กระตังใบ

กระตังใบ

กระตังใบ หรือ กะตังใบ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กที่พบในพื้นที่เขตร้อนของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Leea indica (Burm.f.) Merr. เป็นพืชที่มีการใช้ประโยชน์ทั้งด้าน สมุนไพรพื้นบ้าน อาหาร และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะรากและทั้งต้นที่ปรากฏในตำรายาไทยสำหรับใช้ในกลุ่มอาการไข้ ปวดเมื่อย และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ขณะที่งานวิจัยสมัยใหม่พบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มและมีรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อสรุปด้านการรักษาโรค

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระตังใบ, กะตังใบ, กระตังบาย
  • ชื่อท้องถิ่น: ต้างไก่, คะนางใบ, เขือง, เขืองแข้งม้า, ตองจ้วม, ตองต้อม, บังบายต้น, ช้างเขิง, ดังหวาย, เรือง และชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ตามแต่ละภูมิภาค
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Leea indica (Burm.f.) Merr.
  • ชื่อสามัญ: Bandicoot berry
  • วงศ์: Vitaceae
  • ประเภท: ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก
  • ถิ่นที่พบ: ประเทศไทยและพื้นที่เขตร้อนของเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงออสเตรเลียตอนเหนือและหมู่เกาะแปซิฟิกบางส่วน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งตั้งแต่บริเวณโคนต้น สูงโดยทั่วไปประมาณ 1–3 เมตร ลำต้นเกลี้ยงหรือมีขนสั้นประปราย
  • ใบ: เป็นใบประกอบแบบขนนก อาจประกอบ 1–3 ชั้น ใบย่อยมีหลายใบ เรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม ใบย่อยรูปรี รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอกแกมรี ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบมีลักษณะจักหรือเป็นซี่ฟัน
  • ดอก: ออกเป็นช่อขนาดใหญ่บริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกย่อยมีจำนวนมาก สีเขียวอ่อน ขาวอมเขียว หรือขาวอมเหลือง ดอกตูมมีสีแดงเข้มและเมื่อบานจะเห็นสีอ่อนขึ้น
  • ผล: รูปร่างกลมหรือกลมแป้น ผิวบางและมีเนื้อนุ่ม ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มจนถึงม่วงดำ ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด และมีรายงานว่าสามารถรับประทานได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กระตังใบ เป็นพืชเขตร้อนที่มีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงนิวกินีและออสเตรเลียตอนเหนือ

ในประเทศไทยพบได้ตาม ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าพรุหรือพื้นที่ชื้น ริมลำธาร ริมทาง และบริเวณที่ถูกรบกวน โดยสามารถพบตั้งแต่พื้นที่ระดับใกล้น้ำทะเลขึ้นไปตามสภาพพื้นที่

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: ใช้เมล็ดจากผลที่สมบูรณ์และแก่เต็มที่ เพาะในวัสดุที่ระบายน้ำได้ดีและรักษาความชื้นให้เหมาะสม
  • การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ: สามารถใช้กิ่งหรือลำต้นปักชำเพื่อเพิ่มจำนวนต้นได้
  • การปลูก: ควรเลือกพื้นที่ที่มีความชื้นพอเหมาะ ดินระบายน้ำได้ดี และมีแสงแดดตั้งแต่รำไรถึงค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นพืชเขตร้อนที่พบได้ตามป่าชื้นและพื้นที่ชายป่า

มีรายงานการศึกษาการเก็บรักษาพันธุกรรมของ กระตังใบด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยทดลองใช้ตาข้างและปลายยอดเป็นชิ้นส่วนพืชสำหรับการขยายพันธุ์ในสภาพปลอดเชื้อ

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก
  • ใบ
  • ทั้งต้น
  • น้ำยาง

แหล่งข้อมูลด้านสมุนไพรไทยระบุการใช้รากเป็นส่วนสำคัญในตำรับยา ขณะที่ฐานข้อมูลด้านพืชสมุนไพรนานาชาติพบการใช้ราก ใบ และส่วนเหนือดินในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านหลายพื้นที่

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

  • ราก: มีรสเย็นเมาเบื่อ ใช้ต้มน้ำดื่มตามตำรับพื้นบ้านสำหรับ แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย แก้บิด ขับเหงื่อ แก้ไข้ แก้กระหายน้ำ แก้ปวดเมื่อย และดับร้อน
  • ราก: มีการกล่าวถึงการใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับสำหรับ ตกขาวและโรคบางชนิด แต่การกล่าวอ้างเกี่ยวกับมะเร็งเป็นข้อมูลจากตำรับและภูมิปัญญา ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษามะเร็งในมนุษย์

ภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • ราก: ใช้ต้มน้ำดื่มสำหรับอาการปวดท้อง ท้องเสีย บิด ไข้ และอาการปวดเมื่อย
  • ใบ: ใช้ตำหรือบดพอกบริเวณบาดแผลหรือปัญหาผิวหนังในภูมิปัญญาบางประเทศ
  • ใบหรือยอด: ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดเมื่อย ไข้ และอาการบางอย่างของระบบทางเดินอาหาร
  • ทั้งต้น: มีรายงานภูมิปัญญาในประเทศไทยบางพื้นที่ใช้ตากแห้งแล้วต้มน้ำดื่มสำหรับหญิงหลังคลอด เพื่อช่วยให้แผลคลอดหายเร็ว

ในตำรับยา

มีข้อมูลการใช้ กระตังใบเป็นส่วนประกอบของตำรับยา โดยเฉพาะรากร่วมกับสมุนไพรอื่นในตำรับพื้นบ้าน และมีการบันทึกชื่อกระตังใบหรือ “ต้างไก่” ในเอกสารตำรับยาแผนโบราณ

วิธีใช้

  • ต้มน้ำดื่ม: ใช้รากหรือส่วนของพืชตามตำรับพื้นบ้าน โดยวิธีและปริมาณแตกต่างกันตามตำรับ
  • ใช้ภายนอก: ใบสดนำมาตำหรือบดแล้วใช้พอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับบาดแผลหรือปัญหาผิวหนัง
  • ใช้เป็นอาหาร: ยอดอ่อนและใบอ่อนสามารถนำมาประกอบอาหารในบางท้องถิ่น

หมายเหตุ : วิธีใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและเอกสารพืชสมุนไพร ไม่ควรนำไปใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์ และยังไม่มีขนาดยามาตรฐานที่ยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิผลในมนุษย์

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของ กระตังใบ ที่ได้รับความสนใจทางวิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่ม สารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ เทอร์พีนอยด์ สเตอรอยด์ ไกลโคไซด์ และสารประกอบฟีนอลิกอื่น ๆ โดยองค์ประกอบแตกต่างกันตามส่วนของพืช วิธีสกัด และแหล่งที่มาของตัวอย่าง

องค์ประกอบทางเคมี

มีการรายงานสารสำคัญหลายชนิดจาก ใบกระตังใบ เช่น

  • Gallic acid
  • Quercetin
  • Lupeol
  • β-sitosterol
  • Ursolic acid
  • Phthalic acid derivatives
  • Catechins
  • Coumarins
  • Dihydrochalcones
  • Megastigmanes
  • Oxylipins

งานวิจัยด้านเคมีวิเคราะห์ด้วย HPLC-ESI-microTOF-Q-MS รายงานการตรวจพบสารจากสารสกัดใบมากกว่า 30 ชนิดในหลายกลุ่มโครงสร้าง และมีสารบางชนิดที่รายงานเป็นครั้งแรกในสกุล Leea

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Leea indica ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในห้องปฏิบัติการและการทดลองในสัตว์ มากกว่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์

งานวิจัยสารสกัดเอทานอลจากใบพบ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา และความเป็นพิษต่อเซลล์ ในระบบทดลอง โดยผลดังกล่าวสนับสนุนความเป็นไปได้ในการศึกษาต่อยอด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อหรือโรคมะเร็งในมนุษย์ได้

งานทบทวนวรรณกรรมยังรวบรวมรายงานฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ลดระดับน้ำตาล ปกป้องตับ ลดไขมัน และฤทธิ์ต่อระบบประสาท แต่ระดับหลักฐานแตกต่างกันมากและส่วนใหญ่ยังเป็นการทดลองก่อนคลินิก

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญา: มีข้อมูลการใช้ต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย
  • ระดับห้องปฏิบัติการ: มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ต่อเซลล์จากสารสกัด
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้านจากการทบทวนวรรณกรรม
  • ระดับการศึกษาทางคลินิก: ยังมีข้อมูลจำกัด จึงยังไม่สามารถยืนยันประสิทธิผลของกระตังใบในการรักษาโรคในมนุษย์ได้อย่างชัดเจน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

งานวิจัยก่อนคลินิกของ กระตังใบ มีรายงานฤทธิ์สำคัญ ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดใบสามารถกำจัดอนุมูลอิสระและแสดงความสามารถในการรีดิวซ์และจับเหล็กในระบบทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดใบมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวก แกรมลบ และเชื้อราบางชนิดในการทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์: มีรายงานความเป็นพิษต่อเซลล์จากสารสกัดในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบและระงับปวด: มีการรายงานจากการศึกษาในระดับก่อนคลินิกและการทบทวนวรรณกรรม
  • ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด: มีรายงานในงานศึกษาก่อนคลินิก แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการนำมาใช้รักษาโรคเบาหวานในคน

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ กระตังใบ ในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้เป็นระยะเวลานาน จึงไม่ควรสรุปว่าการใช้ในรูปแบบสมุนไพรเข้มข้นมีความปลอดภัยเช่นเดียวกับการรับประทานเป็นผักตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

ผลการทดลองความเป็นพิษต่อเซลล์ในหลอดทดลองไม่ควรตีความโดยตรงว่าเป็นความเป็นพิษต่อมนุษย์ เนื่องจากต้องพิจารณาขนาดยา รูปแบบสารสกัด การดูดซึม และเมแทบอลิซึมร่วมด้วย

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์: ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาหรือสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • หญิงให้นมบุตร: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบยา เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยจำกัด
  • ผู้มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด: ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สมุนไพรในรูปแบบยา

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกระตังใบกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดน้ำตาล หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกระตังใบ

การใช้ในอาหาร

ใบอ่อน ยอดอ่อน และผล ของกระตังใบมีรายงานว่าสามารถใช้เป็นอาหารได้ โดยเฉพาะยอดและใบอ่อนที่นำมาประกอบอาหารในบางพื้นที่ ส่วนผลสุกมีรายงานว่าสามารถรับประทานได้

การใช้ในผลิตภัณฑ์

จากคุณสมบัติด้านสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพที่รายงานในงานวิจัย กระตังใบมีศักยภาพสำหรับการศึกษาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์จากสารสกัดพืช โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นสารต้านอนุมูลอิสระและการดูแลผิว อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์จำเป็นต้องมีการประเมินคุณภาพ ความคงตัว ความปลอดภัย และประสิทธิผลเพิ่มเติม

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และเลือกบริเวณที่สะอาด ปราศจากสารเคมีปนเปื้อน
  • ใบและยอด: ควรเก็บส่วนที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีเชื้อรา
  • การทำแห้ง: หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อรา
  • การเก็บรักษา: เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันแสง ความร้อน และความชื้น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระตังใบมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายภูมิภาคของประเทศไทย มีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกัน เช่น ต้างไก่ คะนางใบ ตองจ้วม ตองต้อม ช้างเขิง ดังหวาย และบังบายต้น โดยมีการใช้เป็นสมุนไพรและพืชอาหารตามบริบทของชุมชน

ในบางชุมชนมีการใช้ ทั้งต้นตากแห้งต้มน้ำดื่มหลังคลอด และมีข้อมูลการใช้รากในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการไข้ ปวดเมื่อย และระบบทางเดินอาหาร

ประวัติและวัฒนธรรม

กระตังใบเป็นพืชที่มีชื่อเรียกหลากหลายตามกลุ่มชาติพันธุ์และภูมิภาค สะท้อนการนำพืชท้องถิ่นเข้าสู่ระบบความรู้ด้าน อาหาร การแพทย์พื้นบ้าน และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีการบันทึกชื่อและการใช้ประโยชน์ในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์และเอกสารภูมิปัญญาพืชสมุนไพรของไทย

สถานะการอนุรักษ์

กระตังใบเป็นพืชพื้นถิ่นที่พบกระจายพันธุ์ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย และมีรายงานการนำไปใช้ในโครงการศึกษาหรือเก็บรักษาพันธุกรรมพืชของหน่วยงานไทย นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการขยายพันธุ์ด้วย การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อเป็นข้อมูลด้านการอนุรักษ์และขยายพันธุ์

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • อันดับ (Order): Vitales
  • วงศ์ (Family): Vitaceae
  • สกุล (Genus): Leea
  • ชนิด (Species): Leea indica (Burm.f.) Merr.

ชื่อพ้องที่สำคัญ ได้แก่ Staphylea indica Burm.f. และ Leea sambucina Willd.

หมายเหตุ : เอกสารไทยรุ่นเก่าบางแหล่งจัดกระตังใบไว้ในวงศ์ Leeaceae แต่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ เช่น Kew และ NCBI จัดสกุล Leea ไว้ในวงศ์ Vitaceae ดังนั้นการจัดอนุกรมวิธานในข้อมูลปัจจุบันควรใช้ Vitaceae เป็นหลัก

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ เอกลักษณ์กระตังใบ ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะภายนอกและลักษณะทางกายวิภาค ได้แก่

  • รูปแบบ ใบประกอบแบบขนนก และการแบ่งใบ 1–3 ชั้น
  • รูปร่างและขอบของใบย่อย
  • ลักษณะช่อดอก ดอก และผล
  • สีและรูปร่างของผลเมื่อแก่
  • ลักษณะทางกายวิภาคของผิวใบ

งานวิจัยทางกายวิภาคของพืชวงศ์กะตังใบในประเทศไทยพบลักษณะเฉพาะของเนื้อเยื่อผิวใบ เช่น ปากใบแบบ anomocytic เซลล์ผิวใบ และผลึกภายในเนื้อเยื่อ ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทได้

คำเตือนทางการแพทย์

กระตังใบเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ในตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคมะเร็ง ไม่ควรนำข้อมูลจากตำรับยา งานทดลองในเซลล์ หรือสัตว์ทดลองมาตีความว่าเป็นหลักฐานว่าสามารถรักษามะเร็งในคนได้

ผู้ที่มีไข้เรื้อรัง ท้องเสียรุนแรง มีเลือดออก ปวดท้องมาก หรือสงสัยโรคร้ายแรง ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากบุคลากรทางการแพทย์ และไม่ควรใช้กระตังใบแทนการรักษามาตรฐาน

หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณของกระตังใบในบทความนี้แบ่งให้ชัดเจนระหว่าง “ภูมิปัญญาการใช้” กับ “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์” เพื่อป้องกันการตีความว่าสรรพคุณตามตำรายาเป็นข้อพิสูจน์ประสิทธิผลทางการแพทย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). กะตังใบ (Leea indica (Burm.f.) Merr.). สารานุกรมพืช.
  2. ธานี, ว., แสนสุข, ป., และแสนสุข, ส. (2557). สัณฐานวิทยาและกายวิภาคศาสตร์เนื้อเยื่อชั้นผิวใบของพรรณไม้วงศ์กะตังใบบางชนิดของประเทศไทย. วารสารวิจัย มข., 19(2).
  3. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). กระตังบาย/กระตังใบ. พิพิธภัณฑ์โบราณสถานตุมปัง.
  4. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. (ม.ป.ป.). คู่มือการใช้สมุนไพร ตำรับยาแผนโบราณ.
  5. Hossain, F., Mostofa, M. G., & Alam, A. K. (2021). Traditional uses and pharmacological activities of the genus Leea and its phytochemicals: A review. Heliyon, 7(2), e06222. https://doi.org/10.1016/j.heliyon.2021.e06222
  6. Raghavendra, H. L. (2018). Traditional uses, chemistry and pharmacological activities of Leea indica (Burm. f.) Merr. (Vitaceae): A comprehensive review. International Journal of Green Pharmacy, 12(1). https://doi.org/10.22377/ijgp.v12i01.1602
  7. Arif, M., et al. (2013). Antioxidative, antimicrobial and cytotoxic effects of the phenolics of Leea indica leaf extract. Saudi Journal of Biological Sciences. https://doi.org/10.1016/j.sjbs.2012.11.007
  8. Identification of Phytoconstituents in Leea indica (Burm. F.) Merr. Leaves by High Performance Liquid Chromatography Micro Time-of-Flight Mass Spectrometry. (2019). Journal of Applied Pharmaceutical Science.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Leea indica (Burm.f.) Merr. Plants of the World Online.
  10. National Center for Biotechnology Information. (n.d.). Leea indica (Burm.f.) Merr.: Taxonomy browser.

Scroll to top