กระพี้จั่น
กระพี้จั่น เป็นไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลางในวงศ์ถั่ว มีดอกสีขาวปนม่วงหรือม่วงอมชมพูที่ออกเป็นช่อสวยงาม พบกระจายพันธุ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากใช้เป็นไม้ประดับและไม้ใช้สอยแล้ว ลำต้น เนื้อไม้ เปลือกต้น และแก่นกระพี้จั่น ยังปรากฏการใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะด้าน บำรุงเลือด บำรุงร่างกาย และบำรุงกำลัง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : กระพี้จั่น
- ชื่ออื่น : จั่น, พี้จั่น, ปี้จั่น, ปี๊จั่น, กระพี้, กระพี้จัน, กระพี่จั่น
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย : Millettia brandisiana Kurz
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในฐานข้อมูล Kew ปัจจุบัน : Pongamia brandisiana (Kurz) Z.Q.Song โดย Millettia brandisiana Kurz เป็นชื่อพ้อง
- วงศ์ : Fabaceae
- ลักษณะการใช้ประโยชน์ : เป็นไม้ประดับ ไม้ให้ร่มเงา ไม้ใช้สอย และมีการใช้เป็น สมุนไพรกระพี้จั่น ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ส่วนที่มีการใช้ทางสมุนไพร : ลำต้น เนื้อไม้ เปลือกต้น และแก่น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 8–20 เมตร เรือนยอดค่อนข้างกลม โคนต้นอาจเป็นพูพอน เปลือกสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลเทา แตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ และกิ่งอาจมีรอยแผลจากการหลุดร่วงของใบ
- ใบ : ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ปลายคี่ เรียงเวียนสลับ มีใบย่อยประมาณ 7–21 ใบ ใบย่อยรูปรีแกมขอบขนาน กว้างประมาณ 1–3 เซนติเมตร ยาว 3–7 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมหรือทู่ โคนมนหรือสอบเรียว แผ่นใบบาง
- ดอก : ดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ออกตามกิ่งและง่ามใบหรือบริเวณปลายกิ่ง ดอกมีลักษณะคล้ายดอกถั่ว สีขาวปนม่วง ม่วงแกมขาว หรือม่วงอมชมพู กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันคล้ายรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 แฉก และมีเกสรเพศผู้ 10 อัน
- ผล : ผลเป็นฝักแบน โคนแคบกว่าส่วนปลาย กว้างประมาณ 2–2.5 เซนติเมตร ยาว 9–12 เซนติเมตร เปลือกเกลี้ยงและค่อนข้างหนาคล้ายแผ่นหนัง ขอบเป็นสัน ภายในมีเมล็ดประมาณ 1–4 เมล็ด เมล็ดมีสีน้ำตาลดำ
- ช่วงออกดอกและติดผล : ข้อมูลจากแหล่งพฤกษศาสตร์ไทยระบุช่วงออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์–พฤษภาคม และติดผลในช่วงประมาณเดือนมีนาคม–พฤษภาคม โดยช่วงเวลาอาจแตกต่างกันตามพื้นที่และสภาพอากาศ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน
- การกระจายพันธุ์ : ฐานข้อมูล Kew ปัจจุบันยอมรับ Pongamia brandisiana และระบุถิ่นกำเนิดตั้งแต่บังกลาเทศถึงอินโดจีน ได้แก่ บังกลาเทศ ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม
- ในประเทศไทย : พบในหลายพื้นที่ โดยมีรายงานการกระจายและการปลูกในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะบริเวณป่าเบญจพรรณและพื้นที่ที่มีสภาพค่อนข้างแห้งแล้ง
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การปลูก : กระพี้จั่นเป็นไม้ที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่เปิดและมีแสงแดดเพียงพอ สามารถใช้เป็นไม้ประดับหรือไม้ให้ร่มเงาได้
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : ใช้เมล็ดที่สมบูรณ์และเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี เมื่อต้นกล้าแข็งแรงจึงย้ายปลูก
- การขยายพันธุ์แบบปักชำราก : มีรายงานว่าใช้ปักชำรากได้ นอกเหนือจากการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
- สภาพแวดล้อม : ควรได้รับแสงแดดเพียงพอและมีดินระบายน้ำดี เมื่อต้นตั้งตัวได้แล้วสามารถทนต่อช่วงที่มีความชื้นต่ำได้ในระดับหนึ่ง
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ลำต้น
- เนื้อไม้
- เปลือกต้น
- แก่น
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญา
- เนื้อไม้ : มีการใช้เป็น ยาบำรุงเลือด
- ลำต้น : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านอีสาน โดยนำมาต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อ บำรุงเลือด
- เปลือกต้น : นำมาต้มน้ำใช้ชำระล้าง บาดแผลเรื้อรัง
- แก่น : ใช้เป็น ยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ และช่วยเจริญอาหาร
ตำรายาไทย
- บำรุงโลหิต : มีข้อมูลการใช้ลำต้นและเนื้อไม้ของกระพี้จั่นเป็นสมุนไพรสำหรับ บำรุงเลือดหรือบำรุงโลหิต ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทย
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ยาพื้นบ้านอีสาน : ใช้ลำต้นกระพี้จั่นต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อ บำรุงเลือด
- การดูแลบาดแผล : มีการใช้เปลือกต้นต้มน้ำสำหรับชำระล้างบาดแผลเรื้อรัง
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรและเอกสารท้องถิ่น ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์
วิธีใช้
- การใช้ลำต้นหรือเนื้อไม้ : ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านนำส่วนของลำต้นหรือเนื้อไม้มาต้มเป็นน้ำดื่ม โดยมีจุดประสงค์เพื่อ บำรุงเลือด
- การใช้เปลือกต้น : นำเปลือกมาต้มน้ำแล้วใช้ภายนอกสำหรับชำระล้างบาดแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
หมายเหตุ : ไม่ควรนำวิธีใช้จากตำรับพื้นบ้านไปกำหนดเป็นขนาดรับประทานมาตรฐาน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดยา ระยะเวลาการใช้ และความปลอดภัยในมนุษย์
สาระสำคัญ
กระพี้จั่น เป็นพืชในวงศ์ Fabaceae ที่มีการศึกษาทางเภสัชเคมีค่อนข้างน่าสนใจ โดยเฉพาะสารกลุ่ม ฟลาโวนอยด์ ไอโซฟลาโวน ชาลโคน โรทีนอยด์ และเพเทอโรคาร์แพน จากส่วนต่าง ๆ ของพืช งานวิจัยพบสารธรรมชาติหลายชนิดที่มีฤทธิ์ในระดับเซลล์หรือการทดสอบในหลอดทดลอง เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ยับยั้งเอนไซม์อะโรมาเทส และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งบางชนิด แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากระพี้จั่นสามารถใช้รักษาโรคเหล่านั้นในมนุษย์ได้
องค์ประกอบทางเคมี
- ฟลาโวนอยด์และไอโซฟลาโวน : มีการแยกสารไอโซฟลาโวนหลายชนิดจากใบ ราก กิ่ง และฝัก
- Brandisianins : พบกลุ่มสาร brandisianins A–F จากใบของกระพี้จั่น
- Brandisianones : พบสารใหม่หลายชนิด ได้แก่ brandisianones A–H จากรากและกิ่ง
- Rotenoids : พบสารกลุ่มโรทีนอยด์จากใบและฝัก
- Chalcones : พบสารกลุ่มชาลโคน โดยมีการศึกษาฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง
- Pterocarpans : เป็นอีกกลุ่มสารฟลาโวนอยด์ที่พบในพืชชนิดนี้
- Flavones และ flavanones : พบจากการศึกษาสารสกัดและการแยกสารบริสุทธิ์จากหลายส่วนของต้น
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- การศึกษาสารจากราก : งานวิจัยปี 2019 แยกสารฟลาโวนอยด์จากรากได้ 31 ชนิด รวมสารใหม่ brandisianones A–E และพบว่าสารบางชนิดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งเอนไซม์ aromatase และมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งบางชนิดในการทดสอบระดับห้องปฏิบัติการ
- การศึกษาจากใบ : พบสารกลุ่ม isoflavones และ rotenoids หลายชนิด โดยสาร 12a-hydroxy-α-toxicarol แสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบในการทดสอบทางเภสัชวิทยา
- การศึกษาเกี่ยวกับ TRAIL/DR5 : สาร isoflavone บางชนิดจากกระพี้จั่นมีผลต่อการแสดงออกของ death receptor 5 และทำให้เซลล์มะเร็งบางชนิดไวต่อการกระตุ้น apoptosis ในระบบทดลอง
- การศึกษารากและฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : งานวิจัยพบสาร brandisianones F และ G รวมถึงสารอื่น ๆ และประเมินความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดีในระดับเซลล์
- การศึกษากิ่ง : พบ brandisianone H และสารไอโซฟลาโวนอื่น ๆ โดยสารบางชนิดแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งตับและเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีในหลอดทดลอง
- การศึกษาใบและฝัก : พบโรทีนอยด์และไอโซฟลาโวนใหม่หลายชนิด และมีการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งปอด ลำไส้ใหญ่ และเม็ดเลือดขาว
- การศึกษาเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ : มีการนำสารฟลาโวนอยด์จาก Millettia brandisiana จำนวน 15 ชนิดมาประเมินฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับพยาธิกำเนิดของโรคอัลไซเมอร์ เช่น การยับยั้ง BuChE การยับยั้งการรวมตัวของ amyloid-β และการปกป้องเซลล์ประสาทในระบบเซลล์ทดลอง
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ระดับหลักฐานปัจจุบันอยู่ในระดับก่อนคลินิกเป็นหลัก โดยมีข้อมูลจากการแยกสาร การทดสอบทางชีวภาพในหลอดทดลอง และการศึกษาในระดับเซลล์ แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลของกระพี้จั่นในข้อบ่งใช้รักษาโรคต่าง ๆ ดังนั้นผลการศึกษาด้าน ต้านมะเร็ง ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้ง aromatase ควรถือเป็นข้อมูลสำหรับการวิจัยต่อยอด ไม่ใช่คำแนะนำในการรักษาโรค
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สาร 12a-hydroxy-α-toxicarol ที่แยกได้จากใบแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารกลุ่ม pterocarpans จากรากบางชนิดแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ ORAC
- ฤทธิ์ยับยั้ง aromatase : สารฟลาโวนอยด์บางชนิดจากรากแสดงฤทธิ์ยับยั้ง aromatase ซึ่งเป็นข้อมูลระดับการศึกษาทางชีวภาพ ไม่ใช่หลักฐานว่ารักษามะเร็งเต้านมได้
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : สารหลายชนิดแสดง cytotoxicity ต่อเซลล์มะเร็งหลายสายพันธุ์ในการทดลอง เช่น HepG2, KKU-M156, A549, SW480 และ K562
- ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับ apoptosis : สาร isoflavone บางชนิดสามารถเพิ่มการแสดงออกของ DR5 และส่งเสริมกระบวนการ apoptosis ในระบบเซลล์ทดลอง
- ฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ : มีการศึกษาสารฟลาโวนอยด์บางชนิดต่อ BuChE, amyloid-β aggregation และการปกป้องเซลล์ประสาทในระบบทดลอง
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของกระพี้จั่นในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลขนาดรับประทานที่เหมาะสม การใช้ต่อเนื่อง ผลต่อหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร และปฏิกิริยากับยา จึงควรหลีกเลี่ยงการนำสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้รักษาโรคด้วยตนเอง งานวิจัยทางเคมีพบสารหลายกลุ่มในกระพี้จั่น รวมถึง rotenoids และสารฟลาโวนอยด์ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ จึงไม่ควรสรุปว่าสมุนไพรทั้งต้นมีความปลอดภัยเพียงเพราะเป็นพืชธรรมชาติ
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน สำหรับโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลโดยแพทย์
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานในรูปแบบยาหรือสารสกัด เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
- เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบยา
- ผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้สารสกัดกระพี้จั่น
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกระพี้จั่นกับยาชนิดใดโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม กระพี้จั่นมีสารฟลาโวนอยด์และสารธรรมชาติหลายกลุ่มที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ จึงไม่ควรคาดการณ์ว่าการใช้สารสกัดเข้มข้นจะไม่มีผลต่อยาอื่น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยารักษามะเร็ง ยาฮอร์โมน หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกระพี้จั่น
การใช้ในอาหาร
ใบอ่อนกระพี้จั่น มีรายงานว่าสามารถนำมารับประทานได้ในบางพื้นที่ จัดเป็นการใช้ประโยชน์ด้านอาหารตามภูมิปัญญาท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ควรแยกความแตกต่างระหว่างการบริโภคใบอ่อนเป็นอาหารกับการใช้ส่วนต่าง ๆ ในรูปแบบยาหรือสารสกัดเข้มข้น
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ไม้ประดับ : นิยมปลูกเนื่องจากมีช่อดอกสีม่วงอมชมพูหรือม่วงแกมขาวที่สวยงาม
- ไม้ใช้สอย : เนื้อไม้สามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้าง ทำเครื่องมือ เครื่องมือการเกษตร และทำเยื่อกระดาษ
- งานหัตถกรรมและของใช้ : มีข้อมูลการใช้เนื้อไม้ทำด้ามเครื่องมือและของเล่น รวมถึงประโยชน์อื่น ๆ ในงานพื้นบ้าน
- งานวิจัยผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ : สารฟลาโวนอยด์และสารธรรมชาติจากกระพี้จั่นได้รับความสนใจในงานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและการค้นหาสารออกฤทธิ์ใหม่
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : เก็บลำต้น เนื้อไม้ เปลือกต้น หรือแก่นจากต้นที่สมบูรณ์และปลอดจากเชื้อรา สารเคมี หรือสิ่งปนเปื้อน
- การเตรียมวัตถุดิบ : ควรทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสม และทำให้แห้งสนิทก่อนจัดเก็บ
- การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง
- การควบคุมคุณภาพ : หากนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควรมีการตรวจสอบเอกลักษณ์ ความชื้น สิ่งแปลกปลอม และการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์และโลหะหนักตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระพี้จั่น มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย โดยเฉพาะการนำ ลำต้น เนื้อไม้ และแก่น มาต้มเป็นยาสำหรับบำรุงเลือด บำรุงกำลัง และบำรุงร่างกาย ส่วน เปลือกต้น มีการนำไปต้มน้ำใช้ภายนอกสำหรับชำระล้างบาดแผลเรื้อรัง
ประวัติและวัฒนธรรม
- ไม้ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน : กระพี้จั่นได้รับการนำเสนอในฐานะพรรณไม้ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนในแหล่งข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทย
- ความเชื่อเรื่องชื่อ : มีการกล่าวถึงคำว่า “จั่น” ในภาษาถิ่นเหนือว่าเกี่ยวข้องกับเครื่องประดับหรือสิ่งของมีค่า จึงมีการนำต้นกระพี้จั่นไปเชื่อมโยงกับความเชื่อด้านความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรือง
- การใช้ในภูมิทัศน์ : ด้วยดอกสีม่วงอมชมพูที่ออกเป็นช่อและการผลัดใบตามฤดูกาล จึงนิยมใช้เป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มเงา
สถานะการอนุรักษ์
ตามข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ภายใต้ชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน Pongamia brandisiana มีการประเมินจาก Angiosperm Extinction Risk Predictions ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม (not threatened) โดยมีระดับความเชื่อมั่นของการประเมินอยู่ในระดับมั่นใจ อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ประชากรในถิ่นกำเนิดและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนยังมีความสำคัญ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Fabales
- วงศ์ (Family) : Fabaceae
- สกุล (Genus) : Pongamia
- ชนิด (Species) : Pongamia brandisiana
- ชื่อพ้องที่สำคัญ : Millettia brandisiana Kurz, Millettia laotica Gagnep., Millettia multiflora Collett & Hemsl., Millettia venusta Craib, Phaseoloides brandisianum (Kurz) Kuntze
หมายเหตุ : เอกสารภาษาไทยจำนวนมากยังใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ Millettia brandisiana Kurz ขณะที่ฐานข้อมูล Kew ปัจจุบันยอมรับ Pongamia brandisiana (Kurz) Z.Q.Song เป็นชื่อที่ถูกต้องตามอนุกรมวิธานล่าสุด จึงควรระบุทั้งสองชื่อเพื่อให้ค้นข้อมูลย้อนหลังได้ครบถ้วน
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ กระพี้จั่น ควรพิจารณาลักษณะทางสัณฐานวิทยาร่วมกัน ได้แก่
- ลำต้น : ไม้ต้นผลัดใบ สูงประมาณ 8–20 เมตร เปลือกสีน้ำตาลหรือเทาน้ำตาล
- ใบ : ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวปลายคี่ มีใบย่อยหลายใบเรียงสลับ
- ดอก : ดอกเป็นช่อ ลักษณะคล้ายดอกถั่ว สีม่วงแกมขาวหรือม่วงอมชมพู
- ผล : ฝักแบน โคนแคบ ปลายกว้าง มีขอบเป็นสัน และมีเมล็ดสีน้ำตาลดำประมาณ 1–4 เมล็ด
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : ตรวจสอบให้สัมพันธ์กับชื่อพ้อง Millettia brandisiana Kurz และชื่อที่ยอมรับปัจจุบัน Pongamia brandisiana (Kurz) Z.Q.Song
สำหรับวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นยา ควรตรวจสอบด้วย กายภาพและจุลทรรศน์ทางเภสัชเวท รวมถึงการตรวจสารสำคัญหรือสารบ่งชี้ด้วยวิธีทางเคมีวิเคราะห์ เพื่อป้องกันการปะปนหรือใช้พืชผิดชนิด
คำเตือนทางการแพทย์
กระพี้จั่น มีข้อมูลการใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะด้าน บำรุงเลือดและบำรุงร่างกาย แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ของพืชชนิดนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในระดับสารสกัด สารบริสุทธิ์ และเซลล์ทดลอง ดังนั้นไม่ควรนำผลการทดลองเรื่อง ต้านมะเร็ง ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ หรือยับยั้ง aromatase ไปใช้แทนการรักษาทางการแพทย์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว รับประทานยาประจำ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือประสงค์จะใช้กระพี้จั่นในรูปแบบสารสกัดเข้มข้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2561). ข้อมูลกระพี้จั่น (Millettia brandisiana Kurz). ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กระพี้จั่น (Millettia brandisiana Kurz).
- มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระพี้จั่น. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ.
- Royal Park Rajapruek. (ม.ป.ป.). กระพี้จั่น. องค์การสวนพฤกษศาสตร์.
- Arthan, S., Pornchoo, C., Prawan, A., Tontapha, S., Amornkitbamrung, V., & Yenjai, C. (2022). Brandisianones F and G from Millettia brandisiana Kurz and their cytotoxicity. Natural Product Research, 36(5), 1236–1244. https://doi.org/10.1080/14786419.2020.1869971
- Arthan, S., Yenjai, C., Pornchoo, C., & Prawan, A. (2023). Chemical constituents from the branches of Millettia brandisiana and their biological activities. Phytochemistry Letters, 53, 222–225. https://doi.org/10.1016/j.phytol.2022.12.019
- Jena, R., Rath, D., Rout, S. S., & Kar, D. M. (2021). A review on genus Millettia: Traditional uses, phytochemicals and pharmacological activities. Journal of Saudi Pharmaceutical Sciences, 29(2), 168–181. https://doi.org/10.1016/j.jsps.2020.10.015
- Kikuchi, H., Ohtsuki, T., Koyano, T., Kowithayakorn, T., Sakai, T., & Ishibashi, M. (2007). Brandisianins A–F, isoflavonoids isolated from Millettia brandisiana in a screening program for death-receptor expression enhancement activity. Journal of Natural Products, 70(12), 1910–1914. https://doi.org/10.1021/np0703904
- Pailee, P., Mahidol, C., Ruchirawat, S., & Prachyawarakorn, V. (2019). Diverse flavonoids from the roots of Millettia brandisiana. Phytochemistry, 162, 157–164. https://doi.org/10.1016/j.phytochem.2019.03.013
- Pancharoen, O., Athipornchai, A., Panthong, A., & Taylor, W. C. (2008). Isoflavones and rotenoids from the leaves of Millettia brandisiana. Chemical and Pharmaceutical Bulletin, 56(6), 835–838. https://doi.org/10.1248/cpb.56.835
- Plants of the World Online. (2026). Pongamia brandisiana (Kurz) Z.Q.Song. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Plants of the World Online. (2026). Millettia brandisiana Kurz. Royal Botanic Gardens, Kew.
