กระเทียม
กระเทียม เป็นพืชล้มลุกที่ใช้เป็นทั้ง สมุนไพรและเครื่องเทศ มายาวนาน มีหัวอยู่ใต้ดินประกอบด้วยกลีบหลายกลีบ มีกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อน กระเทียมมีความสำคัญทั้งในด้านอาหาร การแพทย์แผนไทย และการศึกษาทางเภสัชวิทยา โดยเฉพาะสารประกอบกำมะถัน เช่น อัลลิอิน (alliin) และ อัลลิซิน (allicin) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ได้รับการศึกษาด้านฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ และเกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด
หมายเหตุ: ข้อมูลสรรพคุณตามตำรายาไทยเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ส่วนข้อมูลการวิจัยเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งอาจแตกต่างกันตามชนิดของกระเทียม วิธีเตรียมสารสกัด ขนาดที่ใช้ และรูปแบบผลิตภัณฑ์
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: กระเทียม
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Allium sativum L.
- ชื่อสามัญ: Garlic, Common garlic
- ชื่ออื่น: กระเทียมขาว, หอมขาว, เทียม, หัวเทียม, หอมเทียม
- วงศ์: Amaryllidaceae
- ลักษณะการใช้ประโยชน์: ใช้เป็นอาหาร เครื่องเทศ สมุนไพร และวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์จากกระเทียม
- ส่วนที่ใช้ทางยา: หัวหรือกลีบกระเทียมสดและแห้ง
ปัจจุบัน Allium sativum L. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ และอยู่ในวงศ์ Amaryllidaceae ตามฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สมัยใหม่ ขณะที่เอกสารทางการแพทย์แผนไทยบางฉบับและเอกสารเดิมอาจจัดกระเทียมไว้ในวงศ์ Alliaceae
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลักษณะต้น: เป็นพืชล้มลุก มีกลิ่นเฉพาะตัว สูงประมาณ 30–60 เซนติเมตร
- หัว: เป็นหัวใต้ดินค่อนข้างกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2–4 เซนติเมตร มีเยื่อหุ้มสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูหลายชั้น ภายในประกอบด้วยกลีบกระเทียมหลายกลีบ
- กลีบ: มีรูปร่างคล้ายไข่หรือรูปรี มีขอบเป็นเหลี่ยม ผิวและเนื้อด้านในสีขาวนวลถึงเหลืองอ่อน มีกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อน
- ใบ: เป็นใบเดี่ยว รูปแถบ แบน เรียวยาว ปลายแหลม กว้างประมาณ 0.5–2.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30–60 เซนติเมตร
- ดอก: ออกเป็นช่อที่ปลายก้านช่อดอก ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว ขาวอมชมพู เขียว หรือออกม่วง และอาจพบหัวเล็ก ๆ แทรกอยู่ในช่อดอก
- ผล: เป็นผลแห้งแตกขนาดเล็ก โดยในการเพาะปลูกทั่วไปกระเทียมมักขยายพันธุ์ด้วยกลีบมากกว่าการใช้เมล็ด
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดในบริเวณ เอเชียกลางถึงตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน โดยมีข้อมูลระบุพื้นที่พื้นเมืองครอบคลุมประเทศในเอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน เติร์กเมนิสถาน และอุซเบกิสถาน
- การกระจายพันธุ์: ปัจจุบันปลูกอย่างแพร่หลายในเขตอบอุ่นและเขตร้อนหลายพื้นที่ทั่วโลก และมีการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน
- ประเทศไทย: มีการปลูกกระเทียมเพื่อบริโภคและใช้เป็นเครื่องเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: นิยมใช้ กลีบกระเทียม โดยเลือกกลีบที่สมบูรณ์ แข็งแรง และปราศจากโรค โดยทั่วไปกลีบนอกของหัวซึ่งมีขนาดใหญ่สามารถนำไปปลูกเพื่อให้ได้หัวที่มีขนาดดี
- สภาพพื้นที่: เหมาะกับพื้นที่สูงหรือพื้นที่ที่มีอากาศค่อนข้างเย็น
- ดิน: ควรเป็น ดินร่วนซุย ระบายน้ำดี และไม่แฉะ
- ช่วงปลูกในประเทศไทย: โดยข้อมูลกรมการแพทย์แผนไทยฯ ระบุช่วงปลูกประมาณเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน หรือธันวาคม–มกราคม ขึ้นอยู่กับระบบการผลิตและพื้นที่
- ระยะเก็บเกี่ยว: กระเทียมรุ่นหนึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 75–90 วัน และกระเทียมที่ปลูกเป็นรุ่นสำหรับทำหัวแห้งประมาณ 90–120 วัน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- หัวหรือกลีบสด: เป็นส่วนที่ใช้ทางยาที่สำคัญ มีกลิ่นฉุนและรสเผ็ดร้อน
- หัวหรือกลีบแห้ง: สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรหรือผลิตเป็นสารสกัด
- สารสกัดจากกระเทียม: ใช้เป็นวัตถุดิบในการศึกษาวิจัยและผลิตภัณฑ์สมุนไพรหลายรูปแบบ
ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุวัตถุดิบ Allii Sativi Bulbus เป็นหัวกระเทียมสด และมีการกำหนดลักษณะทางกายภาพและค่ามาตรฐานสำหรับการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
- ขับลม: ใช้หัวกระเทียมตามตำรายาไทยเพื่อช่วยขับลมในลำไส้
- แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ: ใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับอาการอาหารไม่ย่อยและลมในระบบทางเดินอาหาร
- ขับปัสสาวะ: ตำรายาไทยระบุการใช้กระเทียมเพื่อช่วยขับปัสสาวะ
- ขับเสมหะและแก้ไอ: ใช้ตามภูมิปัญญาในการดูแลอาการไอและเสมหะ
- บำรุงธาตุ: จัดเป็นสมุนไพรรสร้อนที่ใช้ในตำรับเพื่อบำรุงธาตุ
- ขับพยาธิ: มีการใช้กระเทียมตามภูมิปัญญาเพื่อช่วยขับพยาธิในลำไส้
- ใช้ภายนอก: มีการใช้น้ำจากหัวกระเทียมในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการบางอย่างของผิวหนังและบริเวณที่มีอาการปวดหรือฟกช้ำ
ตามตำรายาไทย
ตำราสรรพคุณยาไทยระบุว่า กระเทียมมีรสร้อน และมีการใช้ในตำรับยาเพื่อ แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ขับโลหิตระดู เป็นยาระบาย แก้ไอ แก้ริดสีดวง ขับลม แก้เสมหะ ขับพยาธิ บำรุงธาตุ และใช้ภายนอกสำหรับอาการบางประการ รวมถึงมีการใช้น้ำกระเทียมในตำรับสำหรับอาการเกี่ยวกับหู ปาก คอ และผิวหนัง
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใช้กระเทียมเป็น ยาขับลม สำหรับอาการแน่นท้อง ท้องอืด และท้องเฟ้อ
- ใช้ประกอบอาหารเพื่อช่วยให้เจริญอาหารและเพิ่มรสชาติ
- ใช้กระเทียมในตำรับพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับอาการหวัด ไอ และเสมหะ
- ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับสมุนไพรสำหรับดูแลระบบทางเดินอาหาร
- มีการใช้ภายนอกในภูมิปัญญาบางพื้นที่ แต่การใช้กระเทียมสดทาบนผิวโดยตรงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือผิวหนังไหม้ได้ จึงไม่ควรนำภูมิปัญญาดังกล่าวมาใช้โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย
ในตำรับยา
มีการใช้ กระเทียมเป็นส่วนประกอบในตำรับยาแผนไทย หลายตำรับ และฐานข้อมูลสมุนไพรของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีระบุการใช้กระเทียมในตำรับ เช่น ยาประสะไพล ยาธาตุบรรจบ และยาเหลืองปิดสมุทร โดยรายละเอียดการใช้ขึ้นอยู่กับสูตรตำรับและข้อบ่งใช้ของยาแต่ละชนิด
วิธีใช้
- ใช้เป็นอาหาร: รับประทานกระเทียมสดหรือกระเทียมปรุงสุกในปริมาณที่เหมาะสม
- ใช้เป็นสมุนไพร: สามารถใช้หัวหรือกลีบกระเทียมเป็นวัตถุดิบในการเตรียมยาแผนไทยหรือสารสกัดตามตำรับ
- ใช้เป็นวัตถุดิบมาตรฐาน: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุขนาดของหัวกระเทียมสำหรับการใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพรไว้ที่ 2–4 กรัม วันละ 3 ครั้ง ทั้งนี้ไม่ควรนำขนาดดังกล่าวไปใช้แทนคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับผลิตภัณฑ์ทุกชนิด เพราะรูปแบบสารสกัดและความเข้มข้นแตกต่างกัน
สาระสำคัญ
สารสำคัญของ กระเทียม ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม สารประกอบอินทรีย์กำมะถัน (organosulfur compounds) โดยเฉพาะสารที่เกิดหรือเปลี่ยนแปลงเมื่อเซลล์ของกระเทียมถูกทำลาย เช่น การบดหรือสับ สารสำคัญที่ได้รับความสนใจ ได้แก่
- อัลลิอิน (Alliin)
- อัลลิซิน (Allicin)
- อะโจอีน (Ajoene)
- Diallyl disulfide (DADS)
- Diallyl trisulfide (DATS)
- S-allyl cysteine (SAC)
- Vinyldithiins
- สารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์บางชนิด
องค์ประกอบทางเคมี
- Alliin: เป็นสารตั้งต้นสำคัญของสารประกอบกำมะถันในกระเทียม
- Allicin: เกิดขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อกระเทียมถูกทำลาย โดยเอนไซม์ alliinase เปลี่ยน alliin ให้เป็น allicin
- Ajoene: เป็นสารประกอบกำมะถันที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสารในกระเทียม
- Diallyl disulfide และ Diallyl trisulfide: เป็นสารประกอบกำมะถันที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นและฤทธิ์ทางชีวภาพของกระเทียม
- S-allyl cysteine: พบเด่นในผลิตภัณฑ์กระเทียมบ่มหรือสารสกัดบางชนิด
- นอกจากนี้ยังพบ โปรตีน กรดอะมิโน วิตามิน แร่ธาตุ ไขมัน และเอนไซม์ alliinase
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยจำนวนมากศึกษากระเทียมและสารประกอบกำมะถัน โดยพบฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน เช่น ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต และมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาในคนแตกต่างกันตามรูปแบบผลิตภัณฑ์ ปริมาณสารสำคัญ และระยะเวลาการใช้ การทบทวนหลักฐานทางคลินิกพบว่ากระเทียมอาจมีผล ลดไขมันในเลือดได้ในระดับหนึ่ง และมีหลักฐานบางส่วนเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด ขณะที่ผลต่อความดันโลหิตไม่ได้สม่ำเสมอในทุกการศึกษา
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับเซลล์และหลอดทดลอง: มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และผลต่อกระบวนการส่งสัญญาณภายในเซลล์
- ระดับสัตว์ทดลอง: มีข้อมูลสนับสนุนฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เมแทบอลิซึม การอักเสบ และระบบภูมิคุ้มกัน
- ระดับการศึกษาทางคลินิก: มีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับ ไขมันในเลือด ความดันโลหิต และปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ผลลัพธ์ไม่สม่ำเสมอทุกผลิตภัณฑ์
- ภาพรวม: หลักฐานสนับสนุนประโยชน์บางด้านมีความน่าสนใจ แต่ไม่ควรสรุปว่ากระเทียมสามารถใช้รักษาโรคแทนยาแผนปัจจุบันได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: Allicin สามารถออกฤทธิ์ต่อจุลชีพหลายชนิด โดยเกี่ยวข้องกับการทำปฏิกิริยากับหมู่ thiol ของโปรตีนและโมเลกุลสำคัญภายในเซลล์จุลชีพ
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารประกอบกำมะถันและสารพฤกษเคมีอื่นในกระเทียมมีความเกี่ยวข้องกับระบบต้านอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีข้อมูลจากการศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองสนับสนุนการปรับกระบวนการอักเสบบางเส้นทาง
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด: มีการศึกษาผลต่อไขมันในเลือด ความดันโลหิต การทำงานของเกล็ดเลือด และกระบวนการออกซิเดชันของไขมัน
- เมแทบอลิซึมของน้ำตาล: มีการศึกษาฤทธิ์ต่อระดับน้ำตาลและความไวต่ออินซูลิน แต่ยังไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: มีหลักฐานระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลองจำนวนมาก แต่หลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอที่จะใช้กระเทียมเป็นยารักษามะเร็ง
ความปลอดภัย
การรับประทาน กระเทียมในปริมาณที่ใช้เป็นอาหาร โดยทั่วไปถือว่ามีความปลอดภัยค่อนข้างดี แต่การใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือขนาดสูงอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ เช่น
- กลิ่นปากและกลิ่นตัว
- แสบร้อนกลางอก
- คลื่นไส้
- ปวดหรือไม่สบายท้อง
- ท้องอืด
- ท้องเสีย
- อาการแพ้
การใช้ กระเทียมสดทาผิวหนังโดยตรง โดยเฉพาะการปิดทับ อาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ แผลพุพอง หรือแผลไหม้ได้
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่แพ้กระเทียม: ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากกระเทียม
- ผู้ที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด: ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้กระเทียมในรูปแบบสารสกัดหรือขนาดสูง
- ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด: ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากกระเทียม
- การใช้กระเทียมสดทาผิว: ไม่ควรใช้เป็นการรักษาเอง เนื่องจากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและแผลไหม้
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น warfarin: มีข้อกังวลเรื่องผลต่อการแข็งตัวของเลือดและความเสี่ยงเลือดออก โดยเฉพาะการใช้กระเทียมในรูปแบบอาหารเสริมขนาดสูง แม้การศึกษาบางฉบับไม่พบปฏิกิริยาที่มีนัยสำคัญทางคลินิก จึงควรพิจารณาเป็นรายบุคคล
- ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น aspirin หรือ clopidogrel: ควรระมัดระวังเนื่องจากกระเทียมอาจมีฤทธิ์ต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด
- ยาลดน้ำตาลในเลือด: การใช้กระเทียมขนาดสูงอาจเสริมฤทธิ์ลดน้ำตาลของยาบางชนิด จึงควรติดตามระดับน้ำตาล
- ยาบางชนิดที่ผ่านระบบเอนไซม์หรือโปรตีนขนส่งของร่างกาย: มีข้อมูลจากการศึกษาทางเภสัชวิทยาว่ากระเทียมอาจมีผลต่อ CYP450 หรือ P-glycoprotein แต่ความสำคัญทางคลินิกแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์และขนาดที่ใช้
หมายเหตุ: ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดน้ำตาล หรือมีแผนผ่าตัด ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กระเทียมในรูปแบบสารสกัดหรืออาหารเสริม
การใช้ในอาหาร
กระเทียม เป็นเครื่องเทศสำคัญในอาหารไทยและอาหารนานาชาติ ใช้ได้ทั้งกระเทียมสด กระเทียมเจียว กระเทียมดอง กระเทียมอบ และกระเทียมแปรรูป
- ใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำพริกและเครื่องแกง
- ใช้หมักเนื้อสัตว์และอาหารทะเล
- ใช้ปรุงอาหารประเภทผัด ทอด ต้ม และยำ
- ใช้ทำกระเทียมเจียว
- ใช้ทำกระเทียมดอง
- ใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารเสริม
การบดหรือสับกระเทียมทำให้เอนไซม์ alliinase สัมผัสกับ alliin และนำไปสู่การสร้าง allicin ซึ่งเป็นหนึ่งในสารสำคัญที่มีการศึกษามากที่สุดในกระเทียม
การใช้ในผลิตภัณฑ์
กระเทียมถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ เช่น
- กระเทียมแห้ง
- ผงกระเทียม
- สารสกัดกระเทียม
- กระเทียมบ่ม (aged garlic extract)
- แคปซูลกระเทียม
- น้ำมันกระเทียม
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ
- ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงและอาหารแปรรูป
ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยมีมาตรฐานสำหรับ Allii Sativi Bulbus และระบุคุณลักษณะทางกายภาพ ตลอดจนเกณฑ์ด้านความชื้น เถ้า และสารสกัดเพื่อใช้ควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เก็บเกี่ยวเมื่อใบเริ่มแก่และแห้งตามระยะที่เหมาะสมของพันธุ์
- หลังเก็บเกี่ยวควรทำให้หัวกระเทียมแห้งอย่างเหมาะสมเพื่อลดความชื้น
- ควรคัดหัวที่มีโรค เน่า หรือชำรุดออก
- เก็บในบริเวณที่ แห้ง อากาศถ่ายเทดี และไม่อับชื้น
- หลีกเลี่ยงความชื้นสูงซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อราและหัวเน่า
- วัตถุดิบสมุนไพรที่นำไปใช้ทางยา ควรมีการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานที่เหมาะสม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระเทียม เป็นสมุนไพรที่มีบทบาทในภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของคนไทย โดยเฉพาะการใช้เป็น อาหารและยาขับลม การนำกระเทียมมาใช้ร่วมกับอาหารช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติ ขณะเดียวกันในตำรายาไทยกระเทียมถูกจัดเป็นสมุนไพรรสร้อนและใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และการขับของเสียของร่างกาย
ประวัติและวัฒนธรรม
กระเทียมเป็นพืชที่มนุษย์นำมาใช้มายาวนานหลายพันปี มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงการใช้กระเทียมในอารยธรรมโบราณหลายแห่ง ทั้งอียิปต์ กรีก อินเดีย และจีน โดยมีหลักฐานหัวกระเทียมจากสุสานตุตันคามุนในอียิปต์ และมีการกล่าวถึงกระเทียมในเอกสารโบราณหลายวัฒนธรรม ในประเทศไทย กระเทียม เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารและภูมิปัญญาสมุนไพร ใช้ทั้งเป็นเครื่องเทศสำหรับแต่งกลิ่นรสและเป็นส่วนประกอบของตำรับยาแผนไทย
สถานะการอนุรักษ์
กระเทียมเป็นพืชเศรษฐกิจและพืชอาหารที่มีการเพาะปลูกอย่างแพร่หลายทั่วโลก ไม่ได้เป็นสมุนไพรป่าที่มีประเด็นการเก็บจากธรรมชาติเป็นหลัก ปัจจุบันมีการปลูกและพัฒนาพันธุ์จำนวนมากให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศและระบบการผลิตที่แตกต่างกัน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- หมวด (Phylum): Tracheophyta
- ชั้น (Class): Liliopsida
- อันดับ (Order): Asparagales
- วงศ์ (Family): Amaryllidaceae
- วงศ์ย่อย (Subfamily): Allioideae
- สกุล (Genus): Allium
- ชนิด (Species): Allium sativum L.
ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium sativum L. เป็นชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew โดยระบุถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในบริเวณเอเชียกลางถึงตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ กระเทียม สามารถพิจารณาจากลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะมหภาคและจุลทรรศน์ของหัวและกลีบ รวมถึงการตรวจสอบคุณภาพทางเคมี
- ลักษณะมหภาค: กลีบรูปไข่หรือรูปรี มีขอบเป็นเหลี่ยม ผิวด้านนอกมีเยื่อหุ้มสีขาวถึงม่วงอมชมพู มีกลิ่นหอมฉุนและรสเผ็ดร้อน
- ลักษณะจุลทรรศน์: สามารถตรวจสอบโครงสร้างของ epidermis, hypodermis, parenchyma และเนื้อเยื่อของกลีบ
- การตรวจสอบทางเคมี: ตรวจสอบสารสำคัญและสารประกอบกำมะถัน เช่น alliin และสารที่เกี่ยวข้อง
- มาตรฐานวัตถุดิบ: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดเกณฑ์ด้านความชื้น เถ้ารวม เถ้าที่ไม่ละลายในกรด และสารสกัด รวมถึงลักษณะทางกายภาพเพื่อช่วยยืนยันคุณภาพของวัตถุดิบ
คำเตือนทางการแพทย์
กระเทียมในรูปแบบอาหาร สามารถบริโภคได้ตามปกติสำหรับคนทั่วไป แต่ ผลิตภัณฑ์สารสกัดกระเทียมหรือการใช้ขนาดสูงไม่ควรถือว่าเทียบเท่ากับการรับประทานกระเทียมเป็นอาหาร เพราะปริมาณสารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแตกต่างกัน ผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด หรือผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กระเทียมในขนาดสูง นอกจากนี้ ไม่ควรใช้กระเทียมสดทาบนผิวหนังเพื่อรักษาโรคด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแผลไหม้ได้
ข้อมูลสมุนไพรนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและเผยแพร่ความรู้ ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ การกล่าวถึงสรรพคุณตามภูมิปัญญาไทยไม่ได้หมายความว่าสรรพคุณดังกล่าวได้รับการยืนยันทางคลินิกทั้งหมด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). กระเทียม (Allium sativum L.). กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. (2564). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: กระเทียม (KRATHIAM) / Allii Sativi Bulbus. กระทรวงสาธารณสุข.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพร: กระเทียม.
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2567). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร: หลักการและเกณฑ์การพัฒนายาจากสมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
- Batiha, G. E. S., Beshbishy, A. M., Wasef, L. G., Elewa, Y. H. A., Al-Sagan, A. A., Abd El-Hack, M. E., Taha, A. E., Abd-Elhakim, Y. M., & Devkota, H. P. (2020). Chemical constituents and pharmacological activities of garlic (Allium sativum L.): A review. Nutrients, 12(3), 872.
- Tudu, C. K., Dutta, T., Ghorai, M., Biswas, P., Samanta, D., Oleksak, P., Jha, N. K., Kumar, M., Radha, Proćków, J., Pérez de la Lastra, J. M., & Dey, A. (2022). Traditional uses, phytochemistry, pharmacology and toxicology of garlic (Allium sativum): A review of research from the last decade focusing on health and nutritional implications. Frontiers in Nutrition, 9, 949554.
- Martins, N., Petropoulos, S., & Ferreira, I. C. F. R. (2016). Chemical composition and bioactive compounds of garlic (Allium sativum L.) as affected by pre- and post-harvest conditions: A review. Food Chemistry, 211, 41–50.
- Rose, P., Whiteman, M., Moore, P. K., & Zhu, Y. Z. (2005). Bioactive S-alk(en)yl cysteine sulfoxide metabolites in the genus Allium: The chemistry of potential therapeutic agents. Natural Product Reports, 22, 351–368.
- Borrelli, F., Capasso, R., Izzo, A. A., & others. (2007). Garlic (Allium sativum L.): Adverse effects and drug interactions in humans. Molecular Nutrition & Food Research, 51(11), 1386–1397.
- European Medicines Agency. (2020). Allii sativi bulbus: European Union herbal monograph.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Allium sativum L. Plants of the World Online.
- Ankri, S., & Mirelman, D. (1999). Antimicrobial properties of allicin from garlic. Microbes and Infection, 1(2), 125–129.
- Borlinghaus, J., Albrecht, F., Gruhlke, M. C. H., Nwachukwu, I. D., & Slusarenko, A. J. (2014). Allicin: Chemistry and biological properties. Molecules, 19(8), 12591–12618.

