กระชายดำ

กระชายดำ

กระชายดำ

กระชายดำ เป็นสมุนไพรไทยในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Kaempferia parviflora Wall. ex Baker จุดเด่นคือเหง้าใต้ดินมีเนื้อสีม่วงเข้มจนเกือบดำ จึงเป็นที่มาของชื่อ “กระชายดำ” และเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในด้าน บำรุงกำลัง บำรุงทางเพศ และขับลม ปัจจุบันมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารกลุ่มเมทอกซีฟลาโวน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การอักเสบ สมรรถภาพทางกาย และสมรรถภาพทางเพศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกยังมีข้อจำกัดและไม่ควรนำกระชายดำไปกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคได้โดยตรง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระชายดำ
  • ชื่อภาษาอังกฤษ: Black Ginger, Black Galingale, Thai Black Ginger
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Kaempferia parviflora Wall. ex Baker
  • วงศ์: Zingiberaceae
  • ชื่ออื่น: ขิงทราย, กะแอน, ระแอน, ว่านกั้นบัง, ว่านกำบัง, ว่านกำบังภัย, ว่านจังงัง, ว่านพญานกยูง และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
  • ลักษณะเด่น: เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดินค่อนข้างกลมป้อมและแตกแขนง เนื้อเหง้าสีม่วงเข้มถึงม่วงดำ
  • ส่วนสำคัญทางยา: เหง้า หรือหัวใต้ดิน
  • รสและกลิ่น: เหง้ามีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีรสออกขมเล็กน้อย ตามมาตรฐานสมุนไพรไทย
  • การใช้ตามภูมิปัญญา: ใช้เป็นสมุนไพรสำหรับ บำรุงกำลัง ขับลม แก้ปวดท้อง และบำรุงทางเพศ รวมถึงใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น: เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นเหนือดินเกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกัน โดยข้อมูลมาตรฐานสมุนไพรไทยระบุว่าสูงได้ประมาณ 25 เซนติเมตร ขณะที่เอกสารภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแหล่งระบุประมาณ 20–30 เซนติเมตร
  • เหง้า: เป็นลำต้นใต้ดิน มีลักษณะกลม ป้อม หรือค่อนข้างกลม แตกแขนงเป็นแง่งด้านข้าง ผิวภายนอกสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม เมื่อผ่าดูภายในมีสีม่วงอ่อน ม่วงเข้ม จนถึงม่วงดำ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญในการแยกจาก กระชายธรรมดา
  • ราก: มีรากอวบและรากสะสมอาหารเกิดเป็นกระจุกบริเวณเหง้า
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับในระนาบเดียวกัน ใบรูปไข่หรือรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมีสีเขียวอมเทาและอาจมีขน
  • กาบใบ: กาบใบอวบและสั้น มีสีเขียวหรือมีสีแดงเรื่อถึงม่วงบริเวณโคน
  • ดอก: ออกเป็นช่อ โดยช่อดอกมักอยู่บริเวณส่วนกลางของกาบใบ ดอกมีสีขาวถึงขาวอมม่วงหรือม่วงอ่อน กลีบปากมีสีเข้มกว่าส่วนอื่น
  • ผล: เป็นผลแห้งที่เกิดภายหลังการผสมเกสร แต่การขยายพันธุ์เชิงเกษตรนิยมใช้เหง้ามากกว่าการใช้เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: กระชายดำเป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่บังกลาเทศไปจนถึงอินโดจีน และพบในประเทศไทย กัมพูชา เมียนมา และพื้นที่ใกล้เคียง
  • ประเทศไทย: มีรายงานว่าพบขึ้นตามธรรมชาติบริเวณพื้นที่สูงและภูเขา โดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และปัจจุบันมีการปลูกเชิงการค้าในหลายจังหวัด
  • แหล่งปลูกสำคัญ: มีการส่งเสริมการปลูกในจังหวัดเลย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก เชียงใหม่ ตาก กาญจนบุรี เชียงราย และพื้นที่อื่น ๆ ที่มีสภาพอากาศและดินเหมาะสม
  • สภาพแวดล้อม: เจริญได้ดีในพื้นที่เขตร้อน ดินควรมีอินทรียวัตถุและระบายน้ำดี เนื่องจากเหง้าไม่ทนต่อสภาพน้ำขัง

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การเตรียมดิน: ควรใช้ดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ และไม่ควรมีน้ำขัง
  • การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วย เหง้าหรือแง่ง โดยเลือกเหง้าที่สมบูรณ์ ปราศจากโรคและเชื้อรา แล้วตัดเป็นท่อนที่มีตาหรือส่วนเจริญ
  • การปลูก: ปลูกเหง้าในดินที่เตรียมไว้ โดยควรควบคุมความชื้นให้เหมาะสมและหลีกเลี่ยงการให้น้ำมากจนเกิดน้ำขัง
  • แสง: กระชายดำสามารถเจริญได้ทั้งในพื้นที่มีแสงและพื้นที่มีร่มเงาบางส่วน ทั้งนี้ระดับแสงมีผลต่อปริมาณและองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย งานวิจัยพบว่าการปลูกภายใต้ร่มเงาบางส่วนสามารถให้ผลผลิตน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าการปลูกกลางแจ้งในเงื่อนไขของการทดลองดังกล่าว
  • ระยะเก็บเกี่ยว: โดยทั่วไปเก็บเกี่ยวเหง้าแก่ประมาณ 10–11 เดือนหลังปลูก เมื่อส่วนเหนือดินเริ่มแห้งหรือยุบตัว และเหง้ามีสีเข้มเต็มที่
  • การปลูกเชิงพาณิชย์: มีการศึกษาระบบปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์และระบบการผลิตรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและควบคุมคุณภาพของเหง้า รวมถึงปริมาณสารออกฤทธิ์

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เหง้า หรือหัวใต้ดิน: เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาหลักของกระชายดำ และเป็นวัตถุดิบที่ใช้ใน ตำรับยาไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยเฉพาะเหง้าแห้ง
  • เหง้าแห้ง: เป็นรูปแบบวัตถุดิบที่มีการกำหนดมาตรฐานไว้ในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) ในชื่อ Kaempferiae Parviflorae Rhizoma

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาไทย

  • บำรุงกำลัง: เหง้ากระชายดำถูกใช้เป็นสมุนไพรบำรุงกำลังและเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย
  • บำรุงทางเพศ: ใช้เป็นสมุนไพรบำรุงสมรรถภาพทางเพศ โดยเฉพาะในผู้ชาย และมีชื่อเสียงในฐานะสมุนไพรที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว
  • ขับลม: ใช้เพื่อช่วยขับลมและบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร
  • แก้ปวดท้อง: ภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้เหง้ากระชายดำสำหรับอาการปวดท้อง ลมป่วง และอาการทางเดินอาหารบางชนิด

ตามตำรายาไทย

  • เหง้า: มีการใช้สำหรับ แก้บิด แก้ปวดท้อง และแก้ลมป่วง ตามองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ยาบำรุง: มีการนำเหง้ากระชายดำไปทำเป็นผงหรือยาลูกกลอนร่วมกับน้ำผึ้ง โดยภูมิปัญญาเดิมกล่าวถึงการใช้เป็น ยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง และบำรุงทางเพศ
  • มาตรฐานยา: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยจัดเหง้ากระชายดำอยู่ในกลุ่มวัตถุดิบที่มีลักษณะการใช้เป็น tonic และ carminative หรือยาบำรุงและช่วยขับลม

ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • ใช้เหง้ากระชายดำเป็นยาพื้นบ้านสำหรับ บำรุงกำลัง บำรุงทางเพศ ขับลม แก้ปวดท้อง และอาการทางเดินอาหารบางชนิด
  • บางพื้นที่นำเหง้ามาฝนหรือบดเป็นผงแล้วผสมกับตัวกระสายยา หรือนำไปทำเป็นยาลูกกลอน
  • มีการเรียกกระชายดำในบางท้องถิ่นว่า โสมไทย หรือ โสมกระชายดำ เนื่องจากความเชื่อเกี่ยวกับคุณสมบัติด้านการบำรุงกำลัง

ในตำรับยา

  • กระชายดำสามารถใช้เป็น ตัวยาสมุนไพรในตำรับพื้นบ้าน และเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรสมัยใหม่
  • การใช้ในตำรับยาควรพิจารณาชนิดของสารสกัด ปริมาณสารสำคัญ และรูปแบบผลิตภัณฑ์ เนื่องจากสารสำคัญที่ได้รับจากเหง้าสด เหง้าแห้ง ผงยา สารสกัดน้ำ และสารสกัดแอลกอฮอล์อาจแตกต่างกัน

วิธีใช้

  • ใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร: เหง้าแก่สามารถนำมาล้าง ทำความสะอาด หั่น และทำให้แห้ง ก่อนนำไปใช้เป็นยาสมุนไพรหรือเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์
  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีการนำเหง้ามาฝนหรือบดเป็นผง และผสมกับตัวกระสาย เช่น น้ำผึ้งหรือของเหลวตามตำรับ
  • ในรูปแบบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป: ควรใช้ตาม ขนาดและวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีความเข้มข้นของสารสกัดแตกต่างกัน
  • การใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านสุขภาพ: ไม่ควรนำข้อมูลจากการทดลองในสัตว์หรือการทดลองขนาดเล็กในคนไปกำหนดขนาดรักษาโรคด้วยตนเอง

หมายเหตุ : การใช้กระชายดำในตำรับพื้นบ้านกับการใช้สารสกัดมาตรฐานทางการแพทย์ไม่สามารถเทียบขนาดกันได้โดยตรง และควรแยกข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาออกจากหลักฐานทางคลินิก

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • กระชายดำเป็นหนึ่งใน สมุนไพรเศรษฐกิจและ Herbal Champion ที่ภาครัฐส่งเสริมด้านการผลิต การวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามี โมโนกราฟยาสารสกัดแอลกอฮอล์จากกระชายดำ และ โมโนกราฟยาสารสกัดน้ำจากกระชายดำ อยู่ในรายการที่ใช้งาน ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนากระชายดำเข้าสู่ระบบผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรที่มีมาตรฐานมากขึ้น
  • สถานะการอยู่ใน บัญชียาหลักแห่งชาติ ต้องพิจารณาตามรายการและประกาศฉบับที่มีผลบังคับใช้ในแต่ละช่วงเวลา ไม่ควรตีความว่าการมีผลิตภัณฑ์หรือโมโนกราฟของกระชายดำหมายถึงกระชายดำทุกผลิตภัณฑ์อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ

สาระสำคัญ

  • น้ำมันหอมระเหย: พบในเหง้าและเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัตถุดิบ
  • เมทอกซีฟลาโวน (Methoxyflavones): เป็นกลุ่มสารสำคัญที่ได้รับความสนใจมากที่สุด โดยเฉพาะ 5,7-dimethoxyflavone, 5,7,4′-trimethoxyflavone และ 5,7,3′,4′-tetramethoxyflavone
  • แอนโทไซยานิน (Anthocyanins): มีส่วนเกี่ยวข้องกับสีม่วงเข้มของเนื้อเหง้า
  • สารประกอบฟีนอลิก (Phenolic compounds): เป็นอีกกลุ่มสารที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • สารระเหย: มีองค์ประกอบแตกต่างกันตามแหล่งปลูก พันธุ์ อายุเก็บเกี่ยว และสภาพการเพาะปลูก

องค์ประกอบทางเคมี

  • 5,7-Dimethoxyflavone
  • 5,7,4′-Trimethoxyflavone
  • 5,7,3′,4′-Tetramethoxyflavone
  • 3,5,7,3′,4′-Pentamethoxyflavone
  • Flavonoids
  • Anthocyanins
  • Phenolic compounds
  • Volatile oils
  • Borneol: เป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำมันหอมระเหยตามตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย

องค์ประกอบทางเคมีของกระชายดำอาจแตกต่างกันอย่างมากตาม พันธุ์ แหล่งปลูก สภาพแวดล้อม อายุของเหง้า วิธีการอบแห้ง และวิธีการสกัด จึงควรใช้สารสกัดที่ผ่านการควบคุมคุณภาพหากต้องการประเมินผลทางเภสัชวิทยาหรือทางคลินิก

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • มีการศึกษากระชายดำทั้งในระดับ หลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และมนุษย์ โดยงานวิจัยส่วนใหญ่ให้ความสนใจสารกลุ่ม methoxyflavones และผลต่อระบบหลอดเลือด การอักเสบ การเผาผลาญพลังงาน สมรรถภาพทางกาย และสมรรถภาพทางเพศ
  • การทบทวนอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการใช้กระชายดำในมนุษย์พบการศึกษาทางคลินิกจำนวนจำกัด และผลบางด้านมีแนวโน้มเป็นบวก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปประสิทธิผลอย่างเด็ดขาด
  • งานวิจัยในผู้ชายวัยกลางคนและผู้สูงอายุจำนวน 14 คน พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้ากระชายดำขนาด 100 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 30 วันสัมพันธ์กับคะแนนด้านสมรรถภาพทางเพศที่ดีขึ้น แต่เป็นการศึกษาแบบเปิดและไม่มีกลุ่มควบคุม จึงควรตีความอย่างระมัดระวัง
  • การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มยาหลอกในนักฟุตบอล 60 คนศึกษาการใช้สารสกัดกระชายดำ 180 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ เพื่อประเมินสมรรถภาพทางกาย โดยเป็นหนึ่งในหลักฐานทางคลินิกที่สนับสนุนการศึกษาด้าน physical performance
  • การวิเคราะห์อภิมานและ systematic review ที่รวมการศึกษาในสัตว์และมนุษย์พบสัญญาณว่ากระชายดำอาจมีประโยชน์ต่อ ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร สมรรถภาพทางเพศ และสมรรถภาพทางกาย แต่ผลลัพธ์มีความแตกต่างระหว่างการศึกษาและยังต้องการการทดลองทางคลินิกที่มีขนาดใหญ่และออกแบบอย่างเข้มงวดมากขึ้น
  • ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่เพียงพอให้สรุปว่ากระชายดำสามารถ รักษาโรคมะเร็ง หรือใช้ทดแทนการรักษามาตรฐานได้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับหลอดทดลอง: มีข้อมูลค่อนข้างมากเกี่ยวกับฤทธิ์ของสารกลุ่ม methoxyflavones ต่อการอักเสบ อนุมูลอิสระ หลอดเลือด และระบบเซลล์
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีข้อมูลจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะด้านสมรรถภาพทางเพศ การเผาผลาญพลังงาน การอักเสบ และระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • ระดับมนุษย์: มีการทดลองทางคลินิกและการศึกษานำร่อง แต่ส่วนใหญ่ยังมีจำนวนอาสาสมัครไม่มาก ระยะเวลาศึกษาค่อนข้างสั้น และใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน
  • ภาพรวม: หลักฐานด้าน สมรรถภาพทางกายและสมรรถภาพทางเพศ อยู่ในระดับที่น่าสนใจแต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการสรุปเป็นมาตรฐานการรักษา ส่วนการใช้เพื่อรักษาโรคเฉพาะยังจำเป็นต้องมีหลักฐานทางคลินิกเพิ่มเติม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารฟลาโวนอยด์และฟีนอลิกของกระชายดำมีศักยภาพในการช่วยลดกระบวนการออกซิเดชันในระบบทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีการศึกษาทั้งระดับเซลล์และสัตว์ทดลองที่พบการลดตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ
  • ฤทธิ์ต่อระบบหลอดเลือด: มีข้อมูลว่ากลุ่ม methoxyflavones อาจเกี่ยวข้องกับการคลายตัวของหลอดเลือดและเส้นทาง cGMP-NO
  • สมรรถภาพทางกาย: การทดลองในมนุษย์บางงานพบผลต่อความทนทานและตัวชี้วัดสมรรถภาพทางกาย ขณะที่งานวิจัยเครื่องดื่มที่มีสารสกัดกระชายดำรายงานการเพิ่ม VO₂ max และประสิทธิภาพการออกกำลังกายในบางกลุ่ม
  • สมรรถภาพทางเพศ: มีหลักฐานเบื้องต้นจากการทดลองในมนุษย์ที่พบการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดสมรรถภาพทางเพศ แต่จำนวนการศึกษายังไม่มาก
  • ฤทธิ์ต่อจุลชีพ: มีรายงานฤทธิ์ต้านจุลชีพบางชนิดจากสารสกัด แต่ยังไม่ควรนำไปใช้แทนยาต้านจุลชีพมาตรฐาน
  • ระบบประสาทและการเผาผลาญ: มีการศึกษาในระดับ preclinical เกี่ยวกับการทำงานของเซลล์ประสาทและการเผาผลาญพลังงาน แต่ยังต้องมีข้อมูลทางคลินิกเพิ่มเติม

ความปลอดภัย

  • การศึกษาทางคลินิกแบบ randomized, double-blind, placebo-controlled ในอาสาสมัครสุขภาพดี 52 คน ซึ่งได้รับสารสกัดกระชายดำวันละ 750 มิลลิกรัมของผลิตภัณฑ์สารสกัดเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์หรือความผิดปกติสำคัญของตัวชี้วัดทางกายภาพ เลือด ปัสสาวะ และระบบหัวใจและหลอดเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก
  • อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวในประชากรทั่วไปยังมีจำกัด และผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีองค์ประกอบและความเข้มข้นของสารสกัดแตกต่างกัน
  • การศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่ากระชายดำอาจมีผลต่อเอนไซม์ cytochrome P450 หลายชนิดในแบบจำลองทดลอง จึงควรระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีช่วงการรักษาแคบหรือยาที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์ดังกล่าว

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่แพ้กระชายดำหรือพืชในวงศ์ Zingiberaceae ควรหลีกเลี่ยง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวและต้องใช้ยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกระชายดำ
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร: ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดเข้มข้น เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • ไม่ควรใช้กระชายดำเพื่อ รักษาโรคร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังแทนการรักษามาตรฐาน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • Warfarin: ฐานข้อมูลอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยาของมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่กระชายดำอาจทำให้ฤทธิ์ของ warfarin เปลี่ยนแปลง และจัดระดับความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นเป็นระดับมาก จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังและอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์
  • เอนไซม์ CYP450: การศึกษาในสัตว์และหลอดทดลองพบว่ากระชายดำสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมของ CYP1A1, CYP1A2, CYP2B และ CYP2E1 ได้ ขณะที่ไม่พบผลต่อ CYP3A ในการทดลองดังกล่าว
  • ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด: เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับอันตรกิริยาระหว่างสมุนไพรและยาบางส่วนยังอยู่ในระดับ preclinical ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดกระชายดำ

หมายเหตุ : ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะ warfarin หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ไม่ควรเริ่มใช้สารสกัดกระชายดำด้วยตนเอง

การใช้ในอาหาร

  • เหง้ากระชายดำสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบใน เครื่องดื่มสมุนไพร และผลิตภัณฑ์อาหารบางชนิด
  • มีการพัฒนาเป็นเครื่องดื่มฟังก์ชันและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ใช้สารสกัดกระชายดำเป็นส่วนประกอบ
  • งานวิจัยในเครื่องดื่มที่มีสารสกัดกระชายดำพบผลต่อสมรรถภาพทางกายและตัวชี้วัด oxidative stress ในอาสาสมัครบางกลุ่ม
  • การใช้ในอาหารควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมและควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากและมาตรฐานตามกฎหมาย

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร: ใช้สารสกัดจากเหง้ากระชายดำเป็นส่วนประกอบ
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม: ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่มสมุนไพรและ functional drink
  • ผลิตภัณฑ์ยา: มีการพัฒนาสารสกัดทั้งแบบ สารสกัดแอลกอฮอล์จากกระชายดำ และ สารสกัดน้ำจากกระชายดำ ในระบบโมโนกราฟผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: สามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีจุดมุ่งหมายด้านการบำรุงกำลังหรือสุขภาพ โดยต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านการขึ้นทะเบียนและการกล่าวอ้างทางสุขภาพ
  • น้ำมันหอมระเหย: มีการศึกษาศักยภาพของน้ำมันหอมระเหยจากเหง้าสำหรับการใช้ในอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์สมุนไพร

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ช่วงเก็บเกี่ยว: โดยทั่วไปเก็บเหง้าแก่ประมาณ 10–11 เดือนหลังปลูก เมื่อส่วนเหนือดินเริ่มยุบหรือแห้ง และเหง้ามีสีม่วงเข้มเต็มที่
  • การเตรียมวัตถุดิบ: ขุดเหง้า ล้างดินและสิ่งสกปรกออก คัดส่วนที่เสียหรือเป็นโรค แล้วหั่นเป็นชิ้นหากต้องการทำเป็นเหง้าแห้ง
  • การทำแห้ง: ควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมเพื่อลดความชื้นและป้องกันเชื้อรา โดยหลีกเลี่ยงความร้อนสูงเกินไปซึ่งอาจส่งผลต่อองค์ประกอบทางเคมี
  • การเก็บรักษา: เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
  • วัตถุดิบมาตรฐาน: ควรเก็บรักษาตามข้อกำหนดด้านคุณภาพของวัตถุดิบยา โดยเฉพาะความชื้น สิ่งแปลกปลอม และปริมาณสารสำคัญ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • กระชายดำมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยมานาน โดยเฉพาะในกลุ่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น ขิงทราย กะแอน ระแอน ว่านกั้นบัง ว่านกำบัง ว่านจังงัง และว่านพญานกยูง
  • ภูมิปัญญาท้องถิ่นมักให้ความสำคัญกับ เหง้า ซึ่งนำไปทำเป็นผง ยาลูกกลอน หรือใช้เป็นเครื่องยาตามตำรับ
  • มีความเชื่อว่ากระชายดำเป็นสมุนไพรบำรุงกำลังและบำรุงสมรรถภาพทางเพศ จนเกิดชื่อเรียกเชิงเปรียบเทียบว่า โสมไทย

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กระชายดำเป็นสมุนไพรที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมการใช้ ว่านและสมุนไพรพื้นบ้านไทย
  • ชื่อ “ว่านกำบัง” “ว่านกำบังภัย” และ “ว่านจังงัง” สะท้อนถึงความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับว่านมงคลและคุณวิเศษของพืช
  • ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา กระชายดำได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะสมุนไพรสำหรับ บำรุงกำลังและสมรรถภาพทางเพศ และต่อมาได้รับการผลักดันให้เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
  • ปัจจุบันกระชายดำมีบทบาททั้งในด้าน ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย อุตสาหกรรมสมุนไพร อาหารเสริม เครื่องดื่ม และงานวิจัยทางเภสัชวิทยา

สถานะการอนุรักษ์

  • ตามข้อมูล Plants of the World Online (Kew Science) สถานะการประเมินตาม IUCN Red List ของ Kaempferia parviflora อยู่ในระดับ DD (Data Deficient) หรือข้อมูลไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างชัดเจน
  • ขณะเดียวกันแบบจำลอง Angiosperm Extinction Risk Predictions v1 ของ Kew ประเมินว่าแนวโน้มความเสี่ยงของชนิดพันธุ์อยู่ในระดับ ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) แต่ยังควรติดตามข้อมูลประชากรในธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงถิ่นอาศัยอย่างต่อเนื่อง
  • การส่งเสริมการปลูกเชิงเกษตรสามารถช่วยลดแรงกดดันจากการเก็บจากธรรมชาติ และช่วยรักษาวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมสมุนไพร

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Zingiberales
  • Family: Zingiberaceae
  • Genus: Kaempferia
  • Species: Kaempferia parviflora Wall. ex Baker

ชื่อพ้องที่สำคัญ (Synonyms):

  • Kaempferia rubromarginata (S.Q. Tong) R.J. Searle
  • Stahlianthus rubromarginatus S.Q. Tong

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • เอกลักษณ์ทางมหภาค: เหง้ามีลักษณะกลมป้อมหรือเกือบกลม ผิวภายนอกสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม มีรอยแผลจากกาบใบ เนื้อในมีสีม่วงอ่อนถึงม่วงเข้ม
  • เอกลักษณ์ทางจุลทรรศน์: พบชั้นเซลล์ corky parenchyma หลายชั้น เนื้อเยื่อ cortex มีเม็ดแป้งจำนวนมากและมี anthocyanins รวมถึงเซลล์ที่มี oleoresin และมัดท่อลำเลียงกระจายอยู่
  • ลักษณะของผงยา: ผงเหง้าสามารถตรวจสอบด้วยลักษณะทางจุลทรรศน์ที่เป็นลักษณะเฉพาะของวัตถุดิบ
  • การตรวจสอบทางเคมี: สามารถใช้การวิเคราะห์สารกลุ่ม methoxyflavones และองค์ประกอบทางเคมีที่เป็น marker compounds เพื่อควบคุมคุณภาพและตรวจสอบความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ
  • มาตรฐานอ้างอิง: ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดข้อมูลลักษณะทางมหภาค จุลทรรศน์ และองค์ประกอบสำคัญของ Kaempferia Parviflora Rhizome ไว้อย่างเป็นระบบ

คำเตือนทางการแพทย์

  • กระชายดำไม่ใช่ยารักษาโรคครอบจักรวาล และไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์
  • ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันว่ากระชายดำสามารถรักษา มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้
  • แม้จะมีงานวิจัยเกี่ยวกับ สมรรถภาพทางเพศและสมรรถภาพทางกาย แต่หลักฐานยังมีข้อจำกัด และไม่ควรกล่าวอ้างเทียบเท่ายารักษาโรคหรือยาที่ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิผลแล้ว
  • ผู้ที่รับประทาน warfarin ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาที่ผ่านกระบวนการเมแทบอลิซึมโดย CYP450 ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกระชายดำ
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายชนิด และผู้ป่วยที่ใช้ยาหลายรายการ ควรได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัด
  • หากมีอาการผิดปกติหลังรับประทาน เช่น ผื่นแพ้ หายใจลำบาก ใจสั่น ปวดท้องรุนแรง หรืออาการผิดปกติอื่น ควรหยุดใช้และพบแพทย์
  • ควรเลือกผลิตภัณฑ์ กระชายดำที่มีแหล่งผลิตและฉลากชัดเจน ผ่านมาตรฐานตามกฎหมาย และระบุปริมาณสารสกัดหรือสารสำคัญอย่างเหมาะสม

หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณตามภูมิปัญญาไทยเป็นข้อมูลด้านองค์ความรู้ดั้งเดิม ส่วนข้อมูลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานอีกระดับหนึ่ง ไม่ควรนำมาใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). กระชายดำ (Kaempferia parviflora Wall. ex Baker). กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2565). พืชสมุนไพรเศรษฐกิจ สู่มาตรฐานการทำยา: กระชายดำ. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. (ม.ป.ป.). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย: กระชายดำ (Kracai Dam). กระทรวงสาธารณสุข.
  4. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2568). กระชายดำกับสมรรถภาพทางเพศชาย. มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2569). โมโนกราฟนวัตกรรมสมุนไพร: ยาสารสกัดแอลกอฮอล์จากกระชายดำ และยาสารสกัดน้ำจากกระชายดำ. กระทรวงสาธารณสุข.
  6. Deng, D., et al. (2018). Kaempferia parviflora and its methoxyflavones: Chemistry and biological activities. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2018.
  7. Yoshino, S., et al. (2019). Evaluation of the safety of daily consumption of Kaempferia parviflora extract (KPFORCE): A randomized double-blind placebo-controlled trial. Journal of Medicinal Food, 22(11).
  8. Chansakaow, S., et al. (2016). Clinical effects of Krachaidum (Kaempferia parviflora): A systematic review. Journal of Evidence-Based Complementary & Alternative Medicine.
  9. Koonyosying, P., et al. (2024). A systematic review and meta-analysis of animal and human studies demonstrates the beneficial effects of Kaempferia parviflora on metabolic syndrome and erectile dysfunction. Nutrition Research.
  10. Sireeruk, W., et al. (2012). Modulatory effects of Kaempferia parviflora extract on mouse hepatic cytochrome P450 enzymes. Journal of Ethnopharmacology.
  11. Maketon, C., Aramrak, A., Wawro, W., & Rungratanaubona, T. (2020). Hydroponic cultivation of black galingale (Kaempferia parviflora Wall. ex Baker). Agriculture and Natural Resources.
  12. Begum, T., Gogoi, R., Sarma, N., Pandey, S. K., & Lal, M. (2022). Direct sunlight and partial shading alter the quality, quantity, biochemical activities of Kaempferia parviflora rhizome essential oil. Industrial Crops and Products, 180, 114765.
  13. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Kaempferia parviflora Wall. ex Baker. Plants of the World Online.
Scroll to top