กระตังใบ
กระตังใบ หรือ กะตังใบ เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็กที่พบในพื้นที่เขตร้อนของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Leea indica (Burm.f.) Merr. เป็นพืชที่มีการใช้ประโยชน์ทั้งด้าน สมุนไพรพื้นบ้าน อาหาร และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะรากและทั้งต้นที่ปรากฏในตำรายาไทยสำหรับใช้ในกลุ่มอาการไข้ ปวดเมื่อย และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ขณะที่งานวิจัยสมัยใหม่พบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มและมีรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงควรแยกการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากข้อสรุปด้านการรักษาโรค
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระตังใบ, กะตังใบ, กระตังบาย
- ชื่อท้องถิ่น: ต้างไก่, คะนางใบ, เขือง, เขืองแข้งม้า, ตองจ้วม, ตองต้อม, บังบายต้น, ช้างเขิง, ดังหวาย, เรือง และชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ตามแต่ละภูมิภาค
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Leea indica (Burm.f.) Merr.
- ชื่อสามัญ: Bandicoot berry
- วงศ์: Vitaceae
- ประเภท: ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก
- ถิ่นที่พบ: ประเทศไทยและพื้นที่เขตร้อนของเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงออสเตรเลียตอนเหนือและหมู่เกาะแปซิฟิกบางส่วน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น: เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งตั้งแต่บริเวณโคนต้น สูงโดยทั่วไปประมาณ 1–3 เมตร ลำต้นเกลี้ยงหรือมีขนสั้นประปราย
- ใบ: เป็นใบประกอบแบบขนนก อาจประกอบ 1–3 ชั้น ใบย่อยมีหลายใบ เรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม ใบย่อยรูปรี รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปใบหอกแกมรี ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบมีลักษณะจักหรือเป็นซี่ฟัน
- ดอก: ออกเป็นช่อขนาดใหญ่บริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกย่อยมีจำนวนมาก สีเขียวอ่อน ขาวอมเขียว หรือขาวอมเหลือง ดอกตูมมีสีแดงเข้มและเมื่อบานจะเห็นสีอ่อนขึ้น
- ผล: รูปร่างกลมหรือกลมแป้น ผิวบางและมีเนื้อนุ่ม ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มจนถึงม่วงดำ ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด และมีรายงานว่าสามารถรับประทานได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กระตังใบ เป็นพืชเขตร้อนที่มีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงนิวกินีและออสเตรเลียตอนเหนือ
ในประเทศไทยพบได้ตาม ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าพรุหรือพื้นที่ชื้น ริมลำธาร ริมทาง และบริเวณที่ถูกรบกวน โดยสามารถพบตั้งแต่พื้นที่ระดับใกล้น้ำทะเลขึ้นไปตามสภาพพื้นที่
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: ใช้เมล็ดจากผลที่สมบูรณ์และแก่เต็มที่ เพาะในวัสดุที่ระบายน้ำได้ดีและรักษาความชื้นให้เหมาะสม
- การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ: สามารถใช้กิ่งหรือลำต้นปักชำเพื่อเพิ่มจำนวนต้นได้
- การปลูก: ควรเลือกพื้นที่ที่มีความชื้นพอเหมาะ ดินระบายน้ำได้ดี และมีแสงแดดตั้งแต่รำไรถึงค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นพืชเขตร้อนที่พบได้ตามป่าชื้นและพื้นที่ชายป่า
มีรายงานการศึกษาการเก็บรักษาพันธุกรรมของ กระตังใบด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยทดลองใช้ตาข้างและปลายยอดเป็นชิ้นส่วนพืชสำหรับการขยายพันธุ์ในสภาพปลอดเชื้อ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก
- ใบ
- ทั้งต้น
- น้ำยาง
แหล่งข้อมูลด้านสมุนไพรไทยระบุการใช้รากเป็นส่วนสำคัญในตำรับยา ขณะที่ฐานข้อมูลด้านพืชสมุนไพรนานาชาติพบการใช้ราก ใบ และส่วนเหนือดินในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านหลายพื้นที่
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย
- ราก: มีรสเย็นเมาเบื่อ ใช้ต้มน้ำดื่มตามตำรับพื้นบ้านสำหรับ แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย แก้บิด ขับเหงื่อ แก้ไข้ แก้กระหายน้ำ แก้ปวดเมื่อย และดับร้อน
- ราก: มีการกล่าวถึงการใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับสำหรับ ตกขาวและโรคบางชนิด แต่การกล่าวอ้างเกี่ยวกับมะเร็งเป็นข้อมูลจากตำรับและภูมิปัญญา ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษามะเร็งในมนุษย์
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ราก: ใช้ต้มน้ำดื่มสำหรับอาการปวดท้อง ท้องเสีย บิด ไข้ และอาการปวดเมื่อย
- ใบ: ใช้ตำหรือบดพอกบริเวณบาดแผลหรือปัญหาผิวหนังในภูมิปัญญาบางประเทศ
- ใบหรือยอด: ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดเมื่อย ไข้ และอาการบางอย่างของระบบทางเดินอาหาร
- ทั้งต้น: มีรายงานภูมิปัญญาในประเทศไทยบางพื้นที่ใช้ตากแห้งแล้วต้มน้ำดื่มสำหรับหญิงหลังคลอด เพื่อช่วยให้แผลคลอดหายเร็ว
ในตำรับยา
มีข้อมูลการใช้ กระตังใบเป็นส่วนประกอบของตำรับยา โดยเฉพาะรากร่วมกับสมุนไพรอื่นในตำรับพื้นบ้าน และมีการบันทึกชื่อกระตังใบหรือ “ต้างไก่” ในเอกสารตำรับยาแผนโบราณ
วิธีใช้
- ต้มน้ำดื่ม: ใช้รากหรือส่วนของพืชตามตำรับพื้นบ้าน โดยวิธีและปริมาณแตกต่างกันตามตำรับ
- ใช้ภายนอก: ใบสดนำมาตำหรือบดแล้วใช้พอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับบาดแผลหรือปัญหาผิวหนัง
- ใช้เป็นอาหาร: ยอดอ่อนและใบอ่อนสามารถนำมาประกอบอาหารในบางท้องถิ่น
หมายเหตุ : วิธีใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและเอกสารพืชสมุนไพร ไม่ควรนำไปใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์ และยังไม่มีขนาดยามาตรฐานที่ยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิผลในมนุษย์
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของ กระตังใบ ที่ได้รับความสนใจทางวิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่ม สารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ เทอร์พีนอยด์ สเตอรอยด์ ไกลโคไซด์ และสารประกอบฟีนอลิกอื่น ๆ โดยองค์ประกอบแตกต่างกันตามส่วนของพืช วิธีสกัด และแหล่งที่มาของตัวอย่าง
องค์ประกอบทางเคมี
มีการรายงานสารสำคัญหลายชนิดจาก ใบกระตังใบ เช่น
- Gallic acid
- Quercetin
- Lupeol
- β-sitosterol
- Ursolic acid
- Phthalic acid derivatives
- Catechins
- Coumarins
- Dihydrochalcones
- Megastigmanes
- Oxylipins
งานวิจัยด้านเคมีวิเคราะห์ด้วย HPLC-ESI-microTOF-Q-MS รายงานการตรวจพบสารจากสารสกัดใบมากกว่า 30 ชนิดในหลายกลุ่มโครงสร้าง และมีสารบางชนิดที่รายงานเป็นครั้งแรกในสกุล Leea
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Leea indica ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในห้องปฏิบัติการและการทดลองในสัตว์ มากกว่าการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์
งานวิจัยสารสกัดเอทานอลจากใบพบ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา และความเป็นพิษต่อเซลล์ ในระบบทดลอง โดยผลดังกล่าวสนับสนุนความเป็นไปได้ในการศึกษาต่อยอด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสามารถใช้รักษาโรคติดเชื้อหรือโรคมะเร็งในมนุษย์ได้
งานทบทวนวรรณกรรมยังรวบรวมรายงานฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ลดระดับน้ำตาล ปกป้องตับ ลดไขมัน และฤทธิ์ต่อระบบประสาท แต่ระดับหลักฐานแตกต่างกันมากและส่วนใหญ่ยังเป็นการทดลองก่อนคลินิก
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญา: มีข้อมูลการใช้ต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย
- ระดับห้องปฏิบัติการ: มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ต่อเซลล์จากสารสกัด
- ระดับสัตว์ทดลอง: มีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้านจากการทบทวนวรรณกรรม
- ระดับการศึกษาทางคลินิก: ยังมีข้อมูลจำกัด จึงยังไม่สามารถยืนยันประสิทธิผลของกระตังใบในการรักษาโรคในมนุษย์ได้อย่างชัดเจน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
งานวิจัยก่อนคลินิกของ กระตังใบ มีรายงานฤทธิ์สำคัญ ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดใบสามารถกำจัดอนุมูลอิสระและแสดงความสามารถในการรีดิวซ์และจับเหล็กในระบบทดลอง
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: สารสกัดใบมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวก แกรมลบ และเชื้อราบางชนิดในการทดลอง
- ฤทธิ์ต่อเซลล์: มีรายงานความเป็นพิษต่อเซลล์จากสารสกัดในแบบจำลองทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบและระงับปวด: มีการรายงานจากการศึกษาในระดับก่อนคลินิกและการทบทวนวรรณกรรม
- ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด: มีรายงานในงานศึกษาก่อนคลินิก แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการนำมาใช้รักษาโรคเบาหวานในคน
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ กระตังใบ ในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการใช้เป็นระยะเวลานาน จึงไม่ควรสรุปว่าการใช้ในรูปแบบสมุนไพรเข้มข้นมีความปลอดภัยเช่นเดียวกับการรับประทานเป็นผักตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
ผลการทดลองความเป็นพิษต่อเซลล์ในหลอดทดลองไม่ควรตีความโดยตรงว่าเป็นความเป็นพิษต่อมนุษย์ เนื่องจากต้องพิจารณาขนาดยา รูปแบบสารสกัด การดูดซึม และเมแทบอลิซึมร่วมด้วย
ข้อห้ามใช้
- หญิงตั้งครรภ์: ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาหรือสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
- หญิงให้นมบุตร: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบยา เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยจำกัด
- ผู้มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด: ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สมุนไพรในรูปแบบยา
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างกระตังใบกับยาแผนปัจจุบัน อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดน้ำตาล หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกระตังใบ
การใช้ในอาหาร
ใบอ่อน ยอดอ่อน และผล ของกระตังใบมีรายงานว่าสามารถใช้เป็นอาหารได้ โดยเฉพาะยอดและใบอ่อนที่นำมาประกอบอาหารในบางพื้นที่ ส่วนผลสุกมีรายงานว่าสามารถรับประทานได้
การใช้ในผลิตภัณฑ์
จากคุณสมบัติด้านสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพที่รายงานในงานวิจัย กระตังใบมีศักยภาพสำหรับการศึกษาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์จากสารสกัดพืช โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นสารต้านอนุมูลอิสระและการดูแลผิว อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์จำเป็นต้องมีการประเมินคุณภาพ ความคงตัว ความปลอดภัย และประสิทธิผลเพิ่มเติม
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ราก: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และเลือกบริเวณที่สะอาด ปราศจากสารเคมีปนเปื้อน
- ใบและยอด: ควรเก็บส่วนที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีเชื้อรา
- การทำแห้ง: หากต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อรา
- การเก็บรักษา: เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันแสง ความร้อน และความชื้น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระตังใบมีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายภูมิภาคของประเทศไทย มีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกัน เช่น ต้างไก่ คะนางใบ ตองจ้วม ตองต้อม ช้างเขิง ดังหวาย และบังบายต้น โดยมีการใช้เป็นสมุนไพรและพืชอาหารตามบริบทของชุมชน
ในบางชุมชนมีการใช้ ทั้งต้นตากแห้งต้มน้ำดื่มหลังคลอด และมีข้อมูลการใช้รากในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการไข้ ปวดเมื่อย และระบบทางเดินอาหาร
ประวัติและวัฒนธรรม
กระตังใบเป็นพืชที่มีชื่อเรียกหลากหลายตามกลุ่มชาติพันธุ์และภูมิภาค สะท้อนการนำพืชท้องถิ่นเข้าสู่ระบบความรู้ด้าน อาหาร การแพทย์พื้นบ้าน และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีการบันทึกชื่อและการใช้ประโยชน์ในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์และเอกสารภูมิปัญญาพืชสมุนไพรของไทย
สถานะการอนุรักษ์
กระตังใบเป็นพืชพื้นถิ่นที่พบกระจายพันธุ์ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย และมีรายงานการนำไปใช้ในโครงการศึกษาหรือเก็บรักษาพันธุกรรมพืชของหน่วยงานไทย นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการขยายพันธุ์ด้วย การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อเป็นข้อมูลด้านการอนุรักษ์และขยายพันธุ์
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- อันดับ (Order): Vitales
- วงศ์ (Family): Vitaceae
- สกุล (Genus): Leea
- ชนิด (Species): Leea indica (Burm.f.) Merr.
ชื่อพ้องที่สำคัญ ได้แก่ Staphylea indica Burm.f. และ Leea sambucina Willd.
หมายเหตุ : เอกสารไทยรุ่นเก่าบางแหล่งจัดกระตังใบไว้ในวงศ์ Leeaceae แต่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ เช่น Kew และ NCBI จัดสกุล Leea ไว้ในวงศ์ Vitaceae ดังนั้นการจัดอนุกรมวิธานในข้อมูลปัจจุบันควรใช้ Vitaceae เป็นหลัก
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ เอกลักษณ์กระตังใบ ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะภายนอกและลักษณะทางกายวิภาค ได้แก่
- รูปแบบ ใบประกอบแบบขนนก และการแบ่งใบ 1–3 ชั้น
- รูปร่างและขอบของใบย่อย
- ลักษณะช่อดอก ดอก และผล
- สีและรูปร่างของผลเมื่อแก่
- ลักษณะทางกายวิภาคของผิวใบ
งานวิจัยทางกายวิภาคของพืชวงศ์กะตังใบในประเทศไทยพบลักษณะเฉพาะของเนื้อเยื่อผิวใบ เช่น ปากใบแบบ anomocytic เซลล์ผิวใบ และผลึกภายในเนื้อเยื่อ ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทได้
คำเตือนทางการแพทย์
กระตังใบเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ในตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคมะเร็ง ไม่ควรนำข้อมูลจากตำรับยา งานทดลองในเซลล์ หรือสัตว์ทดลองมาตีความว่าเป็นหลักฐานว่าสามารถรักษามะเร็งในคนได้
ผู้ที่มีไข้เรื้อรัง ท้องเสียรุนแรง มีเลือดออก ปวดท้องมาก หรือสงสัยโรคร้ายแรง ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากบุคลากรทางการแพทย์ และไม่ควรใช้กระตังใบแทนการรักษามาตรฐาน
หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณของกระตังใบในบทความนี้แบ่งให้ชัดเจนระหว่าง “ภูมิปัญญาการใช้” กับ “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์” เพื่อป้องกันการตีความว่าสรรพคุณตามตำรายาเป็นข้อพิสูจน์ประสิทธิผลทางการแพทย์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). กะตังใบ (Leea indica (Burm.f.) Merr.). สารานุกรมพืช.
- ธานี, ว., แสนสุข, ป., และแสนสุข, ส. (2557). สัณฐานวิทยาและกายวิภาคศาสตร์เนื้อเยื่อชั้นผิวใบของพรรณไม้วงศ์กะตังใบบางชนิดของประเทศไทย. วารสารวิจัย มข., 19(2).
- มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). กระตังบาย/กระตังใบ. พิพิธภัณฑ์โบราณสถานตุมปัง.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. (ม.ป.ป.). คู่มือการใช้สมุนไพร ตำรับยาแผนโบราณ.
- Hossain, F., Mostofa, M. G., & Alam, A. K. (2021). Traditional uses and pharmacological activities of the genus Leea and its phytochemicals: A review. Heliyon, 7(2), e06222. https://doi.org/10.1016/j.heliyon.2021.e06222
- Raghavendra, H. L. (2018). Traditional uses, chemistry and pharmacological activities of Leea indica (Burm. f.) Merr. (Vitaceae): A comprehensive review. International Journal of Green Pharmacy, 12(1). https://doi.org/10.22377/ijgp.v12i01.1602
- Arif, M., et al. (2013). Antioxidative, antimicrobial and cytotoxic effects of the phenolics of Leea indica leaf extract. Saudi Journal of Biological Sciences. https://doi.org/10.1016/j.sjbs.2012.11.007
- Identification of Phytoconstituents in Leea indica (Burm. F.) Merr. Leaves by High Performance Liquid Chromatography Micro Time-of-Flight Mass Spectrometry. (2019). Journal of Applied Pharmaceutical Science.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Leea indica (Burm.f.) Merr. Plants of the World Online.
- National Center for Biotechnology Information. (n.d.). Leea indica (Burm.f.) Merr.: Taxonomy browser.
