กระไดลิง
กระไดลิง เป็นไม้เถาเนื้อแข็งพื้นเมืองของเอเชียที่มีลักษณะเด่นคือเถาแก่แบนและโค้งเป็นลอนคล้ายขั้นบันได จึงเป็นที่มาของชื่อ “กระไดลิง” นอกจากเป็นพรรณไม้ป่าแล้ว ยังมีการนำ เถา เปลือก ราก ใบ และเมล็ด มาใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายาไทย โดยเฉพาะการใช้เถาในตำรับยาพื้นบ้านสำหรับอาการไข้และพิษต่าง ๆ
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กระไดลิง
- ชื่อท้องถิ่น : กระไดลิง, กระไดวอก, มะลืมดำ, มะลืมคำ, บันไดลิง, ลางลิง, โชกนุ้ย และเครือเสี้ยว
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia scandens L.
- ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Lasiobema scandens (L.) de Wit, Phanera scandens (L.) Raf. และ Bauhinia scandens var. horsfieldii (Miq.) K. et S.S. Larsen
- วงศ์ : Fabaceae (Leguminosae)
- ลักษณะการดำรงชีวิต : ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีมือเกาะ
- ชื่อสามัญภาษาอังกฤษที่พบในเอกสาร : Snake climber / Monkey ladder
- ประเภทสมุนไพร : พืชวัตถุและสมุนไพรพื้นบ้าน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้นและเถา : เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ผลัดใบ มีมือเกาะสำหรับยึดพาดพันต้นไม้อื่น เถาแก่แข็ง เหนียว แบน และโค้งไปมาเป็นลอนสม่ำเสมอคล้ายขั้นบันได กิ่งอ่อนมีขนประปราย ส่วนกิ่งแก่ค่อนข้างเกลี้ยง
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปพัด ปลายใบแหลมหรือเว้า โดยใบบริเวณปลายกิ่งมักเว้าลึกเป็น 2 แฉก โคนใบกว้างและเว้าเล็กน้อยคล้ายรูปหัวใจ เส้นใบออกจากโคนใบประมาณ 5–7 เส้น ด้านบนเกลี้ยงเป็นมัน ส่วนด้านล่างอาจมีขนประปราย ก้านใบยาวประมาณ 1.5–5 เซนติเมตร
- ดอก : ออกเป็นช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 12–25 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบเลี้ยง 5 กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง และมีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ 3 อัน
- ผล : เป็นฝักแบน รูปรีหรือรูปไข่แกมรี ปลายมน มีติ่งแหลมสั้น ๆ ฝักกว้างประมาณ 1.5–2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3–4 เซนติเมตร เมื่อแก่มีสีน้ำตาลแดงและแตกเมื่อแห้ง ภายในมีเมล็ดประมาณ 1–2 เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงไหหลำและหมู่เกาะซุนดา
- การกระจายพันธุ์ : พบในอินเดีย บังกลาเทศ เนปาล ศรีลังกา เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีนตอนใต้ และหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ในประเทศไทย : พบได้ในหลายภูมิภาค โดยมักขึ้นในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณที่มีความชื้นเหมาะสม
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด ซึ่งเป็นวิธีที่มีการระบุไว้ในข้อมูลสมุนไพรไทย
- สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ควรปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และมีโครงสร้างหรือไม้ค้ำสำหรับให้เถาเลื้อย
- เนื่องจากเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง การปลูกควรมีพื้นที่ให้เลื้อยและมีวัสดุรองรับการเจริญเติบโตของเถา
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับแก้พิษต่าง ๆ
- เถา : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในตำรายาไทยและตำรับพื้นบ้าน
- เปลือก : ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดข้อและโรคผิวหนัง
- ใบ : ใช้เป็นยาขับเหงื่อและแก้ไข้ตามข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เมล็ด : มีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านสำหรับถ่ายพยาธิและอาการร้อนใน
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ตามตำรายาไทย : เถากระไดลิงมีรสเบื่อเมา ใช้สำหรับ แก้พิษทั้งปวง แก้ตัวร้อน ขับเหงื่อ แก้ไข้ แก้พิษฝี และแก้ไข้เซื่องซึม
- ภูมิปัญญาพื้นบ้าน : รากใช้แก้พิษต่าง ๆ เปลือกใช้แก้โรคผิวหนังและอาการปวดข้อ ใบใช้ขับเหงื่อและแก้ไข้ ส่วนเมล็ดใช้ถ่ายพยาธิ แก้ร้อนใน และขับเหงื่อ
- ภูมิปัญญาพื้นบ้านภาคอีสาน : มีการใช้เถาหรือต้นต้มกับน้ำหรือฝนกับน้ำดื่มเพื่อใช้เป็นยาแก้บิด
- ภูมิปัญญาในอินโดนีเซีย : มีการใช้น้ำเลี้ยงจากเถาหรือต้นสดจิบเพื่อบรรเทาอาการไอ
- มีรายงานการใช้ในระบบการแพทย์พื้นบ้านของภูมิภาคเอเชียสำหรับอาการท้องเสีย ไอ หอบหืด และความผิดปกติบางชนิด แต่ข้อมูลดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลจากการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์
วิธีใช้
- เถา : ตามตำรายาไทยใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา โดยมีสรรพคุณตามตำรับสำหรับแก้ไข้ แก้ตัวร้อน ขับเหงื่อ และแก้พิษ
- เถาหรือต้น : ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่นำมาต้มกับน้ำหรือฝนกับน้ำดื่มเพื่อใช้แก้บิด
- เปลือก : มีข้อมูลการนำมาต้มกับน้ำดื่มเพื่อใช้บรรเทาอาการปวดข้อในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- น้ำเลี้ยงจากต้นสด : ในอินโดนีเซียมีการนำมาจิบเพื่อบรรเทาอาการไอ
หมายเหตุ : วิธีใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานสำหรับการรักษาโรค และยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดใช้ที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับประชาชนทั่วไป
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของ กระไดลิง ในด้านสมุนไพรอยู่ที่เถาและลำต้น ซึ่งมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่งานวิจัยสมัยใหม่เริ่มศึกษาสารสกัดจากลำต้นในด้าน ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อจุลชีพ ต้านอาการท้องเสีย และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง
องค์ประกอบทางเคมี
มีการตรวจพบกลุ่มสารพฤกษเคมีในสารสกัดจากลำต้นของ Bauhinia scandens ได้แก่
- Flavonoids
- Polyphenols
- Tannins
- Glycosides
- Saponins
- Sterols และ steroids
- Terpenoids
- Quinones
การวิเคราะห์ด้วย UPLC-QTOF-MS ในงานวิจัยหนึ่งพบสัญญาณของสารกลุ่ม flavonoids จำนวนมากในสารสกัดเมทานอลจากลำต้น โดยรายงานว่าพบสารในกลุ่มนี้จำนวนมากถึง 218 รายการจากการวิเคราะห์ดังกล่าว ทั้งนี้ การตรวจพบสารไม่ได้หมายความว่าสารเหล่านั้นมีประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีงานวิจัยเกี่ยวกับ Bauhinia scandens โดยเฉพาะสารสกัดจากลำต้น ซึ่งศึกษาทั้งองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2021 ศึกษาสารสกัดเมทานอลและส่วนสกัดต่าง ๆ จากลำต้น พบแนวโน้มของ ฤทธิ์ลดปวด ต้านการอักเสบ ลดไข้ และฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการสลายลิ่มเลือด ในแบบจำลองการทดลอง
- งานวิจัยปี ค.ศ. 2022 ศึกษาสารสกัดจากลำต้นและพบ ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสียในสัตว์ทดลอง รวมทั้งพบฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราในหลอดทดลอง
- การศึกษาเหล่านี้เป็นหลักฐานเบื้องต้นที่สนับสนุนความเป็นไปได้ทางเภสัชวิทยาของกระไดลิง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
หลักฐานของ กระไดลิง ในปัจจุบันจัดอยู่ในระดับ ก่อนคลินิกเป็นหลัก ได้แก่ การศึกษาทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง การทดลองในสัตว์ และการศึกษาเชิงคอมพิวเตอร์ ขณะที่หลักฐานจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงยังไม่ควรใช้ผลการทดลองเหล่านี้แทนหลักฐานประสิทธิผลทางการแพทย์ในคน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดจากลำต้นและส่วนสกัดบางชนิดแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ลดปวด : มีการศึกษาด้วยแบบจำลองการตอบสนองต่อความเจ็บปวดในหนูทดลอง และพบแนวโน้มของฤทธิ์ลดปวด
- ฤทธิ์ลดไข้ : สารสกัดจากลำต้นแสดงฤทธิ์ลดไข้ในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย : สารสกัดลำต้นแสดงฤทธิ์ยับยั้งอาการท้องเสียในแบบจำลองสัตว์ทดลองแบบขึ้นกับขนาด
- ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ : พบฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในการทดลองในหลอดทดลอง
- ฤทธิ์เกี่ยวกับการสลายลิ่มเลือด : มีการศึกษาเบื้องต้นด้วยแบบจำลองการสลายลิ่มเลือดในห้องปฏิบัติการ
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกระไดลิงในมนุษย์ยังมีจำกัด งานวิจัยในสัตว์ทดลองบางการศึกษาพบว่า สารสกัดจากลำต้นที่ให้ทางปากในระยะสั้นไม่ทำให้สัตว์ทดลองเสียชีวิตหรือแสดงอาการพิษเฉียบพลันที่ชัดเจน ภายใต้เงื่อนไขและขนาดที่ใช้ในการทดลอง อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์หรือการใช้เป็นเวลานานได้ หมายเหตุ : ยังขาดข้อมูลด้านความเป็นพิษเรื้อรัง ความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคประจำตัว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้กระไดลิงในขนาดเข้มข้นหรือใช้ต่อเนื่องโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้กระไดลิงเพื่อรักษาโรคแทนการรักษามาตรฐาน เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ
- หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ โดยเฉพาะการใช้สารสกัดหรือการใช้ตามภูมิปัญญาที่มีการกล่าวถึงการนำเปลือกไปต้ม เนื่องจากมีข้อมูลพื้นบ้านที่ระบุถึงการใช้เพื่อคุมกำเนิดและอาจทำให้แท้ง แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานความปลอดภัยหรือประสิทธิผลทางการแพทย์ที่ยืนยันแล้ว
- ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ถั่วควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกระไดลิงกับยาแผนปัจจุบัน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาชนิดใดเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด หรือยาที่มีผลต่อตับ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกระไดลิงในรูปแบบเข้มข้น
การใช้ในอาหาร
ไม่พบข้อมูลที่เพียงพอจากแหล่งอ้างอิงหลักที่สนับสนุนการนำ กระไดลิง มาใช้เป็นผักหรืออาหารในชีวิตประจำวัน จึงไม่ควรนำส่วนต่าง ๆ ของต้นมารับประทานเองโดยถือว่าเป็นพืชอาหาร
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบสารสกัดเพื่อการศึกษาวิจัยด้านเภสัชวิทยา
- งานหัตถกรรม : เถาแห้งที่มีลักษณะคดงอเป็นขั้น ๆ สามารถนำไปใช้ทำงานประดิษฐ์ เช่น กรอบรูป แกนโคมไฟ และต้นไม้ประดิษฐ์
- วัสดุธรรมชาติ : เปลือกมีความเหนียวและมีการใช้แทนเชือกในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ควรเลือกเก็บส่วนเถา เปลือก หรือส่วนอื่นที่ต้องการใช้จากต้นที่ ระบุชนิดได้ถูกต้อง
- วัตถุดิบที่ต้องการนำมาทำยาแห้งควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม เพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
- เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท แห้ง และพ้นจากแสงแดดโดยตรง
- ควรแยกจากสมุนไพรหรือสารเคมีที่มีกลิ่นแรง และติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บเพื่อป้องกันการใช้ผิดชนิด
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระไดลิง มีชื่อและการใช้แตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น กระไดวอก มะลืมดำ บันไดลิง ลางลิง และโชกนุ้ย ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้หลายส่วนของพืช โดยเถาถูกใช้สำหรับแก้ไข้ แก้พิษ และขับเหงื่อ ขณะที่พื้นที่ภาคอีสานมีรายงานการใช้เถาหรือต้นสำหรับแก้บิด
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ “กระไดลิง” สัมพันธ์กับรูปร่างของเถาแก่ที่แบน แข็ง และโค้งเป็นลอนต่อเนื่องคล้ายขั้นบันได จึงกลายเป็นลักษณะเด่นที่ใช้เรียกพืชชนิดนี้ในภาษาไทย นอกจากนี้ เถาที่มีรูปทรงแปลกตายังถูกนำไปใช้ประโยชน์ในงานประดิษฐ์พื้นบ้าน เช่น กรอบรูปและโครงสร้างของงานตกแต่ง
สถานะการอนุรักษ์
ฐานข้อมูล World Flora Online มีข้อมูลของ Bauhinia scandens แต่ไม่ได้แสดงสถานะ IUCN Red List ไว้ในหน้าข้อมูลดังกล่าว จึงควรแยกประเด็นระหว่าง สถานะการอนุรักษ์ระดับสากล กับสถานการณ์ประชากรในประเทศไทย และไม่ควรระบุว่าพืชชนิดนี้เป็นพืชใกล้สูญพันธุ์โดยไม่มีหลักฐานเฉพาะพื้นที่
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Clade : Angiosperms
- Clade : Eudicots
- Order : Fabales
- Family : Fabaceae
- Subfamily : Cercidoideae
- Tribe : Bauhinieae
- Genus : Bauhinia
- Species : Bauhinia scandens L.
- ชื่อพ้องสำคัญ : Lasiobema scandens (L.) de Wit; Phanera scandens (L.) Raf.; Bauhinia scandens var. horsfieldii (Miq.) K. et S.S. Larsen
หมายเหตุ : ระบบอนุกรมวิธานของกลุ่มกระไดลิงมีการเปลี่ยนแปลงตามงานศึกษาด้านสัณฐานวิทยาและวิวัฒนาการ จึงพบชื่อสกุลและชื่อพ้องหลายชื่อในเอกสารต่างยุคกัน
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ กระไดลิง ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกัน ได้แก่
- เถาแก่แบน แข็ง เหนียว และคดโค้งเป็นลอนคล้ายขั้นบันได
- มีมือเกาะ สำหรับเลื้อยพัน
- ใบเดี่ยวเรียงสลับ โดยเฉพาะใบที่ปลายกิ่งมีรอยเว้าลึกเป็น 2 แฉก
- เส้นใบออกจากโคนใบประมาณ 5–7 เส้น
- ดอกสีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง
- ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่มีสีน้ำตาลแดงและแตกเมื่อแห้ง
สำหรับการจัดทำวัตถุดิบสมุนไพรเพื่อการวิจัยหรือการผลิต ควรจัดทำ ตัวอย่างพรรณไม้อ้างอิง (voucher specimen) และตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์กับผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์หรือหอพรรณไม้ เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชเถาชนิดอื่นที่มีลักษณะใบคล้ายกัน
คำเตือนทางการแพทย์
กระไดลิงเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในมนุษย์ยังมีจำกัด งานวิจัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาสารสกัดในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง ดังนั้นไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวไปกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคในคนได้โดยตรง หมายเหตุ : หากมีอาการไข้เรื้อรัง ท้องเสียหรือบิดรุนแรง ไอเรื้อรัง ปวดข้อผิดปกติ หรือมีอาการที่สงสัยว่าเป็นโรคร้ายแรง ควรพบแพทย์และไม่ควรใช้กระไดลิงแทนการวินิจฉัยหรือการรักษามาตรฐาน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2552). กระไดลิง. มหาวิทยาลัยมหิดล.
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). กระไดลิง (Bauhinia scandens L. var. horsfieldii). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
- อุทยานหลวงราชพฤกษ์. (2565). กระไดลิง (Bauhinia scandens L.). โครงการพัฒนาฐานข้อมูลพรรณไม้ยืนต้นเชิงพื้นที่.
- มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). กระไดลิง. คลังสารสนเทศวลัยลักษณ์.
- Bandyopadhyay, S., & Lakshminarasimhan, P. (2018). Epitypification of Bauhinia scandens (Leguminosae: Cercidoideae). Journal of Economic and Taxonomic Botany, 41(3–4), 137–138.
- Islam, M. M., Alam, R., Chung, H.-J., Emon, N. U., Kabir, M. F., Rudra, S., Alam, S., Ullah, A., Hong, S.-T., & Sayeed, M. A. (2022). Chemical, pharmacological and computerized molecular analysis of stem’s extracts of Bauhinia scandens L. provide insights into the management of diarrheal and microbial infections. Nutrients, 14(2), 265. https://doi.org/10.3390/nu14020265
- Islam, M. M., et al. (2021). Chemical, biological and protein-receptor binding profiling of Bauhinia scandens L. stems provide new insights into the management of pain, inflammation, pyrexia and thrombosis. Biomedicine & Pharmacotherapy.
- World Flora Online. (2026). Bauhinia scandens L. World Flora Online.
- United States Department of Agriculture, Agricultural Research Service. (2026). GRIN Taxonomy: Bauhinia scandens L. Germplasm Resources Information Network.
