กระถิน

กระถิน

กระถินเป็น ผักพื้นบ้านและสมุนไพรไทย ที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย นิยมรับประทานยอดอ่อน ใบอ่อน ดอก และฝักอ่อนเป็นผักเคียงอาหาร โดยเฉพาะอาหารรสจัดและอาหารพื้นบ้าน นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว กระถิน ยังมีการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้านในหลายส่วนของต้น เช่น ราก เปลือก ดอก ฝัก และเมล็ด ทั้งยังเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีบทบาทด้านอาหารสัตว์ การปรับปรุงดิน และการใช้ประโยชน์ในชุมชนอีกด้วย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กระถิน
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit
  • วงศ์: Fabaceae หรือ Leguminosae
  • ชื่อสามัญ: Lead tree, White leadtree, White popinac, Ipil-ipil, Koa haole
  • ชื่อท้องถิ่น: กระถินไทย, กระถินบ้าน, กระถินดอกขาว, กะเส็ดโคก, กะเส็ดบก, ผักก้านถิน, ผักหนองบก, ตอเบา, สะตอเทศ, สะตอเบา
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์: เป็นทั้ง ผักพื้นบ้าน สมุนไพร พืชอาหารสัตว์ ไม้ใช้สอย และพืชปรับปรุงดิน
  • ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์: ราก เปลือก ใบ ยอดอ่อน ดอก ฝัก และเมล็ด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงได้ประมาณ 10 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านมาก เปลือกมีสีเทา และเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้รวดเร็ว
  • ใบ: ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ แกนกลางใบมีใบแขนงประมาณ 3–10 คู่ และแต่ละแขนงมีใบย่อยประมาณ 5–20 คู่ ใบย่อยมีขนาดเล็ก รูปแถบหรือรูปขอบขนาน
  • ดอก: ดอกสีขาวหรือขาวครีม ออกเป็นช่อกระจุกแน่นทรงกลมตามซอกใบและปลายกิ่ง
  • ผล: เป็นฝักแบน รูปแถบ เมื่อแก่จะแตกตามยาว ภายในมีเมล็ดเรียงกันประมาณ 15–30 เมล็ด
  • เมล็ด: เมล็ดแบน รูปไข่หรือรูปรี มีสีน้ำตาลและค่อนข้างเป็นมัน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กระถินมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในบริเวณ เม็กซิโกและอเมริกากลาง ปัจจุบันแพร่กระจายและนำไปปลูกในเขตร้อนและกึ่งร้อนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งพบได้ทั่วไปตามพื้นที่เกษตรกรรม ริมถนน ที่รกร้าง แนวรั้ว และบริเวณบ้าน กระถินสามารถปรับตัวได้ดีและแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติได้รวดเร็ว

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
  • การเตรียมเมล็ด: เมล็ดมีเปลือกค่อนข้างแข็ง การแช่น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องก่อนเพาะช่วยให้เมล็ดดูดน้ำและงอกสม่ำเสมอขึ้น
  • การปลูก: หว่านหรือหยอดเมล็ดลงแปลงโดยตรง หรือเพาะต้นกล้าก่อนย้ายปลูก
  • สภาพแวดล้อม: เจริญได้ดีในพื้นที่ที่มีแสงแดดมาก ดินระบายน้ำได้ดี และสามารถทนต่อสภาพแห้งแล้งได้พอสมควร
  • การดูแล: ในระยะแรกควรกำจัดวัชพืชและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วสามารถเติบโตได้ค่อนข้างรวดเร็ว

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก: ใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในกลุ่มยาขับลม ขับระดูขาว และยาอายุวัฒนะ
  • เปลือก: ใช้เป็นยาฝาดสมาน
  • ใบและยอดอ่อน: ใช้เป็นอาหารและมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ดอก: ใช้ตามตำรายาไทยสำหรับบางอาการ โดยเฉพาะการใช้เกี่ยวกับดวงตา
  • ฝัก: ใช้เป็นยาฝาดสมานและห้ามเลือดตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • เมล็ด: มีการใช้เป็นอาหารและมีรายงานการใช้เป็นยาถ่ายพยาธิตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

  • ราก: รสจืดเฝื่อน ใช้ขับลม ขับระดูขาว และเป็นยาอายุวัฒนะ
  • ดอก: รสมัน ใช้บำรุงตับ และใช้แก้เกล็ดกระดี่ขึ้นตาตามตำรายาไทย
  • เปลือก: รสฝาด ใช้เป็นยาฝาดสมาน
  • ฝัก: ใช้เป็นยาฝาดสมานและห้ามเลือด
  • เมล็ด: มีการใช้เป็นยาถ่ายพยาธิตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • ยอดอ่อนและใบอ่อน: รับประทานเป็นผักและใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อช่วยบำรุงร่างกาย
  • ฝัก: ใช้แก้อาการท้องร่วงและเป็นยาฝาดสมาน
  • ราก: ใช้ขับลมและขับระดูขาว
  • เมล็ด: มีการใช้เป็นยาถ่ายพยาธิตัวกลมตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบและส่วนเหนือดิน: มีรายงานการใช้ในชุมชนไทยบางพื้นที่ในฐานะพืชอาหารและสมุนไพร

ในตำรับยา

ข้อมูลตำรายาไทยระบุ กระถินไทยหรือกระถินดอกขาว โดยเฉพาะรากและดอกไว้ในหมวดสรรพคุณของเครื่องยาไทย ได้แก่ รากใช้ขับระดูขาว ขับผายลม และเป็นยาอายุวัฒนะ ส่วนดอกใช้บำรุงตับและแก้เกล็ดกระดี่ขึ้นตา

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์ปัจจุบัน

วิธีใช้

  • ใช้เป็นอาหาร: ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน และฝักอ่อน รับประทานสดหรือนำไปประกอบอาหาร
  • ใช้ตามภูมิปัญญาสมุนไพร: ราก เปลือก ฝัก หรือดอกนำมาใช้เป็นเครื่องยาตามตำรับและวิธีการของการแพทย์แผนไทย
  • การใช้เมล็ด: มีการกล่าวถึงการใช้เมล็ดเป็นยาถ่ายพยาธิในตำรับพื้นบ้าน แต่เนื่องจากเมล็ดมี mimosine จึงไม่ควรนำมารับประทานเพื่อการรักษาโดยกำหนดขนาดยาเอง

สาระสำคัญ

กระถินมีสารออกฤทธิ์และสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยสารที่มีความสำคัญเป็นพิเศษคือ L-mimosine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ไม่ใช่โปรตีนและพบได้ในหลายส่วนของพืช นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่ม flavonoids, phenolic compounds, tannins, saponins, triterpenes และสารประกอบฟีนอลิกอื่น ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีการศึกษาวิจัย

องค์ประกอบทางเคมี

  • L-mimosine: สารกรดอะมิโนที่ไม่ใช่โปรตีน เป็นสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทั้งฤทธิ์ทางชีวภาพและความเป็นพิษของกระถิน
  • Quercetin: ฟลาโวนอยด์ที่พบในใบ
  • Quercetin glycosides: เช่น quercetin-3-O-rhamnoside
  • Myricetin glycosides: เช่น myricetin-3-O-rhamnoside
  • Kaempferol derivatives
  • Isorhamnetin และอนุพันธ์
  • Chrysoeriol
  • Caffeic acid
  • Gallic acid และสารฟีนอลิกอื่น ๆ
  • Tannins, saponins และ triterpenes

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีการศึกษากระถินทั้งด้าน สารพฤกษเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านจุลชีพ และความเป็นพิษ โดยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับสารสกัด เซลล์ หรือสัตว์ทดลอง

งานวิจัยสารสกัดใบอ่อนของกระถินในประเทศไทยพบปริมาณสารฟีนอลิกรวมสูง และพบว่าสารสกัดสามารถลดการเกิด Heinz bodies และช่วยป้องกันความเสียหายของเม็ดเลือดแดงจาก oxidative stress ในแบบจำลองทดลอง อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยระบุว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาในสัตว์ทดลองและการศึกษาความปลอดภัยเพิ่มเติมก่อนนำไปพัฒนาเป็นการรักษา

การศึกษาฟลาโวนอยด์จากใบพบสารหลายชนิด โดย quercetin, quercetin glycosides และ myricetin glycoside เป็นองค์ประกอบสำคัญ และสารบางชนิดแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในแบบจำลองทดลอง

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับห้องปฏิบัติการ: มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และต้านจุลชีพของสารสกัด
  • ระดับเซลล์: มีการศึกษาเกี่ยวกับผลต่อเซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์มะเร็งบางชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
  • ระดับการศึกษาในมนุษย์: หลักฐานสำหรับการใช้กระถินเพื่อรักษาโรคโดยตรงยังมีจำกัด
  • การศึกษาทางคลินิก: ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลของกระถินในฐานะยารักษาโรค

ดังนั้น กระถินยังไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็นยารักษาโรคที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก จากหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดและฟลาโวนอยด์จากใบแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารฟลาโวนอยด์บางชนิดจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการอักเสบในระดับเซลล์
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีการตรวจพบฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของสารสกัดบางส่วน แต่ผลแตกต่างกันตามชนิดของสารสกัดและวิธีทดสอบ
  • ฤทธิ์ต่อระดับน้ำตาลในเลือด: มีรายงานการทดลองในสัตว์เกี่ยวกับสารสกัดหรือส่วนของเมล็ด แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันผลในมนุษย์
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารสกัดบางชนิดมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ไม่ควรสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในคน
  • ฤทธิ์ทางชีวภาพของ mimosine: mimosine สามารถยับยั้งเอนไซม์และกระบวนการสร้าง DNA บางชนิด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทั้งฤทธิ์ทางชีวภาพและความเป็นพิษ

ความปลอดภัย

กระถินเป็นผักที่คนไทยบริโภคมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะ ยอดอ่อนและฝักอ่อน อย่างไรก็ตาม กระถินมี mimosine ซึ่งเป็นสารต้านโภชนาการและสารที่อาจก่อพิษเมื่อได้รับในปริมาณสูงหรือได้รับต่อเนื่องในบางบริบท ดังนั้นการรับประทานในรูปอาหารควรอยู่ในปริมาณเหมาะสมและหลีกเลี่ยงการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชเป็นยาในขนาดเข้มข้นโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรรับประทาน เมล็ดหรือส่วนต่าง ๆ ของกระถินในปริมาณสูง เพื่อหวังผลทางยา
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้กระถินในรูปสารสกัดหรือยา เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาต่อเนื่องควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กระถินในรูปผลิตภัณฑ์เข้มข้น
  • ไม่ควรใช้กระถินแทนยาที่แพทย์สั่ง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกระถินกับยาในมนุษย์ อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากกระถินมีสารออกฤทธิ์หลายชนิด รวมถึง mimosine และสารฟีนอลิก จึงควรระมัดระวังการใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับยาประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคเรื้อรัง

การใช้ในอาหาร

  • ยอดอ่อนและใบอ่อน: รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก ขนมจีน และอาหารรสจัด
  • ฝักอ่อน: รับประทานสดหรือประกอบอาหาร
  • ดอก: ใช้รับประทานเป็นผัก
  • เมล็ด: มีการใช้เป็นอาหารในบางพื้นที่ แต่ควรคำนึงถึงปริมาณ mimosine
  • กระถินเป็นผักพื้นบ้านที่พบในอาหารไทยและอาหารของชุมชนในภาคต่าง ๆ ของประเทศ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

กระถินสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ เช่น อาหารจากผักพื้นบ้าน อาหารสัตว์ วัตถุดิบจากพืช ผลิตภัณฑ์จากไม้ เชื้อเพลิง วัสดุใช้สอย และผลิตภัณฑ์จากสารสกัดพืช นอกจากนี้มีการศึกษาศักยภาพของสารสกัดกระถินในผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและเครื่องสำอางจากคุณสมบัติด้านสารต้านอนุมูลอิสระและสารฟีนอลิก

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ยอดอ่อนและใบอ่อน: เก็บในระยะที่ใบยังอ่อนและสด นำมาคัดสิ่งปนเปื้อนและล้างให้สะอาดก่อนบริโภค
  • ฝักอ่อน: เก็บในระยะที่ฝักยังอ่อนและเมล็ดยังไม่แข็ง
  • ดอก: เก็บในระยะดอกสมบูรณ์และนำไปใช้หรือทำให้แห้งตามวัตถุประสงค์
  • เปลือกและราก: หากเก็บเพื่อใช้เป็นเครื่องยาควรเลือกวัตถุดิบที่ถูกต้องตามชนิดพืชและผ่านกระบวนการทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม
  • การเก็บรักษา: วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน และแมลง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระถินมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนไทยในฐานะ ผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพร ยอดอ่อนและฝักอ่อนนิยมใช้เป็นผักเคียงอาหาร ขณะเดียวกันมีการใช้ราก ดอก เปลือก และฝักในภูมิปัญญาสมุนไพรแตกต่างกันไปตามพื้นที่ งานศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังพบการใช้กระถินเป็นอาหารและยาในชุมชนท้องถิ่น

ประวัติและวัฒนธรรม

กระถินเป็นพืชจากเขตร้อนของเม็กซิโกและอเมริกากลางที่แพร่กระจายไปยังหลายภูมิภาคของโลก ต่อมามีบทบาทในประเทศไทยทั้งด้าน อาหารพื้นบ้าน เกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์ และการใช้เป็นสมุนไพร จนกลายเป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในภูมิทัศน์ชนบทและพื้นที่เกษตรกรรมของไทย

สถานะการอนุรักษ์

กระถินชนิด Leucaena leucocephala มีการกระจายพันธุ์กว้างและสามารถขึ้นได้ในพื้นที่หลากหลาย จึงไม่ได้เป็นพืชที่มีข้อกังวลด้านการสูญพันธุ์ในระดับชนิดพันธุ์ โดยข้อมูลอนุกรมวิธานระบุการกระจายพันธุ์ในหลายประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่กระถินสามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและมีพฤติกรรมเป็น พืชต่างถิ่นรุกราน จึงควรจัดการการแพร่กระจายในพื้นที่ธรรมชาติอย่างเหมาะสม

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Order: Fabales
  • Family: Fabaceae
  • Genus: Leucaena
  • Species: Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit
  • Subspecies: Leucaena leucocephala subsp. leucocephala
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Acacia leucocephala (Lam.) F.Dietr.; Mimosa leucocephala Lam.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของกระถินควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางสัณฐานวิทยาและชื่อวิทยาศาสตร์ โดยลักษณะสำคัญ ได้แก่ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อยจำนวนมาก ดอกสีขาวออกเป็นช่อกลม และฝักแบนยาวมีเมล็ดเรียงอยู่ภายใน การตรวจสอบวัตถุดิบแห้งควรใช้ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกับเอกสารอ้างอิงหรือผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์สมุนไพร เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชสกุลอื่นที่มีชื่อพื้นเมืองคล้ายกัน

คำเตือนทางการแพทย์

กระถินไม่ควรใช้เป็นยารักษาโรคแทนการรักษามาตรฐาน แม้จะมีข้อมูลภูมิปัญญาและผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการจำนวนหนึ่ง แต่หลักฐานในมนุษย์ยังจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการรับประทานเมล็ดในปริมาณสูงควรระมัดระวัง เนื่องจากกระถินมี mimosine ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพและเกี่ยวข้องกับความเป็นพิษ โดยมีข้อมูลชัดเจนในสัตว์กินพืชและสัตว์เคี้ยวเอื้องเกี่ยวกับภาวะผมร่วง ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ และผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์เมื่อได้รับในระดับสูง

หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านควรใช้เพื่อการศึกษาและอนุรักษ์องค์ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำให้รักษาโรคด้วยตนเอง หากมีอาการเจ็บป่วย ควรได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่มีใบอนุญาต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมป่าไม้. (2544). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันทน์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2544. ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้.
  2. กองการประกอบโรคศิลปะ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเภสัชกรรม: กระถินไทย.
  3. Singsai, K., Sakdavirote, A., Wechpanishkitkul, K., & Moonsamai, A. (2020). The comparison of phenolic compounds, flavonoids and antioxidant activities of the ethanolic extracts of shoots, leaves, fruits and seeds of Leucaena leucocephala. Health Science, Science and Technology Reviews.
  4. Sangkaruk, R., & Panyajai, P. (2022). Bioactivities of Leucaena leucocephala young leaf crude extract. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine, 20(1).
  5. Irawan, F., Halliday, M. J., Hegarty, R. S., & Cowley, F. C. (2025). The effects and toxicological mechanisms of leucaena toxicity on ruminant reproduction: A review. Toxicon, 260, 108367. https://doi.org/10.1016/j.toxicon.2025.108367
  6. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit. Plants of the World Online.
  7. Toh, D. W. K., et al. (2021). A multipurpose leguminous plant for the Mediterranean countries: Leucaena leucocephala as an alternative protein source—A review. Animals, 11(8), 2230.
  8. Zayed, M. Z., Wu, A., & Sallam, S. M. A. (2019). Flavonoids, a potential new insight of Leucaena leucocephala foliage in ruminant health. Molecules.
Scroll to top