กระทงลาย

กระทงลาย

กระทงลาย เป็นไม้เถาเนื้อแข็งที่พบในป่าและพื้นที่ธรรมชาติของประเทศไทย มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น กระทุงลาย มะแตก มะแตกเครือ มักแตก นางแตก และโชด โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Celastrus paniculatus Willd. จัดอยู่ในวงศ์ Celastraceae เป็นสมุนไพรที่มีการใช้ใน ตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะราก เถา ใบ ผล เมล็ด และน้ำมันจากเมล็ด ขณะเดียวกันเมล็ดและน้ำมันเมล็ดยังได้รับความสนใจจากงานวิจัยด้าน ระบบประสาท ความจำ การอักเสบ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรนำผลการทดลองในสัตว์มาใช้แทนการรักษาทางการแพทย์

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระทงลาย, กระทุงลาย, โชด, นางแตก, มะแตก, มะแตกเครือ, มักแตก
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Celastrus paniculatus Willd.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Celastrus multiflorus Roxb., Celastrus nutans Roxb.
  • ชื่อสามัญ: Black ipecac, Black oil plant, Black oil tree, Climbing staff tree, Intellect tree
  • วงศ์: Celastraceae
  • สกุล: Celastrus
  • ประเภทพืช: ไม้เถาเนื้อแข็ง
  • ส่วนที่มีการใช้ประโยชน์: ราก เถา ลำต้น เปลือก ใบ ผล เมล็ด และน้ำมันจากเมล็ด
  • การใช้ตามภูมิปัญญา: ใช้ในตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการหลายชนิด เช่น ไข้ บิด ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ สามารถเลื้อยหรือพาดพันต้นไม้อื่นได้ไกลประมาณ 10 เมตร เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลอมเทา กิ่งอ่อนมีช่องอากาศและอาจมีขนประปราย
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปใบมีความหลากหลายตั้งแต่รูปรี รูปรีแกมขอบขนาน รูปไข่ รูปไข่แกมขอบขนาน รูปไข่กลับ จนถึงรูปกลม ปลายใบแหลมหรือมน ขอบใบจักหรือเป็นคลื่นถี่ ๆ
  • ดอก: ออกเป็นช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง และเป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยง 5 กลีบเชื่อมติดกันบริเวณโคน ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบแยกจากกัน
  • ผล: ผลค่อนข้างกลม ขนาดประมาณ 5–8 มิลลิเมตรหรือใกล้เคียง เมื่อแก่มีสีส้มอมเหลืองและแตกออกเป็น 3 ส่วน
  • เมล็ด: มีประมาณ 3–6 เมล็ดต่อผล รูปไข่หรือรูปรี มีเนื้อหุ้มเมล็ดสีแดงอมน้ำตาล เมล็ดเป็นส่วนที่มีน้ำมันและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: พบในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย อินโดจีน จีนตอนใต้ ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • การกระจายพันธุ์: มีรายงานในอินเดีย เนปาล ศรีลังกา บังกลาเทศ เมียนมา จีนตอนใต้ ไต้หวัน ลาว กัมพูชา ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่อื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ในประเทศไทย: พบได้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ป่าละเมาะ ป่าดิบ และพื้นที่โล่งที่มีสภาพเหมาะสม มีรายงานการพบตั้งแต่ระดับพื้นที่ราบจนถึงประมาณ 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด โดยใช้เมล็ดที่สมบูรณ์จากผลแก่
  • สภาพแวดล้อม: เป็นพืชที่สามารถเจริญได้ในสภาพเขตร้อน และพบตามธรรมชาติในพื้นที่ป่าโปร่งและพื้นที่ที่มีแสงค่อนข้างมาก
  • การดูแล: ในระยะต้นกล้าควรมีความชื้นเพียงพอและมีวัสดุปลูกที่ระบายน้ำได้ดี เมื่อเจริญแข็งแรงสามารถปลูกในพื้นที่ที่มีโครงสร้างหรือพืชสำหรับให้เถาพาดพันได้
  • การอนุรักษ์พันธุ์: ควรเก็บเมล็ดจากต้นแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์และหลีกเลี่ยงการเก็บจากธรรมชาติมากเกินไป เพื่อรักษาประชากรพืชในพื้นที่

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก: ใช้ตามตำรายาไทยสำหรับ แก้ไข้จับสั่นหรือมาลาเรีย และอาการปวดท้องบางชนิด
  • เถา: ใช้สำหรับ แก้ไอ แก้บิด แก้ปวดท้อง และมีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับไข้และวัณโรค
  • ลำต้นหรือแก่น: มีการใช้ตามภูมิปัญญาไทยเกี่ยวกับโรคทางเดินปัสสาวะและวัณโรค
  • เปลือก: ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการบิด
  • ใบ: ใช้สำหรับ แก้บิด กระตุ้นประสาท และถอนพิษฝิ่น ตามตำรายาไทยบางแหล่ง
  • ผล: ใช้สำหรับ แก้ลมจุกเสียด บำรุงโลหิต และแก้พิษงู ตามภูมิปัญญาไทย
  • เมล็ด: เป็นส่วนที่ได้รับการศึกษามากที่สุด ใช้ตามภูมิปัญญาสำหรับ ปวดเมื่อย ปวดข้อ อัมพาต และบำรุงระบบประสาท
  • น้ำมันจากเมล็ด: ใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับ อาการเหน็บชาและขับเหงื่อ และมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมพื้นบ้านด้วย

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาไทย: กระทงลายมีการใช้หลายส่วนของต้น โดยเฉพาะ ราก เถา ใบ ผล เมล็ด และน้ำมันจากเมล็ด สำหรับอาการไข้ บิด ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ขับเหงื่อ และความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ตามตำรายาไทย: เถาและราก มีรสขมฝาด ใช้แก้ไอ แก้บิด และแก้ปวดท้อง ส่วน ราก มีการใช้แก้ไข้จับสั่นหรือมาลาเรีย
  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: พบการใช้ ใบ ต้มหรือคั้นน้ำสำหรับอาการบิด ใช้ เปลือกต้น ในตำรับพื้นบ้านแก้บิด ใช้ เมล็ด กินหรือพอกสำหรับอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ และใช้ลำต้นต้มเพื่อขับปัสสาวะ
  • ในตำรับยา: กระทงลายถูกนำไปใช้เป็นเครื่องยาในตำรับพื้นบ้านหลายพื้นที่ โดยมีการระบุการใช้ เถาแก้ไข้มาลาเรียและวัณโรค ผลแก้ลมจุกเสียดและบำรุงโลหิต ใบแก้บิด และเมล็ดแก้ปวดกล้ามเนื้อและข้อ
  • ด้านระบบประสาท: งานทบทวนทางวิชาการรายงานว่าผลการศึกษาก่อนคลินิกของสารสกัดหรือเมล็ดกระทงลายมีแนวโน้มสนับสนุนฤทธิ์ ส่งเสริมการเรียนรู้และความจำ ปกป้องเซลล์ประสาท ลดความเครียดออกซิเดชัน และลดการอักเสบ แต่ยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์เพิ่มเติม

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: ใบอาจนำมาต้มหรือคั้นน้ำรับประทานสำหรับอาการบิด
  • เมล็ด: มีการใช้เมล็ดต้มน้ำดื่มตามภูมิปัญญาบางพื้นที่ และใช้เมล็ดตำละเอียดสำหรับพอกบริเวณที่มีอาการปวดข้อหรือปวดกล้ามเนื้อ
  • ราก: มีการใช้รากแห้งต้มเป็นยาตามตำรับพื้นบ้านสำหรับไข้และปวดท้อง
  • ลำต้นหรือเถา: ใช้ต้มเป็นยาสำหรับอาการบางชนิดตามตำรับพื้นบ้าน
  • น้ำมันเมล็ด: มีการใช้ในระบบการแพทย์ดั้งเดิมของเอเชีย โดยเฉพาะการใช้ที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและอาการปวด

หมายเหตุ : วิธีใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายา ไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานสำหรับการรักษาโรคในปัจจุบัน และไม่ควรนำไปปรับใช้เองโดยเฉพาะการรับประทานเมล็ดหรือสารสกัดเข้มข้น

สาระสำคัญ

เมล็ดและน้ำมันเมล็ดกระทงลาย เป็นส่วนที่ได้รับความสนใจทางเภสัชวิทยามากที่สุด เนื่องจากมีสารกลุ่ม sesquiterpenes, β-dihydroagarofuranoids, alkaloids, triterpenoids, flavonoids, sterols และกรดไขมัน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน โดยเฉพาะระบบประสาทและการต้านอนุมูลอิสระ

องค์ประกอบทางเคมี

  • กลุ่ม sesquiterpenes และ β-dihydroagarofuranoids: เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบในกระทงลายและได้รับการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • อัลคาลอยด์: มีรายงานสาร เช่น celastrine, celapanin, celapagin และ paniculatine
  • ไตรเทอร์พีนอยด์: พบสาร เช่น β-amyrin, lupeol, pristimerin และ paniculatadiol
  • สเตอรอล: พบ β-sitosterol, campesterol และ stigmasterol
  • ฟลาโวนอยด์: มีรายงานสารในกลุ่ม flavonoids รวมถึง paniculatin
  • กรดไขมัน: พบ palmitic acid, stearic acid, oleic acid, linoleic acid และ linolenic acid
  • สารประกอบอื่น: มีรายงานสารกลุ่ม monoterpenes, phenylpropanoids และสารประกอบฟีนอลิกบางชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Celastrus paniculatus ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อ ฤทธิ์ส่งเสริมความจำและการเรียนรู้ ฤทธิ์ปกป้องระบบประสาท ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ลดการอักเสบ และฤทธิ์ลดอาการปวด นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านมาลาเรีย ต้านข้ออักเสบ สมานแผล และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง

การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ยังอยู่ในระยะจำกัด โดยมีการขึ้นทะเบียน การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อเปรียบเทียบแคปซูล Jyotishmati จาก C. paniculatus กับ sertraline ในผู้มีอาการวิตกกังวลทั่วไป แต่แหล่งข้อมูลดังกล่าวเป็น โครงร่างการศึกษา (study protocol) ไม่ใช่ผลการทดลองที่ยืนยันประสิทธิผลแล้ว

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับข้อมูลดั้งเดิม: มีข้อมูลจากตำรายาไทย อายุรเวท ยูนานี และภูมิปัญญาพื้นบ้านจำนวนมาก
  • ระดับห้องปฏิบัติการ: มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ต่อเซลล์หลายชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีข้อมูลค่อนข้างมากเกี่ยวกับ ความจำ การเรียนรู้ การปกป้องระบบประสาท การลดปวด การลดอักเสบ และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ
  • ระดับมนุษย์: ยังมีข้อมูลจำกัด และยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคใดโรคหนึ่งได้อย่างแน่นอน
  • ภาพรวมหลักฐาน: จัดว่ามี หลักฐานก่อนคลินิกค่อนข้างมาก แต่หลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต่อความจำและการเรียนรู้: สารสกัดและน้ำมันจากเมล็ดมีผลต่อการเรียนรู้และความจำในสัตว์ทดลอง และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กระทงลายได้รับความสนใจในฐานะสมุนไพรที่มีศักยภาพด้าน nootropic
  • ฤทธิ์ปกป้องระบบประสาท: มีข้อมูลก่อนคลินิกเกี่ยวกับการลดความเสียหายจาก oxidative stress และการอักเสบของระบบประสาท
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดมีรายงานฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระและเพิ่มกิจกรรมของระบบต้านอนุมูลอิสระบางชนิด
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและลดปวด: มีการทดลองทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองที่สนับสนุนฤทธิ์ดังกล่าว
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดบางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลชีพในระดับห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ต้านมาลาเรีย: มีรายงานฤทธิ์ของสารสกัดบางส่วนต่อเชื้อมาลาเรีย แต่ยังไม่สามารถใช้แทนยามาตรฐานในการรักษาโรคได้
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารบางกลุ่ม โดยเฉพาะ β-dihydroagarofuranoids มีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ในหลอดทดลอง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ากระทงลายรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อเรียบ: สารบางชนิดจากกระทงลายมีรายงานฤทธิ์คลายตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ในการทดลอง

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกระทงลายในมนุษย์ยังมีจำกัด การศึกษาพิษวิทยาในสัตว์ทดลองของ น้ำมันเมล็ดกระทงลาย รายงานว่าไม่พบความผิดปกติรุนแรงจากการทดลองแบบเฉียบพลันและกึ่งเรื้อรังที่ขนาดสูงสุด 2,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมในแบบจำลองที่ศึกษา แต่ข้อมูลดังกล่าว ไม่สามารถนำมาแปลงเป็นขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์โดยตรง

นอกจากนี้ พืชในสกุล Celastrus มีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่มและบางชนิดอาจมีความเป็นพิษ จึงควรแยกข้อมูลของ กระทงลาย (C. paniculatus) ออกจากพืชชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน และไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบมาตรฐานโดยพลการ

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์: ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์รับประทานที่มีสารสกัดหรือเมล็ดกระทงลาย เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ไม่เพียงพอ
  • เด็ก: ไม่ควรนำเมล็ด น้ำมัน หรือสารสกัดมาใช้เองโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ Celastraceae: ควรหลีกเลี่ยงและหยุดใช้หากเกิดอาการแพ้
  • การใช้ในขนาดสูง: ไม่ควรใช้เมล็ดหรือน้ำมันในปริมาณสูง เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยของการใช้ระยะยาวในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกระทงลายกับยาชนิดใดชนิดหนึ่ง อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากมีการศึกษาฤทธิ์ต่อระบบประสาท ระบบสารสื่อประสาท การอักเสบ และเอนไซม์หลายชนิด จึงควรใช้ความระมัดระวังในผู้ที่รับประทาน ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ยากันชัก ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ

หมายเหตุ : ข้อควรระวังดังกล่าวเป็นหลักการด้านความปลอดภัยจากข้อมูลที่มีอยู่ ไม่ได้หมายความว่ามีการยืนยันว่ากระทงลายเกิดปฏิกิริยากับยาดังกล่าวในมนุษย์แล้ว

การใช้ในอาหาร

ยอดอ่อนกระทงลาย มีรายงานการใช้เป็นผักพื้นบ้านในบางพื้นที่ โดยสามารถนำไปลวกหรือประกอบอาหารพื้นบ้าน เช่น แกงร่วมกับวัตถุดิบท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การรับประทานในลักษณะอาหารควรแยกออกจากการใช้ เมล็ดหรือน้ำมันเมล็ดเป็นยา ซึ่งมีสารออกฤทธิ์เข้มข้นกว่าและไม่ควรนำมารับประทานในปริมาณที่ไม่ทราบมาตรฐาน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • น้ำมันจากเมล็ด: มีการใช้เป็นน้ำมันสำหรับจุดไฟในอดีต
  • ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน: น้ำมันจากเมล็ดเคยใช้เคลือบกระดาษเพื่อช่วยป้องกันน้ำซึม
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: เมล็ดและน้ำมันเมล็ดได้รับความสนใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ ระบบประสาท ความจำ และการดูแลสุขภาพ
  • งานวิจัยและผลิตภัณฑ์สมัยใหม่: มีการศึกษาสารสกัดและสารสำคัญเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ แต่การกล่าวอ้างสรรพคุณควรอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานและข้อกำหนดด้านกฎหมาย

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เมล็ด: ควรเก็บจากผลแก่ที่มีสีส้มอมเหลืองและแตกตามพู แล้วคัดเลือกเมล็ดที่สมบูรณ์
  • การทำให้แห้ง: หากนำไปเก็บเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและลดความชื้นก่อนจัดเก็บ
  • การเก็บรักษา: ควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และความร้อน
  • น้ำมันเมล็ด: ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและป้องกันแสง เพื่อลดการเสื่อมสภาพจากออกซิเดชัน
  • การควบคุมคุณภาพ: วัตถุดิบสำหรับทำผลิตภัณฑ์สมุนไพรควรตรวจสอบเอกลักษณ์ ความชื้น สิ่งปนเปื้อน และคุณภาพของสารสกัดก่อนนำไปใช้

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระทงลายเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับภูมิปัญญาการใช้พืชพื้นบ้านในหลายภูมิภาคของไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ชื่อพื้นเมือง เช่น มะแตก มะแตกเครือ มักแตก นางแตก กระทุงลาย และโชด สะท้อนการเรียกใช้พืชชนิดเดียวกันในแต่ละท้องถิ่น

ภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์ครอบคลุมทั้ง อาหาร ยาสมุนไพร และการใช้สอย โดยมีการนำยอดอ่อนมาเป็นอาหาร และนำส่วนต่าง ๆ เช่น ใบ เปลือก ราก เถา ผล และเมล็ด มาใช้ในตำรับพื้นบ้าน

ประวัติและวัฒนธรรม

กระทงลายมีประวัติการใช้เป็นสมุนไพรในระบบการแพทย์ดั้งเดิมของเอเชีย โดยเฉพาะ อายุรเวท ยูนานี และสิทธา ซึ่งเมล็ดและน้ำมันเมล็ดได้รับความสนใจในด้านการดูแลระบบประสาทและความจำ ส่วนในประเทศไทยมีการบันทึกการใช้ใน ตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน หลายรูปแบบ

สถานะการอนุรักษ์

ปัจจุบัน Plants of the World Online (Kew) ยอมรับ Celastrus paniculatus Willd. เป็นชื่อพฤกษศาสตร์ที่ถูกต้อง และข้อมูล Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุการคาดการณ์สถานะว่า ไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม (not threatened) อย่างไรก็ตาม การเก็บจากธรรมชาติอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการจัดการอาจกระทบประชากรในท้องถิ่น จึงควรสนับสนุนการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • ไฟลัม/กลุ่มพืช (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • อันดับ (Order): Celastrales
  • วงศ์ (Family): Celastraceae
  • สกุล (Genus): Celastrus
  • ชนิด (Species): Celastrus paniculatus Willd.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของกระทงลายควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ โดยจุดสังเกตสำคัญ ได้แก่

  • เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่
  • ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ
  • ช่อดอกแบบช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่ง
  • ดอกขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง และเป็นดอกแยกเพศ
  • ผลกลม เมื่อแก่มีสีส้มอมเหลืองและแตกออกเป็น 3 ส่วน
  • เมล็ดมีเนื้อหุ้มสีแดงอมน้ำตาล
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในฐานข้อมูล Kew คือ Celastrus paniculatus Willd.

สำหรับวัตถุดิบสมุนไพรแห้งหรือสารสกัด ควรใช้ การตรวจสอบทางเภสัชเวทและการวิเคราะห์ทางเคมี ร่วมด้วย เพื่อป้องกันการปะปนหรือสับสนกับพืชชนิดอื่นในสกุล Celastrus

คำเตือนทางการแพทย์

กระทงลายไม่ควรถูกใช้แทนยามาตรฐานในการรักษาโรค โดยเฉพาะโรคมาลาเรีย วัณโรค มะเร็ง โรคทางระบบประสาท หรือโรคติดเชื้อ แม้ว่าจะมีรายงานการใช้ตามภูมิปัญญาและมีผลการศึกษาก่อนคลินิกก็ตาม เนื่องจากหลักฐานในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ

ผู้ที่ต้องการใช้ เมล็ด น้ำมันเมล็ด หรือสารสกัดกระทงลาย ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่มีใบอนุญาต โดยเฉพาะเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ให้นมบุตร ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่รับประทานยาประจำ

หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณของกระทงลายหลายประการเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ส่วนผลการวิจัยสมัยใหม่จำนวนมากยังเป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ จึงไม่ควรตีความว่าเป็นการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). กระทงลาย (Celastrus paniculatus Willd.). องค์การสวนพฤกษศาสตร์.
  2. ชูจิตร อนันตโชค, ทรรศนีย์ พัฒนเสรี, และวจีรัตน์. (2568). ดัชนีรายชื่อพืช. สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้.
  3. ประไพรัตน์ สีพลไกร, และรัตนาภรณ์ ตรัยสถิตย์. (2555). พืชสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพในการพัฒนาเพื่อป้องกันและรักษาภาวะสมองเสื่อม: กระทงลาย. ไทยไภษัชยนิพนธ์, 7, 107–131.
  4. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ. (ม.ป.ป.). Celastrus paniculatus Willd.: กระทงลาย.
  5. Royal Forest Department. (ม.ป.ป.). กระทงลาย: Celastrus paniculatus Willd. กรมป่าไม้.
  6. Aleem, M. (2021). Phytochemistry and pharmacology of Celastrus paniculatus Willd.: A nootropic drug. Journal of Complementary & Integrative Medicine, 20(1), 24–46. https://doi.org/10.1515/jcim-2021-0251
  7. Kumar, N., & Jaitak, V. (2026). Celastrus paniculatus Willd.: An extensive review of phytochemistry, traditional uses, pharmacological potential, and safety profile. Phytotherapy Research, 40(6), 3416–3477. https://doi.org/10.1002/ptr.70325
  8. Nagpal, K., Garg, M., Arora, D., Dubey, A., & Grewal, A. S. (2022). An extensive review on phytochemistry and pharmacological activities of Indian medicinal plant Celastrus paniculatus Willd. Phytotherapy Research, 36(5), 1930–1951. https://doi.org/10.1002/ptr.7424
  9. Rajendra, W. (2019). Traditional, ethnomedical, and pharmacological uses of Celastrus paniculatus: Review. Asian Journal of Pharmaceutics, 12(4). https://doi.org/10.22377/ajp.v12i04.2900
  10. Kandikattu, K. H., Amruta, N., Khanum, F., Narayana, V. V. P. C., & Srinivasulu, D. (2021). Phytochemical composition, pharmacological properties, and therapeutic applications of Celastrus paniculatus. Current Traditional Medicine, 7(1), 107–124. https://doi.org/10.2174/2215083806666200218111155
  11. Su, B., et al. (2019). Traditional uses, secondary metabolites, and pharmacology of Celastrus species: A review. Journal of Ethnopharmacology, 241, 111934. https://doi.org/10.1016/j.jep.2019.111934
  12. Gamne, R., Misar, S., & Rai, M. (2024). Evaluation of comparative efficacy of Celastrus paniculatus (Jyotishmati) capsule versus sertraline capsule in the management of Chittodvega (generalized anxiety disorder): Protocol for a randomized controlled trial. F1000Research, 12, 1577. https://doi.org/10.12688/f1000research.139473.3
  13. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Celastrus paniculatus Willd. Plants of the World Online.
  14. National Center for Biotechnology Information. (2026). Celastrus paniculatus Willd. Taxonomy Browser, Taxonomy ID 994668.
Scroll to top