กระพังโหม

กระพังโหม

กระพังโหม เป็นไม้เถาเลื้อยสมุนไพรพื้นบ้านที่พบในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย มีชื่อเรียกที่หลากหลาย เช่น ตดหมูตดหมา พาโหม ย่านพาโหม และหญ้าตดหมา จุดเด่นคือเมื่อขยี้ใบหรือส่วนสดจะมีกลิ่นเฉพาะตัวค่อนข้างแรง จึงเป็นที่มาของชื่อพื้นบ้านหลายชื่อ ในภูมิปัญญาไทย กระพังโหม นิยมใช้เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องเสีย และแก้ธาตุพิการ รวมถึงใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทยหลายชนิด

  • ชื่อไทย: กระพังโหม, กะพังโหม, พังโหม, ตูดหมู, ตูดหมา, ตดหมูตดหมา, พาโหม, ย่านพาโหม, หญ้าตดหมา
  • ชื่ออังกฤษ: Skunk vine, Stinkvine, Chinese fever vine
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในแหล่งข้อมูล: Paederia foetida L.
  • วงศ์: Rubiaceae
  • ลักษณะเด่น: ไม้เถาเลื้อยหลายปี มีกลิ่นเฉพาะตัวเมื่อส่วนสดถูกขยี้
  • การใช้ตามภูมิปัญญาไทย: ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องเสีย แก้ไข้ และช่วยเจริญอาหาร
  • ส่วนที่ใช้: ทั้งต้น ใบ เถา/ลำต้น ราก และยอดอ่อน
หมายเหตุ: ชื่อ “กระพังโหม” ในเอกสารไทยอาจหมายถึงพืชในสกุล Paederia มากกว่าหนึ่งชนิด โดยเอกสารของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกบางฉบับระบุ Paederia linearis Hook.f. ขณะที่ฐานข้อมูลและงานวิชาการจำนวนมากใช้ Paederia foetida L. ดังนั้นการจัดทำวัตถุดิบสมุนไพรควรตรวจสอบลักษณะพฤกษศาสตร์และเอกลักษณ์ของตัวอย่างก่อนนำไปใช้

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Paederia foetida L. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew
  • วงศ์: Rubiaceae
  • ชื่อพ้องทางพฤกษศาสตร์: มีรายงานชื่อพ้องหลายชื่อ เช่น Hondbesseion foetidum (L.) Kuntze
  • ชื่อพื้นเมือง: กระพังโหม พังโหม ตูดหมู ตูดหมา ตดหมูตดหมา พาโหม ย่านพาโหม และหญ้าตดหมา
  • ลักษณะการเจริญเติบโต: เป็นไม้เถาเลื้อยหรือไม้เลื้อยหลายปี สามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพันพาดต้นไม้อื่น
  • จุดเด่นด้านสมุนไพร: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของเอเชียเพื่อดูแลอาการเกี่ยวกับ ระบบทางเดินอาหาร การอักเสบ และอาการท้องเสีย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็กถึงปานกลาง ลำต้นอ่อนสีเขียว เมื่อแก่สามารถมีลักษณะกึ่งเนื้อไม้ เลื้อยหรือพันกับพืชอื่นได้
  • ใบ: ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรี รูปไข่ หรือรูปใบหอก ขึ้นอยู่กับชนิดและแหล่งพันธุ์ ผิวใบโดยทั่วไปสีเขียว และส่วนสดมีกลิ่นเฉพาะตัวเมื่อขยี้
  • ดอก: ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกมีลักษณะเป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉก ด้านนอกมักมีสีขาว ส่วนด้านในมีสีม่วงแดงหรือมีลวดลายสีเข้ม
  • ผล: ผลมีขนาดเล็ก รูปค่อนข้างกลมหรือรี เมื่อแก่เปลี่ยนสีและมีเมล็ดอยู่ภายใน
  • กลิ่น: ส่วนสดมีกลิ่นแรงเฉพาะตัว โดยเฉพาะเมื่อใบหรือเถาถูกขยี้ กลิ่นดังกล่าวสัมพันธ์กับสารระเหยบางชนิดในพืช

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดกว้างตั้งแต่บริเวณเนปาลตะวันออก ผ่านเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงญี่ปุ่นและหมู่เกาะมลายู
  • การกระจายพันธุ์: พบใน ประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย บังกลาเทศ จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ศรีลังกา และพื้นที่ใกล้เคียง
  • แหล่งอาศัย: พบตามชายป่า ป่ารุ่นสอง พื้นที่โล่ง พุ่มไม้ ริมป่า และบริเวณที่มีความชื้นเพียงพอ สามารถขึ้นได้ตั้งแต่พื้นที่ราบจนถึงพื้นที่ภูเขา

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก: กระพังโหมเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ค่อนข้างดีในสภาพอากาศร้อนชื้น ควรปลูกในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอและมีดินระบายน้ำดี
  • ดิน: เหมาะกับดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่มีอินทรียวัตถุและความชื้นเหมาะสม
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: เป็นวิธีตามธรรมชาติและเป็นวิธีที่ใช้ได้ทั่วไป แต่เมล็ดอาจงอกค่อนข้างช้า โดยมีรายงานระยะงอกประมาณ 5–24 วันขึ้นอยู่กับชนิดและระดับพลอยดีของพืช
  • การปักชำ: สามารถใช้เถาหรือกิ่งปักชำได้ และบางส่วนของเถาสามารถเกิดรากเมื่อสัมผัสดิน จึงเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการขยายพันธุ์ในระดับครัวเรือน
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: มีการศึกษาการขยายพันธุ์จากข้อและปลายยอด รวมถึงเทคนิคเมล็ดเทียมเพื่อเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์และช่วยอนุรักษ์พันธุกรรม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น: ใช้ในตำรับยาไทยเพื่อ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องเสีย และแก้ไข้
  • ใบ: ใช้ในตำรับยาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยมีการใช้เป็นยาขับลมและใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา
  • เถา/ลำต้น: ใช้ร่วมกับใบและส่วนอื่นในตำรับยาไทย
  • ราก: มีการใช้ตามตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
  • ยอดอ่อน: ใช้เป็นอาหารและตามภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสานใช้ช่วยระบายลมเมื่อมีอาการท้องอืด

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาไทย: ใช้ ขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องเสีย แก้ตัวร้อน และช่วยเจริญอาหาร
  • ตามตำรายาไทย: ใบและเถามีการใช้แก้ตานซาง แก้ตัวร้อน ขับลม แก้ธาตุพิการ แก้ท้องเสีย เจริญอาหาร และขับพยาธิไส้เดือน
  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีการใช้ยอดอ่อนหรือใบอ่อนรับประทานเพื่อช่วยระบายลม และนำใบมาใช้เป็นอาหารของผู้ฟื้นไข้หรือผู้สูงอายุ
  • ในตำรับยา: กระพังโหมเป็นส่วนประกอบของ ยามหาจักรใหญ่ ซึ่งใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิมสำหรับอาการในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะอาการท้องอืดท้องเฟ้อ
  • ด้านงานวิจัย: สารสกัดกระพังโหมมีการศึกษาฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ และต้านอาการท้องเสีย โดยหลักฐานส่วนใหญ่ยังมาจากการทดลองในสัตว์และห้องปฏิบัติการ

วิธีใช้

  • ใช้เป็นอาหาร: ยอดอ่อนหรือใบอ่อนสามารถนำมาประกอบอาหารได้ โดยเฉพาะอาหารพื้นบ้านบางพื้นที่ของภาคใต้
  • ใช้ในตำรับยา: ใช้ส่วนของใบ เถา หรือทั้งต้นตามสูตรตำรับยาไทยที่กำหนด ไม่ควรนำขนาดยาจากงานทดลองในสัตว์มาปรับใช้กับคนโดยตรง
  • ใช้เป็นยาพื้นบ้าน: การใช้เพื่ออาการท้องอืดหรือท้องเสียควรใช้ในรูปแบบและขนาดที่เป็นไปตามตำรับหรือคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
  • การใช้ภายนอก: มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับการนำใบตำพอกในบางกรณี แต่ไม่ควรใช้ทดแทนการรักษาพิษงูหรือภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กระพังโหม มีบทบาทในตำรับยาจากสมุนไพรตามองค์ความรู้ดั้งเดิม โดยเฉพาะ ยามหาจักรใหญ่ ซึ่งมีใบกระพังโหมเป็นตัวยาสำคัญในตำรับ นอกจากนี้ กระพังโหม (ต้น) ยังถูกระบุเป็นตัวยาช่วยในกลุ่ม ยาขับลม ตามประกาศยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556 โดยสูตร วิธีทำ สรรพคุณ ขนาดการใช้ และขนาดบรรจุต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลให้ความเห็นชอบ

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของกระพังโหมอยู่ที่กลุ่ม สารอิริดอยด์ไกลโคไซด์ สเตอรอล ฟลาโวนอยด์ สารประกอบฟีนอลิก อัลคาลอยด์ ไตรเทอร์พีนอยด์ และสารระเหยง่าย ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่มีการศึกษาความสัมพันธ์กับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน

องค์ประกอบทางเคมี

  • Iridoid glycosides: เช่น asperuloside, paederoside และ scandoside
  • Sterols: เช่น β-sitosterol, stigmasterol และ campesterol
  • Flavonoids และสารฟีนอลิก: มีรายงานสารในกลุ่ม flavonoids และ polyphenols หลายชนิด
  • Triterpenoids: พบสารในกลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์ เช่น ursolic acid
  • Alkaloids: พบอัลคาลอยด์หลายชนิด
  • Lignans: พบสารลิกแนนบางชนิด
  • Volatile oils: เช่น linalool, terpineol, geraniol และสารที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นเฉพาะตัวของพืช
  • สารอื่น ๆ: มีรายงาน scopoletin, chlorogenic acid, rutin, quercetin และ isoquercetin ในการวิเคราะห์ทางเคมีสมัยใหม่

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของ Paederia foetida มีทั้งด้าน เภสัชวิทยา เคมีของสารออกฤทธิ์ การต้านอนุมูลอิสระ การต้านการอักเสบ และระบบทางเดินอาหาร แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนคลินิก

  • การทดลองในหนูพบว่าสารสกัดเอทานอลของกระพังโหมสามารถลดอาการท้องเสียในแบบจำลองที่กระตุ้นด้วยน้ำมันละหุ่งและแมกนีเซียมซัลเฟต และลดการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารได้
  • งานทบทวนวรรณกรรมพบรายงานฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ต้านความเจ็บปวด ต้านอนุมูลอิสระ ต้านท้องเสีย ต้านไอ ปกป้องตับ และฤทธิ์ด้านเมแทบอลิซึม แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษากลไกและการทดลองทางคลินิกเพิ่มเติม
  • งานวิจัยปี 2025 ที่วิเคราะห์สารสกัดเมทานอลด้วย HR-LC-MS พบสารโพลีฟีนอลจำนวนมาก โดย chlorogenic acid, isoquercetin, rutin, scopoletin, quinic acid และ quercetin เป็นกลุ่มที่พบในปริมาณเด่นในตัวอย่างที่ศึกษา

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและตำรายา: มีข้อมูลการใช้มายาวนาน โดยเฉพาะด้าน ระบบทางเดินอาหารและการขับลม
  • ระดับห้องปฏิบัติการ: มีหลักฐานเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีข้อมูลสนับสนุนฤทธิ์ ต้านท้องเสีย ต้านการอักเสบ และปรับการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร
  • ระดับการศึกษามนุษย์: ยังมีข้อมูลจำกัด จึงยังไม่ควรสรุปว่ากระพังโหมสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิผลเทียบเท่ายามาตรฐาน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านท้องเสีย: สารสกัดเอทานอลลดความรุนแรงของอาการท้องเสียในแบบจำลองสัตว์ และมีความสัมพันธ์กับการลดการเคลื่อนไหวของลำไส้
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบจากสารสกัดของใบและส่วนอื่นของพืช
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดที่มีสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์สามารถแสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในแบบจำลองทางห้องปฏิบัติการ
  • ฤทธิ์ด้านเมแทบอลิซึม: มีงานทดลองในสัตว์ที่รายงานแนวโน้มเกี่ยวกับระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับใช้เป็นข้อบ่งใช้รักษาเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูงในคน
  • ฤทธิ์ปกป้องอวัยวะ: มีรายงานฤทธิ์ปกป้องตับและไตในแบบจำลองสัตว์บางชนิด แต่ยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพื่อยืนยันผลในมนุษย์

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด แต่การทดลองความเป็นพิษในสัตว์ให้ผลค่อนข้างน่าสนใจ โดยงานวิจัยปี 2025 รายงานว่าสารสกัดเมทานอลไม่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในหนูที่ได้รับขนาดสูงสุด 2,000 มก./กก. ในการทดสอบเฉียบพลัน และไม่พบความผิดปกติเด่นชัดในขนาด 500–1,000 มก./กก./วันในการศึกษากึ่งเรื้อรัง 28 วัน อย่างไรก็ตาม ที่ขนาด 1,500 มก./กก./วันพบความผิดปกติทางชีวเคมีและพยาธิสภาพของตับและไตบางส่วน

ผลการทดลองในสัตว์ไม่สามารถนำมาแปลงเป็นขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์โดยตรง และไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นเองโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ กระพังโหมหรือสารสกัดเข้มข้นเพื่อรักษาโรคแทนการรักษามาตรฐาน
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวและใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เข้มข้น
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยาหรือสารสกัดเข้มข้น หากไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยเฉพาะกลุ่มยังไม่เพียงพอ
  • ไม่ควรใช้เพื่อรักษา พิษงูหรือภาวะฉุกเฉิน แทนการพบแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

หลักฐานทางคลินิกเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกระพังโหมกับยา ยังมีจำกัด จึงไม่สามารถระบุคู่ยาที่มีปฏิกิริยาอย่างแน่นอนได้ อย่างไรก็ตาม มีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้องกับ น้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด การอักเสบ และระบบทางเดินอาหาร จากการทดลอง จึงควรใช้ความระมัดระวังในผู้ที่รับประทานยารักษาเบาหวาน ยาลดไขมัน หรือยาที่มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะเมื่อใช้สารสกัดเข้มข้น

การใช้ในอาหาร

  • ยอดอ่อนและใบอ่อน: สามารถรับประทานเป็นผักได้
  • อาหารพื้นบ้านภาคใต้: มีการใช้ใบกระพังโหมซอยละเอียดเป็นส่วนประกอบของ ข้าวยำ
  • อาหารในเอเชีย: มีรายงานการรับประทานใบในบางพื้นที่ของจีน โดยนำไปปรุงร่วมกับแป้งข้าว น้ำตาล หรือกะทิ รวมถึงใช้ในอาหารคาว
  • คุณค่าทางภูมิปัญญา: การนำกระพังโหมมาเป็นอาหารสะท้อนแนวคิด อาหารเป็นยาและพืชผักพื้นบ้าน ที่มีการใช้ทั้งในด้านโภชนาการและภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ตำรับยาสมุนไพรไทย: ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยา เช่น ยามหาจักรใหญ่
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและผลิตภัณฑ์จากสารต้านอนุมูลอิสระ แต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพหรือยาในมนุษย์ต้องผ่านการประเมินคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผลตามกฎหมาย
  • ผลิตภัณฑ์อาหาร: ใบและยอดอ่อนสามารถใช้เป็นวัตถุดิบอาหารพื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์วิจัย: มีการศึกษาสารสกัดและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเพิ่มปริมาณวัตถุดิบและศึกษาสารออกฤทธิ์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบและยอดอ่อน: ควรเก็บจากต้นที่แข็งแรงและปลอดจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อน
  • ทั้งต้น: ควรเก็บในช่วงที่ต้นสมบูรณ์และเลือกวัตถุดิบที่ไม่มีเชื้อรา แมลง หรือส่วนเน่าเสีย
  • การทำให้แห้ง: ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในสภาพที่สะอาดและมีการระบายอากาศที่เหมาะสม เพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมของสารสำคัญ
  • การเก็บรักษา: เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และความร้อน พร้อมระบุวันเก็บเกี่ยวและรุ่นวัตถุดิบเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคใต้: เรียก พาโหมหรือย่านพาโหม และนำใบมาใช้เป็นส่วนประกอบของข้าวยำ
  • ภาคเหนือ: พบชื่อ หญ้าตดหมา และชื่อพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นของพืช
  • ภาคอีสาน: มีการใช้ยอดอ่อนหรือใบอ่อนเพื่อช่วยระบายลมเมื่อมีอาการท้องอืด
  • การแพทย์แผนไทย: ใช้กระพังโหมในตำรับเกี่ยวกับ ธาตุพิการ ตานซาง ท้องเสีย ท้องอืด และการขับลม

ประวัติและวัฒนธรรม

กระพังโหมเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนในประเทศไทยทั้งในฐานะ ผักพื้นบ้านและสมุนไพร ชื่อเรียกที่สะท้อนกลิ่นเฉพาะตัว เช่น “ตดหมูตดหมา” และ “หญ้าตดหมา” แสดงถึงการตั้งชื่อพืชตามลักษณะทางประสาทสัมผัสที่ชาวบ้านสามารถสังเกตได้โดยตรง ขณะเดียวกันการนำใบมาใช้ใน ข้าวยำ แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างอาหารกับภูมิปัญญาสมุนไพรของท้องถิ่น

สถานะการอนุรักษ์

ในภาพรวม Paederia foetida มีการกระจายพันธุ์กว้างและฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่าการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์จัดอยู่ในกลุ่ม ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากบางพื้นที่ของอินเดียว่าการเก็บจากธรรมชาติอย่างเข้มข้น การสูญเสียถิ่นอาศัย และการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ทำให้ประชากรท้องถิ่นลดลงและมีการจัดสถานะเปราะบางในบางรัฐ ดังนั้นการ ปลูกทดแทนและเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน จึงยังมีความสำคัญ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง: Tracheophyta
  • กลุ่มพืชมีดอก: Angiosperms
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • อันดับ (Order): Gentianales
  • วงศ์ (Family): Rubiaceae
  • สกุล (Genus): Paederia L.
  • ชนิด (Species): Paederia foetida L.
  • ชื่อพฤกษศาสตร์เต็ม: Paederia foetida L.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: Hondbesseion foetidum (L.) Kuntze

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะทางมหภาค: ตรวจสอบลักษณะไม้เถา ใบออกตรงข้าม ดอกเป็นหลอด ดอกสีขาวด้านนอกและมีสีม่วงแดงด้านใน รวมถึงลักษณะของผล
  • กลิ่น: ส่วนสดมีกลิ่นเฉพาะตัวค่อนข้างแรงเมื่อขยี้
  • การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์: ควรเปรียบเทียบตัวอย่างกับตัวอย่างอ้างอิงหรือเอกสารอนุกรมวิธาน เนื่องจากพืชสกุล Paederia หลายชนิดมีลักษณะใกล้เคียงกัน
  • การตรวจสอบทางเภสัชเวท: ควรตรวจลักษณะทางจุลทรรศน์ของใบและส่วนอื่นของวัตถุดิบ รวมถึงตรวจสารสำคัญหรือสารบ่งชี้ด้วยวิธีโครมาโทกราฟีเมื่อจำเป็น
  • ข้อควรระวังด้านชื่อพื้นบ้าน: ไม่ควรใช้ชื่อ “ตดหมูตดหมา” หรือ “ย่านพาโหม” เพียงอย่างเดียวเป็นเกณฑ์ระบุชนิด เพราะชื่อพื้นบ้านอาจใช้แตกต่างกันตามภูมิภาค

คำเตือนทางการแพทย์

กระพังโหม มีข้อมูลสนับสนุนจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและงานวิจัยก่อนคลินิกหลายด้าน แต่หลักฐานในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรกล่าวอ้างว่าสามารถรักษา เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มะเร็ง การติดเชื้อ หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้โดยตรง การใช้สมุนไพรเพื่อดูแลอาการควรคำนึงถึงชนิดของวัตถุดิบ ขนาดการใช้ คุณภาพผลิตภัณฑ์ และโรคประจำตัวของผู้ใช้ กรณีมี ท้องเสียรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด มีไข้สูง อาเจียนมาก ขาดน้ำ ปวดท้องรุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ ไม่ควรพึ่งสมุนไพรเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและเผยแพร่ความรู้ด้านสมุนไพร ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคลในการวินิจฉัยหรือรักษาโรค การใช้กระพังโหมในรูปแบบยา สารสกัด หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้นควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่เหมาะสม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). กระพังโหม (Ka Pang Hom). กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2561). คลังความรู้: กระพังโหมลดน้ำตาลและไขมันได้หรือไม่. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2556). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ. 2556.
  4. Behera, B., Behera, S., Shasmita, Mohapatra, D., Barik, D. P., & Naik, S. K. (2021). Regeneration of plants from alginate-encapsulated axenic nodal segments of Paederia foetida L.—A medicinally important and vulnerable plant species. Journal of Plant Biotechnology, 48(4), 255–263. https://doi.org/10.5010/JPB.2021.48.4.255
  5. Behera, B., Sinha, P., Gouda, S., Rath, S. K., Barik, D. P., Jena, P. K., Panda, P. C., & Naik, S. K. (2018). In vitro propagation by axillary shoot proliferation, assessment of antioxidant activity, and genetic fidelity of micropropagated Paederia foetida L. Journal of Applied Biology & Biotechnology, 6(2), 41–49.
  6. Liang, W., Jiang, Y., Han, T., Zheng, C., & Qin, L. (2014). A phytochemical, pharmacological and clinical profile of Paederia foetida and P. scandens. Natural Product Communications, 9(6), 879–886.
  7. Wang, Y., et al. (2023). A delve into the pharmacological targets and biological mechanisms of Paederia foetida Linn.: A rather invaluable traditional medicinal plant. Phytomedicine Plus.
  8. Chettri, A., et al. (2025). Comprehensive phytochemical characterization, antioxidant potency, and toxicological evaluation of Paederia foetida in Wistar albino rats: Insights into therapeutic efficacy and safety profiles. Journal of Ethnopharmacology, 353, 120382. https://doi.org/10.1016/j.jep.2025.120382
  9. Galvez, J., et al. (2006). Antidiarrhoeal activity of the ethanol extract of Paederia foetida Linn. (Rubiaceae). Journal of Ethnopharmacology. https://doi.org/10.1016/j.jep.2005.10.004
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Paederia foetida L. Plants of the World Online.
  11. PROSEA / PlantUse. (2023). Paederia foetida.
  12. National Parks Board Singapore. (2022). Paederia foetida. Flora & Fauna Web.
Scroll to top