กระเจี๊ยบมอญ
กระเจี๊ยบมอญ หรือ กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชผักสมุนไพรที่พบได้ทั่วไปในเขตร้อน ฝักอ่อนมีเมือกตามธรรมชาติและอุดมด้วย ใยอาหาร เพกทิน โพลีแซ็กคาไรด์ วิตามิน และแร่ธาตุ จึงนำมาใช้ทั้งเป็นอาหารและเป็นพืชสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการดูแลระบบทางเดินอาหารและการควบคุมระดับน้ำตาล อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกยังอยู่ในระดับที่ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำมาใช้แทนการรักษามาตรฐาน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กระเจี๊ยบมอญ, กระเจี๊ยบ, กระเจี๊ยบเขียว, มะเขือมอญ
- ชื่อท้องถิ่น: มะเขือทวาย, มะเขือพม่า, มะเขือมื่น, มะเขือละโว้
- ชื่อสามัญ: Okra, Lady’s Finger, Lady Finger, Gombo, Bendee
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Abelmoschus esculentus (L.) Moench
- ชื่อพ้องที่สำคัญ: Hibiscus esculentus L.
- วงศ์: Malvaceae
- ลักษณะการใช้ประโยชน์: ใช้เป็นทั้ง ผัก สมุนไพร อาหารสุขภาพ และวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์จากพืช
- ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญา: ผลหรือฝัก ดอก เมล็ด ใบ และราก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น: เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว สูงประมาณ 0.5–2 เมตร ลำต้นอวบน้ำ มีขนปกคลุม
- ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่หรือค่อนข้างกลม ขอบใบหยัก โคนใบเว้าคล้ายรูปหัวใจ เส้นใบออกจากโคนประมาณ 3–7 เส้น ก้านใบยาว
- ดอก: ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ มีขนาดใหญ่ กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลืองหรือเหลืองนวล และบริเวณโคนกลีบมักมีสีม่วงแดง เกสรเพศผู้จำนวนมากเชื่อมกันเป็นหลอด
- ผล: เป็นฝักรูปทรงกระบอก มีสันหรือเหลี่ยมตามยาว โดยทั่วไปมีประมาณ 5 เหลี่ยม ปลายแหลม มีขนอ่อนปกคลุม ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
- เมล็ด: รูปไต ขนาดประมาณ 3–6 มิลลิเมตร

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
แหล่งกำเนิดของ กระเจี๊ยบมอญ ยังมีรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันตามหลักฐาน แต่ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์สมัยใหม่ชี้ว่าบรรพชนและรูปแบบดั้งเดิมมีความเกี่ยวข้องกับ ทวีปแอฟริกา และมีการเพาะปลูกมาเป็นเวลานาน ก่อนแพร่กระจายเข้าสู่เอเชียและภูมิภาคเขตร้อนทั่วโลก ปัจจุบันพบการปลูกอย่างแพร่หลายใน เอเชีย แอฟริกา อเมริกา และเขตร้อนหลายพื้นที่ รวมถึงประเทศไทย
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
- การเตรียมดิน: ควรใช้ดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ และได้รับแสงแดดเต็มวัน
- การให้น้ำ: ควรให้น้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะระยะเริ่มงอกและระยะติดฝัก แต่ควรหลีกเลี่ยงน้ำขัง
- การเก็บผล: นิยมเก็บ ฝักอ่อน หลังติดผลประมาณ 3–5 วัน เพราะเป็นระยะที่ฝักยังนุ่มและรับประทานได้ดี
- อุณหภูมิ: เป็นพืชที่เหมาะกับสภาพอากาศอบอุ่นถึงร้อน การงอกของเมล็ดตอบสนองต่ออุณหภูมิ และมีการศึกษาการงอกในช่วงประมาณ 17.5–40 องศาเซลเซียส
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ผลหรือฝัก: โดยเฉพาะผลอ่อนและผลแห้ง
- ดอก
- เมล็ด
- ใบ
- ราก
ตามข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย มีการกล่าวถึง ผลและดอก เป็นส่วนที่นำมาใช้เป็นสมุนไพรเด่น โดยผลแห้งบดสามารถนำมาชงกับน้ำร้อน
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ตามภูมิปัญญาและการใช้พื้นบ้าน: ผลหรือฝักกระเจี๊ยบมอญใช้เป็นอาหารและสมุนไพรเพื่อช่วยดูแล ระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะอาการระคายเคืองหรือไม่สบายท้อง นอกจากนี้มีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชเพื่อช่วยบรรเทาอาการไอและเป็นยาระบายอ่อน ๆ
- ตามตำรายาไทยและการใช้แบบดั้งเดิม: มีการกล่าวถึง ผลแห้งบดชงน้ำร้อน สำหรับอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร และใช้ผลอ่อนในลักษณะเป็นสารหล่อลื่นตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ด้านระบบทางเดินอาหาร: เมือกจากฝักมีองค์ประกอบกลุ่ม เพกทินและโพลีแซ็กคาไรด์ ซึ่งมีคุณสมบัติสร้างความหนืดและอาจช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร งานวิจัยสมัยใหม่จึงให้ความสนใจกับฤทธิ์ต่อเยื่อบุทางเดินอาหารและการขับถ่าย
- ด้านระดับน้ำตาลในเลือด: งานวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและการทดลองทางคลินิกบางส่วนรายงานว่า กระเจี๊ยบมอญอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้แทนยารักษาเบาหวานมาตรฐาน
- ด้านไขมันในเลือดและการอักเสบ: มีข้อมูลการทดลองว่ากระเจี๊ยบมอญและสารสกัดบางชนิดอาจมีผลต่อ ไขมันในเลือดและตัวชี้วัดการอักเสบ แต่ผลขึ้นกับรูปแบบสารสกัด ขนาด และระยะเวลาการใช้
- ด้านสารต้านอนุมูลอิสระ: พบสารกลุ่ม โพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นบางประการเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านหรือผลการทดลอง ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคที่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์
วิธีใช้
- ผลอ่อน: นำมารับประทานเป็นผักสด ลวก ต้ม นึ่ง หรือประกอบอาหาร
- ผลแห้ง: ตามภูมิปัญญามีการนำมาบดเป็นผง แล้วชงกับน้ำร้อนเพื่อใช้ในกลุ่มอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร
- เมล็ด: มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในลักษณะยาระบายและบำรุง
- ดอกและใบ: สามารถนำมาประกอบอาหารได้ และมีการใช้เป็นสมุนไพรในบางท้องถิ่น
หมายเหตุ: หากใช้กระเจี๊ยบมอญในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น ควรใช้ตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของ กระเจี๊ยบมอญ โดยเฉพาะฝัก ได้แก่ เมือก (mucilage) เพกทิน และโพลีแซ็กคาไรด์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ฝักมีลักษณะเหนียวลื่นเมื่อถูกตัดหรือปรุงสุก นอกจากนี้ยังมีเส้นใยอาหาร โปรตีน กรดอะมิโน โพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์หลายชนิด
องค์ประกอบทางเคมี
- โพลีแซ็กคาไรด์: โดยเฉพาะเพกติกโพลีแซ็กคาไรด์ และสารกลุ่ม rhamnogalacturonan-I
- เพกทินและเมือก: เป็นองค์ประกอบสำคัญของเนื้อฝัก
- ฟลาโวนอยด์: พบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์หลายชนิด
- โพลีฟีนอล: มีส่วนเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ใยอาหาร: ทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ
- สารอาหาร: มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับ Abelmoschus esculentus โดยครอบคลุมฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ การควบคุมระดับน้ำตาล การควบคุมไขมัน และการทำงานของระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม งานจำนวนมากยังเป็นการศึกษาในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง งานทดลองทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 120 ราย รายงานว่าการรับประทานแคปซูลผลกระเจี๊ยบมอญ 1,000 มิลลิกรัมทุก 6 ชั่วโมงเป็นเวลา 8 สัปดาห์ร่วมกับยาลดน้ำตาล มีการลดลงของ FBS, blood glucose และ HbA1c เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม อีกการศึกษาหนึ่งในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 100 ราย ใช้ผงผลกระเจี๊ยบ 1,000 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้งเป็นเวลา 3 เดือนร่วมกับการรักษามาตรฐาน พบแนวโน้มที่ดีต่อ ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และ hs-CRP และไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทดลอง
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับห้องปฏิบัติการ: มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และคุณสมบัติของโพลีแซ็กคาไรด์
- ระดับสัตว์ทดลอง: มีหลักฐานเกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาล ไขมัน การอักเสบ และการปกป้องอวัยวะบางระบบ
- ระดับมนุษย์: มีการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมบางการศึกษา โดยเฉพาะด้าน เบาหวานและเมตาบอลิซึม แต่จำนวนการศึกษายังจำกัดและรูปแบบผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน
- สรุปหลักฐาน: มีสัญญาณทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ แต่ยังควรมีการศึกษาขนาดใหญ่ ระยะยาว และใช้สารเตรียมมาตรฐานเพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัย
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาเภสัชวิทยาพบว่า สารสกัดและโพลีแซ็กคาไรด์จากกระเจี๊ยบมอญ มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน ได้แก่ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ปรับการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และสนับสนุนการทำงานของลำไส้ โดยเฉพาะโพลีแซ็กคาไรด์จากกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติด้านความหนืดและอาจมีบทบาทต่อระบบทางเดินอาหาร
ความปลอดภัย
กระเจี๊ยบมอญในรูปแบบ อาหารและฝักอ่อน โดยทั่วไปถือว่ารับประทานได้ และงานวิจัยทางคลินิกบางการศึกษาพบว่าการใช้ผลกระเจี๊ยบในระยะเวลาหลายสัปดาห์ถึง 3 เดือนสามารถทนต่อการใช้ได้ดี อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวของสารสกัดเข้มข้นยังมีจำกัด
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่มีประวัติ แพ้กระเจี๊ยบมอญหรือพืชในวงศ์ Malvaceae ควรหลีกเลี่ยง
- ผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาลดระดับน้ำตาลควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์กระเจี๊ยบมอญในขนาดสูง
- ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นแทนยาที่แพทย์สั่ง
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิดควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
เนื่องจาก เมือกและใยอาหารของกระเจี๊ยบมอญ อาจมีผลต่อการเคลื่อนผ่านและการดูดซึมสารบางชนิดในทางเดินอาหาร จึงควรระมัดระวังเมื่อต้องรับประทานผลิตภัณฑ์กระเจี๊ยบในรูปแบบเข้มข้นพร้อมยาอื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ใช้ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เพราะมีงานวิจัยในมนุษย์ที่แสดงผลต่อระดับน้ำตาลเมื่อใช้ร่วมกับการรักษามาตรฐาน
หมายเหตุ: ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดรายการปฏิกิริยาระหว่างกระเจี๊ยบมอญกับยาทุกชนิดอย่างชัดเจน จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกประเภท
การใช้ในอาหาร
ฝักอ่อนกระเจี๊ยบมอญ เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารและมีเส้นใยสูง สามารถรับประทานสด ลวก ต้ม นึ่ง ผัด หรือใช้เป็นส่วนประกอบของแกงและอาหารต่าง ๆ เมื่อถูกตัดหรือปรุงจะปล่อย เมือกธรรมชาติ ซึ่งช่วยเพิ่มความข้นให้กับอาหารได้ ฝักดิบ 100 กรัมให้พลังงานประมาณ 33 กิโลแคลอรี และมีใยอาหารประมาณ 3.2 กรัม
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารสุขภาพ: ใช้ฝักแห้งหรือผงกระเจี๊ยบเป็นส่วนประกอบของอาหาร
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร: มีการพัฒนาเป็นผง แคปซูล และสารสกัด
- ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร: ใช้คุณสมบัติของเมือกและโพลีแซ็กคาไรด์เป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
- อุตสาหกรรมอาหาร: โพลีแซ็กคาไรด์จากกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความหนืดและสามารถใช้เป็นสารปรับเนื้อสัมผัสได้
- เส้นใยจากลำต้น: สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านเส้นใย กระดาษ เชือก และวัสดุจากเส้นใยพืชตามภูมิปัญญาและการใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
ฝักอ่อน ควรเก็บเกี่ยวในระยะที่ฝักยังอ่อนและนุ่ม โดยทั่วไปประมาณ 3–5 วันหลังการพัฒนาเป็นผล เพื่อให้ได้คุณภาพที่เหมาะสมสำหรับบริโภค หากปล่อยให้แก่ ฝักจะเหนียวและมีเส้นใยมากขึ้น สำหรับการเก็บรักษา ควรคัดฝักที่สมบูรณ์ ไม่มีรอยช้ำหรือเน่าเสีย เก็บในสภาพเย็นและมีความชื้นเหมาะสม ส่วน ผลแห้งหรือผงกระเจี๊ยบ ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และความร้อน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
มีการใช้ กระเจี๊ยบมอญ ในภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยและประเทศต่าง ๆ ในฐานะทั้งอาหารและสมุนไพร โดยเฉพาะการใช้ ผลแห้งบดชงน้ำร้อน เพื่อดูแลอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร การใช้ผลอ่อนเป็นอาหารและใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชเพื่อวัตถุประสงค์ด้านสุขภาพ นอกจากนี้ใบ ดอก เมล็ด และรากยังมีการใช้ประโยชน์แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่
ประวัติและวัฒนธรรม
กระเจี๊ยบมอญเป็นพืชอาหารที่มีประวัติการเพาะปลูกมาอย่างยาวนาน และแพร่กระจายจากพื้นที่ดั้งเดิมในแอฟริกาไปยังเอเชียและเขตร้อนของโลก จนกลายเป็นผักสำคัญในหลายวัฒนธรรม โดยมีการใช้ทั้ง ฝัก ใบ ดอก และเมล็ด เป็นอาหาร ขณะเดียวกันเมือกจากฝักก็ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอาหารและอุตสาหกรรม
สถานะการอนุรักษ์
Abelmoschus esculentus (L.) Moench เป็นพืชปลูกที่แพร่หลายทั่วโลกและมีการนำไปปลูกในหลายประเทศ จึงไม่ใช่พืชที่มีข้อจำกัดด้านการอนุรักษ์ในระดับการใช้เป็นพืชอาหารทั่วไปตามข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากล ทั้งนี้การอนุรักษ์พันธุ์พื้นเมืองและพันธุกรรมของสายพันธุ์ต่าง ๆ ยังคงมีความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์และความมั่นคงทางอาหาร
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Phylum: Streptophyta
- Class: Equisetopsida
- Subclass: Magnoliidae
- Order: Malvales
- Family: Malvaceae
- Genus: Abelmoschus Medik.
- Species: Abelmoschus esculentus (L.) Moench
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ กระเจี๊ยบมอญ ควรพิจารณาลักษณะทางสัณฐานวิทยาประกอบกัน ได้แก่ ลำต้นมีขน ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ดอกสีเหลืองมีโคนสีม่วงแดง และผลเป็นฝักมีเหลี่ยมตามยาวและมีขนอ่อน ส่วนเมล็ดมีรูปร่างคล้ายไต การตรวจสอบวัตถุดิบแห้งหรือผงควรใช้ข้อมูลทางเภสัชเวทและการวิเคราะห์ทางเคมีร่วมด้วยเพื่อป้องกันการปะปนกับพืชชนิดอื่น
คำเตือนทางการแพทย์
กระเจี๊ยบมอญเป็นอาหารและสมุนไพรที่มีข้อมูลวิจัยสนับสนุนบางด้าน แต่ไม่ควรใช้แทนยารักษาโรค โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง หรือโรคระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยที่รับประทานยาลดน้ำตาลควรติดตามระดับน้ำตาลอย่างเหมาะสมและปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กระเจี๊ยบมอญในขนาดเข้มข้น เนื่องจากมีการศึกษาที่พบผลต่อระดับน้ำตาลเมื่อใช้ร่วมกับการรักษามาตรฐาน
หมายเหตุ: ข้อมูลสรรพคุณจากตำรายาและภูมิปัญญาพื้นบ้านควรแยกจากหลักฐานทางคลินิก การกล่าวถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- อดุลย์ศักดิ์ ไชยราช. (2562). กระเจี๊ยบมอญ ผักเด่นเป็นยาดี. เทคโนโลยีชาวบ้าน, 31(702), 29.
- มูลนิธิหมอชาวบ้าน. (2551). กระเจี๊ยบมอญ. หมอชาวบ้าน.
- ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). กระเจี๊ยบเขียว ผักพื้นบ้านมากประโยชน์.
- สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระเจี๊ยบมอญ.
- Islam, M. T. (2019). Phytochemical information and pharmacological activities of okra (Abelmoschus esculentus): A literature-based review. Phytotherapy Research, 33(1), 72–80. https://doi.org/10.1002/ptr.6212
- Li, Y., et al. (2020). Structural properties, bioactivities, and applications of polysaccharides from okra (Abelmoschus esculentus (L.) Moench): A review. Journal of Agricultural and Food Chemistry, 68(48), 14091–14103. https://doi.org/10.1021/acs.jafc.0c04475
- Tavakolizadeh, M., Peyrovi, S., Ghasemi-Moghaddam, H., et al. (2023). Clinical efficacy and safety of okra (Abelmoschus esculentus (L.) Moench) in type 2 diabetic patients: A randomized, double-blind, placebo-controlled, clinical trial. Acta Diabetologica, 60(12), 1685–1695. https://doi.org/10.1007/s00592-023-02149-1
- Kew Science. (2026). Abelmoschus esculentus (L.) Moench. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
