กระท้อน
กระท้อน เป็นไม้ยืนต้นเขตร้อนที่มีผลรับประทานได้และเป็นผลไม้พื้นบ้านที่พบในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว กระท้อนยังมีการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะส่วนเปลือกต้น ใบ ราก และผล ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการท้องเสีย ไข้ การอักเสบ และโรคผิวหนังบางชนิด ปัจจุบันมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกระท้อนเพิ่มขึ้น แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระท้อน
- ชื่อท้องถิ่น: เตียน, มะต้อง, มะติ๋น, มะตื่น, ล่อน, สตียา, สะตู, สะโต, สะท้อน, หมากต้อง
- ชื่อภาษาอังกฤษ: Santol, Sentul, Yellow Santol, Red Santol
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr.
- วงศ์: Meliaceae
- ชื่อพ้องที่สำคัญ: Sandoricum indicum Cav., Melia koetjape Burm.f.
- ลักษณะการใช้ประโยชน์: ใช้เป็นผลไม้ รับประทานสดหรือแปรรูป และมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นใน ภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 15–30 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกนอกสีเทาหรือน้ำตาล และมีน้ำยางสีขาว เรือนยอดเป็นพุ่มค่อนข้างหนาทึบ
- ใบ: ใบประกอบแบบ 3 ใบย่อย เรียงสลับหรือเป็นเกลียว ใบย่อยมีรูปร่างรีถึงรูปไข่แกมขอบขนาน ขอบใบเรียบ ใบแก่เมื่อแห้งหรือก่อนร่วงอาจเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง
- ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ช่อดอกแตกแขนง ดอกมีสีเหลืองอมเขียวหรือเหลืองหม่น กลีบดอกประมาณ 5 กลีบ และมีเกสรเพศผู้จำนวน 10 อัน
- ผล: ผลมีลักษณะกลมแป้นหรือค่อนข้างกลม ผิวมีขนละเอียดคล้ายกำมะหยี่ เมื่อสุกมีสีเหลืองถึงเหลืองน้ำตาล เนื้อด้านในสีขาว มีรสตั้งแต่เปรี้ยว หวานอมเปรี้ยว จนถึงหวานตามสายพันธุ์
- เมล็ด: เมล็ดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ สีน้ำตาล และมักติดอยู่กับเนื้อผล โดยทั่วไปมีประมาณ 2–5 เมล็ดต่อผล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: กระท้อนมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแถบมลายูต่อเนื่องไปจนถึงนิวกินี โดยพบตามธรรมชาติในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่ใกล้เคียง
- การกระจายพันธุ์: มีการนำไปปลูกในประเทศไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ศรีลังกา และพื้นที่เขตร้อนอื่น ๆ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกกระท้อนเป็นไม้ผล
- ถิ่นอาศัย: สามารถพบได้ในป่าดิบและป่ารุ่น รวมถึงพื้นที่เกษตรและสวนผลไม้ โดยสามารถเจริญได้ถึงระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม: กระท้อนเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน ต้องการแสงแดดค่อนข้างมาก และเหมาะกับดินที่อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี โดยช่วง pH ที่เหมาะสมประมาณ 6.0–7.5
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เมล็ดควรนำไปเพาะหลังจากนำออกจากผลไม่นาน เนื่องจากเมล็ดสูญเสียความสามารถในการงอกได้ค่อนข้างเร็ว เมล็ดสามารถงอกได้ประมาณ 16–31 วันภายใต้สภาพที่เหมาะสม
- การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ: สามารถใช้วิธี ติดตา เสียบยอด และตอนกิ่ง โดยเหมาะสำหรับการรักษาลักษณะพันธุ์ดีและช่วยให้ต้นออกผลเร็วกว่าไม้ที่เกิดจากเมล็ด
- การออกผล: ต้นที่ขยายพันธุ์จากเมล็ดอาจเริ่มออกดอกประมาณ 5–7 ปี ส่วนต้นที่ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอาจเริ่มออกดอกได้ประมาณ 3–4 ปีหลังปลูก
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกต้น: ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับโรคผิวหนัง เช่น กลากเกลื้อน และมีการนำมาศึกษาสารออกฤทธิ์กลุ่มไตรเทอร์พีน
- ใบ: ใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับ ไข้ ท้องเสีย และอาการอักเสบหรือบวม
- ราก: ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ ท้องเสียและความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
- ผล: ใช้เป็นอาหาร และมีการศึกษาสารต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบฟีนอลิกจากเปลือกและเนื้อผล
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ตามภูมิปัญญาไทย: มีการใช้ ใบ เปลือกต้น ราก ดอก และผล ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยระบุการใช้เกี่ยวกับอาการไข้ ท้องเสีย ท้องร่วง ฝีเปื่อย อาการบวม และกลากเกลื้อน
- ตามตำรายาไทย: ข้อมูลการใช้กระท้อนในประเทศไทยที่มีการเผยแพร่ในแหล่งข้อมูลสมุนไพรระบุการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นในลักษณะ ยาพื้นบ้าน มากกว่าหลักฐานทางคลินิกสมัยใหม่ จึงควรแยกการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน:
-
ใบ: ใช้ต้มเป็นเครื่องดื่มหรือใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ ไข้และท้องเสีย
-
เปลือกต้น: ใช้ภายนอกสำหรับ กลากเกลื้อน และใช้เป็นยาต้มสำหรับอาการท้องเสียในบางพื้นที่
-
ราก: ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับ ท้องเสีย บิด อาการเกร็งของทางเดินอาหาร และช่วยขับลม
-
ใบสดหรือใบตำ: ใช้พอกบริเวณที่มีอาการบวมและอักเสบตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
-
- ในตำรับยา: ข้อมูลที่พบเกี่ยวกับกระท้อนส่วนใหญ่เป็นการใช้ใน ตำรับยาพื้นบ้านและชาติพันธุ์เภสัชวิทยา มากกว่าตำรับยามาตรฐานที่มีการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์
วิธีใช้
- การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: ส่วนใบหรือเปลือกต้นอาจนำมาต้มเป็นน้ำสมุนไพร ส่วนเปลือกต้นหรือใบอาจนำมาบดหรือเตรียมเป็นยาสำหรับใช้ภายนอก ทั้งนี้วิธีใช้และปริมาณแตกต่างกันตามท้องถิ่น
- การรับประทานเป็นอาหาร: เนื้อผลสุกสามารถรับประทานสด หรือใช้ทำอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ
- หมายเหตุ : ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนด ขนาดรับประทานมาตรฐานเพื่อรักษาโรค จากส่วนต่าง ๆ ของกระท้อน จึงไม่ควรนำสูตรพื้นบ้านมาใช้ทดแทนการรักษามาตรฐาน
สาระสำคัญ
สารที่น่าสนใจในกระท้อนพบได้หลายกลุ่ม โดยเฉพาะ ไตรเทอร์พีน (triterpenes), ลิโมนอยด์ (limonoids), ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) และสารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds) ซึ่งมีรายงานความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพในงานทดลอง
องค์ประกอบทางเคมี
- Koetjapic acid: สารกลุ่มไตรเทอร์พีนที่พบในกระท้อน และได้รับความสนใจด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบและการศึกษาด้านการยับยั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง
- Katonic acid: ไตรเทอร์พีนที่พบในส่วนลำต้นและมีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบจากการทดลอง
- Bryonolic acid: สารกลุ่มไตรเทอร์พีนที่มีรายงานการพบในกระท้อน
- Sentulic acid: สารกลุ่มไตรเทอร์พีนที่พบในกระท้อน
- Sanjecumins A–B และ Sandoripins A–B: สารกลุ่มลิโมนอยด์และสารอนุพันธ์ที่มีการแยกและศึกษาจากกระท้อน
- Flavonoids และ phenolic compounds: พบในส่วนผลและเปลือกผล และมีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่พบในการทดลอง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: การศึกษาสารสกัดจากลำต้นกระท้อนในแบบจำลองหนูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่ใบหู พบสาร 3-oxo-12-oleanen-29-oic acid และ katonic acid และพบว่าสาร 3-oxo-12-oleanen-29-oic acid แสดงฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบในแบบจำลองดังกล่าวในระดับที่ใกล้เคียงกับ indomethacin
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดเปลือกผลกระท้อนแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH และ ABTS โดยเปลือกผลมีฤทธิ์สูงกว่าเนื้อผลในการศึกษาหนึ่ง
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดจากเปลือกผลมีรายงานฤทธิ์ยับยั้ง Staphylococcus aureus และ Bacillus spp. ในการทดลอง ขณะที่ผลต่อ Escherichia coli แตกต่างกันตามสารสกัดและเงื่อนไขการทดลอง
- ฤทธิ์ทางชีวภาพของสารไตรเทอร์พีน: Koetjapic acid และสารบางชนิดจากเปลือกมีการศึกษาด้านการยับยั้งการส่งเสริมกระบวนการก่อมะเร็งในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ากระท้อนสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้
- ภาพรวมหลักฐาน: งานทบทวนวรรณกรรมพบสารออกฤทธิ์จากกระท้อนประมาณ 30 ชนิด และรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
หลักฐานเกี่ยวกับ กระท้อน ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็น หลักฐานระดับก่อนคลินิก (preclinical evidence) ได้แก่ การทดลองในหลอดทดลอง การทดสอบสารสกัด และการทดลองในสัตว์ มีข้อมูลด้านการใช้แบบภูมิปัญญาและชาติพันธุ์เภสัชวิทยาค่อนข้างมาก แต่ยังขาดหลักฐานจาก การทดลองทางคลินิกในมนุษย์ที่มีคุณภาพเพียงพอ สำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค ดังนั้นไม่ควรสรุปว่าฤทธิ์ที่พบจากสารสกัดหรือสัตว์ทดลองเทียบเท่ากับผลการรักษาในคน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีการศึกษากระท้อนในด้าน ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา และฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งกระบวนการก่อมะเร็ง โดยสารกลุ่มไตรเทอร์พีนและลิโมนอยด์เป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ผลส่วนใหญ่ยังเป็นผลจากสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในระบบทดลอง จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาด้านเภสัชจลนศาสตร์ ขนาดที่เหมาะสม และประสิทธิผลในมนุษย์เพิ่มเติม
ความปลอดภัย
- การรับประทานผล: เนื้อผลกระท้อนเป็นอาหารที่รับประทานกันทั่วไป
- เมล็ด: ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดในปริมาณมาก เนื่องจากมีรายงานว่าส่วนเมล็ดมี สารลิโมนอยด์ที่มีฤทธิ์เป็นพิษต่อแมลง และมีข้อกังวลด้านความเป็นพิษ จึงไม่ควรนำเมล็ดมารับประทานหรือใช้เป็นยาด้วยตนเอง
- สารสกัดสมุนไพร: ความปลอดภัยของสารสกัดเข้มข้นจากเปลือก ราก ใบ หรือลำต้นยังมีข้อมูลในมนุษย์จำกัด
- การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดเปลือกผลในหนูทดลองหนึ่งรายงานว่าไม่พบอาการพิษหรือการเสียชีวิตภายใต้เงื่อนไขการทดลองดังกล่าว แต่ผลนี้ ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์ได้โดยตรง
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรรับประทานเมล็ดกระท้อน หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเมล็ดโดยไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน
- ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ สารสกัดกระท้อนในรูปแบบยา
- ไม่ควรใช้ส่วนต่าง ๆ ของกระท้อนเพื่อรักษาโรครุนแรงแทนการรักษาทางการแพทย์
การใช้ในอาหาร
- รับประทานผลสด: เนื้อผลสุกมีรสตั้งแต่เปรี้ยวอมหวานจนถึงหวาน สามารถรับประทานเป็นผลไม้ได้
- อาหารและขนม: ใช้ทำสลัดผลไม้ ของหวาน ไอศกรีม และผลิตภัณฑ์แปรรูป
- ผลิตภัณฑ์แปรรูป: สามารถนำไปทำแยม ลูกอม ผลไม้เชื่อม และเครื่องดื่มหมักในบางพื้นที่
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์อาหาร: ผลกระท้อนใช้ผลิตอาหารและขนมแปรรูปหลายรูปแบบ
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง: สารสกัดจากเปลือกผลและส่วนอื่น ๆ ของกระท้อนมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระหรือต้านจุลชีพ แต่การนำไปใช้จริงควรมีการประเมินคุณภาพ ความคงตัว ความปลอดภัย และประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ก่อน
- ผลิตภัณฑ์จากไม้: เนื้อไม้สามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ งานแกะสลัก และงานไม้ประเภทต่าง ๆ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยวผล: ในประเทศไทยฤดูกาลกระท้อนโดยทั่วไปอยู่ประมาณเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม โดยผลควรเก็บเมื่อแก่เหมาะสมตามสายพันธุ์และวัตถุประสงค์การใช้
- การเก็บรักษาผลสด: กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าสามารถเก็บกระท้อนในสภาพอุณหภูมิประมาณ 10–13 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 90–95% ได้นานประมาณ 2–3 สัปดาห์
- ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพร: ใบ เปลือก และรากที่ต้องการนำมาใช้ควรคัดเลือกจากต้นที่สมบูรณ์ ล้างทำความสะอาด และทำให้แห้งในสภาพที่ป้องกันความชื้นและการปนเปื้อน ก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระท้อนเป็นพืชที่มีการใช้ประโยชน์ในภูมิปัญญาท้องถิ่นของหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบการใช้ ใบ เปลือก ราก และผล สำหรับอาการผิดปกติหลายประเภท โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร ไข้ การอักเสบ และโรคผิวหนัง ในประเทศไทยมีข้อมูลการใช้เปลือกต้นสำหรับท้องเสีย ใบสำหรับไข้ และรากสำหรับท้องเสีย ขณะที่บางพื้นที่ใช้เปลือกบดภายนอกสำหรับกลากเกลื้อน
ประวัติและวัฒนธรรม
กระท้อนเป็นไม้ผลที่มีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในฐานะ ผลไม้พื้นบ้าน อาหารแปรรูป และพืชสมุนไพร ในประเทศไทยมีการคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์กระท้อนที่มีรสหวานและเนื้อดี เช่น อีล่า ปุยฝ้าย นิ่มนวล อินทรชิต ทับทิม ขันทอง เทพรส และอีแดง ส่วนกระท้อนพันธุ์พื้นเมืองที่มีผลขนาดเล็กและรสเปรี้ยวมักนำไปทำกระท้อนดองหรือกระท้อนทรงเครื่อง
สถานะการอนุรักษ์
ตามข้อมูลของ Plants of the World Online (Kew) กระท้อนชนิด Sandoricum koetjape มีสถานะการอนุรักษ์ตามข้อมูล IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ และแบบจำลองการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ระบุว่าไม่ถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- หมวด (Phylum): Streptophyta
- ชั้น (Class): Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
- อันดับ (Order): Sapindales
- วงศ์ (Family): Meliaceae
- สกุล (Genus): Sandoricum Cav.
- ชนิด (Species): Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์กระท้อนควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ชื่อวิทยาศาสตร์ และลักษณะทางกายภาพของส่วนที่นำมาใช้ โดยลักษณะที่ช่วยจำแนก ได้แก่ ใบประกอบ 3 ใบย่อย ดอกออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ผลกลมแป้น ผิวผลมีขนละเอียด และเนื้อผลสีขาว เมื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรแห้งควรตรวจสอบลักษณะทางจุลทรรศน์และสารสำคัญร่วมกับวิธีวิเคราะห์ทางเคมี เพื่อป้องกันการปะปนหรือใช้พืชผิดชนิด
คำเตือนทางการแพทย์
กระท้อนเป็นพืชที่มีข้อมูลการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันว่าการรับประทานหรือใช้สารสกัดกระท้อนสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพที่พบในการวิจัยส่วนใหญ่เป็นผลจากการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรใช้ข้อมูลดังกล่าวแทนการวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์
หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณในส่วนของภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นข้อมูลการใช้ตามประเพณีและตำรับท้องถิ่น ไม่ได้หมายความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์แล้ว และการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือส่วนที่ไม่ใช่อาหารควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (2562). กระท้อน. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
- มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). กระท้อน. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
- กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2566). Santol.
- Aphichartphankawee, S., Poeaim, S., & Pedklang, N. (2025). Nutritional evaluation of santol (Sandoricum koetjape) and the effects of santol flesh extract on Drosophila melanogaster. International Journal of Agricultural Technology, 21(3), 803–816.
- Bailly, C. (2022). The health benefits of santol fruits and bioactive products isolated from Sandoricum koetjape Merr.: A scoping review. Journal of Food Biochemistry.
- Mesén-Mora, L. D., Carvajal-Miranda, Y., Álvarez-Valverde, V., & Rodríguez-Rodríguez, G. (2019). Bioprospecting study, antibiotic and antioxidant activity of the santol’s fruit (Sandoricum koetjape). Uniciencia, 33(1), 75–82. https://doi.org/10.15359/ru.33-1.6
- Rasadah, M. A., Khozirah, S., Aznie, A. A., & Nik, M. M. (2004). Anti-inflammatory agents from Sandoricum koetjape Merr. Phytomedicine, 11(2–3), 261–263. https://doi.org/10.1078/0944-7113-00339
- Wijaya, M. D. (2022). Ethnomedicinal, phytochemicals, and pharmacological aspects of sentul (Sandoricum koetjape). Biology, Medicine, & Natural Product Chemistry.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr. Plants of the World Online.
- Plant Resources of South-East Asia. (ม.ป.ป.). Sandoricum koetjape. PROSEA/PlantUse.
