กระโดน
กระโดน เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบที่พบได้ในป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรังของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นทั้ง ผักพื้นบ้าน สมุนไพร และพืชวัตถุ ที่มีการใช้ประโยชน์จากหลายส่วน ได้แก่ ใบ ดอก ผล เปลือก ราก และเมล็ด ทั้งในด้านอาหารและภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Careya arborea Roxb. ส่วน Careya sphaerica Roxb. เป็นชื่อที่พบใช้ในเอกสารไทยและถือเป็นชื่อพ้องของพืชชนิดเดียวกันในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระโดน
- ชื่อท้องถิ่น: ปุย, ปุยกระโดน, ปุยขาว, พุย, ผ้าฮาด, หูกวาง, ขุย, เส่เจ๊อะบะ, กะนอน และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Careya arborea Roxb.
- ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร: Careya sphaerica Roxb.
- ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ: Slow match tree, Ceylon oak, Patana oak และชื่อพื้นเมืองในภูมิภาคต่าง ๆ
- วงศ์: Lecythidaceae หรือวงศ์จิก
- ประเภท: ไม้ต้นผลัดใบ อายุหลายปี
- สถานะการใช้ประโยชน์: พืชอาหาร สมุนไพร และพืชวัตถุ
- ส่วนที่มีการใช้ประโยชน์: เปลือก ใบ ดอก ผล เมล็ด ราก และยอดอ่อน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: ไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดกลางถึงค่อนข้างใหญ่ สูงประมาณ 8–20 เมตร และบางแหล่งระบุว่าสามารถสูงได้ถึงประมาณ 30 เมตร ลำต้นแตกกิ่งค่อนข้างต่ำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมและแน่นทึบ
- เปลือกต้น: เปลือกหนา สีเทาน้ำตาล น้ำตาลดำ หรือดำ แตกเป็นร่องและล่อนออกเป็นแผ่น เนื้อไม้มีสีแดงเข้มหรือสีน้ำตาลแกมแดง
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงเวียนหรือเรียงสลับเป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่ง รูปไข่กลับ เนื้อใบค่อนข้างหนา ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อยหรือหยักตื้น ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ก้านใบสั้นและอวบ ใบแก่ก่อนร่วงอาจเปลี่ยนเป็นสีแดง
- ดอก: ดอกมีขนาดใหญ่ ออกบริเวณปลายกิ่ง โดยมักออกในช่วงที่กิ่งไม่มีใบ กลีบดอกมีสีเขียวอ่อนบริเวณขอบและมีสีชมพูบริเวณโคน เกสรเพศผู้จำนวนมาก สีขาว โคนก้านเกสรมีสีแดงอ่อน ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
- ผล: ผลค่อนข้างกลมหรือรูปไข่ ขนาดประมาณ 5 เซนติเมตร สีเขียวเมื่ออ่อน เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผิวเรียบ เนื้อผลค่อนข้างแข็งและอวบน้ำ
- เมล็ด: มีจำนวนมาก รูปร่างแบนหรือค่อนข้างเป็นรูปไข่ สีน้ำตาลอ่อน
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่เอเชียใต้ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- การกระจายพันธุ์: พบในอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม หมู่เกาะอันดามัน และคาบสมุทรมลายู
- ในประเทศไทย: พบกระจายอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าแพะ และบริเวณชายห้วยหรือพื้นที่ป่าโปร่ง โดยพบได้หลายภูมิภาคของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสภาพค่อนข้างแห้งแล้งตามฤดูกาล
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การปลูก: กระโดนเหมาะกับพื้นที่กลางแจ้งและมีแสงแดดค่อนข้างมาก สามารถเจริญได้ในดินหลายประเภท โดยเฉพาะพื้นที่ป่าโปร่งและดินที่มีการระบายน้ำดี
- การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์โดย การเพาะเมล็ด และมีรายงานการแยกหน่อในข้อมูลการขยายพันธุ์พืชบางแหล่ง
- การดูแล: ต้นอ่อนควรได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอในระยะแรก เมื่อเจริญเติบโตและตั้งตัวได้แล้วสามารถทนต่อช่วงแล้งตามธรรมชาติได้ดี
- การอนุรักษ์พันธุ์: ควรเก็บเมล็ดจากต้นแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์และหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกจากต้นธรรมชาติในปริมาณมาก เพราะเปลือกเป็นส่วนสำคัญต่อการดำรงชีวิตของต้นไม้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกต้น: ใช้ตามภูมิปัญญาเป็นยาสมานแผล แก้เคล็ดขัดยอก ปวดเมื่อย และใช้ในตำรับยาพื้นบ้านบางพื้นที่
- ใบ: ใช้เป็นยาสมานแผล โดยมีการนำใบไปนึ่งหรือปรุงเป็นน้ำมันสำหรับใช้ภายนอก
- ดอก: ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย แก้หวัด แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ และบำรุงร่างกายสตรีหลังคลอดตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ผล: ใช้ช่วยย่อยอาหารตามตำรับพื้นบ้าน
- เมล็ดและราก: มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านบางท้องถิ่น แต่ควรแยกออกจากการใช้เป็นยาที่มีหลักฐานทางคลินิก
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ตามภูมิปัญญาไทย: เปลือกกระโดน มีรสฝาด ใช้เป็นยาสมานและใช้ภายนอกสำหรับแผลหรืออาการเคล็ดขัดยอก ส่วน ใบ ใช้สมานแผล ดอก ใช้บำรุงร่างกาย แก้หวัด แก้ไอ และทำให้ชุ่มคอ ส่วน ผล ใช้ช่วยย่อยอาหาร
- ตามตำรายาไทย: มีการใช้กระโดนเป็นส่วนประกอบของตำรับยาพื้นบ้าน โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับ ริดสีดวงทวาร ซึ่งใช้สมุนไพรหลายชนิดร่วมกันและนำมาต้มรับประทาน
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: ดอกและน้ำจากเปลือกสดอาจนำมาผสมกับน้ำผึ้ง ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับ อาการหวัด ไอ และทำให้ชุ่มคอ รวมถึงใช้เป็นยาบำรุงสตรีหลังคลอด
- ในตำรับยา: มีข้อมูลตำรับพื้นบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่นำกระโดนโคกเป็นหนึ่งในสมุนไพรของ ตำรับแก้โรคริดสีดวงทวาร โดยใช้วิธีต้มเป็นยากิน
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและตำรับยา ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์ทุกประการ
วิธีใช้
- ใช้ภายนอก: ใบสามารถนำมานึ่งให้นิ่มแล้วใช้ปิดแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน หรือปรุงเป็นน้ำมันสมานแผล
- ใช้เป็นเครื่องดื่มสมุนไพร: เปลือกต้นมีการนำมาแช่หรือต้มกับน้ำในภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับอาการปวดท้องและท้องเสีย
- ใช้ในตำรับยา: กระโดนสามารถเป็นส่วนประกอบของตำรับสมุนไพรหลายชนิด โดยวิธีใช้ขึ้นอยู่กับสูตรตำรับและชนิดของโรค
- ใช้เป็นอาหาร: ยอดอ่อนและดอกอ่อนรับประทานสด ลวก หรือนำไปประกอบอาหารได้
หมายเหตุ: ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานของกระโดนจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดยามาตรฐาน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- กระโดนมีการกล่าวถึงในฐานข้อมูลและเอกสารด้าน ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร และพบการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับพื้นบ้าน แต่ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ไม่เพียงพอที่จะระบุว่า กระโดนเดี่ยว ๆ เป็นตัวยาสำคัญในบัญชียาจากสมุนไพรของประเทศไทย ในรูปแบบยาสามัญที่ใช้เป็นมาตรฐาน
สาระสำคัญ
กระโดน มีความน่าสนใจทางเภสัชพฤกษศาสตร์จากการพบสารกลุ่ม ฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แทนนิน ซาโปนิน เทอร์พีนอยด์ อัลคาลอยด์ และสารไตรเทอร์พีน ในส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยองค์ประกอบที่ตรวจพบแตกต่างกันตามส่วนของพืช ตัวทำละลาย และวิธีการสกัด
องค์ประกอบทางเคมี
- สารฟีนอลิกและแทนนิน: ตรวจพบในเปลือกและส่วนอื่น ๆ ของพืช และมีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่พบในการทดลอง
- ฟลาโวนอยด์: มีรายงานการตรวจพบในสารสกัดจากกระโดน
- ซาโปนินและไตรเทอร์พีนอยด์: พบในใบ เปลือก และราก
- Quercetin: ตรวจพบในสารสกัดใบ
- Ellagic acid: ตรวจพบในสารสกัดใบ
- Gallic acid: ตรวจพบในสารสกัดใบ
- Arborenin: เป็นสารกลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์ซาโปนินที่แยกได้จากใบ
- Coumaroyl lupendioic acid: เป็นสารไตรเทอร์พีนชนิดใหม่ที่รายงานจากเปลือกต้น และมีการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบ
- Piperine: มีรายงานการแยกสาร piperine จากเปลือกในการศึกษาฤทธิ์ระงับปวด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Careya arborea ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับ หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ระงับปวด ปกป้องกระเพาะอาหาร ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง และฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิด แต่ยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูลการศึกษาในมนุษย์ การศึกษาสารสกัดเปลือกพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งบางสายพันธุ์ในหลอดทดลอง ขณะที่การทดลองในสัตว์พบผลด้านการปกป้องตับและลดการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดทางชีวเคมีบางชนิด
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์: มีข้อมูลค่อนข้างมากเกี่ยวกับการใช้กระโดนเป็นอาหารและสมุนไพรในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียใต้
- ระดับเภสัชวิทยา: มีการศึกษาหลายด้าน โดยเฉพาะ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ระงับปวด และปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร
- ระดับสารสำคัญ: มีการแยกและระบุสารออกฤทธิ์บางชนิดด้วยเทคนิคทางเคมีสมัยใหม่
- ระดับสัตว์ทดลอง: มีหลักฐานสนับสนุนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน
- ระดับการศึกษาในมนุษย์: ยังมีข้อมูลจำกัด
- ระดับหลักฐานสำหรับการรักษาโรค: ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากระโดนสามารถใช้ทดแทนยามาตรฐานในการรักษาโรคได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดเมทานอลจากเปลือกต้นลดตัวชี้วัดการอักเสบหลายชนิดในแบบจำลองสัตว์ทดลอง และมีการศึกษาสาร coumaroyl lupendioic acid ที่แสดงการยับยั้ง COX-2 และลดตัวกลางการอักเสบ เช่น TNF-α, IL-1β และ IL-6
- ฤทธิ์ระงับปวด: มีการแยก piperine จากเปลือกและพบฤทธิ์ระงับปวดในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากเปลือกแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลอง และพบปริมาณสารฟีนอลิกค่อนข้างสูง
- ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร: สารสกัดใบ 70% เอทานอลช่วยลดดัชนีแผลในกระเพาะอาหารจากหลายแบบจำลองในหนูทดลอง และตรวจพบ quercetin, ellagic acid และ gallic acid
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารสกัดเปลือกแสดงฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งบางสายพันธุ์ในหลอดทดลองและในแบบจำลองสัตว์ แต่ยังไม่สามารถนำผลดังกล่าวมาใช้ยืนยันประสิทธิผลในการรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีการศึกษาสารสกัดและสารประกอบจากกระโดนที่แสดงฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิด รวมถึงมีการศึกษารากกระโดนในปี 2026 ที่รายงานฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิดในหลอดทดลอง
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของกระโดนในมนุษย์ยังมีจำกัด การศึกษาที่มีอยู่จำนวนมากเป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง ดังนั้นไม่ควรนำขนาดสารสกัดที่ใช้ในการทดลองไปเทียบเป็นขนาดรับประทานสำหรับมนุษย์โดยตรง การใช้ ยอดอ่อนและดอกอ่อนเป็นอาหาร มีประวัติการบริโภคในชุมชน แต่การใช้ สารสกัดเข้มข้น เปลือก ราก หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อรับประทานร่วมกับยาอื่น
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้กระโดนเป็นยารักษาโรคแทนการรักษามาตรฐาน
- ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสารสกัดเข้มข้น เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
- เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพก่อนใช้ในรูปแบบยา
- หลีกเลี่ยงการใช้ส่วนของพืชที่ไม่สามารถยืนยันชนิดได้ เพราะชื่อพื้นเมือง กระโดน อาจใช้เรียกพืชต่างชนิดในบางพื้นที่
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกระโดนกับยาในมนุษย์ ยังมีจำกัด จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้สารสกัดกระโดนร่วมกับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ยาต้านการอักเสบ ยาที่มีผลต่อตับ หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ผู้ที่รับประทานยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ สารสกัดกระโดน ในรูปแบบเข้มข้น
การใช้ในอาหาร
- ยอดอ่อน: รับประทานเป็นผักสดหรือผักจิ้มน้ำพริก
- ใบอ่อน: ใช้รับประทานเป็นผักพื้นบ้านในบางท้องถิ่น
- ดอกอ่อน: รับประทานสด ลวก หรือประกอบอาหาร
- เมนูพื้นบ้าน: ใช้รับประทานร่วมกับน้ำพริกปลาร้า แกงผักรวม หรือเป็นผักแกล้มอาหารพื้นบ้าน
- กระโดนจึงมีบทบาททั้งในฐานะ ผักพื้นบ้านและสมุนไพรไทย
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากสารสกัดที่เน้นสารต้านอนุมูลอิสระหรือสารจากพืช
- ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก: ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้ใบและเปลือกในลักษณะเกี่ยวกับการสมานแผล
- ผลิตภัณฑ์อาหาร: ยอดและดอกอ่อนสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ผักพื้นบ้าน
- ผลิตภัณฑ์จากเส้นใย: เปลือกสามารถให้เส้นใยหยาบสำหรับทำเชือกและงานใช้สอยพื้นบ้าน
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบและยอดอ่อน: เก็บในระยะที่ใบยังอ่อนและสมบูรณ์
- ดอก: เก็บในระยะดอกตูมถึงดอกบานตามวัตถุประสงค์การใช้
- เปลือก: ควรเก็บอย่างจำกัดจากกิ่งหรือส่วนที่เหมาะสม ไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้น เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตาย
- การเก็บสมุนไพรแห้ง: ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- วัตถุดิบสำหรับการวิจัย: ควรระบุแหล่งเก็บ ส่วนของพืช วันที่เก็บ และตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ก่อนนำไปสกัดหรือวิเคราะห์
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระโดน เป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนชนบท โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ยอดอ่อนและดอกอ่อนถูกนำมาเป็นผักพื้นบ้าน ขณะที่เปลือกถูกนำมาใช้ประโยชน์ด้านเส้นใยและการทำเครื่องใช้พื้นบ้าน ในด้านสมุนไพร มีการใช้ ใบสมานแผล เปลือกสมานแผลและแก้ปวดเมื่อย ดอกบำรุงร่างกายและแก้ไอ ผลช่วยย่อยอาหาร รวมถึงการใช้กระโดนเป็นส่วนประกอบในตำรับยาแก้ริดสีดวงทวารของภูมิปัญญาท้องถิ่น
ประวัติและวัฒนธรรม
กระโดนเป็นหนึ่งในพืชอาหารจากป่าที่มีการเก็บยอดและดอกมาบริโภคตามฤดูกาล และมีบทบาทในวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้านของไทย นอกจากอาหารแล้ว เปลือกกระโดน ยังถูกนำมาใช้ทำเชือก ทำวัสดุรองนั่งหรือรองหลังสัตว์ และใช้ในงานพื้นบ้านบางประเภท การใช้ประโยชน์แบบผสมผสานทั้ง อาหาร สมุนไพร เส้นใย และไม้ใช้สอย สะท้อนความสำคัญของกระโดนในระบบภูมิปัญญาท้องถิ่น
สถานะการอนุรักษ์
ฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุ Careya arborea เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธาน และมีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างตั้งแต่เอเชียใต้ถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกระบุแนวโน้มว่า ไม่อยู่ในกลุ่มถูกคุกคาม อย่างไรก็ตาม การเก็บเปลือกจากต้นธรรมชาติมากเกินไปอาจกระทบต่อต้นไม้ จึงควรส่งเสริมการขยายพันธุ์และการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Phylum: Streptophyta
- Class: Equisetopsida
- Subclass: Magnoliidae
- Order: Ericales
- Family: Lecythidaceae
- Genus: Careya
- Species: Careya arborea Roxb.
- ชื่อพ้องสำคัญ: Careya sphaerica Roxb., Barringtonia arborea (Roxb.) F.Muell.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ เอกลักษณ์กระโดน ควรพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ร่วมกับข้อมูลทางเภสัชเวท โดยเฉพาะ
- ลักษณะมหภาค: เปลือกหนาแตกและล่อนเป็นแผ่น ใบเดี่ยวรูปไข่กลับ เนื้อใบค่อนข้างหนา ดอกขนาดใหญ่ เกสรเพศผู้จำนวนมาก และผลกลมอวบน้ำ
- ลักษณะจุลทรรศน์: สามารถตรวจสอบโครงสร้างเนื้อเยื่อของใบและลำต้น รวมถึงลักษณะเซลล์และองค์ประกอบทางกายวิภาค
- การตรวจสอบทางเภสัชเวท: งานวิจัยได้ศึกษาลักษณะทางมหภาค จุลทรรศน์ คุณสมบัติทางกายภาพเคมี การเรืองแสงของผงยา และองค์ประกอบทางพฤกษเคมีเพื่อใช้เป็นข้อมูลมาตรฐานวัตถุดิบ
- การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์: ควรเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน เนื่องจากเอกสารไทยจำนวนมากยังใช้ชื่อ Careya sphaerica Roxb. ในขณะที่ฐานข้อมูล Kew ยอมรับ Careya arborea Roxb. เป็นชื่อที่ถูกต้องในปัจจุบัน
คำเตือนทางการแพทย์
กระโดน มีข้อมูลสนับสนุนจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและงานวิจัยระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลองหลายด้าน แต่ยังไม่ควรกล่าวอ้างว่าเป็นยารักษา มะเร็ง การอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร หรือโรคติดเชื้อในมนุษย์ เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอ การใช้กระโดนเป็นอาหารในปริมาณตามปกติแตกต่างจากการใช้ สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งอาจมีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์แตกต่างกันมาก ผู้ป่วยที่กำลังรักษาโรคหรือรับประทานยาประจำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กระโดนในรูปแบบยา
ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและพืชวัตถุ ไม่ใช่คำแนะนำเพื่อวินิจฉัย รักษา หรือป้องกันโรค และไม่ควรใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กัญจนา ดีวิเศษ และคณะ. (2542). ผักพื้นบ้านภาคเหนือ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. (2566). กระโดน (Careya sphaerica Roxb.). มหาวิทยาลัยสวนดุสิต.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (2569). กระโดน Careya arborea Roxb.: ข้อมูลการนำไปใช้ประโยชน์. ฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพไทย.
- สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระโดน. ฐานข้อมูลท้องถิ่นและพืชสมุนไพร.
- กรมป่าไม้/กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืช: กระโดน (Careya arborea Roxb.).
- Ahmed, M., Rahman, M. W., Rahman, M. T., & Hossain, C. F. (2002). Analgesic principle from the bark of Careya arborea. Pharmazie, 57(10), 698–701.
- Begum, R., Sheliya, M. A., Mir, S. R., Singh, E., & Sharma, M. (2017). Inhibition of proinflammatory mediators by coumaroyl lupendioic acid, a new lupane-type triterpene from Careya arborea, on inflammation-induced animal model. Journal of Ethnopharmacology, 206, 376–392.
- Gupta, P. C., Sharma, N., & Rao, C. V. (2012). Pharmacognostic studies of the leaves and stem of Careya arborea Roxb. Asian Pacific Journal of Tropical Biomedicine, 2(4), 270–274.
- Mandal, D., Panda, N., Kumar, S., Banerjee, S., Mandal, N. B., & Sahu, N. P. (2006). A triterpenoid saponin possessing antileishmanial activity from the leaves of Careya arborea. Phytochemistry, 67(2), 183–190.
- Senthilkumar, N., Badami, S., Cherian, M. M., & Hariharapura, R. C. (2007). Potent in vitro cytotoxic and antioxidant activity of Careya arborea bark extracts. Phytotherapy Research, 21(5), 492–495.
- Senthilkumar, N., Badami, S., Dongre, S. H., & Bhojraj, S. (2008). Antioxidant and hepatoprotective activity of the methanol extract of Careya arborea bark in Ehrlich ascites carcinoma-bearing mice. Journal of Natural Medicines, 62(3), 336–339.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Careya arborea Roxb. Plants of the World Online.

