กระท่อม

กระท่อม

กระท่อม เป็นไม้ยืนต้นเขตร้อนที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในภาคใต้ ใบกระท่อมถูกนำมาใช้ทั้งในวิถีชุมชนและการแพทย์พื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ เช่น ปวดเมื่อย ท้องเสีย ไอ และอาการอ่อนเพลีย ปัจจุบันกระท่อมได้รับความสนใจอย่างมากในด้านสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ โดยเฉพาะ mitragynine และ 7-hydroxymitragynine ซึ่งมีการศึกษาด้านเภสัชวิทยาและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกสำหรับการใช้กระท่อมเพื่อรักษาโรคโดยตรงยังมีจำกัด และการใช้ในรูปแบบเข้มข้นหรือใช้ร่วมกับสารอื่นอาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระท่อม
  • ชื่อท้องถิ่น: ท่อม, อีถ่าง, กระโถ้ม, กระท่อน
  • ชื่ออังกฤษ: Kratom
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Mitragyna speciosa (Korth.) Havil.
  • วงศ์: Rubiaceae
  • สกุล: Mitragyna
  • ประเภท: ไม้ยืนต้นเขตร้อน
  • ส่วนที่นิยมใช้: ใบ
  • สารสำคัญที่รู้จักกันดี: Mitragynine และ 7-hydroxymitragynine
  • ถิ่นกำเนิด: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ไทย มาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงนิวกินี

หมายเหตุ : ปริมาณและสัดส่วนของสารสำคัญในใบกระท่อมสามารถแตกต่างกันตามพันธุ์ อายุใบ ฤดูกาล แหล่งปลูก สภาพแวดล้อม และวิธีการเตรียมวัตถุดิบ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: กระท่อมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งเป็นพุ่ม และในต้นที่มีอายุมากอาจมีโคนต้นหรือพูพอนขนาดใหญ่ สามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่ชื้นและบริเวณที่มีน้ำขังตามฤดูกาล
  • ความสูง: โดยทั่วไปสามารถสูงประมาณ 10–15 เมตร และต้นขนาดใหญ่สามารถสูงได้มากกว่านี้ตามสภาพแวดล้อม
  • เปลือก: เปลือกมีสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเทา และอาจมีลักษณะเป็นแผ่นหรือหลุดลอกเมื่อมีอายุมาก
  • ใบ: เป็น ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ รูปรีถึงรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือสอบ แผ่นใบสีเขียว มีเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบเด่นชัด
  • ก้านใบ: มีทั้งลักษณะก้านใบสีเขียวและสีแดง ซึ่งเป็นลักษณะที่ชาวบ้านใช้เรียกหรือแยกประเภทกระท่อมบางกลุ่ม
  • ดอก: ออกเป็นช่อกลมคล้ายกระจุกหรือหัวทรงกลม ดอกมีสีขาวถึงเหลืองอ่อน
  • ผล: ผลมีขนาดเล็กและเกิดรวมกันเป็นกลุ่มตามลักษณะของช่อดอก
  • ลักษณะเด่น: ช่อดอกทรงกลมและใบออกตรงข้ามเป็นคู่เป็นลักษณะที่ช่วยจำแนกกระท่อมออกจากพืชบางชนิดในวงศ์เดียวกัน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: อยู่ในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • การกระจายพันธุ์: พบในประเทศไทย มาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่บางส่วนของนิวกินี
  • ในประเทศไทย: พบกระจายหลายภูมิภาค โดยมีการกล่าวถึงการพบหนาแน่นในภาคใต้ ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก
  • สภาพแวดล้อม: ชอบพื้นที่ชื้น ดินที่มีอินทรียวัตถุสูง บริเวณริมลำธาร ริมแม่น้ำ พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่ที่มีน้ำท่วมตามฤดูกาล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่: ควรเป็นพื้นที่เขตร้อนชื้น มีน้ำเพียงพอ และดินระบายน้ำได้ดีแต่สามารถรักษาความชื้นได้
  • แสง: ต้นอ่อนควรได้รับแสงอย่างเหมาะสมและไม่ควรปล่อยให้ขาดน้ำเป็นเวลานาน
  • น้ำ: ต้องการความชื้นค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในระยะตั้งตัว
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: สามารถทำได้ แต่เมล็ดกระท่อมมีข้อจำกัดด้านความมีชีวิตและการงอก จึงไม่ใช่วิธีที่ให้ความสม่ำเสมอสูง
  • การปักชำ: เป็นวิธีที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากสามารถรักษาลักษณะของต้นแม่และช่วยให้ได้ต้นใหม่ที่มีลักษณะสม่ำเสมอ งานศึกษาการขยายพันธุ์พบว่าความสำเร็จขึ้นอยู่กับพันธุกรรม อายุและสุขภาพต้นแม่ ความชื้น อุณหภูมิ แสง วัสดุปักชำ และสารช่วยออกราก
  • การดูแล: ควรควบคุมวัชพืช ให้ความชื้นสม่ำเสมอ และจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของดิน

หมายเหตุ : การปลูกเพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบสมุนไพรควรคำนึงถึง การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ การตรวจสอบเอกลักษณ์พืช และข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพืชกระท่อมและผลิตภัณฑ์จากกระท่อม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ: เป็นส่วนที่ใช้กันมากที่สุดทั้งในภูมิปัญญาพื้นบ้านและการศึกษาทางเภสัชวิทยา โดยมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์เป็นองค์ประกอบสำคัญ
  • สารสกัดจากใบ: มีการนำไปศึกษาวิจัยเพื่อประเมินฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • ใบสดและใบแห้ง: เป็นรูปแบบที่พบในภูมิปัญญาการใช้กระท่อมของชุมชนไทย

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญา

  • บรรเทาอาการปวดเมื่อย: ชาวบ้านใช้ใบกระท่อมเพื่อช่วยลดความรู้สึกปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก
  • เพิ่มความทนทานในการทำงาน: มีประวัติการใช้ในกลุ่มเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานเพื่อช่วยลดความรู้สึกเหนื่อยล้าและเพิ่มความสามารถในการทำงาน
  • บรรเทาอาการท้องเสีย: เป็นการใช้ที่พบในภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย โดยเฉพาะในภาคใต้
  • บรรเทาอาการไอ: มีการใช้เป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • บรรเทาอาการปวดท้อง: พบการใช้ใบกระท่อมในหมอพื้นบ้านบางชุมชนเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดท้องและท้องเสีย

ตามตำรายาไทย

  • แก้ท้องเสียและบิด: พบการใช้กระท่อมเป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยที่เกี่ยวข้องกับอาการท้องร่วง บิด และอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
  • แก้ปวดมวนท้องและปวดเบ่ง: กระท่อมปรากฏในตำรับยาแผนไทยบางตำรับที่ใช้สำหรับอาการดังกล่าว
  • บรรเทาอาการปวดเมื่อย: มีการกล่าวถึงการใช้กระท่อมในตำรับและองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย
  • ตำรับยาโบราณ: มีรายงานการพบกระท่อมเป็นส่วนประกอบในตำรับ เช่น ยาประสะใบกระท่อม ยาหนุมานจองถนนปิดมหาสมุทร ยาแก้บิดลงเป็นเลือด ยาแก้บิดหัวลูก และยาประสะกานแดง

ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • แก้ท้องร่วง: เป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์การใช้ที่พบมากในหมอพื้นบ้านภาคใต้
  • แก้ปวดเมื่อย: ใช้ในวิถีของเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน
  • เพิ่มพละกำลัง: นิยมใช้ใบกระท่อมในบริบทของการทำงานกลางแจ้ง
  • ช่วยให้พักผ่อน: มีการใช้ในภูมิปัญญาบางพื้นที่เพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับง่ายขึ้น
  • ใช้บรรเทาอาการจากพิษบางชนิด: มีรายงานภูมิปัญญาการใช้ใบกระท่อมภายนอกในบางชุมชน แต่ยังไม่ควรถือเป็นวิธีรักษาพิษจากสัตว์หรือสารพิษทดแทนการรักษาทางการแพทย์

ในตำรับยา

  • ตำรับแก้บิดและท้องร่วง: มีการใช้กระท่อมร่วมกับสมุนไพรรสฝาดชนิดอื่นในตำรับยาแผนไทย
  • ตำรับแก้ปวดมวนท้อง: ใช้เป็นองค์ประกอบของตำรับตามองค์ความรู้ดั้งเดิม
  • ตำรับที่มีฤทธิ์ฝาดสมาน: การใช้กระท่อมในตำรับโบราณสัมพันธ์กับการดูแลอาการทางเดินอาหารบางประเภท

หมายเหตุ : สรรพคุณตามภูมิปัญญาและตำรายาไทยไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก การศึกษาสมัยใหม่ยังอยู่ระหว่างการประเมินประสิทธิผล ขนาดใช้ที่เหมาะสม และความปลอดภัย

วิธีใช้

  • ใบสด: ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการนำใบสดมาเคี้ยวโดยเอาก้านใบออก
  • ชงหรือเตรียมเป็นน้ำ: มีการใช้ใบแห้งหรือใบสดเตรียมเป็นเครื่องดื่มในรูปแบบดั้งเดิม
  • ต้ม: เป็นรูปแบบการใช้ที่พบในภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ผงใบ: สามารถพบในผลิตภัณฑ์สมุนไพรบางประเภท แต่คุณภาพและปริมาณสารสำคัญอาจแตกต่างกันมาก
  • สารสกัด: มีการนำสารสกัดไปศึกษาวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร

หมายเหตุ : เนื่องจาก ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานที่ยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิผลสำหรับการรักษาโรคทั่วไป จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านไปกำหนดขนาดยาด้วยตนเอง โดยเฉพาะสารสกัดที่มีความเข้มข้นสูงหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบปริมาณสารสำคัญ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร: กระท่อมไม่ได้ปรากฏเป็นรายการยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรในลักษณะเดียวกับตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในระบบบริการสุขภาพ
  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์: ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีฐานข้อมูล ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีกระท่อมเป็นส่วนประกอบ และมีการจัดทำข้อมูลด้านมาตรฐานและการกำกับผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
  • ยานวัตกรรมจากสมุนไพร: กองยาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีรายการ ยาจากสารสกัดน้ำของใบกระท่อม อยู่ในหมวด Herbal Innovation Monograph ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการเป็นรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ
  • สถานะปัจจุบัน: การนำกระท่อมมาใช้เป็นวัตถุดิบในยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหาร หรือผลิตภัณฑ์อื่น ต้องเป็นไปตามกฎหมายเฉพาะของผลิตภัณฑ์นั้น

สาระสำคัญ

  • Mitragynine: เป็นอัลคาลอยด์หลักและเป็นสารที่ได้รับการศึกษามากที่สุดในกระท่อม
  • 7-Hydroxymitragynine: พบในปริมาณน้อยกว่า mitragynine ในใบ แต่มีฤทธิ์ต่อระบบ opioid receptors ที่เด่นชัด
  • กลุ่มอัลคาลอยด์: เป็นกลุ่มสารสำคัญที่สัมพันธ์กับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน
  • ความแตกต่างของสารสำคัญ: ปริมาณสารสามารถแตกต่างตามสายพันธุ์ แหล่งปลูก ฤดูกาล อายุใบ และวิธีการสกัด

องค์ประกอบทางเคมี

  • Mitragynine
  • 7-Hydroxymitragynine
  • Speciogynine
  • Speciociliatine
  • Paynantheine
  • Isopaynantheine
  • Mitraphylline
  • Isorhynchophylline
  • สารกลุ่ม indole alkaloids
  • สารกลุ่ม oxindole alkaloids
  • นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่ม flavonoids, triterpenes, phenylpropanoids และ lignans

หมายเหตุ : องค์ประกอบทางเคมีของกระท่อมไม่ได้มีสัดส่วนคงที่ในทุกตัวอย่าง และไม่ควรใช้ค่าของสารสำคัญจากตัวอย่างหนึ่งเป็นตัวแทนของกระท่อมทุกแหล่ง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • งานวิจัยจำนวนมากมุ่งศึกษา mitragynine และสารอัลคาลอยด์อื่นในกระท่อม โดยพบความสัมพันธ์กับระบบ opioid, adrenergic และ serotonergic receptors
  • งานวิจัยก่อนคลินิกพบศักยภาพด้าน ระงับปวด ต้านการอักเสบ ลดความวิตกกังวล และมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง แต่ผลเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปเป็นประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
  • มีการศึกษาด้านเภสัชจลนศาสตร์ของ mitragynine พบว่าสารสามารถดูดซึมและผ่านเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางได้ และมีการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการเมแทบอลิซึมหลายขั้นตอน
  • หลักฐานทางคลินิกยังมีจำกัด และงานวิจัยจำนวนหนึ่งเป็นการศึกษาเชิงสังเกต รายงานผู้ป่วย หรือการสำรวจผู้ใช้ จึงยังไม่สามารถยืนยันประโยชน์ทางการแพทย์สำหรับโรคต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน
  • งานวิจัยด้านความปลอดภัยในช่วงหลังให้ความสำคัญกับ การพึ่งพาสาร การถอน การเกิดพิษต่อตับ อาการทางระบบประสาท และปฏิกิริยาระหว่างยา

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีประวัติการใช้ยาวนาน แต่จัดเป็นหลักฐานระดับต่ำสำหรับการยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์
  • การศึกษาทางเภสัชวิทยาในหลอดทดลอง: มีข้อมูลค่อนข้างมากเกี่ยวกับ receptor activity และเอนไซม์เมแทบอลิซึม แต่ยังไม่สามารถแปลผลเป็นประโยชน์ทางคลินิกโดยตรง
  • การศึกษาในสัตว์ทดลอง: มีหลักฐานสนับสนุนฤทธิ์ระงับปวดและผลต่อระบบประสาทบางประการ
  • การศึกษามนุษย์: มีข้อมูลด้านเภสัชจลนศาสตร์และการศึกษาขนาดเล็ก แต่หลักฐานจากการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมยังมีจำกัด
  • ความปลอดภัย: มีรายงานผู้ป่วยและข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังจำนวนหนึ่ง แต่การแยกผลของกระท่อมออกจากสารอื่นที่ใช้ร่วมกันยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ

สรุป: ปัจจุบันกระท่อมมี หลักฐานก่อนคลินิกค่อนข้างมาก แต่หลักฐานทางคลินิกสำหรับการรักษาโรคยังไม่เพียงพอ จึงไม่ควรกล่าวอ้างว่ากระท่อมสามารถรักษาโรคได้อย่างแน่นอน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต่อ opioid receptors: Mitragynine และสารที่เกี่ยวข้องสามารถออกฤทธิ์ต่อระบบ opioid receptors โดยมีรูปแบบการออกฤทธิ์ที่แตกต่างจาก opioid แบบดั้งเดิม
  • ฤทธิ์ระงับปวด: มีข้อมูลจากการทดลองในสัตว์และการศึกษากลไกที่สนับสนุนฤทธิ์ antinociceptive
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดบางรูปแบบแสดงฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการอักเสบในการทดลองระดับเซลล์
  • ผลต่อระบบประสาท: มีรายงานทั้งฤทธิ์กระตุ้นและกดประสาท โดยผลขึ้นกับชนิด ปริมาณ และองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์
  • ผลต่อเอนไซม์ CYP: สารสกัดกระท่อมและ mitragynine สามารถมีผลต่อเอนไซม์ cytochrome P450 ในการศึกษาในหลอดทดลอง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปฏิกิริยากับยาบางชนิด
  • เภสัชจลนศาสตร์: Mitragynine ถูกดูดซึมหลังรับประทานและมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเมแทบอไลต์หลายชนิด โดย CYP3A4 เป็นหนึ่งในเอนไซม์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึม

ความปลอดภัย

  • การใช้กระท่อมอาจทำให้เกิด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ปากแห้ง เวียนศีรษะ ง่วงซึม หรือใจสั่น โดยเฉพาะเมื่อใช้ในปริมาณมากหรือผลิตภัณฑ์มีความเข้มข้นสูง
  • การใช้ต่อเนื่องอาจนำไปสู่ การดื้อยา การพึ่งพาสาร และอาการถอน ในผู้ใช้บางราย
  • มีรายงานเกี่ยวกับ ความผิดปกติของตับ รวมถึงภาวะตับอักเสบและ cholestatic liver injury โดยงานทบทวนอย่างเป็นระบบในปี 2026 รวบรวมรายงานที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บของตับ 32 กรณีจาก 31 การศึกษา
  • มีรายงานอาการทางระบบประสาท เช่น ชัก หมดสติ ซึม และความผิดปกติของสภาพจิตใจ แต่การศึกษารายงานผู้ป่วยจำนวนมากมีข้อจำกัดจากการใช้สารหลายชนิดร่วมกัน
  • ความเสี่ยงรุนแรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ กระท่อมร่วมกับสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ยากดประสาท หรือสารอื่นหลายชนิด

ข้อห้ามใช้

  • เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี: ไม่ควรใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านสุขภาพโดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ และกฎหมายไทยกำหนดข้อจำกัดในการขาย
  • หญิงตั้งครรภ์: ควรหลีกเลี่ยง
  • หญิงให้นมบุตร: ควรหลีกเลี่ยง
  • ผู้ป่วยโรคตับ: ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
  • ผู้ป่วยโรคไต: ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ควบคุมอาการไม่ได้: ควรหลีกเลี่ยง
  • ผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาและกระท่อม

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยาที่ผ่าน CYP3A4: สารจากกระท่อมอาจมีผลต่อการทำงานของ CYP3A4 จึงอาจเปลี่ยนแปลงระดับยาในเลือดของยาบางชนิด
  • ยาที่ผ่าน CYP2D6: มีข้อมูลการศึกษาในหลอดทดลองว่าสารสกัดกระท่อมสามารถยับยั้ง CYP2D6 ได้
  • ยากดประสาทส่วนกลาง: การใช้ร่วมกับยาหรือสารที่กดระบบประสาทส่วนกลางอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการง่วงซึมและภาวะแทรกซ้อน
  • ยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ: ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
  • ยากลุ่ม opioid และสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท: การใช้ร่วมกันอาจเพิ่มความเสี่ยงจากผลต่อระบบประสาทและระบบหายใจ โดยเฉพาะเมื่อมีสารหลายชนิดร่วมกัน

หมายเหตุ : แม้งานวิจัยในมนุษย์ขนาดเล็กพบว่าการรับประทานชากระท่อมขนาดต่ำมีผลต่อ midazolam ในระดับหนึ่ง แต่ไม่พบผลอย่างมีนัยสำคัญต่อ dextromethorphan ในการศึกษานั้น ผลดังกล่าวไม่ควรนำไปสรุปว่า กระท่อมปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด

การใช้ในอาหาร

  • ใบกระท่อมมีประวัติการบริโภคในวิถีพื้นบ้าน เช่น การเคี้ยวใบสดและการเตรียมเป็นน้ำต้ม
  • สถานะทางกฎหมายของอาหาร: การนำกระท่อมทั้งต้นหรือสารสกัดมาเป็นส่วนประกอบในอาหารอยู่ภายใต้กฎหมายอาหาร และอาหารที่มีส่วนประกอบจากกระท่อมบางลักษณะถูกกำหนดเป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย เว้นแต่เข้าเงื่อนไขที่กฎหมายและการประเมินความปลอดภัยกำหนด
  • Novel Food: ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบจากกระท่อมอาจต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยและการอนุญาตตามหลักเกณฑ์ของอาหารใหม่ก่อนนำออกสู่ตลาด
  • น้ำต้มใบกระท่อม: สถานะทางกฎหมายขึ้นอยู่กับลักษณะการเตรียมและการนำไปใช้ โดยน้ำต้มใบกระท่อมที่ไม่ได้ปรุงหรือผสมสิ่งอื่นและไม่ได้ใช้เป็นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. 2565

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: สามารถนำกระท่อมมาใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบได้ภายใต้กฎหมายผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • ยาสมุนไพร: มีการพัฒนาสารสกัดจากใบกระท่อมเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร
  • ผลิตภัณฑ์สุขภาพ: ปัจจุบัน อย. มีฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีกระท่อมเป็นส่วนประกอบและได้รับอนุญาต
  • ผลิตภัณฑ์อาหาร: ต้องเป็นไปตามกฎหมายอาหารและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง: หากนำกระท่อมมาใช้เป็นส่วนประกอบต้องเป็นไปตามกฎหมายเครื่องสำอางและข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
  • ผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก: ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยและข้อกำหนดของประเทศปลายทาง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว: นิยมเก็บใบที่มีขนาดและความสมบูรณ์เหมาะสม โดยควรเลือกวัตถุดิบจากต้นที่มีสุขภาพดี
  • การคัดแยก: ควรคัดใบที่มีเชื้อรา แมลง หรือสิ่งปนเปื้อนออก
  • การทำแห้ง: หากต้องการเก็บเป็นใบแห้ง ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและลดความชื้นเพื่อป้องกันเชื้อรา
  • การเก็บรักษา: ควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท แห้ง และป้องกันแสง ความร้อน และความชื้น
  • การควบคุมคุณภาพ: วัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรควรมีการตรวจสอบเอกลักษณ์ ความชื้น การปนเปื้อน และปริมาณสารสำคัญตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคใต้: กระท่อมมีความสัมพันธ์กับวิถีเกษตรกรรม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ทำสวนและผู้ใช้แรงงาน
  • การทำงานกลางแจ้ง: ใบกระท่อมถูกใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อช่วยลดความรู้สึกเหนื่อยล้าและปวดเมื่อย
  • ระบบทางเดินอาหาร: หมอพื้นบ้านบางพื้นที่ใช้กระท่อมเพื่อบรรเทาท้องเสียและปวดท้อง
  • การแพทย์พื้นบ้าน: มีการใช้ทั้งเป็นยาเดี่ยวและเป็นส่วนประกอบของตำรับยา
  • การถ่ายทอดองค์ความรู้: การใช้กระท่อมเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดผ่านครอบครัว ชุมชน และหมอพื้นบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กระท่อมเป็นพืชพื้นถิ่นที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลานาน
  • ในอดีต ใบกระท่อม มีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้
  • ในมิติทางสังคม มีรายงานการใช้ใบกระท่อมร่วมกับหมาก พลู น้ำชา และยาเส้นในกิจกรรมต้อนรับแขกและการพบปะสังสรรค์ของชุมชน
  • กระท่อมเคยอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของกฎหมายไทย โดยประเทศไทยเริ่มควบคุมกระท่อมอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2486 และต่อมาถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามกฎหมายปี พ.ศ. 2522
  • ในปี พ.ศ. 2564 มีการยกเลิกกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 5
  • ต่อมา พระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. 2565 ได้กำหนดกรอบการกำกับดูแลพืชกระท่อม การขาย การนำเข้า การส่งออก และการคุ้มครองกลุ่มบุคคลที่อาจได้รับอันตรายจากการบริโภค

สถานะการอนุรักษ์

  • IUCN Red List: จัดกระท่อม (Mitragyna speciosa) อยู่ในสถานะ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์
  • การกระจายพันธุ์: มีเขตการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพื้นที่เขตร้อน
  • การอนุรักษ์ในประเทศไทย: แม้สถานะระดับโลกจะอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ แต่ควรให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น การรักษาต้นแม่พันธุ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Gentianales
  • Family: Rubiaceae
  • Genus: Mitragyna Korth.
  • Species: Mitragyna speciosa Korth.
  • ชื่อที่ยอมรับ: Mitragyna speciosa Korth.
  • ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูล: Nauclea speciosa (Korth.) Miq.; Stephegyne speciosa (Korth.) Korth.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ตรวจสอบรูปทรงใบ การเรียงตัวของใบ ก้านใบ เส้นใบ ช่อดอก และลักษณะลำต้น
  • การตรวจสอบทางจุลทรรศน์: ใช้ลักษณะทางกายวิภาคของใบและเนื้อเยื่อเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบวัตถุดิบ โดยเฉพาะตัวอย่างใบแห้งหรือบด
  • TLC/HPTLC: สามารถใช้ตรวจสอบ fingerprint ของสารกลุ่มอัลคาลอยด์และติดตาม mitragynine
  • HPLC: ใช้ตรวจยืนยันและหาปริมาณ mitragynine ในวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์
  • LC-MS/GC-MS: ใช้สำหรับวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีอย่างละเอียด
  • DNA barcoding: เทคนิคที่ใช้บริเวณ ITS2, matK, rbcL และ trnH-psbA สามารถช่วยแยก M. speciosa ออกจาก Mitragyna ชนิดใกล้เคียงได้ โดยมีรายงานว่า ITS2 มีประสิทธิภาพในการจำแนกชนิด

คำเตือนทางการแพทย์

  • กระท่อมไม่ใช่ยาที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาโรคได้ทุกชนิด แม้จะมีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมายาวนาน
  • การใช้กระท่อมในปริมาณสูงหรือใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดเข้มข้นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ การพึ่งพาสาร อาการถอน ความผิดปกติของตับ และอาการทางระบบประสาท
  • ไม่ควรใช้กระท่อมร่วมกับ แอลกอฮอล์ ยากดประสาท opioid หรือสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทชนิดอื่น โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ที่มี โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ หรือกำลังใช้ยาประจำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • หากมีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ซึมมาก หมดสติ ใจสั่น หรือชัก หลังใช้ผลิตภัณฑ์จากกระท่อม ควรหยุดใช้และเข้ารับการประเมินทางการแพทย์
  • หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็ก ควรหลีกเลี่ยงการใช้
  • ผลิตภัณฑ์กระท่อมแต่ละชนิดอาจมีปริมาณ mitragynine และ 7-hydroxymitragynine แตกต่างกัน จึงไม่ควรถือว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดมีความแรงหรือความปลอดภัยเท่ากัน
  • สถานะทางกฎหมายของกระท่อมแตกต่างกันระหว่างประเทศ ผู้ที่จะนำใบหรือผลิตภัณฑ์กระท่อมออกนอกประเทศไทยควรตรวจสอบกฎหมายของประเทศปลายทางก่อน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). กระท่อมประโยชน์ทางการแพทย์แผนไทย. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). กระท่อม (Kratom). กระทรวงสาธารณสุข.
  3. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. กระทรวงสาธารณสุข.
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568. กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร.
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). คำถามที่พบบ่อย: ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของพืชกระท่อม. กองอาหาร.
  6. สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม. (ม.ป.ป.). พระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. 2565 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง.
  7. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2566). วิจัยเภสัชฯ จุฬาฯ ชี้ พืชกระท่อม ลดปวด-แก้อักเสบ ถอนยาเสพติดร้ายแรงได้.
  8. กีรติยา แผ่นคำ, นริศา คำสิงห์, และอรุณพร อิฐรัตน์. (2569). การศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากกระท่อมสายพันธุ์ก้านแดงและก้านขาว. Journal of SciTech-ASEAN.
  9. Calicdan, X. A., Kopczynski, A., Medina, E., Singh, S., Sotelo, D., Wu, A. C., & Suzuki, J. (2026). Liver injury associated with kratom (Mitragyna speciosa): A systematic review. Journal of Addiction Medicine. https://doi.org/10.1097/ADM.0000000000001663
  10. Shahirah, H., et al. (2024). An insight review on the neuropharmacological effects, mechanisms of action, pharmacokinetics and toxicity of mitragynine. Biomedicine & Pharmacotherapy, 171, 116134. https://doi.org/10.1016/j.biopha.2024.116134
  11. Tanna, R. S., et al. (2021). Refined prediction of pharmacokinetic kratom-drug interactions: Time-dependent inhibition considerations. Journal of Pharmacology and Experimental Therapeutics.
  12. Korth, A. (1841). Mitragyna speciosa Korth. Verhandelingen van het Bataviaasch Genootschap van Kunsten en Wetenschappen. ตามข้อมูลอนุกรมวิธานของ Royal Botanic Gardens, Kew.
  13. Tungphatthong, C., Urumarudappa, S. K. J., Awachai, S., Sooksawate, T., & Sukrong, S. (2021). Differentiation of Mitragyna speciosa, a narcotic plant, from allied Mitragyna species using DNA barcoding-high-resolution melting (Bar-HRM) analysis. Scientific Reports, 11, 6738. https://doi.org/10.1038/s41598-021-86228-9
  14. Kowalczuk, A. P., et al. (2013). Comprehensive methodology for identification of Kratom in police laboratories. Forensic Science International, 233(1–3), 238–243. https://doi.org/10.1016/j.forsciint.2013.09.016
  15. Hayeema, T., & Wungsintaweekul, J. (2025). Rapid mitragynine quantification and fingerprinting of products from Mitragyna speciosa Korth. leaf (Kratom) using high-performance thin-layer chromatography. Phytochemical Analysis, 36(1), 296–306. https://doi.org/10.1002/pca.3442
  16. Prozialeck, W. C., et al. (2023). Clinical assessment of the drug interaction potential of the psychotropic natural product kratom. Clinical Pharmacology & Therapeutics.
  17. Plants of the World Online. (2026). Mitragyna speciosa Korth. Royal Botanic Gardens, Kew.
Scroll to top