กระแตไต่ไม้

กระแตไต่ไม้

กระแตไต่ไม้ เป็นเฟินอิงอาศัยที่พบในประเทศไทยและพื้นที่เขตร้อนของเอเชีย มีลักษณะเด่นคือมีใบ 2 แบบ ได้แก่ ใบที่ทำหน้าที่คล้ายเกล็ดหรือใบประกบต้นสำหรับสะสมอินทรียวัตถุ และใบสร้างอับสปอร์ที่มีแฉกลึกคล้ายใบประกอบ ชาวบ้านในหลายพื้นที่นำ เหง้าหรือส่วนหัวและใบกระแตไต่ไม้ มาใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะด้านระบบทางเดินปัสสาวะ แผล และอาการอักเสบ ทั้งยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารสำคัญ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์อื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระแตไต่ไม้
  • ชื่อท้องถิ่น: กระปรอก, กระปรอกว่าว, กูดขาฮอก, เช้าวะนะ, พุดองแคะ, เดาน์กาโละ, ใบหูช้าง, สไบนาง, สะโมง, หัวว่าว และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ตามภูมิภาค
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Drynaria quercifolia (L.) J.Sm.
  • วงศ์: Polypodiaceae
  • ประเภทพืช: เฟินอิงอาศัย
  • ชื่อสามัญที่พบในเอกสารภาษาอังกฤษ: Oak-leaf fern, Basket fern
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญาไทย: ส่วนหัวหรือเหง้า และใบ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้นและเหง้า: เป็นเฟินอิงอาศัย เหง้าทอดเลื้อยไปตามต้นไม้หรือวัสดุยึดเกาะ มีเกล็ดสีน้ำตาลเข้มปกคลุม เหง้ามีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับเฟินหลายชนิด
  • ใบ: มีใบ 2 ลักษณะอย่างเด่นชัด ใบประกบต้นมีรูปร่างคล้ายไข่หรือโล่ ทำหน้าที่ช่วยสะสมเศษอินทรียวัตถุและความชื้น ส่วนใบสร้างอับสปอร์มีแฉกลึกคล้ายใบประกอบแบบขนนก
  • แผ่นใบ: ใบสร้างอับสปอร์มีสีเขียวและมีแฉกลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ เส้นใบเป็นแบบร่างแห
  • อับสปอร์: กลุ่มอับสปอร์มีรูปร่างกลมหรือค่อนข้างรี และเรียงตัวตามแนวเส้นใบด้านล่างของใบ
  • ดอกและผล: ไม่สร้างดอกและผลแบบพืชมีดอก แต่สืบพันธุ์ด้วย สปอร์ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของกลุ่มเฟิน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกระจายพันธุ์ตั้งแต่เอเชียเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่จีนตอนใต้ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงบางพื้นที่ของออสเตรเลียตอนเหนือ
  • ในประเทศไทย: พบได้หลายภูมิภาค โดยขึ้นตามต้นไม้ โขดหิน และพื้นที่ป่าที่มีความชื้น เช่น ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม
  • ลักษณะถิ่นอาศัย: เป็นพืชอิงอาศัยที่อาศัยต้นไม้หรือวัสดุอื่นเป็นที่ยึดเกาะ โดยไม่ได้เป็นปรสิตดูดอาหารจากต้นไม้เจ้าบ้าน

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก: ควรเลียนแบบสภาพธรรมชาติของเฟินอิงอาศัย โดยใช้วัสดุปลูกที่โปร่ง ระบายน้ำได้ดี แต่สามารถเก็บความชื้นได้ เช่น กาบมะพร้าว เปลือกไม้ หรือวัสดุอินทรีย์ที่เหมาะสม
  • แสง: เหมาะกับแสงรำไรหรือแสงกรอง ไม่ควรให้ได้รับแสงแดดจัดโดยตรงเป็นเวลานาน
  • ความชื้น: ต้องการความชื้นในอากาศค่อนข้างสูงและมีการระบายอากาศที่ดี
  • การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์โดย เหง้า และ สปอร์ โดยการแยกส่วนเหง้าเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการเพิ่มจำนวนต้นที่มีลักษณะตรงตามต้นแม่ ส่วนการเพาะสปอร์ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมและการดูแลที่เหมาะสม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้าหรือส่วนหัว: เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงในตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้านมากที่สุด ใช้เตรียมเป็นยาต้มรับประทานตามวิธีพื้นบ้าน
  • ใบ: มีการใช้ภายนอก โดยนำมาตำหรือเตรียมเป็นยาพอกบริเวณแผลและบริเวณที่มีอาการบวมตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย
    • เหง้าหรือส่วนหัว: ใช้เป็นยาต้มรับประทานเพื่อ ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะผิดปกติหรือปัสสาวะกระปริดกระปรอย และมีการระบุการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับไต
    • ใช้เป็นยาคุมธาตุ: มีการกล่าวถึงในฐานข้อมูลสมุนไพรไทย
    • ใช้เป็นยาเบื่อพยาธิ: เป็นการใช้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก
  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
    • ใบ: ตำพอกบริเวณแผล โดยเฉพาะแผลเรื้อรังและแผลพุพอง
    • ในบางพื้นที่ของเอเชียมีการใช้ส่วนใบเป็นยาพอกบริเวณที่มีอาการบวม
    • มีรายงานการใช้เหง้าในระบบการแพทย์พื้นบ้านของอินเดียและเอเชียใต้สำหรับอาการอักเสบ ปวดข้อ อาการทางเดินหายใจ และความผิดปกติอื่น ๆ แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็นข้อมูลจากการแพทย์พื้นบ้านหรือการทดลองก่อนคลินิก
  • ในตำรับยาและการแพทย์ดั้งเดิมของต่างประเทศ
    • มีการใช้ เหง้ากระแตไต่ไม้ ในระบบอายุรเวทและการแพทย์พื้นบ้านของเอเชียสำหรับอาการเกี่ยวกับกระดูกและข้อ อาการอักเสบ ปวด และความผิดปกติบางชนิด
    • มีรายงานการใช้เพื่อช่วยในการดูแลอาการจากกระดูกหักและโรคข้ออักเสบ แต่ยังไม่ควรใช้ข้อมูลดังกล่าวแทนการรักษามาตรฐานทางการแพทย์

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายา ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้รักษาโรคแทนการวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์ได้

วิธีใช้

  • การใช้ตามภูมิปัญญาไทย: นำส่วนหัวหรือเหง้ามาเตรียมเป็น ยาต้มรับประทาน ตามตำรับพื้นบ้าน โดยมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อขับปัสสาวะและดูแลอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ
  • การใช้ภายนอก: ใบนำมาตำและใช้พอกบริเวณแผลหรือบริเวณที่มีอาการบวมตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • สารสกัด: งานวิจัยสมัยใหม่ใช้สารสกัดจากเหง้าหรือใบในตัวทำละลายต่าง ๆ เช่น น้ำ เมทานอล เอทานอล อะซีโตน และเอทิลอะซีเตต ซึ่งเป็นวิธีการทดลองทางห้องปฏิบัติการ ไม่ควรนำอัตราส่วนการสกัดจากงานวิจัยมาใช้เป็นขนาดรับประทานด้วยตนเอง

สาระสำคัญ

กระแตไต่ไม้ เป็นเฟินสมุนไพรที่มีประวัติการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยและประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะ เหง้า ซึ่งมีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม เช่น ฟลาโวนอยด์ ฟีนอลิก แทนนิน ซาโปนิน สเตอรอล และไตรเทอร์พีนอยด์ งานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองพบแนวโน้มของฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านอาการปวด ช่วยสมานแผล และปกป้องตับ อย่างไรก็ตาม หลักฐานในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรจัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่มีข้อมูลวิจัยเบื้องต้นมากกว่าหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอ

องค์ประกอบทางเคมี

มีรายงานพบสารสำคัญหลายกลุ่มใน เหง้าและใบกระแตไต่ไม้ ได้แก่

  • ฟลาโวนอยด์: เช่น naringin และ naringenin
  • ฟีนอลิกและโพลีฟีนอล: เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • สเตอรอล: เช่น β-sitosterol และ β-sitosterol-3-β-D-glucopyranoside
  • ไตรเทอร์พีนอยด์: เช่น friedelin, epifriedelinol และ β-amyrin
  • แทนนินและซาโปนิน
  • สารกลุ่มไกลโคไซด์และสารพฤกษเคมีอื่น ๆ

การศึกษาในปี 2001 รายงานการแยก friedelin, epifriedelinol, β-amyrin, β-sitosterol, β-sitosterol-3-β-D-glucopyranoside และ naringin จากเหง้าแห้งของกระแตไต่ไม้ ขณะที่การศึกษาในใบสร้างอับสปอร์พบ naringin และ naringenin เช่นกัน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดจากกระแตไต่ไม้มีการศึกษาพบฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย โดยผลขึ้นกับชนิดของสารสกัดและความเข้มข้น
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและลดบวม: การทดลองในสัตว์พบว่าส่วนใบสร้างอับสปอร์มีฤทธิ์ช่วยลดอาการบวมและลดอาการปวด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: มีการศึกษาพบสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ และพบความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดบางชนิด
  • ฤทธิ์ปกป้องตับ: การทดลองในหนูที่ได้รับพาราเซตามอลในขนาดที่ก่อพิษ พบว่าสารสกัดอะซีโตนจากกระแตไต่ไม้ช่วยลดตัวชี้วัดความเสียหายของตับและไต และเกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของระบบ Nrf2 และเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นหลักฐานจากสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานว่าช่วยป้องกันพิษจากพาราเซตามอลในมนุษย์
  • ฤทธิ์ต้านเบาหวานและต้านข้ออักเสบ: งานวิจัยล่าสุดระดับห้องปฏิบัติการรายงานกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการต้านเบาหวาน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อแบคทีเรีย และต้านกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบ
  • ฤทธิ์เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์: งานวิจัยในหนูเพศเมียพบว่าสารสกัดจากเหง้ามีฤทธิ์ต่อการหดตัวของมดลูก การฝังตัวของตัวอ่อน และระดับฮอร์โมน จึงเป็นข้อมูลด้านความปลอดภัยที่มีความสำคัญต่อผู้ตั้งครรภ์หรือผู้ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์: มีข้อมูลการใช้มายาวนานในหลายพื้นที่ของเอเชีย
  • ระดับห้องปฏิบัติการ: มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีการศึกษาด้านการลดปวด ลดบวม ปกป้องตับ และฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์
  • ระดับการศึกษาในมนุษย์: ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยสำหรับใช้รักษาโรคในมนุษย์เป็นมาตรฐาน

หมายเหตุ: ปัจจุบันหลักฐานของกระแตไต่ไม้ยังเน้นการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรสรุปว่าสรรพคุณที่พบในงานวิจัยสามารถใช้รักษาโรคในคนได้โดยตรง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ต้านการอักเสบ: มีผลต่อกระบวนการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ลดปวด: พบฤทธิ์ระงับปวดจากการทดลองสารสกัดบางส่วนของพืช
  • ต้านอนุมูลอิสระ: เกี่ยวข้องกับสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์หลายชนิด
  • ต้านจุลชีพ: สารสกัดบางชนิดแสดงฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย
  • สมานแผล: มีรายงานฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการสมานแผลในงานวิจัยก่อนคลินิก
  • ปกป้องตับ: สารสกัดอะซีโตนแสดงผลป้องกันความเสียหายของตับในแบบจำลองหนูที่ได้รับพาราเซตามอล
  • ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์: สารสกัดเหง้ามีฤทธิ์ต้านการฝังตัวและทำให้เกิดการหดตัวของมดลูกในแบบจำลองทดลอง จึงต้องให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยเป็นพิเศษ

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ของกระแตไต่ไม้ยังมีจำกัด แม้งานทดลองบางงานพบว่าสารสกัดบางชนิดไม่ก่อความเป็นพิษเฉียบพลันอย่างเด่นชัดในสัตว์ทดลอง แต่ไม่สามารถนำผลดังกล่าวมาใช้ยืนยันความปลอดภัยในการรับประทานในคนได้โดยตรง ที่สำคัญ งานวิจัยในสัตว์พบ ฤทธิ์ต้านการเจริญพันธุ์และมีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน ดังนั้นไม่ควรนำกระแตไต่ไม้หรือสารสกัดจากเหง้ามาใช้เป็นยาด้วยตนเองในระหว่างตั้งครรภ์หรือเพื่อควบคุมการตั้งครรภ์

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์: ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานกระแตไต่ไม้หรือสารสกัดจากเหง้า เนื่องจากมีหลักฐานในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ต่อมดลูกและการฝังตัวของตัวอ่อน
  • ผู้ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์: ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดในขนาดเข้มข้นจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • ผู้ที่ใช้เป็นยารักษาโรคประจำตัว: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือใช้ต่อเนื่อง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกระแตไต่ไม้กับยาชนิดใดโดยเฉพาะ แต่จากข้อมูลการทดลองที่พบฤทธิ์ทางชีวภาพหลายระบบ ควรใช้ความระมัดระวังเมื่อใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับยา โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาหลายชนิดหรือมีโรคประจำตัว ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ากำลังใช้ กระแตไต่ไม้ สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สารสกัดจากกระแตไต่ไม้ ก่อนเริ่มยาใหม่

การใช้ในผลิตภัณฑ์

กระแตไต่ไม้มีศักยภาพในการนำสารสกัดและสารพฤกษเคมีไปศึกษาต่อเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และการดูแลผิว แต่การนำสารสกัดไปใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจำเป็นต้องมีการควบคุมชนิดวัตถุดิบ ปริมาณสารสำคัญ ความปลอดภัย และข้อกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เหง้า: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และมีการจำแนกชนิดพืชอย่างถูกต้องก่อนนำมาใช้
  • การเตรียมวัตถุดิบ: ทำความสะอาดและลดความชื้นอย่างเหมาะสมก่อนเก็บ
  • การเก็บรักษา: วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะที่สะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • การตรวจสอบ: ควรหลีกเลี่ยงวัตถุดิบที่มีเชื้อรา กลิ่นผิดปกติ หรือมีการปนเปื้อนจากดินและวัสดุอื่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในประเทศไทยมีชื่อเรียกกระแตไต่ไม้แตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น กระปรอก กระปรอกว่าว กูดขาฮอก ใบหูช้าง สไบนาง สะโมง และหัวว่าว สะท้อนให้เห็นถึงการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในหลายชุมชน ภูมิปัญญาพื้นบ้านระบุการใช้ เหง้าหรือส่วนหัว เป็นยาต้มสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ ขณะที่ ใบ ใช้ตำพอกบริเวณแผลเรื้อรังและแผลพุพอง นอกจากนี้ยังมีการปลูกเป็นไม้ประดับเนื่องจากรูปทรงของใบมีความโดดเด่น

ประวัติและวัฒนธรรม

นอกจากการใช้เป็นสมุนไพรแล้ว กระแตไต่ไม้ยังมีความเชื่อในบางพื้นที่เกี่ยวกับการเป็น ว่านทางเมตตามหานิยมและการค้าขาย โดยเป็นความเชื่อทางวัฒนธรรมและไสยศาสตร์พื้นบ้าน ไม่ใช่สรรพคุณที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Polypodiinae
  • Order: Polypodiales
  • Family: Polypodiaceae
  • Genus: Drynaria
  • Species: Drynaria quercifolia (L.) J.Sm.

ชื่อ Drynaria quercifolia (L.) J.Sm. เป็นชื่อที่ Kew Plants of the World Online ยอมรับในปัจจุบัน และมีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานหลายชื่อ เช่น Polypodium quercifolium L. และ Phymatodes quercifolia (L.) C.Presl

หมายเหตุ: ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานบางแห่งอาจจัดชนิดนี้ไว้ภายใต้สกุล Aglaomorpha ดังนั้นในการจัดทำฐานข้อมูลเว็บไซต์ควรระบุชื่อที่ยอมรับและชื่อพ้องไว้เพื่อช่วยในการค้นคืนข้อมูล

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะสำคัญที่ใช้ตรวจสอบ: เป็นเฟินอิงอาศัย มีเหง้าทอดเลื้อยและมีเกล็ดสีน้ำตาลเข้ม
  • ใบประกบต้น: ใบมีรูปร่างค่อนข้างกลมหรือรูปไข่และเรียงซ้อนกันรอบเหง้า มีบทบาทในการสะสมเศษอินทรียวัตถุ
  • ใบสร้างอับสปอร์: มีแฉกลึกคล้ายใบประกอบแบบขนนก และมีกลุ่มอับสปอร์เรียงตามเส้นใบ
  • เอกลักษณ์ทางอนุกรมวิธาน: ควรตรวจสอบด้วยชื่อวิทยาศาสตร์ Drynaria quercifolia (L.) J.Sm. ร่วมกับลักษณะทางสัณฐานวิทยา ไม่ควรใช้ชื่อพื้นบ้านเพียงอย่างเดียวในการระบุชนิด

คำเตือนทางการแพทย์

กระแตไต่ไม้ไม่ควรใช้แทนยารักษาโรคที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะโรคนิ่ว โรคไต เบาหวาน การติดเชื้อ หรือแผลเรื้อรัง เนื่องจากสรรพคุณจำนวนมากยังเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านหรือการศึกษาก่อนคลินิก ควรระมัดระวังเป็นพิเศษใน หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่วางแผนมีบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด เพราะข้อมูลความปลอดภัยและปฏิกิริยาระหว่างยาของกระแตไต่ไม้ในมนุษย์ยังมีจำกัด และมีงานวิจัยในสัตว์ที่พบผลต่อมดลูกและการฝังตัวของตัวอ่อน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กระแตไต่ไม้: Drynaria quercifolia (L.) J.Sm. ฐานข้อมูลพรรณไม้.
  2. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด: กระแตไต่ไม้.
  3. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กระแตไต่ไม้. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
  4. กรมป่าไม้/กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: Drynaria.
  5. Das, B., Dey, A., Das Talukdar, A., Nongalleima, K., Choudhury, M. D., & Deb, L. (2014). Antifertility efficacy of Drynaria quercifolia (L.) J. Smith on female Wister albino rats. Journal of Ethnopharmacology, 153(2), 424–429. https://doi.org/10.1016/j.jep.2014.02.047
  6. Kanimozhi, N. V., Mugesh Kanna, S., & Sukumar, M. (2022). Drynaria quercifolia: A review on phytochemical and pharmacological profile. International Journal of Modern Science and Technology, 7(8–12), 30–36.
  7. Ramesh, N., Viswanathan, M. B., Saraswathy, A., Balakrishna, K., Brindha, P., & Lakshmanaperumalsamy, P. (2001). Phytochemical and antimicrobial studies on Drynaria quercifolia. Fitoterapia, 72(8), 934–936. https://doi.org/10.1016/S0367-326X(01)00342-2
  8. Anuja, G. I., et al. (2014). Antioedematous and analgesic properties of fertile fronds of Drynaria quercifolia. International Scholarly Research Notices, 2014, Article 302089.
  9. Priyadharshini, S. I., Kesavaram, K., Surya, S., Dharshini, N., & Prakash, U. (2026). Exploring the therapeutic applications of Drynaria quercifolia: A review of experimental and traditional evidence. International Journal of Pharmacology and Clinical Research.
  10. Vigneshwaran, L. V., Riyaskhan, M. M., Dharsini, V., Naveenkumar, R., Inbarasu, M., Sonia, A., & Siva Ranjani, A. (2026). Medicinal importance and phytochemical constituents of Drynaria quercifolia: An analytical review. International Journal of Research in Pharmacology & Pharmacotherapeutics, 15(1), 283–300. https://doi.org/10.61096/ijrpp.v15.iss1.2026.283-300
  11. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Drynaria quercifolia (L.) J.Sm. Plants of the World Online.
  12. National Center for Biotechnology Information. (2026). Aglaomorpha quercifolia: Taxonomy browser. NCBI Taxonomy.
Scroll to top