กระเบียน

กระเบียน

กระเบียน เป็นไม้ต้นผลัดใบในวงศ์เข็ม (Rubiaceae) ที่พบในป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณของประเทศไทย มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น กระดานพน มะกอกพราน มุ่ยแดง หมุยขาว หัวโล้น และจิ๊เดียม ภูมิปัญญาพื้นบ้านนำส่วนต่าง ๆ ของกระเบียนมาใช้ โดยเฉพาะ ผล เมล็ด ใบ ดอก และราก อย่างไรก็ตาม การใช้เป็นยาควรแยกจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากงานวิจัยสมัยใหม่ของกระเบียนยังมีจำนวนจำกัดและส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับสารสกัดหรือในสัตว์ทดลอง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระเบียน
  • ชื่อท้องถิ่น: กระเบียน, กระดานพน, จิ๊เดียม, ดิ๊กเดียม, มะกอกพราน, มุ่ยแดง, หมุยขาว, หัวโล้น, ตะลุมพุก, มะคังขาว
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng.
  • ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์: Gardenia turgida Roxb., Randia turgida (Roxb.) Tirveng.
  • วงศ์: Rubiaceae หรือวงศ์เข็ม
  • ลักษณะพืช: ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบ สูงประมาณ 7–13 เมตร
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญา: ผล เมล็ด ใบ ดอก และราก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: ไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 7–13 เมตร เรือนยอดค่อนข้างเล็ก เปลือกสีเทาเข้มแกมน้ำตาลหรือน้ำตาลหม่น ล่อนออกเป็นแผ่นบาง ๆ กิ่งแข็งแรง และบางต้นอาจมีหนามตรงออกเป็นคู่บริเวณข้อ
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปไข่กลับ กลม หรือรูปรี กว้างประมาณ 2.5–7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.5–10 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือแหลมเป็นติ่งสั้น โคนใบสอบแคบ ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบโดยทั่วไปเกลี้ยง
  • ดอก: ดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้ออกเป็นกระจุก มีกลิ่นหอม กลีบดอกสีขาวอมเหลือง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยก 5 กลีบ ส่วนดอกเพศเมียออกเดี่ยวตามซอกใบ
  • ผล: ผลรูปไข่หรือค่อนข้างกลม ขนาดประมาณ 2.5–7.5 เซนติเมตร เปลือกค่อนข้างแข็ง ภายในมีเมล็ดแบนจำนวนมาก
  • เมล็ด: เมล็ดมีลักษณะแบนและมีจำนวนมากอยู่ภายในผล

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในอนุทวีปอินเดียและภูมิภาคอินโดจีน
  • การกระจายพันธุ์: พบในอินเดีย เนปาล ศรีลังกา บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพื้นที่ใกล้เคียง
  • ในประเทศไทย: พบได้ในหลายพื้นที่ โดยข้อมูลพรรณไม้ไทยระบุการพบใน ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • สภาพนิเวศน์: มักขึ้นเป็นกลุ่มหรือขึ้นกระจายใน ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมแบบเขตร้อนที่มีฤดูแล้งชัดเจน

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพพื้นที่: เหมาะกับพื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ โดยเฉพาะบริเวณที่มีสภาพเป็นป่าเต็งรังหรือป่าเบญจพรรณ
  • การขยายพันธุ์: การขยายพันธุ์ในแหล่งข้อมูลพรรณไม้ที่ตรวจสอบยังมีรายละเอียดค่อนข้างจำกัด จึงควรใช้เมล็ดจากต้นแม่พันธุ์ที่ระบุชนิดถูกต้อง และศึกษาวิธีเพาะที่เหมาะสมเฉพาะพื้นที่ก่อนนำไปผลิตเชิงการค้า
  • การดูแล: ควรจัดพื้นที่ให้มีการระบายน้ำเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการเก็บส่วนของต้นจากประชากรธรรมชาติในปริมาณมาก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ผล: ใช้ตามภูมิปัญญาไทยในกลุ่มอาการเกี่ยวกับ พยาธิและโรคผิวหนัง
  • เมล็ด: มีการนำ น้ำมันจากเมล็ด มาใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบ: ใช้ตำเป็นยาพอกบริเวณ แผลสด
  • ดอก: ใช้ภายนอกกับ กลากเกลื้อน และมีการกล่าวถึงการใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ
  • ราก: ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ อาหารไม่ย่อยในเด็ก

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาไทย

  • ผล: มีรสเมาเบื่อ ใช้ตามตำรายาพื้นบ้านสำหรับ ฆ่าพยาธิ กลากเกลื้อน แก้โรคผิวหนัง และโรคเรื้อน
  • เมล็ด: น้ำมันจากเมล็ดใช้ทาภายนอกบริเวณ แผลเรื้อรังและโรคผิวหนัง
  • ใบ: มีรสฝาด ใช้ตำพอก แผล
  • ดอก: ใช้ขยี้หรือบดสำหรับทาภายนอกบริเวณ กลากเกลื้อน และใช้เป็นยาฆ่าพยาธิตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ราก: ใช้สำหรับ อาการอาหารไม่ย่อยในเด็ก

ตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • รากกระเบียน: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อช่วยบรรเทา อาหารไม่ย่อยในเด็ก
  • ใบ: ใช้ภายนอกโดยตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณ แผลสด
  • ดอก: ใช้ภายนอกสำหรับ กลากเกลื้อน
  • ผลและเมล็ด: มีการใช้เกี่ยวข้องกับ โรคผิวหนัง พยาธิ และแผลเรื้อรัง ตามองค์ความรู้พื้นบ้าน

ในตำรับยา

ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ระบุการใช้ กระเบียนเป็นสมุนไพรเดี่ยวหรือส่วนหนึ่งขององค์ความรู้พื้นบ้าน มากกว่าการมีตำรับยามาตรฐานที่มีข้อมูลทางคลินิกชัดเจน จึงควรระบุการใช้ตามตำรับเฉพาะแหล่งอย่างระมัดระวัง และไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลของยาที่ผ่านการทดลองทางคลินิก

สาระสำคัญ

กระเบียนมีความน่าสนใจในฐานะ พืชสมุนไพรพื้นบ้าน เนื่องจากมีการใช้หลายส่วนของต้น และงานวิจัยเบื้องต้นพบกลุ่มสารพฤกษเคมีหลายประเภท โดยเฉพาะ สารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แทนนิน ไกลโคไซด์ ซาโปนิน สเตอรอล และสารกลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์ ทั้งนี้องค์ประกอบที่ตรวจพบขึ้นอยู่กับส่วนของพืชและตัวทำละลายที่ใช้สกัด

องค์ประกอบทางเคมี

จากฐานข้อมูลด้านพฤกษเคมีและงานวิจัย มีรายงานสารประกอบที่ตรวจพบในส่วนต่าง ๆ ของกระเบียน เช่น

  • ราก: Gardenin A, Gardenin B, Gardenin E, α-amyrin, mannitol, oleanolic acid และ β-sitosterol
  • เนื้อไม้: Hederagenin, gypsogenic acid, oleanolic acid และ β-sitosterol
  • เมล็ด: กรดไขมัน เช่น palmitic acid, stearic acid, oleic acid และ linoleic acid
  • สารกลุ่มพฤกษเคมี: มีรายงานการตรวจพบ flavonoids, phenols, tannins, saponins, sterols, alkaloids, glycosides และสารกลุ่มอื่นในการคัดกรองสารสกัดจากราก

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Ceriscoides turgida ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยมีหลักฐานส่วนใหญ่จากการทดลองในห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง

  • งานวิจัยปี 2018 ศึกษาสารสกัดเมทานอลจาก ใบและราก พบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ระงับปวด และฤทธิ์ต้านแบคทีเรียในระดับการทดลอง รวมถึงพบความเป็นพิษต่อเซลล์ในระดับปานกลางจากการทดสอบ brine shrimp
  • สารสกัดจากรากมีปริมาณ สารฟีนอลิกรวมและฟลาโวนอยด์รวม สูงกว่าสารสกัดจากใบในการศึกษาดังกล่าว
  • งานวิจัยปี 2019 ในหนูทดลองพบว่าสารสกัดจากใบและรากมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยลดกิจกรรมการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมสำรวจ และเพิ่มผลของการทดสอบการนอนหลับที่เหนี่ยวนำด้วย thiopental
  • งานวิจัยปี 2017 พบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มในสารสกัดจากราก เช่น ฟลาโวนอยด์ ฟีนอล แทนนิน ซาโปนิน สเตอรอล และไกลโคไซด์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีข้อมูลการใช้จริงในหลายพื้นที่ของประเทศไทยและประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ระดับห้องปฏิบัติการ: มีหลักฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย และระงับปวด
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางและพฤติกรรมในหนู
  • ระดับการทดลองในมนุษย์: ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลและขนาดใช้รักษาโรคของกระเบียน

ดังนั้น ยังไม่ควรสรุปว่ากระเบียนสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้ จากผลการทดลองในสัตว์หรือสารสกัดเพียงอย่างเดียว

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากใบและรากแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และมีฤทธิ์รีดิวซ์ในการทดลอง
  • ฤทธิ์ระงับปวด: สารสกัดจากใบและรากแสดงฤทธิ์ในแบบจำลองการปวดที่เหนี่ยวนำด้วย acetic acid ในหนูทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย: สารสกัดจากใบแสดงฤทธิ์ต้านแบคทีเรียในการทดสอบ disc diffusion
  • ฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง: สารสกัดจากใบและรากมีผลลดการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมสำรวจของหนู และแสดงผลกดระบบประสาทส่วนกลางในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์: งานวิจัยหนึ่งรายงานผล cytotoxicity ในระดับปานกลางจากการทดสอบ brine shrimp lethality assay

ความปลอดภัย

ข้อมูลความปลอดภัยของ กระเบียนในมนุษย์ยังมีจำกัด เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาทางคลินิกอย่างเพียงพอ การใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้น โดยเฉพาะ ผลและเมล็ด จึงควรระมัดระวัง และไม่ควรรับประทานเองโดยไม่มีการระบุชนิดพืช ส่วนที่ใช้ และวิธีเตรียมที่ถูกต้อง

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรรับประทานผลหรือเมล็ดกระเบียนเอง เนื่องจากข้อมูลด้านความเป็นพิษและขนาดใช้ที่ปลอดภัยในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ใน หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร หากไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทยหรือแพทย์
  • เด็กไม่ควรใช้สมุนไพรชนิดนี้เอง โดยเฉพาะการใช้ รากเพื่อแก้อาหารไม่ย่อยในเด็ก เนื่องจากข้อมูลขนาดยาและความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • ไม่ควรใช้สมุนไพรที่ระบุชนิดไม่ได้หรือเก็บจากธรรมชาติโดยไม่มีการตรวจสอบเอกลักษณ์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกระเบียนกับยาแผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีงานทดลองในสัตว์ที่พบผลกดระบบประสาทส่วนกลาง จึงควรใช้ความระมัดระวังหากนำสารสกัดกระเบียนไปร่วมกับ ยานอนหลับ ยากดประสาท ยาคลายกังวล หรือยาที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง จนกว่าจะมีข้อมูลยืนยันด้านความปลอดภัยมากขึ้น

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์จากอินเดียที่รายงานว่า ผลสุกของกระเบียนถูกนำมาใช้เป็นอาหาร ในบางพื้นที่ แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับแหล่งข้อมูลบางแห่งที่เตือนเรื่องความเป็นพิษของผลสุก จึง ไม่แนะนำให้นำผลกระเบียนมารับประทานเป็นอาหารโดยทั่วไป หากไม่มีข้อมูลยืนยันชนิด พันธุ์ และวิธีเตรียมที่ปลอดภัย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้าน: มีการใช้ใบ ดอก ราก ผล และเมล็ดตามองค์ความรู้พื้นบ้าน
  • ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก: ข้อมูลพื้นบ้านกล่าวถึงการใช้ใบและดอกสำหรับ พอกแผลและดูแลโรคผิวหนัง
  • สารสกัดเพื่อการวิจัย: มีการศึกษาสารสกัดเมทานอลจากใบและรากในด้านฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ควรมีการ ตรวจสอบเอกลักษณ์ วัตถุดิบ สารปนเปื้อน ปริมาณสารสำคัญ และความปลอดภัย ก่อนนำไปใช้

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ควรเก็บเกี่ยวจากต้นที่ผ่านการ ตรวจสอบชนิดทางพฤกษศาสตร์ แล้ว
  • ส่วนของพืชที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบควรคัดแยกสิ่งแปลกปลอม ดิน และส่วนที่เน่าเสียออก
  • หากต้องการทำวัตถุดิบแห้ง ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและเก็บในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • ควรติดฉลากระบุ ชื่อสมุนไพร ชื่อวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ใช้ แหล่งที่มา และวันที่เก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันการสับสนกับพืชที่มีชื่อพื้นบ้านคล้ายกัน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระเบียนมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายภูมิภาค โดยเฉพาะการใช้ ใบ ดอก ราก ผล และเมล็ด ในการดูแลอาการและโรคต่าง ๆ เช่น อาหารไม่ย่อยในเด็ก กลากเกลื้อน แผล โรคผิวหนัง และพยาธิ นอกจากนี้การศึกษาด้านชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ในจังหวัดสงขลายังพบการระบุ Ceriscoides turgida เป็นพืชที่หมอพื้นบ้านใช้ในตำรับเกี่ยวกับโรคผิวหนัง

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ กระเบียน ปรากฏในพจนานุกรมภาษาไทยในความหมายของไม้ต้นผลัดใบชนิดหนึ่งในวงศ์ Rubiaceae โดยระบุว่าพบใน ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ และมีชื่อเรียกอื่น เช่น กระดานพน มะกอกพราน หมุยขาว และหัวโล้น นอกจากคุณค่าด้านสมุนไพรแล้ว เนื้อไม้กระเบียน มีสีออกนวลอมเหลือง เนื้อละเอียดและแข็งพอประมาณ จึงมีการนำไปใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องมือเครื่องใช้ งานกลึง งานแกะสลัก และเครื่องใช้จากไม้ตามข้อมูลท้องถิ่น

สถานะการอนุรักษ์

ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน และข้อมูลการประเมินความเสี่ยงเชิงคาดการณ์ของพืชดอกระบุว่า ยังไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคาดการณ์ว่าเป็นพืชถูกคุกคาม อย่างไรก็ตาม การเก็บส่วนราก เปลือก หรือทั้งต้นจากธรรมชาติควรทำอย่างจำกัดเพื่อรักษาประชากรตามธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • ไฟลัม (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Gentianales
  • วงศ์ (Family): Rubiaceae
  • สกุล (Genus): Ceriscoides
  • ชนิด (Species): Ceriscoides turgida
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng.
  • ชื่อพ้องสำคัญ: Gardenia turgida Roxb.; Randia turgida (Roxb.) Tirveng.; Gardenia montana Roxb.

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ กระเบียน ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและชื่อวิทยาศาสตร์ โดยจุดสังเกตสำคัญ ได้แก่

  • ต้น: ไม้ต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เปลือกสีเทาเข้มหรือน้ำตาลหม่น และอาจมีหนามเป็นคู่ตามข้อ
  • ใบ: ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปไข่กลับ กลม หรือรี
  • ดอก: ดอกแยกเพศ กลีบดอกเชื่อมเป็นหลอด สีขาวอมเหลือง
  • ผล: ผลกลมหรือรูปไข่ ค่อนข้างแข็ง ภายในมีเมล็ดแบนจำนวนมาก
  • ชื่อวิทยาศาสตร์สำหรับยืนยันชนิด: Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng.
  • หากเป็นวัตถุดิบแห้งหรือผง ควรใช้ กล้องจุลทรรศน์และการตรวจสอบทางเภสัชเวท/พฤกษศาสตร์ รวมถึงการเทียบตัวอย่างอ้างอิงหรือ voucher specimen เพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่นที่มีชื่อพื้นบ้านใกล้เคียง

คำเตือนทางการแพทย์

กระเบียนเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในมนุษย์ยังมีจำกัด ผลการวิจัยที่พบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ระงับปวด ต้านแบคทีเรีย หรือกดระบบประสาทส่วนกลาง เป็นหลักฐานจาก การทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันการรักษาโรคในคน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานส่วนของกระเบียนโดยเฉพาะ ผลและเมล็ด หากไม่มีการตรวจสอบชนิดและวิธีเตรียมที่ถูกต้อง และไม่ควรใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง ผู้ที่มีโรคประจำตัว รับประทานยาประจำ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือประสงค์จะใช้กระเบียนเป็นยา ควรปรึกษา แพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ก่อนใช้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. ราชบัณฑิตยสถาน.
  2. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กระเบียน: Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng.
  3. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระเบียน. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ.
  4. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กระเบียน.
  5. Bodele, S. K., Shahare, N. H., & Dange, S. P. (2017). Physicochemical and phytochemical investigation on the root of Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng. Journal of Chemical and Pharmaceutical Research, 9(4), 69–73.
  6. Zilani, M. N. H., Sultana, N. A., Bakshi, M. M. K., Shampa, I. J., Sumi, S. J., & Islam, O. (2018). Bioactivities of leaf and root extract of Ceriscoides turgida (Roxb.). Oriental Pharmacy and Experimental Medicine, 18(2), 159–165. https://doi.org/10.1007/s13596-018-0298-x
  7. Hafiz, W., Zilani, M. N. H., Sultana, N. A., Isalm, M. M., Anisuzzman, M., & Hossain, M. G. (2019). Neuropharmacological potential of Ceriscoides turgida (Roxb.) leaf and root in mice. Clinical Phytoscience, 5, 5. https://doi.org/10.1186/s40816-019-0099-x
  8. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Ceriscoides turgida (Roxb.) Tirveng. Plants of the World Online.
  9. Indian Medicinal Plants, Phytochemistry And Therapeutics (IMPPAT). (ม.ป.ป.). Ceriscoides turgida: Phytochemical information.
Scroll to top