มอัลคาลอยด์
-
ทั้งต้นหรือส่วนเหนือดิน : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
-
ใบ : มีรายงานการนำมาใช้ในตำรับพื้นบ้านบางแห่ง แต่ข้อมูลการใช้เป็นยาเฉพาะชนิดยังมีจำกัด
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย
-
ราก : มีรายงานว่าใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับ แก้ไข้ แก้ท้องเสีย แก้ธาตุไม่ปกติ และอาการเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
-
ทั้งต้น : มีรายงานการใช้ภายนอกหรือใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ อาการคัน
-
ข้อมูลตำรับพื้นบ้านบางแหล่งกล่าวถึงการใช้พืชสกุล Stephania ในตำรับ บำรุงกำลัง แต่การระบุชนิดพืชควรตรวจสอบตัวอย่างพฤกษศาสตร์ให้ตรงกับ S. glandulifera ก่อน
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
-
ในพื้นที่ของประเทศเนปาล มีรายงานการใช้ น้ำจากราก รับประทานเพื่อบรรเทา โรคกระเพาะ อาการผิดปกติของประจำเดือน และอาหารเป็นพิษ
-
มีรายงานการใช้รากในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ แผลในกระเพาะอาหาร อาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร และอาการท้องเสีย
-
บางพื้นที่มีการใช้ทั้งต้นหรือส่วนรากในตำรับพื้นบ้านร่วมกับพืชชนิดอื่น
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและการใช้พื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์
วิธีใช้
-
การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีรายงานการนำรากหรือหัวมาเตรียมเป็นน้ำคั้น ยาต้ม หรือผงสำหรับรับประทานในบางท้องถิ่น
-
การใช้ภายนอก : มีรายงานการใช้ส่วนของต้นในลักษณะเตรียมหรือบดสำหรับใช้กับผิวหนังในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
-
การใช้เป็นยาในปัจจุบัน : ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานของ Stephania glandulifera จึงไม่ควรนำรากหรือหัวมารับประทานเองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์กำกับ
หมายเหตุ : ไม่ควรนำข้อมูลขนาดและวิธีใช้ของพืชชนิดอื่นในสกุล Stephania มาใช้แทนกัน เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกัน
สาระสำคัญ
สารสำคัญที่ได้รับความสนใจใน ก้นปิด (Stephania glandulifera) คือสารกลุ่ม อัลคาลอยด์ โดยเฉพาะอัลคาลอยด์ในกลุ่ม isoquinoline ซึ่งพบในส่วนหัวหรือ caudex และราก งานวิจัยสมัยใหม่สามารถแยกและตรวจวิเคราะห์สารสำคัญหลายชนิดจากพืชชนิดนี้ได้
องค์ประกอบทางเคมี
มีรายงานการตรวจพบและแยกสารสำคัญจาก Stephania glandulifera ได้แก่
-
Stepharine
-
Stepholidine
-
Stepharanine
-
Palmatine
-
Tetrahydropalmatine
-
อัลคาลอยด์กลุ่ม proaporphine
-
อัลคาลอยด์กลุ่ม protoberberine
-
อัลคาลอยด์กลุ่ม tetrahydroprotoberberine
การศึกษาด้วย HPLC ในปี 2025 สามารถตรวจวัด tetrahydropalmatine, palmatine, stepholidine และ stepharine ใน caudex ของพืชได้ โดย stepharine เป็นหนึ่งในสารที่ตรวจพบในปริมาณสูงในการศึกษาดังกล่าว
หมายเหตุ : รายงานเก่าบางแหล่งระบุสารเคมีเพิ่มเติมหลายชนิด แต่ข้อมูลดังกล่าวควรตรวจสอบด้วยวิธีวิเคราะห์สมัยใหม่และตัวอย่างพืชที่ยืนยันชนิดแล้วก่อนนำมาใช้เป็นข้อมูลมาตรฐาน
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Stephania glandulifera ยังอยู่ในระดับ ก่อนคลินิกเป็นส่วนใหญ่ แต่มีความก้าวหน้าในด้านการศึกษาสารออกฤทธิ์และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
-
งานวิจัยปี 2023 แยกอัลคาลอยด์ 5 ชนิดจาก caudex ได้แก่ tetrahydropalmatine, palmatine, stepharanine, stepholidine และ stepharine
-
การทดสอบในเซลล์ glioblastoma สายพันธุ์ LN-229 พบว่า stepharine มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์ในการทดลอง โดยมีค่า IC50 ประมาณ 8.1 µg/mL
-
ผลดังกล่าวเป็นเพียงการทดลองระดับเซลล์ ไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้
-
งานวิจัยปี 2025 ซึ่งเผยแพร่ในปี 2026 ได้ศึกษาสารอัลคาลอยด์ทั้ง 5 ชนิดในรูปแบบ molecular docking, molecular dynamics และ in-silico ADMET เพื่อประเมินศักยภาพในการยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase โดย stepharine แสดงผลการจับกับเอนไซม์ที่น่าสนใจในการจำลองคอมพิวเตอร์
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
-
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีข้อมูลจากการใช้จริงในหลายพื้นที่ของเอเชีย
-
การศึกษาทางพฤกษศาสตร์และเคมี : มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนสำหรับการระบุชนิดและการตรวจพบอัลคาลอยด์หลายชนิด
-
การทดลองในหลอดทดลอง : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต่อเซลล์บางชนิด
-
การทดลองในสัตว์ : มีข้อมูลบางส่วน แต่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ
-
การศึกษาในมนุษย์ : หลักฐานทางคลินิกยังมีจำกัดมาก
-
การรักษาโรคในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลของ S. glandulifera ในการรักษาโรคใดโดยเฉพาะ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาทางเภสัชวิทยาของ Stephania glandulifera ให้ความสนใจกับสารกลุ่มอัลคาลอยด์เป็นหลัก โดยพบศักยภาพในหลายด้าน ได้แก่
-
ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารอัลคาลอยด์บางชนิด เช่น palmatine แสดงฤทธิ์ต่อเชื้อแบคทีเรียบางสายพันธุ์ในการทดลอง
-
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดและอัลคาลอยด์บางส่วนแสดงกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระในการทดลอง
-
ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : stepharine แสดง cytotoxicity ต่อเซลล์ glioblastoma ในระดับเซลล์
-
ฤทธิ์ต่อเอนไซม์ acetylcholinesterase : งานวิจัยเชิงคอมพิวเตอร์พบศักยภาพของ stepharine และอัลคาลอยด์บางชนิดในการจับกับเอนไซม์ดังกล่าว
หมายเหตุ : ผลการทดลองเหล่านี้ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอสำหรับการใช้สมุนไพรชนิดนี้รักษามะเร็ง อัลไซเมอร์ การติดเชื้อ หรือโรคเรื้อรังในมนุษย์
ความปลอดภัย
เนื่องจาก ก้นปิดมีอัลคาลอยด์หลายชนิด การใช้เป็นยาควรให้ความสำคัญกับการยืนยันชนิดพืชและขนาดการใช้เป็นอย่างมาก ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ของ S. glandulifera ยังมีจำกัด
การศึกษาปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการศึกษาทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง หรือการทดลองเชิงคอมพิวเตอร์ จึงยังไม่สามารถสรุปความปลอดภัยจากการใช้เป็นเวลานาน การใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวได้อย่างเพียงพอ
ข้อห้ามใช้
-
ไม่ควรรับประทานก้นปิดจากธรรมชาติโดยไม่ยืนยันชนิดพืช เนื่องจากชื่อท้องถิ่นอาจหมายถึงพืชหลายชนิด
-
ไม่ควรใช้รากหรือหัวในปริมาณสูง หรือใช้เป็นยาต่อเนื่องโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญควบคุม
-
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ใน หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
-
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ใน เด็ก เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
-
ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังมีข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่าง Stephania glandulifera กับยาแผนปัจจุบัน ไม่เพียงพอ จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยา
เนื่องจากพืชมีอัลคาลอยด์ที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่รับประทานยาเกี่ยวกับ ระบบประสาทส่วนกลาง ความดันโลหิต การเต้นของหัวใจ หรือยาที่มีการเปลี่ยนแปลงผ่านเอนไซม์ตับ จนกว่าจะมีข้อมูล interaction ที่ชัดเจน
การใช้ในอาหาร
ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะจัดให้ Stephania glandulifera เป็น ผักหรือพืชอาหารที่ควรรับประทานทั่วไป และไม่ควรนำส่วนรากหรือหัวมาประกอบอาหารเพื่อรับประทาน เนื่องจากมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์และข้อมูลด้านความปลอดภัยของการบริโภคยังไม่เพียงพอ
หมายเหตุ : ควรแยกก้นปิด (S. glandulifera) ออกจาก “เครือหมาน้อย/กรุงเขมา” (Cissampelos pareira) ซึ่งเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีการนำใบไปทำอาหารประเภทวุ้นหรืออาหารพื้นบ้านอย่างแพร่หลาย
การใช้ในผลิตภัณฑ์
มีศักยภาพในการนำสารอัลคาลอยด์จาก S. glandulifera ไปศึกษาต่อเพื่อพัฒนาเป็น สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยเฉพาะด้านสารต้านจุลชีพและสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท แต่ปัจจุบันยังไม่ควรกล่าวอ้างสรรพคุณรักษาโรคจากผลการทดลองระดับเซลล์หรือการจำลองคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
-
รากและหัวใต้ดิน ควรเก็บจากต้นที่เจริญสมบูรณ์และระบุชนิดทางพฤกษศาสตร์ได้ถูกต้อง
-
ล้างดินออกและทำความสะอาดโดยไม่ทำให้เนื้อพืชช้ำมากเกินไป
-
หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้ง ควรหั่นเป็นชิ้นและทำให้แห้งในสภาวะที่เหมาะสมจนความชื้นต่ำ
-
เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง
-
ควรติดฉลาก ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ใช้ วันที่เก็บ และแหล่งที่มา เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชสกุล Stephania ชนิดอื่น
-
ควรหลีกเลี่ยงวัตถุดิบที่มีเชื้อรา กลิ่นผิดปกติ หรือมีการเปลี่ยนสีอย่างชัดเจน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภูมิปัญญาการใช้ Stephania glandulifera พบในหลายพื้นที่ของเอเชีย โดยเฉพาะแถบเทือกเขาหิมาลัยและประเทศเนปาล มีรายงานการใช้ ราก สำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารไม่สบาย ท้องเสีย และ gastritis รวมถึงการใช้ในปัญหาประจำเดือนและอาการบางอย่างตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
ข้อมูลการสำรวจพืชสมุนไพรของประเทศไทยยังพบ S. glandulifera เป็นหนึ่งในพืชสกุล Stephania ที่มีการนำมาใช้ในตำรับพื้นบ้าน โดยเฉพาะแนวทาง บำรุงกำลัง
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ “ก้นปิด” มีความสัมพันธ์กับลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของใบ ซึ่งก้านใบติดเข้ากับแผ่นใบด้านในจากขอบใบ ทำให้ดูคล้ายใบที่มีก้านใบ “ปิด” อยู่ภายใน นอกจากนี้คำว่า “ก้นปิด” ยังเป็นคำที่ราชบัณฑิตยสถานใช้เรียกลักษณะใบไม้ที่มีก้านใบติดอยู่ภายในแผ่นใบ เช่น ใบบัวและใบมะละกอ
ในประเทศไทยชื่อก้นปิดมีการใช้เป็นชื่อพื้นเมืองของพืชในวงศ์ Menispermaceae หลายชนิด จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสำคัญของ ชื่อวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร ในการจัดทำฐานข้อมูลสมุนไพรสมัยใหม่
สถานะการอนุรักษ์
ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุ Stephania glandulifera เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน และมีถิ่นกระจายตั้งแต่อินเดีย บังกลาเทศ เนปาล เมียนมา ถึงประเทศไทย โดยการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์ของ Kew ระบุว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่คาดว่าถูกคุกคาม (not threatened) อย่างไรก็ตาม การเก็บหัวและรากจากธรรมชาติโดยตรงอาจกระทบต่อประชากรในพื้นที่ได้ จึงควรส่งเสริมการปลูกและเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
-
Kingdom : Plantae
-
Phylum : Tracheophyta
-
Class : Magnoliopsida
-
Order : Ranunculales
-
Family : Menispermaceae Juss.
-
Genus : Stephania Lour.
-
Species : Stephania glandulifera Miers.
ชื่อ Stephania glandulifera Miers. ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1866 และปัจจุบัน Plants of the World Online ของ Kew ยอมรับเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิดนี้
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ ก้นปิด ควรใช้หลายลักษณะประกอบกัน ได้แก่
-
ตรวจสอบ ลักษณะหัวหรือรากสะสมอาหารใต้ดิน
-
ตรวจสอบ รูปทรงใบและตำแหน่งการติดของก้านใบ
-
ตรวจสอบลักษณะ เส้นใบที่แผ่ออกจากบริเวณโคนใบ
-
ตรวจสอบลักษณะ ช่อดอก ดอกแยกเพศ และผล
-
เปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงจากพิพิธภัณฑ์พืชหรือ herbarium
-
ยืนยันด้วย ชื่อวิทยาศาสตร์และข้อมูลอนุกรมวิธาน
-
หากเป็นวัตถุดิบยา ควรใช้ HPLC, LC-MS หรือ DNA barcoding ประกอบเมื่อจำเป็น
การตรวจสอบมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากชื่อ “ก้นปิด” สามารถใช้กับพืชหลายชนิด เช่น Stephania glandulifera และ Stephania japonica ขณะที่ “ก้นปิด” ยังเป็นชื่อท้องถิ่นของ Cissampelos pareira ในบางพื้นที่ด้วย
คำเตือนทางการแพทย์
ก้นปิด (Stephania glandulifera) ไม่ควรนำมารับประทานเป็นยาด้วยตนเอง โดยเฉพาะรากและหัว เพราะเป็นส่วนที่มีอัลคาลอยด์หลายชนิด และข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ งานวิจัยในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการศึกษาทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และการศึกษาด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ จึงยังไม่สามารถยืนยันประสิทธิผลหรือความปลอดภัยสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์ได้
ไม่ควรใช้ข้อมูลของก้นปิดแทนกรุงเขมา/เครือหมาน้อย และไม่ควรนำชื่อพื้นเมืองเพียงอย่างเดียวมาใช้ยืนยันชนิดสมุนไพร เนื่องจากพืชทั้งสองชนิดอยู่ในวงศ์เดียวกันแต่เป็นคนละชนิดและมีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (2540). สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4. เชียงใหม่: องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี.
- กรมวิชาการเกษตร. (2568). รายงานโครงการวิจัยความหลากหลายและการตรวจวิเคราะห์จำแนกชนิดและการใช้ประโยชน์พืชสกุล Stephania Lour. (Menispermaceae). กรมวิชาการเกษตร.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2566). ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย: Stephania glandulifera. Thai Biodiversity Information Facility.
- Dhungel, J., & Shyaula, S. L. (2025). HPLC quantification, antibacterial and antioxidant activity of alkaloids from Stephania glandulifera Miers. Journal of Institute of Science and Technology, 30(2). https://doi.org/10.3126/jist.v30i2.61714
- Dhungel, J., Shyaula, S. L., Faizan, M., Rathnayaka, R. K., & Agrawal, M. (2026). Computer-aided drug design approach for alkaloids isolated from Stephania glandulifera Miers as potential acetylcholinesterase inhibitors. Journal of Biomolecular Structure and Dynamics, 44(4), 2177–2190. https://doi.org/10.1080/07391102.2025.2474054
- Dhungel, J., & Shyaula, S. L. (2023). Cytotoxic activity of alkaloids isolated from Stephania glandulifera Miers. Journal of Biologically Active Products from Nature, 13(2), 118–128. https://doi.org/10.1080/22311866.2023.2224283
- Ghimire, K., et al. (2020). Traditional uses of medicinal plants by ethnic people in the Kavrepalanchok District, Central Nepal. Plants, 9(6), 759.
- Plants of the World Online. (2026). Stephania glandulifera Miers. Royal Botanic Gardens, Kew.
- International Plant Names Index. (2026). Stephania glandulifera Miers. Royal Botanic Gardens, Kew, Harvard University Herbaria & Australian National Herbarium.
- Shyaula, S. L., et al. (2022). Alkaloids in genus Stephania (Menispermaceae): A comprehensive review of its ethnopharmacology, phytochemistry, pharmacology and toxicology. Journal of Ethnopharmacology.
