กระโดงแดง
กระโดงแดง เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่พบในป่าธรรมชาติของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อ และมีประวัติการใช้เป็น สมุนไพรตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้าน โดยเฉพาะใบและแก่น อย่างไรก็ตาม การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฤทธิ์ทางยาและสารสำคัญของกระโดงแดงยังมีค่อนข้างจำกัด จึงควรแยกข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากหลักฐานทางคลินิกอย่างชัดเจน
- ชื่ออื่น : กระบกคาย (ศรีสะเกษ), ชมัน (สุรินทร์), ละโมก (ตราด), พิกุลป่า (นราธิวาส), ตาโยงฮูแต (มลายู-นราธิวาส), ประดงแดง (ชลบุรี), พรมคด และชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ ในบางพื้นที่
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bhesa robusta (Roxb.) Ding Hou
- ชื่อวงศ์ : Centroplacaceae ตามการจัดจำแนกสมัยใหม่ของ Kew และ World Flora Online เดิมแหล่งข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทยหลายแห่งจัดอยู่ในวงศ์ Celastraceae
- ประเภทสมุนไพร : พืชวัตถุ – จำพวกต้น
- ชื่อสามัญ : Kradong daeng; Red-flowered Malayan Spindle Tree
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ลักษณะทั่วไป : กระโดงแดงเป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สามารถสูงประมาณ 15–25 เมตร และในบางพื้นที่อาจพบต้นที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ ลำต้นมีพอนหรือรากค้ำยันบริเวณโคน เรือนยอดเป็นพุ่มค่อนข้างแน่น เปลือกสีน้ำตาลและมีร่องตื้นตามยาว
- การใช้ประโยชน์ : นอกจากการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน แล้ว เนื้อไม้ยังมีการใช้ประโยชน์ด้านงานไม้ เช่น การก่อสร้างและทำเครื่องเรือนในบางประเทศ
- ความหลากหลายของชื่อพื้นเมือง : ชื่อ “กระโดงแดง” อาจหมายถึงพืชต่างชนิดกันในบางภูมิภาค ดังนั้นการระบุ ชื่อวิทยาศาสตร์ Bhesa robusta จึงมีความสำคัญต่อการป้องกันการใช้พืชผิดชนิด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15–25 เมตร มีพอนบริเวณโคนต้น เรือนยอดเป็นพุ่มกลมยาวและมีใบค่อนข้างหนาแน่น เปลือกต้นสีน้ำตาล ผิวขรุขระและแตกเป็นร่องตื้นตามแนวยาว กิ่งอ่อนมีลักษณะแบนเป็นเหลี่ยม และบริเวณปลายกิ่งมีหูใบรูปกรวยแหลม
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปรีแกมขอบขนาน กว้างประมาณ 3–7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8–17 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนมนหรือแหลม ขอบใบเรียบและอาจเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่า ก้านใบยาวประมาณ 2.5–4 เซนติเมตร
- ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณด้านข้างของกิ่ง ช่อดอกแตกแขนงและมีช่อย่อยจำนวนมาก ดอกมีขนาดเล็ก สีเหลืองอมเขียวตามข้อมูลพฤกษศาสตร์ไทยบางแหล่ง ขณะที่ข้อมูลพฤกษศาสตร์จากสิงคโปร์ระบุว่ากลีบดอกมีสีแดง จึงควรใช้ลักษณะทางใบ ผล และชื่อวิทยาศาสตร์ประกอบการจำแนกชนิด
- ผล : ผลรูปทรงรีถึงรูปกรวยแคบ ปลายเรียวและมีจะงอยเล็กน้อย ผลแก่มีสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว มีร่องตามยาว 2 ร่อง และโดยทั่วไปมี 1 เมล็ด
- เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะรีหรือรูปขอบขนาน สีน้ำตาล มีเนื้อหรือส่วนคล้ายเยื่อหุ้มเมล็ด และมีขนาดประมาณ 1–2 เซนติเมตร
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กระโดงแดงมีถิ่นกำเนิดกว้างในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่เนปาลตะวันออก อินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ บังกลาเทศ เมียนมา จีนตอนใต้ ลาว กัมพูชา เวียดนาม ไทย ไปจนถึงคาบสมุทรมลายู สุมาตรา บอร์เนียว และพื้นที่ใกล้เคียง
ในประเทศไทยพบใน ป่าธรรมชาติและป่าดิบ โดยมีรายงานจากพื้นที่ป่าหลายแห่ง รวมถึงป่าดิบแล้งและพื้นที่ป่าที่มีสภาพค่อนข้างชื้น
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เมล็ดเป็นแนวทางหลักที่เหมาะสมสำหรับการขยายพันธุ์พืชชนิดนี้ เนื่องจากเป็นไม้ต้นป่าและมีการศึกษาด้านเมล็ดและการงอกโดยตรง
- การเพาะเมล็ด : งานศึกษาจากประเทศจีนพบว่าเมล็ดมีชีวิตประมาณ 88.3% และมีข้อจำกัดด้านการซึมผ่านของน้ำจากเปลือกเมล็ด อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกในการทดลองอยู่ประมาณ 28 °C
- การอนุบาล : ควรใช้วัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี มีความชื้นสม่ำเสมอ และป้องกันการสูญเสียความชื้นของเมล็ดในระยะแรก
- สภาพแวดล้อม : กระโดงแดงเป็นไม้ป่าที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นและพบได้ในป่าดิบหรือพื้นที่ป่าที่มีความชื้นค่อนข้างสูง
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ : ใช้ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- แก่น : ใช้ในรูปแบบยาต้มตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย
- ใบ : มีรสขมเมา ใช้ตามตำรายาไทยเพื่อ ระงับประสาท แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย และช่วยให้นอนหลับสบาย
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- แก่น : นิยมนำมาต้มเป็นน้ำดื่มหรือน้ำชา ใช้เป็น ยาบำรุงเลือดและบำรุงกำลัง ตามภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรพื้นบ้าน
- ใบ : มีการใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และใช้ในกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับตามองค์ความรู้ดั้งเดิม
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ได้หมายความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคจากการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์
วิธีใช้
- ใบ : ในภูมิปัญญาดั้งเดิมนำใบมาใช้เป็นเครื่องยา โดยวิธีใช้ขึ้นอยู่กับตำรับและแนวทางของหมอพื้นบ้าน
- แก่น : นิยม ต้มเป็นน้ำดื่มหรือน้ำชา ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
หมายเหตุ: ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานแบบมาตรฐานสำหรับกระโดงแดงจากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดยาและระยะเวลาการใช้ที่ปลอดภัย
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของกระโดงแดงในด้านสมุนไพรอยู่ที่ ใบและแก่น ซึ่งปรากฏการใช้ในตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยใบมีการระบุการใช้เกี่ยวกับการระงับประสาทและอาการปวดเมื่อย ส่วนแก่นมีการใช้เป็นยาต้มเพื่อบำรุงเลือดและบำรุงกำลัง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- การศึกษาการงอกของเมล็ด : มีงานวิจัยศึกษาลักษณะผล เมล็ด ความมีชีวิตของเมล็ด การดูดน้ำ และปัจจัยที่มีผลต่อการงอกของ Bhesa robusta โดยพบว่าเมล็ดมีชีวิตประมาณ 88.3% เปลือกเมล็ดมีคุณสมบัติขัดขวางการดูดน้ำ และอุณหภูมิประมาณ 28 °C เหมาะต่อการงอกในสภาวะทดลอง
- ด้านนิเวศวิทยา : มีการศึกษาการตอบสนองของต้นกล้าต่อสภาพแสง โดยพบว่าการขาดแสงเป็นเวลานานมีผลต่อการเจริญเติบโตและกิจกรรมของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระของต้นกล้า
- ด้านพฤกษศาสตร์และพันธุศาสตร์ : Bhesa robusta ถูกนำไปใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของพืชกลุ่ม Malpighiales และเป็นหนึ่งในชนิดที่ใช้ข้อมูลลำดับดีเอ็นเอในการศึกษาความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ระดับหลักฐานยังอยู่ในขั้นก่อนคลินิกและด้านพฤกษศาสตร์/นิเวศวิทยาเป็นหลัก โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับการงอกของเมล็ดและชีววิทยาของพืช แต่ยังไม่พบหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลของใบหรือแก่นในการรักษาโรคในมนุษย์
ดังนั้น การกล่าวถึง สรรพคุณทางยา ควรระบุให้ชัดเจนว่าเป็น การใช้ตามตำรายาไทยหรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรนำเสนอในลักษณะเป็นการรักษาที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้าน ความเป็นพิษ การใช้ในมนุษย์ระยะยาว และขนาดรับประทานที่ปลอดภัย ของกระโดงแดงยังมีจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าการใช้ใบหรือแก่นในปริมาณสูงหรือเป็นเวลานานปลอดภัย
ผู้ที่ต้องการใช้กระโดงแดงเป็นยา โดยเฉพาะในรูปแบบรับประทาน ควรปรึกษา แพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ก่อนใช้
ข้อห้ามใช้
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร : ควรหลีกเลี่ยงการใช้รับประทาน เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยไม่เพียงพอ
- เด็ก : ไม่ควรนำมาใช้รับประทานเองโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด : ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้
- ผู้ที่มีอาการผิดปกติหลังใช้ : ควรหยุดใช้และพบแพทย์
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ กระโดงแดง ควรให้ความสำคัญกับชื่อวิทยาศาสตร์ Bhesa robusta (Roxb.) Ding Hou เนื่องจากชื่อ “กระโดงแดง” สามารถใช้เรียกพืชต่างชนิดกันได้ในภาษาไทย โดยราชบัณฑิตยสถานระบุว่าชื่อนี้ยังใช้กับ Chionanthus microstigma (Gagnep.) P.S. Green ซึ่งอยู่ในวงศ์ Oleaceae ด้วย
- เอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้นขนาดกลางถึงใหญ่ มีพอนโคนต้น ใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบรูปขอบขนานหรือรูปรีแกมขอบขนาน และผลมีลักษณะเรียวแหลม มีเมล็ดโดยทั่วไป 1 เมล็ด
- เอกลักษณ์ด้านชื่อวิทยาศาสตร์ : Bhesa robusta (Roxb.) Ding Hou เป็นชื่อที่ยอมรับในฐานข้อมูล Kew และ World Flora Online
- ชื่อพ้องที่สำคัญ : Celastrus robustus Roxb., Kurrimia robusta (Roxb.) Kurz, Bhesa moja Buch.-Ham. และ Bhesa sinica (Hung T.Chang & S.Ye Liang) Hung T.Chang & S.Ye Liang ซึ่งปัจจุบัน Bhesa sinica ถูกจัดเป็นชื่อพ้องของ Bhesa robusta
คำเตือนทางการแพทย์
กระโดงแดงไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน แม้จะมีประวัติการใช้ในตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประสิทธิผลและความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้เพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับ ปวดเมื่อย หรือเพื่อบำรุงเลือด
ข้อมูลสมุนไพรนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและเผยแพร่ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำในการวินิจฉัยหรือรักษาโรค การนำสมุนไพรมาใช้เป็นยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพที่เหมาะสม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระโดงแดงมีชื่อพื้นเมืองแตกต่างกันตามภูมิภาค เช่น กระบกคาย ชมัน ละโมก พิกุลป่า ตาโยงฮูแต และประดงแดง สะท้อนถึงการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในชุมชนต่าง ๆ ของประเทศไทย
ภูมิปัญญาด้านยาระบุการใช้ ใบ ในกลุ่มอาการปวดเมื่อยและช่วยให้นอนหลับสบาย ส่วน แก่น นิยมต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อบำรุงเลือดและบำรุงกำลัง
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ “กระโดงแดง” ปรากฏในแหล่งข้อมูลพฤกษศาสตร์และตำรายาไทยมายาวนาน โดยมีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ และมีการเรียก “ประดงแดง” เป็นชื่อหนึ่งของพืชชนิดนี้ในบางพื้นที่
ในทางอนุกรมวิธาน กระโดงแดงเคยถูกจัดไว้ในวงศ์ Celastraceae ในเอกสารพฤกษศาสตร์ไทยจำนวนมาก แต่การจัดจำแนกสมัยใหม่โดย Kew และ World Flora Online จัด Bhesa ไว้ในวงศ์ Centroplacaceae อันดับ Malpighiales
สถานะการอนุรักษ์
ตามข้อมูลของ IUCN Red List กระโดงแดง (Bhesa robusta) มีสถานะ Least Concern (LC) – ความเสี่ยงต่ำ ในระดับโลก และ Kew ระบุว่าการประเมินการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์จัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่ถูกคุกคาม
อย่างไรก็ตาม สถานะระดับโลกไม่ได้หมายความว่าประชากรในทุกพื้นที่ของประเทศไทยมีความมั่นคงเท่ากัน การรักษา แหล่งป่าธรรมชาติและต้นพันธุ์ท้องถิ่น ยังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงถิ่นอาศัย
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Phylum) : Streptophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- ชั้นย่อย (Subclass) : Magnoliidae
- อันดับ (Order) : Malpighiales
- วงศ์ (Family) : Centroplacaceae
- สกุล (Genus) : Bhesa
- ชนิด (Species) : Bhesa robusta
- ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม : Bhesa robusta (Roxb.) Ding Hou
การจัดลำดับข้างต้นอ้างอิงตาม Plants of the World Online (Kew) และ World Flora Online ซึ่งยอมรับ Bhesa robusta เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง และจัดอยู่ในวงศ์ Centroplacaceae อันดับ Malpighiales
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์จากไม้ : เนื้อไม้ของกระโดงแดงมีการนำไปใช้ในการก่อสร้าง ทำคาน และทำตู้หรือเครื่องเรือนในบางประเทศ
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้าน : ใบและแก่นมีประวัติการนำมาใช้เป็นเครื่องยา โดยแก่นสามารถนำมาต้มเป็นน้ำดื่มตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบ : ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา แมลง หรือสิ่งปนเปื้อน และเก็บจากต้นที่จำแนกชนิดได้ถูกต้อง
- แก่น : ควรเก็บจากแหล่งที่ได้รับอนุญาตและไม่ทำลายประชากรไม้ป่า
- การทำให้แห้ง : หากนำส่วนของพืชมาทำเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อรา
- การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะสะอาด ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และกลิ่นปนเปื้อน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.). (ม.ป.ป.). กระโดงแดง (Bhesa robusta (Roxb.) Ding Hou). ฐานข้อมูลพรรณไม้.
- กรมป่าไม้. (ม.ป.ป.). เอกสารผลงานวิชาการและข้อมูลพรรณไม้ในป่าชุมชน. กรมป่าไม้.
- คลังต้นไม้แห่งการเรียนรู้ มูลนิธิชัยพัฒนา/แหล่งเรียนรู้ต้นไม้. (2568). กระบกคาย: Bhesa robusta (Roxb.) Ding Hou.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระโดงแดง. ฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กระโดงแดง.
- Wurdack, K. J., & Davis, C. C. (2009). Malpighiales phylogenetics: Gaining ground on one of the most recalcitrant clades in the angiosperm tree of life. American Journal of Botany, 96(8), 1551–1570.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Bhesa robusta (Roxb.) Ding Hou. Plants of the World Online.
- World Flora Online. (2026). Bhesa robusta (Roxb.) Ding Hou.
- National Parks Board Singapore. (2024). Bhesa robusta. Flora & Fauna Web.
- Liu, J.-Z., Yu, X.-H., Chen, N.-J., Fan, D.-H., He, G.-Z., Su, X.-P., & Li, Q.-X. (2024). Fruit characters and seed germination characteristics of endangered plant Bhesa robusta. Seed, 43(3), 90–96.

