กระท้อน

กระท้อน

กระท้อน เป็นไม้ยืนต้นเขตร้อนที่มีผลรับประทานได้และเป็นผลไม้พื้นบ้านที่พบในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว กระท้อนยังมีการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะส่วนเปลือกต้น ใบ ราก และผล ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการท้องเสีย ไข้ การอักเสบ และโรคผิวหนังบางชนิด ปัจจุบันมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกระท้อนเพิ่มขึ้น แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระท้อน
  • ชื่อท้องถิ่น: เตียน, มะต้อง, มะติ๋น, มะตื่น, ล่อน, สตียา, สะตู, สะโต, สะท้อน, หมากต้อง
  • ชื่อภาษาอังกฤษ: Santol, Sentul, Yellow Santol, Red Santol
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr.
  • วงศ์: Meliaceae
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Sandoricum indicum Cav., Melia koetjape Burm.f.
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์: ใช้เป็นผลไม้ รับประทานสดหรือแปรรูป และมีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นใน ภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 15–30 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกนอกสีเทาหรือน้ำตาล และมีน้ำยางสีขาว เรือนยอดเป็นพุ่มค่อนข้างหนาทึบ
  • ใบ: ใบประกอบแบบ 3 ใบย่อย เรียงสลับหรือเป็นเกลียว ใบย่อยมีรูปร่างรีถึงรูปไข่แกมขอบขนาน ขอบใบเรียบ ใบแก่เมื่อแห้งหรือก่อนร่วงอาจเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ช่อดอกแตกแขนง ดอกมีสีเหลืองอมเขียวหรือเหลืองหม่น กลีบดอกประมาณ 5 กลีบ และมีเกสรเพศผู้จำนวน 10 อัน
  • ผล: ผลมีลักษณะกลมแป้นหรือค่อนข้างกลม ผิวมีขนละเอียดคล้ายกำมะหยี่ เมื่อสุกมีสีเหลืองถึงเหลืองน้ำตาล เนื้อด้านในสีขาว มีรสตั้งแต่เปรี้ยว หวานอมเปรี้ยว จนถึงหวานตามสายพันธุ์
  • เมล็ด: เมล็ดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ สีน้ำตาล และมักติดอยู่กับเนื้อผล โดยทั่วไปมีประมาณ 2–5 เมล็ดต่อผล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: กระท้อนมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแถบมลายูต่อเนื่องไปจนถึงนิวกินี โดยพบตามธรรมชาติในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่ใกล้เคียง
  • การกระจายพันธุ์: มีการนำไปปลูกในประเทศไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ศรีลังกา และพื้นที่เขตร้อนอื่น ๆ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกกระท้อนเป็นไม้ผล
  • ถิ่นอาศัย: สามารถพบได้ในป่าดิบและป่ารุ่น รวมถึงพื้นที่เกษตรและสวนผลไม้ โดยสามารถเจริญได้ถึงระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม: กระท้อนเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน ต้องการแสงแดดค่อนข้างมาก และเหมาะกับดินที่อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี โดยช่วง pH ที่เหมาะสมประมาณ 6.0–7.5
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เมล็ดควรนำไปเพาะหลังจากนำออกจากผลไม่นาน เนื่องจากเมล็ดสูญเสียความสามารถในการงอกได้ค่อนข้างเร็ว เมล็ดสามารถงอกได้ประมาณ 16–31 วันภายใต้สภาพที่เหมาะสม
  • การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ: สามารถใช้วิธี ติดตา เสียบยอด และตอนกิ่ง โดยเหมาะสำหรับการรักษาลักษณะพันธุ์ดีและช่วยให้ต้นออกผลเร็วกว่าไม้ที่เกิดจากเมล็ด
  • การออกผล: ต้นที่ขยายพันธุ์จากเมล็ดอาจเริ่มออกดอกประมาณ 5–7 ปี ส่วนต้นที่ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอาจเริ่มออกดอกได้ประมาณ 3–4 ปีหลังปลูก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เปลือกต้น: ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับโรคผิวหนัง เช่น กลากเกลื้อน และมีการนำมาศึกษาสารออกฤทธิ์กลุ่มไตรเทอร์พีน
  • ใบ: ใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับ ไข้ ท้องเสีย และอาการอักเสบหรือบวม
  • ราก: ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ ท้องเสียและความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
  • ผล: ใช้เป็นอาหาร และมีการศึกษาสารต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบฟีนอลิกจากเปลือกและเนื้อผล

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาไทย: มีการใช้ ใบ เปลือกต้น ราก ดอก และผล ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยระบุการใช้เกี่ยวกับอาการไข้ ท้องเสีย ท้องร่วง ฝีเปื่อย อาการบวม และกลากเกลื้อน
  • ตามตำรายาไทย: ข้อมูลการใช้กระท้อนในประเทศไทยที่มีการเผยแพร่ในแหล่งข้อมูลสมุนไพรระบุการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นในลักษณะ ยาพื้นบ้าน มากกว่าหลักฐานทางคลินิกสมัยใหม่ จึงควรแยกการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน:
    • ใบ: ใช้ต้มเป็นเครื่องดื่มหรือใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ ไข้และท้องเสีย

    • เปลือกต้น: ใช้ภายนอกสำหรับ กลากเกลื้อน และใช้เป็นยาต้มสำหรับอาการท้องเสียในบางพื้นที่

    • ราก: ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับ ท้องเสีย บิด อาการเกร็งของทางเดินอาหาร และช่วยขับลม

    • ใบสดหรือใบตำ: ใช้พอกบริเวณที่มีอาการบวมและอักเสบตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในตำรับยา: ข้อมูลที่พบเกี่ยวกับกระท้อนส่วนใหญ่เป็นการใช้ใน ตำรับยาพื้นบ้านและชาติพันธุ์เภสัชวิทยา มากกว่าตำรับยามาตรฐานที่มีการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์

วิธีใช้

  • การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: ส่วนใบหรือเปลือกต้นอาจนำมาต้มเป็นน้ำสมุนไพร ส่วนเปลือกต้นหรือใบอาจนำมาบดหรือเตรียมเป็นยาสำหรับใช้ภายนอก ทั้งนี้วิธีใช้และปริมาณแตกต่างกันตามท้องถิ่น
  • การรับประทานเป็นอาหาร: เนื้อผลสุกสามารถรับประทานสด หรือใช้ทำอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ
  • หมายเหตุ : ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนด ขนาดรับประทานมาตรฐานเพื่อรักษาโรค จากส่วนต่าง ๆ ของกระท้อน จึงไม่ควรนำสูตรพื้นบ้านมาใช้ทดแทนการรักษามาตรฐาน

สาระสำคัญ

สารที่น่าสนใจในกระท้อนพบได้หลายกลุ่ม โดยเฉพาะ ไตรเทอร์พีน (triterpenes), ลิโมนอยด์ (limonoids), ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) และสารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds) ซึ่งมีรายงานความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพในงานทดลอง

องค์ประกอบทางเคมี

  • Koetjapic acid: สารกลุ่มไตรเทอร์พีนที่พบในกระท้อน และได้รับความสนใจด้านฤทธิ์ต้านการอักเสบและการศึกษาด้านการยับยั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง
  • Katonic acid: ไตรเทอร์พีนที่พบในส่วนลำต้นและมีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบจากการทดลอง
  • Bryonolic acid: สารกลุ่มไตรเทอร์พีนที่มีรายงานการพบในกระท้อน
  • Sentulic acid: สารกลุ่มไตรเทอร์พีนที่พบในกระท้อน
  • Sanjecumins A–B และ Sandoripins A–B: สารกลุ่มลิโมนอยด์และสารอนุพันธ์ที่มีการแยกและศึกษาจากกระท้อน
  • Flavonoids และ phenolic compounds: พบในส่วนผลและเปลือกผล และมีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่พบในการทดลอง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: การศึกษาสารสกัดจากลำต้นกระท้อนในแบบจำลองหนูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่ใบหู พบสาร 3-oxo-12-oleanen-29-oic acid และ katonic acid และพบว่าสาร 3-oxo-12-oleanen-29-oic acid แสดงฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบในแบบจำลองดังกล่าวในระดับที่ใกล้เคียงกับ indomethacin
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดเปลือกผลกระท้อนแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH และ ABTS โดยเปลือกผลมีฤทธิ์สูงกว่าเนื้อผลในการศึกษาหนึ่ง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดจากเปลือกผลมีรายงานฤทธิ์ยับยั้ง Staphylococcus aureus และ Bacillus spp. ในการทดลอง ขณะที่ผลต่อ Escherichia coli แตกต่างกันตามสารสกัดและเงื่อนไขการทดลอง
  • ฤทธิ์ทางชีวภาพของสารไตรเทอร์พีน: Koetjapic acid และสารบางชนิดจากเปลือกมีการศึกษาด้านการยับยั้งการส่งเสริมกระบวนการก่อมะเร็งในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ากระท้อนสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้
  • ภาพรวมหลักฐาน: งานทบทวนวรรณกรรมพบสารออกฤทธิ์จากกระท้อนประมาณ 30 ชนิด และรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

หลักฐานเกี่ยวกับ กระท้อน ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็น หลักฐานระดับก่อนคลินิก (preclinical evidence) ได้แก่ การทดลองในหลอดทดลอง การทดสอบสารสกัด และการทดลองในสัตว์ มีข้อมูลด้านการใช้แบบภูมิปัญญาและชาติพันธุ์เภสัชวิทยาค่อนข้างมาก แต่ยังขาดหลักฐานจาก การทดลองทางคลินิกในมนุษย์ที่มีคุณภาพเพียงพอ สำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค ดังนั้นไม่ควรสรุปว่าฤทธิ์ที่พบจากสารสกัดหรือสัตว์ทดลองเทียบเท่ากับผลการรักษาในคน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษากระท้อนในด้าน ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา และฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งกระบวนการก่อมะเร็ง โดยสารกลุ่มไตรเทอร์พีนและลิโมนอยด์เป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ผลส่วนใหญ่ยังเป็นผลจากสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในระบบทดลอง จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาด้านเภสัชจลนศาสตร์ ขนาดที่เหมาะสม และประสิทธิผลในมนุษย์เพิ่มเติม

ความปลอดภัย

  • การรับประทานผล: เนื้อผลกระท้อนเป็นอาหารที่รับประทานกันทั่วไป
  • เมล็ด: ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดในปริมาณมาก เนื่องจากมีรายงานว่าส่วนเมล็ดมี สารลิโมนอยด์ที่มีฤทธิ์เป็นพิษต่อแมลง และมีข้อกังวลด้านความเป็นพิษ จึงไม่ควรนำเมล็ดมารับประทานหรือใช้เป็นยาด้วยตนเอง
  • สารสกัดสมุนไพร: ความปลอดภัยของสารสกัดเข้มข้นจากเปลือก ราก ใบ หรือลำต้นยังมีข้อมูลในมนุษย์จำกัด
  • การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดเปลือกผลในหนูทดลองหนึ่งรายงานว่าไม่พบอาการพิษหรือการเสียชีวิตภายใต้เงื่อนไขการทดลองดังกล่าว แต่ผลนี้ ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์ได้โดยตรง

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรรับประทานเมล็ดกระท้อน หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเมล็ดโดยไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ สารสกัดกระท้อนในรูปแบบยา
  • ไม่ควรใช้ส่วนต่าง ๆ ของกระท้อนเพื่อรักษาโรครุนแรงแทนการรักษาทางการแพทย์

การใช้ในอาหาร

  • รับประทานผลสด: เนื้อผลสุกมีรสตั้งแต่เปรี้ยวอมหวานจนถึงหวาน สามารถรับประทานเป็นผลไม้ได้
  • อาหารและขนม: ใช้ทำสลัดผลไม้ ของหวาน ไอศกรีม และผลิตภัณฑ์แปรรูป
  • ผลิตภัณฑ์แปรรูป: สามารถนำไปทำแยม ลูกอม ผลไม้เชื่อม และเครื่องดื่มหมักในบางพื้นที่

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์อาหาร: ผลกระท้อนใช้ผลิตอาหารและขนมแปรรูปหลายรูปแบบ
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง: สารสกัดจากเปลือกผลและส่วนอื่น ๆ ของกระท้อนมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระหรือต้านจุลชีพ แต่การนำไปใช้จริงควรมีการประเมินคุณภาพ ความคงตัว ความปลอดภัย และประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ก่อน
  • ผลิตภัณฑ์จากไม้: เนื้อไม้สามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ งานแกะสลัก และงานไม้ประเภทต่าง ๆ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยวผล: ในประเทศไทยฤดูกาลกระท้อนโดยทั่วไปอยู่ประมาณเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม โดยผลควรเก็บเมื่อแก่เหมาะสมตามสายพันธุ์และวัตถุประสงค์การใช้
  • การเก็บรักษาผลสด: กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าสามารถเก็บกระท้อนในสภาพอุณหภูมิประมาณ 10–13 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 90–95% ได้นานประมาณ 2–3 สัปดาห์
  • ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพร: ใบ เปลือก และรากที่ต้องการนำมาใช้ควรคัดเลือกจากต้นที่สมบูรณ์ ล้างทำความสะอาด และทำให้แห้งในสภาพที่ป้องกันความชื้นและการปนเปื้อน ก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระท้อนเป็นพืชที่มีการใช้ประโยชน์ในภูมิปัญญาท้องถิ่นของหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบการใช้ ใบ เปลือก ราก และผล สำหรับอาการผิดปกติหลายประเภท โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร ไข้ การอักเสบ และโรคผิวหนัง ในประเทศไทยมีข้อมูลการใช้เปลือกต้นสำหรับท้องเสีย ใบสำหรับไข้ และรากสำหรับท้องเสีย ขณะที่บางพื้นที่ใช้เปลือกบดภายนอกสำหรับกลากเกลื้อน

ประวัติและวัฒนธรรม

กระท้อนเป็นไม้ผลที่มีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในฐานะ ผลไม้พื้นบ้าน อาหารแปรรูป และพืชสมุนไพร ในประเทศไทยมีการคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์กระท้อนที่มีรสหวานและเนื้อดี เช่น อีล่า ปุยฝ้าย นิ่มนวล อินทรชิต ทับทิม ขันทอง เทพรส และอีแดง ส่วนกระท้อนพันธุ์พื้นเมืองที่มีผลขนาดเล็กและรสเปรี้ยวมักนำไปทำกระท้อนดองหรือกระท้อนทรงเครื่อง

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูลของ Plants of the World Online (Kew) กระท้อนชนิด Sandoricum koetjape มีสถานะการอนุรักษ์ตามข้อมูล IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ และแบบจำลองการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ระบุว่าไม่ถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • หมวด (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Sapindales
  • วงศ์ (Family): Meliaceae
  • สกุล (Genus): Sandoricum Cav.
  • ชนิด (Species): Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์กระท้อนควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ชื่อวิทยาศาสตร์ และลักษณะทางกายภาพของส่วนที่นำมาใช้ โดยลักษณะที่ช่วยจำแนก ได้แก่ ใบประกอบ 3 ใบย่อย ดอกออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ผลกลมแป้น ผิวผลมีขนละเอียด และเนื้อผลสีขาว เมื่อใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรแห้งควรตรวจสอบลักษณะทางจุลทรรศน์และสารสำคัญร่วมกับวิธีวิเคราะห์ทางเคมี เพื่อป้องกันการปะปนหรือใช้พืชผิดชนิด

คำเตือนทางการแพทย์

กระท้อนเป็นพืชที่มีข้อมูลการใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันว่าการรับประทานหรือใช้สารสกัดกระท้อนสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านจุลชีพที่พบในการวิจัยส่วนใหญ่เป็นผลจากการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรใช้ข้อมูลดังกล่าวแทนการวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์

หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณในส่วนของภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นข้อมูลการใช้ตามประเพณีและตำรับท้องถิ่น ไม่ได้หมายความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์แล้ว และการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือส่วนที่ไม่ใช่อาหารควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์. (2562). กระท้อน. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะเภสัชศาสตร์. (ม.ป.ป.). กระท้อน. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  3. กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2566). Santol.
  4. Aphichartphankawee, S., Poeaim, S., & Pedklang, N. (2025). Nutritional evaluation of santol (Sandoricum koetjape) and the effects of santol flesh extract on Drosophila melanogaster. International Journal of Agricultural Technology, 21(3), 803–816.
  5. Bailly, C. (2022). The health benefits of santol fruits and bioactive products isolated from Sandoricum koetjape Merr.: A scoping review. Journal of Food Biochemistry.
  6. Mesén-Mora, L. D., Carvajal-Miranda, Y., Álvarez-Valverde, V., & Rodríguez-Rodríguez, G. (2019). Bioprospecting study, antibiotic and antioxidant activity of the santol’s fruit (Sandoricum koetjape). Uniciencia, 33(1), 75–82. https://doi.org/10.15359/ru.33-1.6
  7. Rasadah, M. A., Khozirah, S., Aznie, A. A., & Nik, M. M. (2004). Anti-inflammatory agents from Sandoricum koetjape Merr. Phytomedicine, 11(2–3), 261–263. https://doi.org/10.1078/0944-7113-00339
  8. Wijaya, M. D. (2022). Ethnomedicinal, phytochemicals, and pharmacological aspects of sentul (Sandoricum koetjape). Biology, Medicine, & Natural Product Chemistry.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr. Plants of the World Online.
  10. Plant Resources of South-East Asia. (ม.ป.ป.). Sandoricum koetjape. PROSEA/PlantUse.
Scroll to top