กระถินเทศ
กระถินเทศ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กในวงศ์ถั่ว มีดอกสีเหลืองทองมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า กระถินหอม และ คำใต้ นอกจากใช้เป็นไม้ประดับและพืชที่ให้กลิ่นหอมแล้ว ยังมีการนำส่วนต่าง ๆ มาใช้ใน ภูมิปัญญาสมุนไพรไทยและพื้นบ้าน โดยเฉพาะราก เปลือกต้น ใบ ดอก และฝัก ปัจจุบันชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับคือ Vachellia farnesiana (L.) Wight & Arn. ส่วนชื่อ Acacia farnesiana (L.) Willd. เป็นชื่อที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในเอกสารเดิมและเป็นชื่อพ้องทางอนุกรมวิธาน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระถินเทศ
- ชื่อท้องถิ่น: กระถินหอม, คำใต้, ดอกคำใต้, กระถิน, ถิน, เกากรึนอง, บุหงาเซียม, บุหงาละสะมะนา, บุหงาอินโดนีเซีย, มอนคำ และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
- ชื่อสามัญ: Sweet acacia, Sweet wattle, Sponge tree, Cassie flower, Cassie, Huisache, Needle bush
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Vachellia farnesiana (L.) Wight & Arn.
- ชื่อวิทยาศาสตร์เดิมที่พบในเอกสาร: Acacia farnesiana (L.) Willd.
- วงศ์: Fabaceae หรือ Leguminosae
- วงศ์ย่อย: Mimosoideae ตามระบบการจัดหมวดหมู่แบบเดิม
- ลักษณะเด่น: เป็นไม้มีหนาม ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น และดอกสีเหลืองทองรวมกันเป็นช่อกลม มีกลิ่นหอม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงโดยทั่วไปประมาณ 2–10 เมตร ทรงพุ่มค่อนข้างโปร่ง ลำต้นและกิ่งมีหนาม กิ่งอ่อนมีสีเขียวถึงน้ำตาล และเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ำ
- ใบ: เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อยมีขนาดเล็กจำนวนมาก เรียงเป็นคู่บนแกนใบ
- หูใบ: เปลี่ยนรูปเป็นหนาม เป็นลักษณะสำคัญที่ใช้ช่วยจำแนกชนิด
- ดอก: ออกเป็นกระจุกหรือช่อกลมตามซอกใบ ดอกมีสีเหลืองทอง มีกลิ่นหอมเด่น โดยเฉพาะในช่วงดอกบาน
- ผล: เป็นฝักรูปทรงกระบอก ผนังค่อนข้างหนา ฝักแก่มีสีน้ำตาลถึงดำ ยาวประมาณ 2–9 เซนติเมตร
- เมล็ด: รูปรี สีน้ำตาล ขนาดประมาณ 7–8 มิลลิเมตร

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา โดยเฉพาะบริเวณอเมริกากลาง อเมริกาใต้ และบางส่วนของอเมริกาเหนือ
- การกระจายพันธุ์: ปัจจุบันถูกนำไปปลูกและแพร่กระจายในเขตร้อนและกึ่งร้อนหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย
- ในประเทศไทยพบปลูกเป็นไม้ประดับ ไม้ให้กลิ่นหอม และสามารถพบขึ้นตามพื้นที่เปิดหรือพื้นที่ที่ถูกรบกวนได้
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพพื้นที่: กระถินเทศเป็นพืชที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนและค่อนข้างทนต่อสภาพแห้งแล้ง สามารถเจริญได้ในพื้นที่เปิดและดินหลายประเภท
- แสง: ควรปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก
- การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด โดยควรเตรียมเมล็ดให้พร้อมต่อการงอกก่อนเพาะ เนื่องจากเมล็ดมีเปลือกค่อนข้างแข็ง
- การดูแล: เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วค่อนข้างดูแลง่าย แต่ควรระวังหนามและควรเว้นระยะปลูกให้เหมาะสมกับทรงพุ่ม
- ในประเทศไทยมีการปลูกกระถินเทศเป็นไม้ประดับและไม้ดอกหอม โดยต้นหนึ่งต้นสามารถให้ดอกจำนวนมากในฤดูออกดอก
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก
- เปลือกต้น
- ใบ
- ดอก
- ฝัก
- ยางหรือสารคัดหลั่งจากลำต้น
การใช้ส่วนต่าง ๆ แตกต่างกันตามตำรายาและภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น จึงควรแยกข้อมูลการใช้ตามแหล่งอ้างอิงและไม่ควรนำวิธีใช้พื้นบ้านไปเทียบเท่ากับขนาดยาที่ผ่านการศึกษาทางคลินิก
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย
- ราก: มีการใช้เป็นสมุนไพรในตำรายาไทย โดยกล่าวถึงการใช้เพื่อ บำรุงร่างกายและอายุวัฒนะ และใช้ภายนอกในกรณีที่เกี่ยวข้องกับพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
- เปลือกต้น: มีการใช้เป็นยา สมานแผล ห้ามเลือด แก้ท้องเสีย แก้ไอ และบรรเทาอาการริดสีดวงทวาร
- ยาง: ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับหรือผลิตภัณฑ์บางชนิดเพื่อช่วย บรรเทาอาการระคายคอและอาการไอ
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ราก: ภูมิปัญญาพื้นบ้านในภาคเหนือมีการนำรากมาต้มน้ำเพื่อ อมบรรเทาอาการปวดฟัน
- ราก: ในบางพื้นที่นำมาใช้เกี่ยวกับอาการทางช่องคอและอาการระคายคอ
- ใบ: มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำใบอ่อนหรือใบมาทำเป็นยาพอกในบางกรณี
ในตำรับยา
มีการกล่าวถึงกระถินเทศในองค์ความรู้การแพทย์พื้นบ้านและตำรายาที่ใช้ ราก เปลือกต้น และส่วนอื่นของพืช ตามวัตถุประสงค์แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ควรใช้ข้อมูลเหล่านี้ในฐานะ ภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ใช่ข้อยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์สมัยใหม่
ข้อมูลจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์
สารสกัดกระถินเทศมีการศึกษาเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และต้านจุลชีพ โดยเฉพาะสารสกัดจากใบและฝัก แต่ผลการศึกษาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง จึงยังไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้
วิธีใช้
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: รากสามารถนำไปต้มเป็นน้ำสำหรับอมในกรณีปวดฟันตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ใช้ภายนอก: บางตำรับใช้ส่วนของรากหรือใบในลักษณะพอกหรือทาบริเวณที่มีอาการตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ในงานวิจัย: มีการเตรียมสารสกัดกระถินเทศด้วยตัวทำละลายหลายชนิด เช่น น้ำ เอทานอล เมทานอล และตัวทำละลายอินทรีย์ เพื่อศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพ แต่ ขนาดและวิธีใช้ในการทดลองไม่ควรนำมาใช้แทนขนาดยาสำหรับผู้บริโภค
สาระสำคัญ
สารสำคัญที่ตรวจพบในกระถินเทศมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ สารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบที่พบในการทดลอง นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่มไตรเทอร์พีน สเตอรอล และสารระเหยในดอก
องค์ประกอบทางเคมี
- ฟลาโวนอยด์: quercetin, kaempferol, myricetin, naringenin, apigenin, diosmetin, catechin และอนุพันธ์ของสารเหล่านี้
- สารฟีนอลิก: gallic acid, methyl gallate, ellagic acid, ferulic acid และ caffeic acid
- สารประกอบอื่น: lupeol, α-amyrin, β-amyrin และ β-sitosterol
- สารในฝัก: มีรายงาน methyl gallate, gallic acid, galloyl glucose และอนุพันธ์ของสารฟีนอลิกหลายชนิด
- สารระเหยในดอก: พบสาร เช่น methyl salicylate, benzaldehyde, anisaldehyde, geraniol และสารกลุ่มเทอร์พีนบางชนิด ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลิ่นหอมเฉพาะของดอกกระถินเทศ
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- การศึกษาสารสกัดจาก ฝักกระถินเทศ พบสารฟีนอลิกหลายชนิด และแสดงฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ในการทดลอง
- การศึกษาสารสกัดจาก ใบกระถินเทศ พบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพบางชนิด โดยผลแตกต่างกันตามวิธีสกัดและความเข้มข้นของสารสกัด
- งานวิจัยที่ศึกษาพืชสมุนไพรไทย 5 ชนิด รวมกระถินเทศ พบว่าสารสกัดเอทานอลของกระถินเทศมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย และต้านการอักเสบในระดับการทดลอง
- งานวิจัยในปี 2019 ศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของผล/ฝักกระถินเทศและฤทธิ์ต่อเชื้อ Mycobacterium tuberculosis และแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับโรคบิด ซึ่งเป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันการรักษาโรคในมนุษย์
- งานวิจัยในมนุษย์ปี 2026 เป็นการทดลองแบบสุ่มควบคุมเบื้องต้นในอาสาสมัครสุขภาพดี 60 คน โดยให้สารสกัดโพลีฟีนอลจากฝักกระถินเทศขนาดครั้งเดียว 1.2 มก./กก. พบว่าทนต่อการใช้ได้ดี และไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญของตัวชี้วัดการทำงานของตับและไต แต่ผลลดระดับน้ำตาลหลังรับกลูโคส ยังไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับห้องปฏิบัติการ: มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และต้านจุลชีพ ของสารสกัดกระถินเทศ
- ระดับสัตว์ทดลอง: มีข้อมูลสนับสนุนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาบางประการ แต่ยังจำเป็นต้องศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างขนาดยาและผลการรักษาเพิ่มเติม
- ระดับมนุษย์: มีข้อมูลทางคลินิกเบื้องต้นจากการทดลองในอาสาสมัครสุขภาพดีเกี่ยวกับความปลอดภัยและผลต่อระดับน้ำตาลหลังรับกลูโคส แต่ยังมีข้อจำกัดจากการให้เพียงครั้งเดียวและกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนสุขภาพดี
- สรุปหลักฐาน: ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่ากระถินเทศสามารถใช้รักษาโรคใดโรคหนึ่งในมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิผล
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากใบและฝักมีสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ ซึ่งสามารถแสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH, FRAP และการทดสอบอื่น ๆ
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดฝักกระถินเทศแสดงผลลดกระบวนการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง และมีการศึกษาตัวชี้วัด เช่น IL-1β, IL-6, TNF-α และ COX
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดบางชนิดแสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและจุลชีพบางสายพันธุ์ โดยความแรงขึ้นอยู่กับส่วนของพืชและวิธีสกัด
- ฤทธิ์ต่อการควบคุมระดับน้ำตาล: มีข้อมูลระดับห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับสารสกัดฝักและสารโพลีฟีนอล แต่การศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นในปี 2026 ไม่พบความแตกต่างของการลดระดับน้ำตาลระหว่างกลุ่มที่ถึงนัยสำคัญทางสถิติ
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกระถินเทศยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการใช้เป็นยาอย่างแพร่หลาย
การทดลองทางพิษวิทยาในสัตว์พบว่าความเป็นพิษเฉียบพลันแตกต่างกันตาม ส่วนของพืชและชนิดของสารสกัด จึงไม่ควรนำค่า LD50 จากสัตว์ทดลองมาใช้คำนวณขนาดรับประทานในคนโดยตรง
การศึกษาทางคลินิกในปี 2026 ในอาสาสมัครสุขภาพดี 60 คน ซึ่งได้รับสารสกัดโพลีฟีนอลจากฝักกระถินเทศขนาดครั้งเดียว 1.2 มก./กก. ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับสารสกัด และไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญของตัวชี้วัดการทำงานของตับ ไต และ KIM-1 ในช่วงติดตาม 72 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียง ความปลอดภัยระยะสั้นจากการรับประทานครั้งเดียว
ข้อห้ามใช้
- หลีกเลี่ยงการรับประทานกระถินเทศในรูปสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐานโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร: ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปยา เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
- เด็ก: ไม่ควรนำมาใช้เป็นยารับประทานโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดกระถินเทศ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันปฏิกิริยาระหว่าง กระถินเทศกับยาชนิดใดโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ การต้านอนุมูลอิสระ และการควบคุมระดับน้ำตาล จึงควรใช้ความระมัดระวังในผู้ที่รับประทาน ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ยาต้านการอักเสบ หรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด จนกว่าจะมีข้อมูลทางคลินิกที่ชัดเจน
การใช้ในอาหาร
- เมล็ด: มีรายงานว่าเมล็ดสามารถนำมาใช้เป็นอาหารได้ในบางพื้นที่
- ฝัก: มีรายงานการใช้ฝักเป็นอาหารในบางวัฒนธรรม
- ใบ: มีข้อมูลการใช้เป็นอาหารสัตว์
- หมายเหตุ: การนำกระถินเทศมาบริโภคควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร กับ ส่วนที่ใช้เป็นยา เนื่องจากรูปแบบการเตรียมและปริมาณที่ใช้แตกต่างกัน
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- น้ำหอมและผลิตภัณฑ์แต่งกลิ่น: ดอกกระถินเทศเป็นแหล่งของกลิ่นหอมที่เรียกว่า Cassie และมีการนำสารสกัดจากดอกไปใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอม
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: ส่วนต่าง ๆ ของพืชมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสารสกัดที่มีสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
- ผลิตภัณฑ์ยา: สารคัดหลั่งจากพืชในกลุ่มอะเคเซียสามารถใช้เป็นสารช่วยทางเภสัชกรรมได้ แต่ควรแยกจาก Acacia gum หรือ gum arabic เชิงพาณิชย์ ซึ่งมีแหล่งสำคัญจากอะเคเซียชนิดอื่น
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- รากและเปลือกต้น: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกรอบลำต้น เพราะอาจทำให้ต้นตาย
- ใบ: ควรเก็บใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีเชื้อรา
- ดอก: ควรเก็บในระยะดอกบานและนำไปใช้หรือทำให้แห้งโดยเร็วเพื่อรักษากลิ่นหอม
- ฝักและเมล็ด: เก็บเมื่อแก่เต็มที่และแห้ง
- การเก็บรักษา: วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน และแมลง และควรติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระถินเทศมีชื่อท้องถิ่นหลากหลายสะท้อนการกระจายตัวและการใช้ประโยชน์ในหลายภูมิภาคของประเทศไทย เช่น คำใต้ ดอกคำใต้ กระถินหอม เกากรึนอง ถิน บุหงาเซียม บุหงาละสะมะนา และบุหงาอินโดนีเซีย โดยมีการใช้ทั้งด้านสมุนไพร การแต่งกลิ่น และไม้ประดับ
ประวัติและวัฒนธรรม
กระถินเทศเป็นพืชจากทวีปอเมริกาที่ถูกนำเข้ามาปลูกในภูมิภาคเอเชียและแพร่กระจายไปยังหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ดอกมีกลิ่นหอมและมีการนำไปใช้ทำ น้ำหอมและเครื่องหอม โดยเฉพาะสารหอมที่รู้จักในชื่อ Cassie จึงมีความเกี่ยวข้องทั้งกับวัฒนธรรมการใช้พืชสมุนไพรและวัฒนธรรมการใช้ไม้ดอกหอม
สถานะการอนุรักษ์
กระถินเทศมีถิ่นกำเนิดกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา และปัจจุบันแพร่กระจายในหลายประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลจาก IUCN Red List จัดสถานะการอนุรักษ์ของ Vachellia farnesiana เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Phylum: Streptophyta
- Class: Equisetopsida
- Subclass: Magnoliidae
- Order: Fabales
- Family: Fabaceae
- Genus: Vachellia
- Species: Vachellia farnesiana (L.) Wight & Arn.
- ชื่อพ้องสำคัญ: Acacia farnesiana (L.) Willd., Mimosa farnesiana L., Poponax farnesiana (L.) Raf.
ปัจจุบัน Vachellia farnesiana เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับ ขณะที่ Acacia farnesiana เป็นชื่อที่พบมากในเอกสารทางสมุนไพรและงานวิจัยรุ่นก่อน
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะภายนอก: ตรวจสอบไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กที่มีหนาม
- ใบ: ตรวจสอบใบประกอบสองชั้นและใบย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก
- ดอก: ตรวจสอบช่อดอกกลมสีเหลืองทองและมีกลิ่นหอม
- ผล: ตรวจสอบฝักทรงกระบอก ผนังหนา เมื่อแก่มีสีน้ำตาลถึงดำ
- ชื่อวิทยาศาสตร์: ควรตรวจสอบกับฐานข้อมูลอนุกรมวิธานโดยใช้ชื่อ Vachellia farnesiana (L.) Wight & Arn.
- การตรวจสอบทางเภสัชเวท: หากนำไปใช้เป็นวัตถุดิบยา ควรมีการตรวจสอบลักษณะมหภาค จุลทรรศน์ และเอกลักษณ์ทางเคมีของวัตถุดิบเพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่น
คำเตือนทางการแพทย์
กระถินเทศเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านและมีงานวิจัยด้านฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด ผลการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันว่ารักษาโรคในคนได้โดยตรง
ผู้ที่ต้องการใช้กระถินเทศเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค โดยเฉพาะในรูป สารสกัดเข้มข้น แคปซูล หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้ และไม่ควรหยุดหรือลดขนาดยาที่แพทย์สั่งเพื่อใช้กระถินเทศทดแทน
หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านควรใช้เพื่อการศึกษาและอนุรักษ์องค์ความรู้ ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). สารานุกรมพืช: กระถินเทศ. กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้.
- สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่. (ม.ป.ป.). กระถินเทศ (Acacia farnesiana). องค์การสวนพฤกษศาสตร์/แหล่งข้อมูลพรรณพืช.
- ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (ม.ป.ป.). กระถินเทศ. แหล่งข้อมูลพรรณไม้หอม.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). ข้อมูลสิ่งมีชีวิต: Acacia farnesiana. Thai Biodiversity Information Facility.
- Mueller, M., Janngeon, K., Puttipan, R., Unger, F. M., Viernstein, H., & Okonogi, S. (2015). Anti-inflammatory, antibacterial, and antioxidant activities of Thai medicinal plants. International Journal of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences, 7(11), 123–128.
- Hernández-García, E., et al. (2018). Phenolic compounds in organic and aqueous extracts from Acacia farnesiana pods analyzed by UPLC-ESI-Q-oa/TOF-MS: In vitro antioxidant activity and anti-inflammatory response in CD-1 mice. Molecules, 23(9), 2386.
- Hernández-García, E., et al. (2019). Chemical composition of Acacia farnesiana (L.) Willd fruits and its activity against Mycobacterium tuberculosis and dysentery bacteria. Journal of Ethnopharmacology, 230, 74–80. DOI: 10.1016/j.jep.2018.10.031.
- Gowri, S. S., et al. (2011). Antioxidant, antimicrobial and cytotoxicity activities of Acacia farnesiana (L.) Willd. leaves ethanolic extract. Pharmacognosy Journal, 3(23), 50–58. DOI: 10.5530/pj.2011.23.8.
- Kew Science. (2026). Vachellia farnesiana (L.) Wight & Arn. Plants of the World Online.
- Pilot Trial of Vachellia farnesiana Pod Polyphenol Extract: Feasibility, Acute Postprandial Glycemic Response, and Incretin Hormone Modulation in Healthy Adults. (2026). Current Developments in Nutrition, 10(4), 107670. DOI: 10.1016/j.cdnut.2026.107670.
