กระไดลิง

กระไดลิง

กระไดลิง เป็นไม้เถาเนื้อแข็งพื้นเมืองของเอเชียที่มีลักษณะเด่นคือเถาแก่แบนและโค้งเป็นลอนคล้ายขั้นบันได จึงเป็นที่มาของชื่อ “กระไดลิง” นอกจากเป็นพรรณไม้ป่าแล้ว ยังมีการนำ เถา เปลือก ราก ใบ และเมล็ด มาใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายาไทย โดยเฉพาะการใช้เถาในตำรับยาพื้นบ้านสำหรับอาการไข้และพิษต่าง ๆ

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กระไดลิง
  • ชื่อท้องถิ่น : กระไดลิง, กระไดวอก, มะลืมดำ, มะลืมคำ, บันไดลิง, ลางลิง, โชกนุ้ย และเครือเสี้ยว
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia scandens L.
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Lasiobema scandens (L.) de Wit, Phanera scandens (L.) Raf. และ Bauhinia scandens var. horsfieldii (Miq.) K. et S.S. Larsen
  • วงศ์ : Fabaceae (Leguminosae)
  • ลักษณะการดำรงชีวิต : ไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีมือเกาะ
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษที่พบในเอกสาร : Snake climber / Monkey ladder
  • ประเภทสมุนไพร : พืชวัตถุและสมุนไพรพื้นบ้าน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้นและเถา : เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ผลัดใบ มีมือเกาะสำหรับยึดพาดพันต้นไม้อื่น เถาแก่แข็ง เหนียว แบน และโค้งไปมาเป็นลอนสม่ำเสมอคล้ายขั้นบันได กิ่งอ่อนมีขนประปราย ส่วนกิ่งแก่ค่อนข้างเกลี้ยง
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปพัด ปลายใบแหลมหรือเว้า โดยใบบริเวณปลายกิ่งมักเว้าลึกเป็น 2 แฉก โคนใบกว้างและเว้าเล็กน้อยคล้ายรูปหัวใจ เส้นใบออกจากโคนใบประมาณ 5–7 เส้น ด้านบนเกลี้ยงเป็นมัน ส่วนด้านล่างอาจมีขนประปราย ก้านใบยาวประมาณ 1.5–5 เซนติเมตร
  • ดอก : ออกเป็นช่อแยกแขนงบริเวณปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 12–25 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็กจำนวนมาก กลีบเลี้ยง 5 กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง และมีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ 3 อัน
  • ผล : เป็นฝักแบน รูปรีหรือรูปไข่แกมรี ปลายมน มีติ่งแหลมสั้น ๆ ฝักกว้างประมาณ 1.5–2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3–4 เซนติเมตร เมื่อแก่มีสีน้ำตาลแดงและแตกเมื่อแห้ง ภายในมีเมล็ดประมาณ 1–2 เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงไหหลำและหมู่เกาะซุนดา
  • การกระจายพันธุ์ : พบในอินเดีย บังกลาเทศ เนปาล ศรีลังกา เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีนตอนใต้ และหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ในประเทศไทย : พบได้ในหลายภูมิภาค โดยมักขึ้นในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณที่มีความชื้นเหมาะสม

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด ซึ่งเป็นวิธีที่มีการระบุไว้ในข้อมูลสมุนไพรไทย
  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ควรปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และมีโครงสร้างหรือไม้ค้ำสำหรับให้เถาเลื้อย
  • เนื่องจากเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง การปลูกควรมีพื้นที่ให้เลื้อยและมีวัสดุรองรับการเจริญเติบโตของเถา

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับแก้พิษต่าง ๆ
  • เถา : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดในตำรายาไทยและตำรับพื้นบ้าน
  • เปลือก : ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดข้อและโรคผิวหนัง
  • ใบ : ใช้เป็นยาขับเหงื่อและแก้ไข้ตามข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • เมล็ด : มีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านสำหรับถ่ายพยาธิและอาการร้อนใน

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามตำรายาไทย : เถากระไดลิงมีรสเบื่อเมา ใช้สำหรับ แก้พิษทั้งปวง แก้ตัวร้อน ขับเหงื่อ แก้ไข้ แก้พิษฝี และแก้ไข้เซื่องซึม
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้าน : รากใช้แก้พิษต่าง ๆ เปลือกใช้แก้โรคผิวหนังและอาการปวดข้อ ใบใช้ขับเหงื่อและแก้ไข้ ส่วนเมล็ดใช้ถ่ายพยาธิ แก้ร้อนใน และขับเหงื่อ
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้านภาคอีสาน : มีการใช้เถาหรือต้นต้มกับน้ำหรือฝนกับน้ำดื่มเพื่อใช้เป็นยาแก้บิด
  • ภูมิปัญญาในอินโดนีเซีย : มีการใช้น้ำเลี้ยงจากเถาหรือต้นสดจิบเพื่อบรรเทาอาการไอ
  • มีรายงานการใช้ในระบบการแพทย์พื้นบ้านของภูมิภาคเอเชียสำหรับอาการท้องเสีย ไอ หอบหืด และความผิดปกติบางชนิด แต่ข้อมูลดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลจากการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์

วิธีใช้

  • เถา : ตามตำรายาไทยใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา โดยมีสรรพคุณตามตำรับสำหรับแก้ไข้ แก้ตัวร้อน ขับเหงื่อ และแก้พิษ
  • เถาหรือต้น : ภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่นำมาต้มกับน้ำหรือฝนกับน้ำดื่มเพื่อใช้แก้บิด
  • เปลือก : มีข้อมูลการนำมาต้มกับน้ำดื่มเพื่อใช้บรรเทาอาการปวดข้อในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • น้ำเลี้ยงจากต้นสด : ในอินโดนีเซียมีการนำมาจิบเพื่อบรรเทาอาการไอ

หมายเหตุ : วิธีใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานสำหรับการรักษาโรค และยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดใช้ที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับประชาชนทั่วไป

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของ กระไดลิง ในด้านสมุนไพรอยู่ที่เถาและลำต้น ซึ่งมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่งานวิจัยสมัยใหม่เริ่มศึกษาสารสกัดจากลำต้นในด้าน ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อจุลชีพ ต้านอาการท้องเสีย และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการหรือสัตว์ทดลอง

องค์ประกอบทางเคมี

มีการตรวจพบกลุ่มสารพฤกษเคมีในสารสกัดจากลำต้นของ Bauhinia scandens ได้แก่

  • Flavonoids
  • Polyphenols
  • Tannins
  • Glycosides
  • Saponins
  • Sterols และ steroids
  • Terpenoids
  • Quinones

การวิเคราะห์ด้วย UPLC-QTOF-MS ในงานวิจัยหนึ่งพบสัญญาณของสารกลุ่ม flavonoids จำนวนมากในสารสกัดเมทานอลจากลำต้น โดยรายงานว่าพบสารในกลุ่มนี้จำนวนมากถึง 218 รายการจากการวิเคราะห์ดังกล่าว ทั้งนี้ การตรวจพบสารไม่ได้หมายความว่าสารเหล่านั้นมีประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีงานวิจัยเกี่ยวกับ Bauhinia scandens โดยเฉพาะสารสกัดจากลำต้น ซึ่งศึกษาทั้งองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

  • งานวิจัยปี ค.ศ. 2021 ศึกษาสารสกัดเมทานอลและส่วนสกัดต่าง ๆ จากลำต้น พบแนวโน้มของ ฤทธิ์ลดปวด ต้านการอักเสบ ลดไข้ และฤทธิ์เกี่ยวข้องกับการสลายลิ่มเลือด ในแบบจำลองการทดลอง
  • งานวิจัยปี ค.ศ. 2022 ศึกษาสารสกัดจากลำต้นและพบ ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสียในสัตว์ทดลอง รวมทั้งพบฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราในหลอดทดลอง
  • การศึกษาเหล่านี้เป็นหลักฐานเบื้องต้นที่สนับสนุนความเป็นไปได้ทางเภสัชวิทยาของกระไดลิง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

หลักฐานของ กระไดลิง ในปัจจุบันจัดอยู่ในระดับ ก่อนคลินิกเป็นหลัก ได้แก่ การศึกษาทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง การทดลองในสัตว์ และการศึกษาเชิงคอมพิวเตอร์ ขณะที่หลักฐานจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงยังไม่ควรใช้ผลการทดลองเหล่านี้แทนหลักฐานประสิทธิผลทางการแพทย์ในคน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดจากลำต้นและส่วนสกัดบางชนิดแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ลดปวด : มีการศึกษาด้วยแบบจำลองการตอบสนองต่อความเจ็บปวดในหนูทดลอง และพบแนวโน้มของฤทธิ์ลดปวด
  • ฤทธิ์ลดไข้ : สารสกัดจากลำต้นแสดงฤทธิ์ลดไข้ในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย : สารสกัดลำต้นแสดงฤทธิ์ยับยั้งอาการท้องเสียในแบบจำลองสัตว์ทดลองแบบขึ้นกับขนาด
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ : พบฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในการทดลองในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์เกี่ยวกับการสลายลิ่มเลือด : มีการศึกษาเบื้องต้นด้วยแบบจำลองการสลายลิ่มเลือดในห้องปฏิบัติการ

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกระไดลิงในมนุษย์ยังมีจำกัด งานวิจัยในสัตว์ทดลองบางการศึกษาพบว่า สารสกัดจากลำต้นที่ให้ทางปากในระยะสั้นไม่ทำให้สัตว์ทดลองเสียชีวิตหรือแสดงอาการพิษเฉียบพลันที่ชัดเจน ภายใต้เงื่อนไขและขนาดที่ใช้ในการทดลอง อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์หรือการใช้เป็นเวลานานได้ หมายเหตุ : ยังขาดข้อมูลด้านความเป็นพิษเรื้อรัง ความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคประจำตัว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้กระไดลิงในขนาดเข้มข้นหรือใช้ต่อเนื่องโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทยหรือบุคลากรทางการแพทย์

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้กระไดลิงเพื่อรักษาโรคแทนการรักษามาตรฐาน เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ
  • หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ โดยเฉพาะการใช้สารสกัดหรือการใช้ตามภูมิปัญญาที่มีการกล่าวถึงการนำเปลือกไปต้ม เนื่องจากมีข้อมูลพื้นบ้านที่ระบุถึงการใช้เพื่อคุมกำเนิดและอาจทำให้แท้ง แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานความปลอดภัยหรือประสิทธิผลทางการแพทย์ที่ยืนยันแล้ว
  • ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ถั่วควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกระไดลิงกับยาแผนปัจจุบัน จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาชนิดใดเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด หรือยาที่มีผลต่อตับ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกระไดลิงในรูปแบบเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

ไม่พบข้อมูลที่เพียงพอจากแหล่งอ้างอิงหลักที่สนับสนุนการนำ กระไดลิง มาใช้เป็นผักหรืออาหารในชีวิตประจำวัน จึงไม่ควรนำส่วนต่าง ๆ ของต้นมารับประทานเองโดยถือว่าเป็นพืชอาหาร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบสารสกัดเพื่อการศึกษาวิจัยด้านเภสัชวิทยา
  • งานหัตถกรรม : เถาแห้งที่มีลักษณะคดงอเป็นขั้น ๆ สามารถนำไปใช้ทำงานประดิษฐ์ เช่น กรอบรูป แกนโคมไฟ และต้นไม้ประดิษฐ์
  • วัสดุธรรมชาติ : เปลือกมีความเหนียวและมีการใช้แทนเชือกในภูมิปัญญาพื้นบ้าน

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ควรเลือกเก็บส่วนเถา เปลือก หรือส่วนอื่นที่ต้องการใช้จากต้นที่ ระบุชนิดได้ถูกต้อง
  • วัตถุดิบที่ต้องการนำมาทำยาแห้งควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม เพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา
  • เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท แห้ง และพ้นจากแสงแดดโดยตรง
  • ควรแยกจากสมุนไพรหรือสารเคมีที่มีกลิ่นแรง และติดฉลากชื่อพืช ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บเพื่อป้องกันการใช้ผิดชนิด

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระไดลิง มีชื่อและการใช้แตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น กระไดวอก มะลืมดำ บันไดลิง ลางลิง และโชกนุ้ย ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้หลายส่วนของพืช โดยเถาถูกใช้สำหรับแก้ไข้ แก้พิษ และขับเหงื่อ ขณะที่พื้นที่ภาคอีสานมีรายงานการใช้เถาหรือต้นสำหรับแก้บิด

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ “กระไดลิง” สัมพันธ์กับรูปร่างของเถาแก่ที่แบน แข็ง และโค้งเป็นลอนต่อเนื่องคล้ายขั้นบันได จึงกลายเป็นลักษณะเด่นที่ใช้เรียกพืชชนิดนี้ในภาษาไทย นอกจากนี้ เถาที่มีรูปทรงแปลกตายังถูกนำไปใช้ประโยชน์ในงานประดิษฐ์พื้นบ้าน เช่น กรอบรูปและโครงสร้างของงานตกแต่ง

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล World Flora Online มีข้อมูลของ Bauhinia scandens แต่ไม่ได้แสดงสถานะ IUCN Red List ไว้ในหน้าข้อมูลดังกล่าว จึงควรแยกประเด็นระหว่าง สถานะการอนุรักษ์ระดับสากล กับสถานการณ์ประชากรในประเทศไทย และไม่ควรระบุว่าพืชชนิดนี้เป็นพืชใกล้สูญพันธุ์โดยไม่มีหลักฐานเฉพาะพื้นที่

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Clade : Angiosperms
  • Clade : Eudicots
  • Order : Fabales
  • Family : Fabaceae
  • Subfamily : Cercidoideae
  • Tribe : Bauhinieae
  • Genus : Bauhinia
  • Species : Bauhinia scandens L.
  • ชื่อพ้องสำคัญ : Lasiobema scandens (L.) de Wit; Phanera scandens (L.) Raf.; Bauhinia scandens var. horsfieldii (Miq.) K. et S.S. Larsen

หมายเหตุ : ระบบอนุกรมวิธานของกลุ่มกระไดลิงมีการเปลี่ยนแปลงตามงานศึกษาด้านสัณฐานวิทยาและวิวัฒนาการ จึงพบชื่อสกุลและชื่อพ้องหลายชื่อในเอกสารต่างยุคกัน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ กระไดลิง ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกัน ได้แก่

  • เถาแก่แบน แข็ง เหนียว และคดโค้งเป็นลอนคล้ายขั้นบันได
  • มีมือเกาะ สำหรับเลื้อยพัน
  • ใบเดี่ยวเรียงสลับ โดยเฉพาะใบที่ปลายกิ่งมีรอยเว้าลึกเป็น 2 แฉก
  • เส้นใบออกจากโคนใบประมาณ 5–7 เส้น
  • ดอกสีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง
  • ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่มีสีน้ำตาลแดงและแตกเมื่อแห้ง

สำหรับการจัดทำวัตถุดิบสมุนไพรเพื่อการวิจัยหรือการผลิต ควรจัดทำ ตัวอย่างพรรณไม้อ้างอิง (voucher specimen) และตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์กับผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์หรือหอพรรณไม้ เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชเถาชนิดอื่นที่มีลักษณะใบคล้ายกัน

คำเตือนทางการแพทย์

กระไดลิงเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในมนุษย์ยังมีจำกัด งานวิจัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาสารสกัดในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง ดังนั้นไม่ควรนำผลการทดลองดังกล่าวไปกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคในคนได้โดยตรง หมายเหตุ : หากมีอาการไข้เรื้อรัง ท้องเสียหรือบิดรุนแรง ไอเรื้อรัง ปวดข้อผิดปกติ หรือมีอาการที่สงสัยว่าเป็นโรคร้ายแรง ควรพบแพทย์และไม่ควรใช้กระไดลิงแทนการวินิจฉัยหรือการรักษามาตรฐาน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2552). กระไดลิง. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). กระไดลิง (Bauhinia scandens L. var. horsfieldii). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
  3. อุทยานหลวงราชพฤกษ์. (2565). กระไดลิง (Bauhinia scandens L.). โครงการพัฒนาฐานข้อมูลพรรณไม้ยืนต้นเชิงพื้นที่.
  4. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). กระไดลิง. คลังสารสนเทศวลัยลักษณ์.
  5. Bandyopadhyay, S., & Lakshminarasimhan, P. (2018). Epitypification of Bauhinia scandens (Leguminosae: Cercidoideae). Journal of Economic and Taxonomic Botany, 41(3–4), 137–138.
  6. Islam, M. M., Alam, R., Chung, H.-J., Emon, N. U., Kabir, M. F., Rudra, S., Alam, S., Ullah, A., Hong, S.-T., & Sayeed, M. A. (2022). Chemical, pharmacological and computerized molecular analysis of stem’s extracts of Bauhinia scandens L. provide insights into the management of diarrheal and microbial infections. Nutrients, 14(2), 265. https://doi.org/10.3390/nu14020265
  7. Islam, M. M., et al. (2021). Chemical, biological and protein-receptor binding profiling of Bauhinia scandens L. stems provide new insights into the management of pain, inflammation, pyrexia and thrombosis. Biomedicine & Pharmacotherapy.
  8. World Flora Online. (2026). Bauhinia scandens L. World Flora Online.
  9. United States Department of Agriculture, Agricultural Research Service. (2026). GRIN Taxonomy: Bauhinia scandens L. Germplasm Resources Information Network.
Scroll to top