กระตังใบเตี้ย

กระตังใบเตี้ย

กระตังใบเตี้ย เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่พบในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน มีลักษณะเด่นเป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก มี หัวใต้ดิน และใช้ส่วนหัวเป็นเครื่องยาในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยมีข้อมูลการใช้เพื่อ ช่วยให้เจริญอาหารและบำรุงกำลัง ขณะที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่มีการใช้รากหรือส่วนอื่นของพืชเพื่อแก้ไข้ ขับเหงื่อ และบรรเทาอาการปวดเมื่อย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยทางพฤกษเคมีที่พบสารธรรมชาติหลายกลุ่มจากใบและรากของกระตังใบเตี้ย จึงเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีข้อมูลด้านอนุกรมวิธานและองค์ประกอบทางเคมีน่าสนใจสำหรับการศึกษาต่อไป

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กระตังใบเตี้ย, กะตังใบเตี้ย
  • ชื่อท้องถิ่น : เขืองแข็งม้า, ต้างไก่เตี้ย, ต้างไก่แดง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Leea thorelii Gagnep.
  • ชื่อพ้อง : Leea tetrasperma Gagnep.
  • วงศ์ : Vitaceae
  • ชื่อสกุล : Leea
  • ประเภทพืช : ไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก อายุหลายปี
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา : หัวหรือรากที่มีลักษณะเป็นหัวใต้ดิน
  • การใช้ตามภูมิปัญญาไทย : หัวใต้ดินใช้เป็นสมุนไพร โดยมีข้อมูลการใช้ร่วมกับรากชงโคขาวต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อช่วย เจริญอาหารและบำรุงกำลัง

หมายเหตุ : แหล่งข้อมูลเก่าบางแห่งจัดกระตังใบเตี้ยไว้ในวงศ์ Leeaceae แต่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน เช่น Plants of the World Online และ e-Flora of Thailand ยอมรับชื่อ Leea thorelii Gagnep. และจัดอยู่ในวงศ์ Vitaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น : เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก อายุหลายปี ลำต้นทอดนอนไปตามพื้นดินหรืออาจตั้งตรง สูงได้ตั้งแต่ประมาณ 20 เซนติเมตรจนถึง 1 เมตร มีขนละเอียดตามส่วนต่าง ๆ ของต้น และมี หัวใต้ดิน ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญสำหรับจำแนกชนิด
  • รากและหัวใต้ดิน : รากมีลักษณะเป็นหัว สีภายนอกออกน้ำตาลอมม่วงเข้ม ส่วนภายในมีสีส้ม เป็นส่วนที่มีการนำมาใช้เป็นเครื่องยาในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบ : ใบเป็นใบประกอบ มีรูปแบบตั้งแต่ใบเดียว ใบประกอบ 3 ใบย่อย ไปจนถึงใบประกอบแบบขนนกหรือประกอบซ้อน ใบย่อยมีรูปร่างค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่รูปกลม รูปไข่กลับ รูปขอบขนาน จนถึงรูปแถบ ขอบใบหยักหรือจักเป็นฟันเลื่อย และมีขนตามเส้นใบ
  • หูใบ : หูใบติดอยู่บริเวณก้านใบ มีลักษณะเป็นปีกแคบ สีออกม่วงและมักติดอยู่กับก้านใบค่อนข้างนาน
  • ดอก : ออกเป็นช่อ ดอกมีขนาดเล็ก กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ส่วนต่าง ๆ ของช่อดอกมีขนละเอียด
  • ผล : ผลมีลักษณะกลมหรือมีพูเล็กน้อย เมื่อสุกมี สีม่วงดำ ขนาดประมาณ 0.5–0.8 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดประมาณ 4–6 เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาค อินโดจีน
  • ประเทศที่พบ : กัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชระบุการพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ขณะที่แหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยระบุการพบในบริเวณอื่นของประเทศด้วย
  • สภาพถิ่นอาศัย : มักขึ้นตาม ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ รวมถึงพื้นที่ทุ่งหญ้าในป่า และพบได้ในพื้นที่ระดับความสูงไม่มาก โดยข้อมูลภาคสนามในประเทศไทยระบุช่วงประมาณ 100–400 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • หัวใต้ดิน : เป็นส่วนที่มีข้อมูลการใช้เป็นเครื่องยาชัดเจนที่สุด โดยนำหัวใต้ดินไปใช้ในตำรับพื้นบ้านเพื่อ ช่วยให้เจริญอาหารและบำรุงกำลัง
  • ราก : มีรายงานภูมิปัญญาท้องถิ่นบางพื้นที่นำรากมาใช้ แก้ไข้ ขับเหงื่อ และแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ใบและราก : เป็นส่วนที่ได้รับความสนใจในการศึกษาทางพฤกษเคมี โดยพบสารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และสารธรรมชาติอื่นหลายชนิด

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

    • หัว : หัวใต้ดินผสมกับ รากชงโคขาว ต้มน้ำดื่ม ใช้เพื่อ ช่วยให้เจริญอาหารและบำรุงกำลัง

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

    • ราก : มีข้อมูลการใช้เป็นสมุนไพรสำหรับ แก้ไข้ ขับเหงื่อ และแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่

    • ทั้งต้น : มีรายงานการนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่ แต่ยังไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก

  • ในตำรับยา

    • มีข้อมูลการใช้ หัวใต้ดินร่วมกับรากชงโคขาว ในรูปแบบยาต้มเพื่อดื่ม โดยมีวัตถุประสงค์ด้าน การเจริญอาหารและบำรุงกำลัง

หมายเหตุ : สรรพคุณที่กล่าวข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรนำมาใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน

วิธีใช้

  • ใช้เป็นยาต้มตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ใช้หัวใต้ดินของกระตังใบเตี้ยร่วมกับ รากชงโคขาว แล้วต้มกับน้ำ ใช้เป็นน้ำยาสำหรับดื่มเพื่อ ช่วยให้เจริญอาหารและบำรุงกำลัง
  • การใช้ราก : ภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแห่งนำรากมาต้มร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นสำหรับอาการไข้ เหงื่อออกน้อย หรือปวดเมื่อย แต่ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานที่ได้รับการยืนยันทางคลินิก

สาระสำคัญ

  • หัวและราก : เป็นส่วนที่มีการใช้เป็นยาในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบ : มีรายงานพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และไกลโคไซด์หลายชนิด
  • ราก : พบสารกลุ่ม bergenin, อนุพันธ์ของ bergenin, ฟลาแวน และสารประกอบฟีนอลิก รวมถึง stigmasterol
  • สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ : มีรายงานการพบ quercetin glycosides, myricetin glycosides และ epicatechin derivatives ในส่วนใบและราก

องค์ประกอบทางเคมี

งานวิจัยทางพฤกษเคมีพบสารธรรมชาติจากกระตังใบเตี้ยหลายชนิด โดยเฉพาะจาก ใบและราก ได้แก่

  • จากใบ : leeaoside ซึ่งเป็น megastigmane diglycoside, benzyl glycoside, quercetin 3-O-α-L-rhamnopyranoside, myricetin 3-O-α-L-rhamnopyranoside และ citroside A
  • จากราก : bergenin, 11-O-acetyl bergenin, 11-O-(4′-O-methylgalloyl) bergenin, 3,5-dihydroxy-4-methoxybenzoic acid, (-)-epicatechin, 4″-O-methyl-(-)-epicatechin gallate, (-)-epicatechin gallate, microminutinin และ stigmasterol
  • กลุ่มสารสำคัญที่พบ : ฟีนอลิก, ฟลาโวนอยด์, flavan derivatives, megastigmane glycosides, benzyl glycosides, coumarin-related compounds และ phytosterol บางชนิด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • การศึกษาทางพฤกษเคมีของใบ : Kaewkrud และคณะรายงานการแยกสารจากใบกระตังใบเตี้ยได้ 5 ชนิด รวมถึงสารใหม่ชื่อ leeaoside และสารฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์หลายชนิด
  • การศึกษาทางพฤกษเคมีของราก : Lakornwong และคณะพบสาร 9 ชนิดจากราก โดยสามารถระบุโครงสร้างของสารได้หลายชนิด เช่น bergenin, epicatechin และ epicatechin gallate derivatives
  • การทบทวนงานวิจัยในสกุล Leea : งานทบทวนปี 2024 รวบรวมข้อมูลสารออกฤทธิ์และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพืชสกุล Leea โดยกระตังใบเตี้ยเป็นหนึ่งในชนิดที่มีข้อมูลด้านสารธรรมชาติ ทั้งนี้ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการเป็นข้อมูลของสารบริสุทธิ์หรือพืชชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน จึงไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลของกระตังใบเตี้ยโดยตรง

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับพฤกษเคมี : มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนว่ากระตังใบเตี้ยมีสารธรรมชาติหลายกลุ่มจากการแยกและพิสูจน์โครงสร้างด้วยวิธีทางสเปกโทรสโกปี
  • ระดับเภสัชวิทยา : มีข้อมูลจากการศึกษาสารประกอบและการทบทวนวรรณกรรมของพืชสกุล Leea แต่หลักฐานเฉพาะของ Leea thorelii ยังจำกัด
  • ระดับสัตว์ทดลอง : หลักฐานเฉพาะสำหรับกระตังใบเตี้ยยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่มีการศึกษามากกว่า
  • ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลของกระตังใบเตี้ยสำหรับการรักษาโรคหรือใช้เป็นยามาตรฐาน

หมายเหตุ : การพบสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในหลอดทดลองหรือในพืชสกุลเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าการรับประทานกระตังใบเตี้ยจะให้ผลเช่นเดียวกันในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันเน้นไปที่ การแยกสารและศึกษาคุณสมบัติของสารประกอบ มากกว่าการทดลองทางคลินิกโดยตรง โดยสารบางชนิดที่พบในกระตังใบเตี้ย เช่น bergenin, epicatechin derivatives, quercetin glycosides และ myricetin glycosides มีรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพในวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์ดังกล่าวไม่ควรนำมาใช้กล่าวอ้างว่ากระตังใบเตี้ยสามารถรักษาโรคได้โดยตรง

ความปลอดภัย

ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของกระตังใบเตี้ยโดยตรง ยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลการใช้ระยะยาว ขนาดที่เหมาะสม ความเป็นพิษต่ออวัยวะ และความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ในขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญกำกับ

งานทบทวนพืชในสกุล Leea พบว่าการศึกษาพิษวิทยาของพืชในสกุลนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นการทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน และข้อมูลความปลอดภัยของแต่ละชนิดไม่สามารถนำมาใช้แทนข้อมูลเฉพาะของ L. thorelii ได้

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ในผู้ที่มี ประวัติแพ้พืชชนิดนี้หรือพืชในวงศ์เดียวกัน
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยาใน หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
  • เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบชนิดพืชหรือปริมาณสารสำคัญอย่างแน่นอน

การใช้ในอาหาร

ไม่พบข้อมูลเพียงพอที่สนับสนุนการนำ กระตังใบเตี้ย มาใช้เป็นผักหรืออาหารในชีวิตประจำวัน จึงไม่ควรนำส่วนต่าง ๆ ของพืชไปรับประทานเป็นอาหารโดยอาศัยข้อมูลสรรพคุณทางยาเพียงอย่างเดียว

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • หัวใต้ดินและราก : หากเก็บเพื่อใช้เป็นเครื่องยา ควรเลือกวัตถุดิบที่ระบุชนิดพืชได้ถูกต้อง เก็บจากบริเวณที่ปราศจากสารเคมีปนเปื้อน
  • การเตรียมวัตถุดิบ : ควรทำความสะอาด กำจัดดินและสิ่งแปลกปลอม แล้วหั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสมก่อนทำให้แห้ง
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และเชื้อรา
  • การตรวจสอบคุณภาพ : ควรมีการตรวจสอบเอกลักษณ์ก่อนนำไปใช้เป็นยา เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่นที่มีชื่อท้องถิ่นใกล้เคียงกัน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการบันทึกชื่อท้องถิ่น ต้างไก่ สำหรับกระตังใบเตี้ย และมีการใช้ รากแก้ไข้ ขับเหงื่อ และแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • มีข้อมูลการใช้หัวใต้ดินร่วมกับ รากชงโคขาว ต้มน้ำดื่มเพื่อ ช่วยให้เจริญอาหารและบำรุงกำลัง
  • ภูมิปัญญาดังกล่าวสะท้อนการใช้ประโยชน์จากพืชในระดับชุมชน แต่ยังต้องแยกออกจากหลักฐานประสิทธิผลและความปลอดภัยทางคลินิก

ประวัติและวัฒนธรรม

กระตังใบเตี้ยเป็นพืชพื้นเมืองของภูมิภาค อินโดจีน และมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยชื่ออย่าง กระตังใบเตี้ย กะตังใบเตี้ย เขืองแข็งม้า และต้างไก่ สะท้อนความหลากหลายทางภาษาท้องถิ่นของพืชชนิดนี้

ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของไทยมีการนำส่วนใต้ดินและรากมาใช้เป็นสมุนไพร โดยเฉพาะการใช้เพื่อ บำรุงกำลัง เจริญอาหาร และแก้ไข้ ข้อมูลดังกล่าวมีคุณค่าต่อการศึกษาความหลากหลายของภูมิปัญญาสมุนไพรไทยและการอนุรักษ์องค์ความรู้ท้องถิ่น

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online (Kew Science) กระตังใบเตี้ย (Leea thorelii) มีถิ่นกำเนิดในกัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม และระบบ Angiosperm Extinction Risk Predictions ระบุการคาดการณ์เบื้องต้นว่า ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) แต่มีระดับความเชื่อมั่นต่ำ ดังนั้นสถานะดังกล่าวไม่ควรตีความว่าไม่มีความจำเป็นต้องอนุรักษ์ในระดับท้องถิ่น

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom : Plantae
  • Phylum : Streptophyta
  • Class : Equisetopsida
  • Subclass : Magnoliidae
  • Order : Vitales
  • Family : Vitaceae
  • Genus : Leea
  • Species : Leea thorelii Gagnep.
  • Synonym : Leea tetrasperma Gagnep.

ปัจจุบัน Kew Science และ e-Flora of Thailand ยอมรับ Leea thorelii Gagnep. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิดนี้ และจัดอยู่ในวงศ์ Vitaceae

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ กระตังใบเตี้ย ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกันหลายประการ ได้แก่

  • ลักษณะต้น : ไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ทอดนอนหรือตั้งตรง
  • หัวใต้ดิน : มีรากเป็นหัว สีภายนอกน้ำตาลอมม่วงเข้ม และภายในออกสีส้ม
  • ใบ : ใบประกอบ รูปแบบใบมีความแปรผันตั้งแต่ใบเดียวจนถึงใบประกอบหลายชั้น
  • ก้านใบและหูใบ : หูใบมีลักษณะเป็นปีกและมักมีสีม่วง
  • ใบย่อย : รูปร่างหลากหลาย ขอบใบจักหรือหยัก และมีขนตามเส้นใบ
  • ผล : ผลกลมหรือมีพูเล็กน้อย เมื่อสุกมี สีม่วงดำ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : ต้องตรวจสอบให้ตรงกับ Leea thorelii Gagnep. เนื่องจากสกุล Leea มีหลายชนิดที่มีชื่อพื้นเมืองคล้ายกัน

สำหรับงานควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร ควรใช้ตัวอย่างพรรณไม้ที่มีการยืนยันชนิดหรือ specimen อ้างอิงร่วมกับการตรวจสอบทางสัณฐานวิทยาและพฤกษศาสตร์จุลทรรศน์ตามมาตรฐานที่เหมาะสม

คำเตือนทางการแพทย์

กระตังใบเตี้ยเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้จากภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค การกล่าวถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสาร เช่น antioxidant หรือ anti-inflammatory ควรพิจารณาตามระดับหลักฐาน เนื่องจากข้อมูลจำนวนหนึ่งมาจากการศึกษาสารบริสุทธิ์หรือพืชชนิดอื่นในสกุล Leea ไม่ใช่การทดลองในมนุษย์ด้วยกระตังใบเตี้ยโดยตรง

ผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยาประจำ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีความประสงค์จะใช้กระตังใบเตี้ยเป็นยาต่อเนื่อง ควรปรึกษา แพทย์ เภสัชกร หรือแพทย์แผนไทยที่มีใบอนุญาต ก่อนใช้ และควรเลือกวัตถุดิบที่ผ่านการตรวจสอบเอกลักษณ์อย่างถูกต้อง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: กะตังใบเตี้ย (Leea thorelii Gagnep.). สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2553). e-Flora of Thailand: Leea thorelii Gagnep. สำนักหอพรรณไม้.
  3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมป่าไม้. (2565). รายชื่อพันธุ์ไม้สามัญและวิทยาศาสตร์. กรมป่าไม้.
  4. Lakornwong, W., Kanokmedhakul, K., & Kanokmedhakul, S. (2014). Chemical constituents from the roots of Leea thorelii Gagnep. Natural Product Research, 28(13), 1015–1017. https://doi.org/10.1080/14786419.2014.891117
  5. Kaewkrud, W., Otsuka, H., Ruchirawat, S., & Kanchanapoom, T. (2007). Leeaoside, a new megastigmane diglycoside from the leaves of Leea thorelii Gagnep. Journal of Natural Medicines, 61(4), 449–451. https://doi.org/10.1007/s11418-007-0170-7
  6. Purwaniati, & Kartasasmita, R. E. (2024). Pharmacological activities, isolated compounds, toxicity, and potential for new drug discovery from the genus Leea. [บทความทบทวนวรรณกรรม].
  7. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Leea thorelii Gagnep. Plants of the World Online.
Scroll to top