กระบก

กระบก

กระบก เป็นไม้ยืนต้นพื้นถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พบได้ในประเทศไทยหลายภูมิภาค มีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกัน เช่น มะมื่น มื่น มะลื่น หมากบก กะบก จะบก และหลักกาย นอกจากใช้ประโยชน์ด้านอาหาร โดยเฉพาะ เมล็ดกระบกคั่ว แล้ว ในภูมิปัญญาพื้นบ้านยังมีการนำส่วนต่าง ๆ ของกระบกมาใช้เป็นสมุนไพร รวมถึงมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ น้ำมันเมล็ดกระบก สารพฤกษเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระบก
  • ชื่อท้องถิ่น: กะบก, จะบก, ตระบก, บก, หมากบก, มะมื่น, มื่น, มะลื่น, หมักลื่น, หลักกาย, จำเมาะ, ซะอัง และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
  • ชื่อสามัญ: Wild almond, Barking Deer’s Mango, Indochinese Almond
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn.
  • วงศ์: Irvingiaceae
  • ประเภท: ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ
  • ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์: เมล็ด เนื้อในเมล็ด น้ำมันเมล็ด ใบ ผล และเนื้อไม้

ชื่อวิทยาศาสตร์ Irvingia malayana เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากล และมีถิ่นกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินโดจีนไปจนถึงมลายูตะวันตก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10–30 เมตร และบางแหล่งรายงานว่าสามารถสูงได้ถึงประมาณ 35 เมตร ลำต้นเปลาตรง เรือนยอดแน่นทึบและแผ่กว้าง โคนต้นของต้นที่มีอายุมากอาจมีพูพอน เปลือกสีเทาอ่อนปนน้ำตาล ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงเวียนหรือเรียงสลับ แผ่นใบรูปรี รูปขอบขนาน รูปไข่ หรือรูปใบหอก กว้างประมาณ 2.5–9 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3–20 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยง ขอบใบเรียบ เส้นแขนงใบเห็นได้ชัด และมีเส้นใบย่อยลักษณะคล้ายขั้นบันได
  • หูใบ: หูใบเรียวยาว โค้งเล็กน้อย และม้วนหุ้มยอดก่อนใบคลี่ เป็นลักษณะเด่นที่ช่วยในการจำแนกกระบก
  • ดอก: ดอกขนาดเล็ก สีขาวอมเขียวหรือเขียวอ่อน ออกเป็นช่อแยกแขนงตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 5–15 เซนติเมตร ดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ และเกสรเพศผู้ประมาณ 10 อัน
  • ผล: ผลเป็นผลสดแบบมีเมล็ดแข็ง รูปกลมหรือรูปรีถึงรูปไข่ ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเขียว ภายในมีเมล็ดขนาดใหญ่ 1 เมล็ด
  • เมล็ด: เมล็ดมีเปลือกแข็ง ภายในมีเนื้อเมล็ดสีขาวหรือขาวนวล มีลักษณะค่อนข้างแน่นและมีน้ำมันสูง จึงนิยมนำมาคั่วรับประทาน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กระบกมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการกระจายพันธุ์ใน ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเกาะบอร์เนียว ในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค โดยขึ้นตาม ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าแดง ป่าชายหาด และพื้นที่เปิดที่มีความชื้นปานกลาง

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม: กระบกเป็นไม้ที่ปรับตัวได้ค่อนข้างดี เจริญได้ในดินหลายชนิด และเหมาะกับพื้นที่ได้รับแสงแดดค่อนข้างมาก
  • น้ำ: ต้องการน้ำและความชื้นในระดับปานกลาง โดยเฉพาะในช่วงต้นกล้ายังเล็ก
  • การขยายพันธุ์: นิยม เพาะเมล็ด จากเมล็ดที่สมบูรณ์ โดยนำเมล็ดที่ได้จากผลแก่ไปเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี
  • การดูแล: เมื่อต้นตั้งตัวได้จะค่อนข้างทนต่อสภาพแวดล้อมและสามารถเจริญเป็นไม้ขนาดใหญ่ จึงควรจัดระยะปลูกให้เหมาะสมและมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการขยายตัวของทรงพุ่ม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เมล็ดและเนื้อในเมล็ด
  • น้ำมันจากเมล็ด
  • ผล
  • ใบ
  • เนื้อไม้

การใช้ส่วนต่าง ๆ ดังกล่าวเป็น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น และไม่ควรถือเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

  • น้ำมันเมล็ดกระบก: มีการกล่าวถึงในภูมิปัญญาพื้นบ้านว่าใช้ บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ บรรเทาอาการหอบหืด และใช้เกี่ยวกับริดสีดวงจมูก
  • เนื้อในเมล็ด: มีการใช้ตามภูมิปัญญาเพื่อ บำรุงร่างกาย บำรุงไต บำรุงไขข้อและเส้นเอ็น และช่วยแก้อาการข้อขัด
  • เนื้อไม้: มีการกล่าวถึงว่าใช้เป็นยาช่วย เจริญอาหารและขับพยาธิในเด็ก
  • ใบ: ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่นำมาใช้เกี่ยวกับ อาการคันตามผิวหนัง
  • ผล: มีการใช้ผลอ่อนตามภูมิปัญญาบางท้องถิ่นเป็น ยาระบาย

ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • ในบางชุมชนมีการนำ เนื้อในเมล็ดกระบก มาคั่วรับประทาน หรือโขลกร่วมกับเกลือรับประทานกับข้าวเหนียว
  • ในพื้นที่ชนบทบางแห่งมีการใช้ ผลกระบก ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับการขับถ่ายและการขับพยาธิ
  • มีข้อมูลชาติพันธุ์วรรณนาร่วมสมัยในจังหวัดยโสธรที่รายงานการใช้กระบกในท้องถิ่น เช่น การใช้ เมล็ดเพื่อบำรุงข้อ กระดูก และเส้นเอ็น และการใช้ส่วนอื่นในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับอาการไอหรือระบบทางเดินอาหาร

ในตำรับยา

ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่า กระบกหรือสารสกัดกระบกมีประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ ตามมาตรฐานการทดลองทางคลินิก การกล่าวถึงสรรพคุณข้างต้นจึงควรจัดอยู่ในกลุ่ม ภูมิปัญญาและการใช้แบบดั้งเดิม มากกว่าการรับรองเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์

หมายเหตุ: สรรพคุณที่กล่าวถึงจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นข้อมูลด้านการใช้สมุนไพรตามประเพณี ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค และไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์

วิธีใช้

  • เมล็ด: นิยมคั่วให้สุกแล้วรับประทานเป็นอาหารหรือของว่าง
  • ใบอ่อน: ใช้รับประทานเป็นผักหรือรับประทานร่วมกับอาหารพื้นบ้านบางชนิด
  • น้ำมันเมล็ด: ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารหรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
  • การใช้เป็นยา: สูตรและขนาดการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีความแตกต่างกัน จึงไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานเพื่อการรักษาโรคโดยไม่มีข้อมูลมาตรฐานด้านเภสัชวิทยาและความปลอดภัยในมนุษย์

ในบัญชียาจากสมุนไพร

ไม่พบข้อมูลที่ยืนยันว่า กระบก (Irvingia malayana) เป็นรายการยาเดี่ยวในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย จากแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ในครั้งนี้ จึงไม่ควรระบุว่ากระบกเป็นสมุนไพรในบัญชียาดังกล่าวโดยอัตโนมัติ

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของกระบกมีความแตกต่างกันตามส่วนของพืช โดยเฉพาะ เมล็ดและเนื้อในเมล็ด ซึ่งมีน้ำมันในปริมาณสูง ขณะที่ใบและกิ่งมีสารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์หลายชนิด งานศึกษาด้านองค์ประกอบของเมล็ดกระบกจากกัมพูชาพบว่าส่วนเมล็ดมีน้ำมันประมาณ 70% และกรดไขมันส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันอิ่มตัว โดยมี กรดลอริก (lauric acid) และ กรดไมริสติก (myristic acid) เป็นองค์ประกอบเด่น

องค์ประกอบทางเคมี

  • น้ำมันเมล็ด: มีกรดไขมันอิ่มตัวเป็นองค์ประกอบหลัก โดยเฉพาะ กรดลอริก (C12:0) และ กรดไมริสติก (C14:0)
  • งานศึกษาหนึ่งพบกรดลอริกประมาณ 42% และกรดไมริสติกประมาณ 41.8% ของกรดไขมันในน้ำมันเมล็ด
  • งานวิจัยในประเทศไทยรายงานน้ำมันจากเนื้อเมล็ดที่มีกรดลอริกและกรดไมริสติกเป็นองค์ประกอบหลัก และพบกรดไขมันอิ่มตัวรวมมากกว่า 95% ในการศึกษาดังกล่าว
  • สารกลุ่ม ellagitannin/ellagic acid derivatives: พบอนุพันธ์ของ ellagic acid หลายชนิดในใบและกิ่ง
  • สารฟลาโวนอยด์: พบสารฟลาโวนอยด์ที่อยู่ในรูปไกลโคไซด์หลายชนิด
  • สารกลุ่ม triterpenoid: ตรวจพบ friedelin และ friedelinol รวมถึงรายงานการพบ betulinic acid ในงานวิจัยบางฉบับ
  • สารฟีนอลิก: สารสกัดเมล็ดกระบกมีสารประกอบฟีนอลิก ซึ่งสัมพันธ์กับกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระที่ตรวจวัดได้ในหลอดทดลอง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับกระบกในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การศึกษาองค์ประกอบทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มากกว่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์

  • งานวิจัยด้านเคมีจากใบและกิ่งสามารถแยกสารประกอบได้หลายชนิด รวมถึงอนุพันธ์ของ ellagic acid, flavonoids, friedelin และ friedelinol โดยสารบางชนิดแสดงฤทธิ์ทางชีวภาพในการทดสอบระดับเซลล์และเอนไซม์
  • สารสกัดจากกระบกแสดง ฤทธิ์ต้านการสร้างหลอดเลือดใหม่ ในแบบจำลอง rat aortic ring และ HUVEC ในระดับห้องปฏิบัติการ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ารักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้
  • สารสกัดเมล็ดกระบกแสดง ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ในการทดสอบ DPPH โดยค่าการกำจัดอนุมูลอิสระแตกต่างกันตามวิธีเตรียมและสภาวะการปรุงเมล็ด
  • งานวิจัยปี 2024 ศึกษาการเปลี่ยนน้ำมันเมล็ดกระบกเป็น fatty acid ethyl esters เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบใน น้ำมันนวดสมุนไพร และพบว่าสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติทางกายภาพเหมาะสมในเงื่อนไขการทดลอง

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับพฤกษศาสตร์และองค์ประกอบทางเคมี: มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนจากฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์และงานวิเคราะห์ทางเคมี
  • ระดับหลอดทดลอง: มีหลักฐานเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านการสร้างหลอดเลือดใหม่ และฤทธิ์ต่อเซลล์บางชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีงานศึกษาบางส่วน แต่ยังมีจำนวนจำกัด
  • ระดับการทดลองในมนุษย์: ยังมีข้อมูลจำกัดมาก
  • ระดับการรักษาโรค: ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคใดเป็นการเฉพาะ

ดังนั้น กระบกไม่ควรถูกสื่อสารในลักษณะเป็นยารักษาโรคที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว โดยเฉพาะเมื่ออ้างถึงมะเร็ง โรคหัวใจ หอบหืด หรือโรคเรื้อรังต่าง ๆ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดเมล็ดกระบกแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH โดยกิจกรรมแตกต่างกันตามวิธีการเตรียมตัวอย่าง
  • ฤทธิ์ต้านการสร้างหลอดเลือดใหม่: สารสกัดเมทานอลจากกระบกสามารถยับยั้งการเจริญของหลอดเลือดในแบบจำลอง rat aortic ring และลด tube formation ใน HUVEC
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์: สารประกอบบางชนิดจากใบและกิ่งแสดงฤทธิ์ cytotoxic ในระดับการทดลองกับเซลล์ และสารบางชนิดแสดงกิจกรรมในระบบทดสอบ HIV-1 reverse transcriptase แต่เป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น
  • การพัฒนาวัตถุดิบ: น้ำมันเมล็ดกระบกมีศักยภาพในการใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง น้ำมันนวด และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของกระบกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยก การรับประทานเมล็ดกระบกในฐานะอาหาร ออกจากการใช้สารสกัดเข้มข้นเพื่อการรักษา การศึกษาในระดับเซลล์ของสารสกัดเมล็ดกระบกพบว่าเซลล์ที่ใช้ทดสอบมีอัตราการรอดชีวิตมากกว่า 80% ในขนาดที่ศึกษา ขณะที่การศึกษาพิษวิทยาในหนูด้วยส่วนสกัดของกระบกขนาด 100 มก./กก. เป็นเวลา 7 วัน ไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ตับและเยื่อบุท่อไตอย่างมีนัยสำคัญในการทดลองดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าว ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยเมื่อใช้ในมนุษย์ทุกขนาดและทุกระยะเวลา

ข้อห้ามใช้

  • หลีกเลี่ยงการใช้ สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์กระบกเพื่อรักษาโรค โดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ที่มีประวัติ แพ้เมล็ดพืชหรืออาหารจากพืช ควรหลีกเลี่ยงหากเคยมีอาการผิดปกติหลังรับประทาน
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • เด็กไม่ควรใช้ตำรับพื้นบ้านที่มีการกำหนดขนาดยาเอง โดยเฉพาะตำรับที่ใช้เพื่อขับพยาธิหรือเป็นยาระบาย

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกระบกกับยารักษาโรคชนิดใดโดยเฉพาะ ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาสำหรับโรคเรื้อรัง ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ สารสกัดกระบกหรือน้ำมันเมล็ดกระบกในขนาดเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

  • เมล็ดกระบกคั่ว: เป็นการใช้ประโยชน์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยเนื้อในเมล็ดมีรสมันและมีกลิ่นหอมเมื่อนำไปคั่ว
  • ใบอ่อน: ใช้รับประทานเป็นผักในบางพื้นที่
  • น้ำมันเมล็ด: สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารได้ โดยมีองค์ประกอบของกรดไขมันอิ่มตัวในสัดส่วนสูง
  • งานศึกษาด้านโภชนาการพบว่าเมล็ดกระบกมีทั้ง ไขมันและสารอาหาร และสารสกัดเอทานอลมีสารฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ตรวจวัดได้

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • น้ำมันนวดสมุนไพร: มีการวิจัยพัฒนา fatty acid ethyl esters จากน้ำมันเมล็ดกระบกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหลักของน้ำมันนวดสมุนไพร
  • เครื่องสำอาง: องค์ประกอบของน้ำมันและสารต้านอนุมูลอิสระทำให้กระบกมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
  • สบู่และเทียนไข: น้ำมันจากเนื้อในเมล็ดมีการใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับทำสบู่และเทียนไขในระดับภูมิปัญญาและอุตสาหกรรมพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์อาหาร: เมล็ดคั่วและผลิตภัณฑ์จากเมล็ดสามารถพัฒนาเป็นอาหารว่างหรือผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปได้

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ผล: เก็บเมื่อผลแก่หรือสุกเต็มที่ตามวัตถุประสงค์การใช้
  • เมล็ด: ควรแยกเมล็ดออกจากผลและทำความสะอาดก่อนนำไปแปรรูป
  • เมล็ดสำหรับรับประทาน: ควรผ่านการคั่วหรือกระบวนการปรุงที่เหมาะสมก่อนบริโภค
  • การเก็บรักษา: เมล็ดและผลิตภัณฑ์น้ำมันควรเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันแสง ความร้อน ความชื้น และการเกิดกลิ่นหืน
  • วัตถุดิบสมุนไพรแห้ง: ควรเก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเท และป้องกันแมลงหรือเชื้อรา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระบกเป็นพืชอาหารและไม้ใช้สอยที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะ เมล็ดกระบกคั่ว ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่พบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงมีการใช้ใบอ่อนเป็นผัก ในด้านสมุนไพรมีการนำ เมล็ด น้ำมันเมล็ด ผล ใบ และเนื้อไม้ มาใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นแตกต่างกันไปตามภูมิภาค

ประวัติและวัฒนธรรม

กระบกเป็นพรรณไม้ที่พบในภูมิประเทศธรรมชาติของประเทศไทย และได้รับการกล่าวถึงในฐานะพืชอาหารและพืชใช้สอยของชุมชนหลายพื้นที่ นอกจากนี้ กระบกยังเป็นพรรณไม้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ตามข้อมูลพรรณไม้ของหน่วยงานด้านทรัพยากรป่าไม้ เมล็ดกระบกมีบทบาทในอาหารพื้นบ้าน โดยนำมาคั่วรับประทานเป็นของว่าง มีรสมันคล้ายถั่ว และบางพื้นที่นำมาโขลกกับเกลือรับประทานกับข้าวเหนียว

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online (Kew) กระบก (Irvingia malayana) มีสถานะตามการประเมินของ IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ และมีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ประชากรกระบกในถิ่นธรรมชาติยังมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นไม้พื้นถิ่นขนาดใหญ่ที่มีบทบาทด้านระบบนิเวศและเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า โดยมีงานศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างผลกระบกกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ เช่น ช้างป่าและหมูป่า

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร: Plantae
  • กลุ่มพืช: Angiosperms
  • ชั้น: Equisetopsida
  • อันดับ: Malpighiales
  • วงศ์: Irvingiaceae
  • สกุล: Irvingia Hook.f.
  • ชนิด: Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn.

ชื่อพ้องที่สำคัญ

  • Irvingella malayana (Oliv. ex A.W.Benn.) Tiegh.
  • Irvingella harmandiana Tiegh.
  • Irvingella oliveri (Pierre) Tiegh.
  • Irvingia harmandiana Pierre
  • Irvingia harmandiana Pierre ex Laness.
  • Irvingia longipedicellata Gagnep.
  • Irvingia oliveri Pierre

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ กระบก (Irvingia malayana) ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกัน ได้แก่

  • ลำต้น: ไม้ต้นขนาดใหญ่ เปลือกสีเทาอ่อนปนน้ำตาล
  • ใบ: ใบเดี่ยวเรียงเวียน แผ่นใบหนาและเกลี้ยง
  • หูใบ: เรียวยาวและม้วนหุ้มยอดคล้ายรูปดาบ เป็นลักษณะเด่น
  • ช่อดอก: ช่อแยกแขนง ดอกสีขาวอมเขียว
  • ผล: รูปกลมหรือรีถึงรูปไข่ ผลสุกสีเหลืองอมเขียว
  • เมล็ด: มีเมล็ดเดี่ยว เปลือกแข็ง ภายในมีเนื้อเมล็ดสีขาวและมีน้ำมัน

หากเป็นวัตถุดิบแห้งหรือผง ควรใช้ การตรวจสอบทางมหพฤกษศาสตร์ (macroscopic examination) ร่วมกับ กล้องจุลทรรศน์และการวิเคราะห์ทางเคมี เพื่อป้องกันการปะปนหรือสับสนกับพืชชนิดอื่น โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์สมุนไพรเชิงพาณิชย์

คำเตือนทางการแพทย์

กระบกเป็นทั้งพืชอาหารและสมุนไพรพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านการรักษาโรคในมนุษย์ยังอยู่ในระดับจำกัด งานวิจัยจำนวนมากเป็นการทดลองในหลอดทดลอง การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี หรือการทดลองในสัตว์ จึงไม่ควรนำผลดังกล่าวไปสรุปว่า กระบกสามารถรักษามะเร็ง โรคหัวใจ หอบหืด หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้ การใช้ กระบกคั่วเป็นอาหาร แตกต่างจากการใช้สารสกัด น้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น หากต้องการใช้กระบกในรูปแบบยา โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ให้นมบุตร หรือผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

หมายเหตุ: ข้อมูลสรรพคุณตามภูมิปัญญาพื้นบ้านควรใช้เพื่อการศึกษาและอนุรักษ์องค์ความรู้ ไม่ควรใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ควรนำสูตรยา ขนาดยา หรือวิธีใช้จากแหล่งข้อมูลพื้นบ้านไปใช้รักษาโรคด้วยตนเองโดยไม่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กระบก (Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn.). สารานุกรมพืช.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กระบก. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  3. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. (ม.ป.ป.). กระบก (Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn.). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
  4. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. (2566). กระบก. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ.
  5. สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). กระบก. เอกสารสาระพรรณไม้.
  6. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). Irvingia malayana. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ.
  7. Jaipetch, T., Hongthong, S., Bunteang, S., Akkarawongsapat, R., Limthongkul, J., Napaswad, C., Suksen, K., Nuntasaen, N., Reutrakul, V., & Kuhakarn, C. (2019). A new ellagic acid from the leaves and twigs of Irvingia malayana. Natural Product Communications, 14(5). https://doi.org/10.1177/1934578X19848164.
  8. Montet, D., et al. (2002). Original study of the biochemical and oil composition of the Cambodia nut Irvingia malayana. Journal of Agricultural and Food Chemistry. https://doi.org/10.1021/jf011118h.
  9. Thangthong, A., Roschat, W., Hachai, C., Inthikhot, K., Kiinti, K., Thammayod, A., Phewphong, S., Leelatam, T., Tawil, S., Moonsin, P., & Promarak, V. (2024). Synthesis of the fatty acid ethyl esters (FAEE) from Krabok (Irvingia malayana) seed oil for use as the main ingredient in the production of herbal massage oil. Trends in Sciences, 21(11), 8444. https://doi.org/10.48048/tis.2024.8444.
  10. Yotsawimonwat, S., Charumanee, S., Kaewchit, S., Sirithunyalug, J., Sirisa-Ard, P., Piyamongkol, S., & Siangwong, K. (2017). Influence of water-soluble channeling agents on the release of diclofenac sodium from Irvingia malayana wax matrix tablets. Drug Development and Industrial Pharmacy, 30(3), 867–873.
  11. World Flora Online. (2026). Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn. World Flora Online.
  12. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Irvingia malayana Oliv. ex A.W.Benn. Plants of the World Online.
  13. Hanafiah, S. P., Agungpriyono, D. R., & Praptiwi. (2010). Toxicopathology study of liver and kidney of mice received various fractions of Pauh Kijang (Irvingia malayana Oliv. ex A. Benn). Institut Pertanian Bogor.
Scroll to top