กระแจะ
กระแจะ เป็นไม้สมุนไพรพื้นบ้านในวงศ์ส้ม (Rutaceae) ที่มีความสำคัญทั้งในด้าน ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน และ การใช้เป็นเครื่องประทินผิว โดยเฉพาะเนื้อไม้และเปลือกที่นำมาฝนกับน้ำเพื่อใช้ทาผิว กระแจะยังเป็นพืชชนิดเดียวกับที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ ทานาคา (Thanaka) และมีประวัติการใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: กระแจะ
- ชื่อท้องถิ่น: กระแจะจัน, ขะแจะ, ตุมตัง, พญายา, ตะนาว, พินิยา, กระแจะสัน, จุมจัง, จุมจาง, ชะแจะ, พุดไทร, ฮางแกง และ ทานาคา
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน: Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson
- ชื่อวิทยาศาสตร์เดิม/ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร: Hesperethusa crenulata (Roxb.) M.Roem., Limonia crenulata Roxb.
- วงศ์: Rutaceae
- ลักษณะการใช้ประโยชน์: เป็นทั้ง สมุนไพรพื้นบ้าน พืชวัตถุ และวัตถุดิบเครื่องสำอาง
- ส่วนที่มีการใช้: เนื้อไม้ เปลือก ราก ใบ และส่วนอื่นของต้นตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น: เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นหรือไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 2–10 เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามแหลม เปลือกมีสีขาวปนเขียวหรือสีเทาและแตกเป็นสะเก็ดหรือร่องตื้น ๆ
- กิ่ง: แตกแขนงค่อนข้างมาก กิ่งและลำต้นมีหนามแข็งตรงหรือออกเป็นคู่
- ใบ: เป็น ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ใบย่อยเรียงตรงข้าม มีประมาณ 1–3 คู่ และมีใบย่อยเดี่ยวบริเวณปลายแกนใบ
- ดอก: ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกมีสีขาว มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โดยทั่วไปมีประมาณ 4 กลีบ
- ผล: ผลมีลักษณะกลมหรือค่อนข้างกลม เมื่อสุกมีสีเข้มจนถึงดำ ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด
- ลักษณะเด่น: การมี หนามตามลำต้นและกิ่ง รวมทั้งใบประกอบและผลสีเข้ม เป็นลักษณะที่ช่วยในการสังเกตและจำแนกกระแจะ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กระแจะมีถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนของเอเชีย ตั้งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยด้านตะวันตก อินเดีย ศรีลังกา ไปจนถึงอินโดจีน ได้แก่ เมียนมา ลาว ไทย และเวียดนาม โดยพบได้ในพื้นที่ที่มีสภาพค่อนข้างแห้งและป่าเขตร้อนตามฤดูกาล ในประเทศไทยพบกระแจะในหลายภูมิภาค โดยมีรายงานการใช้และเรียกชื่อแตกต่างกันตามท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม: กระแจะสามารถเจริญได้ในพื้นที่เขตร้อนและพื้นที่ค่อนข้างแห้ง ควรปลูกในบริเวณที่มีแสงแดดเพียงพอและดินระบายน้ำได้ดี
- การขยายพันธุ์: สามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด และการ ตอนกิ่ง ตามวิธีที่มีการใช้ในทางเกษตรและภูมิปัญญาท้องถิ่น
- การดูแล: ในระยะแรกควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพืชตั้งตัวได้สามารถทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ค่อนข้างดี
- ข้อควรระวังในการปลูก: เนื่องจากลำต้นและกิ่งมีหนาม ควรเลือกตำแหน่งปลูกที่ไม่กีดขวางทางเดินหรือพื้นที่ใช้งาน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เนื้อไม้: ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำเครื่องประทินผิว และมีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้าน
- เปลือก: ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องประทินผิวและมีการศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ราก: มีการใช้ในตำรับยาและภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
- ใบ: มีรายงานการใช้เป็นยาพื้นบ้านและนำมาศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ลำต้น: เป็นส่วนที่ได้รับการศึกษาด้าน สารพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพ อย่างต่อเนื่อง
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญา
- บำรุงและดูแลผิว: เนื้อไม้และเปลือกนำมาฝนกับน้ำ ใช้เป็นเครื่องประทินผิว ช่วยให้ผิวดูสะอาดและเรียบเนียน
- แก้ผดผื่นและปัญหาผิว: มีการใช้เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับดูแลผิวที่มีผด ผื่น และสิว
- ดับพิษและแก้ไข้: มีรายงานการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการไข้และความผิดปกติบางประการของร่างกาย
- ระบบทางเดินอาหาร: มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
ตามตำรายาไทย
มีข้อมูลการใช้ ราก เนื้อไม้ และส่วนต่าง ๆ ของกระแจะ ในตำรับยาไทยและยาพื้นบ้านบางพื้นที่ โดยมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อบรรเทาอาการเกี่ยวกับ กษัย โลหิต และธาตุ ทั้งนี้รายละเอียดของสรรพคุณและวิธีใช้แตกต่างกันตามตำรับและท้องถิ่น
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ราก: มีรายงานการนำไปต้มเป็นยาสมุนไพรสำหรับอาการบางชนิด รวมถึงใช้เป็นยาระบายตามภูมิปัญญาบางพื้นที่
- ใบ: มีการนำมาต้มเป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการบางชนิด
- เนื้อไม้และเปลือก: ใช้ฝนกับน้ำเพื่อทำเป็น เครื่องประทินผิว
- ต้นและกิ่ง: มีการนำมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบเครื่องหอมและผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน
ในตำรับยา
กระแจะปรากฏในองค์ความรู้ด้าน สมุนไพรและยาแผนโบราณ ในฐานะพืชที่นำส่วนของรากและเนื้อไม้ไปใช้ประกอบตำรับยา ขณะเดียวกันการใช้เป็นเครื่องประทินผิวถือเป็นการใช้ประโยชน์ที่โดดเด่นและมีหลักฐานทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายา ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ และไม่ควรนำวิธีใช้จากตำรับพื้นบ้านมาปฏิบัติโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
วิธีใช้
- ใช้ภายนอก: นำเนื้อไม้หรือเปลือกที่เตรียมอย่างเหมาะสมมาฝนกับน้ำ แล้วใช้เป็นเครื่องประทินผิวตามภูมิปัญญาดั้งเดิม
- ใช้เป็นวัตถุดิบเครื่องสำอาง: สามารถนำสารสกัดหรือผงจากเนื้อไม้และเปลือกไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- ใช้ในตำรับพื้นบ้าน: ส่วนของราก ใบ หรือเนื้อไม้มีการนำไปต้ม ดอง หรือเตรียมในรูปแบบอื่นตามตำรับของแต่ละท้องถิ่น แต่ควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยกำกับการใช้
หมายเหตุ: ไม่ควรรับประทานหรือใช้สารสกัดกระแจะในปริมาณเข้มข้นด้วยตนเอง เนื่องจากข้อมูลด้านขนาดรับประทานและความปลอดภัยในมนุษย์ยังมีจำกัด
สาระสำคัญ
กระแจะมีความโดดเด่นในฐานะ พืชวัตถุสำหรับเครื่องประทินผิว โดยเฉพาะเนื้อไม้และเปลือก นอกจากนี้สารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของพืชยังมีสารกลุ่มฟีนอล ฟลาโวนอยด์ แทนนิน คูมาริน และสารลิโมนนอยด์หลายชนิด ซึ่งสัมพันธ์กับฤทธิ์ทางชีวภาพที่ตรวจพบในการศึกษาทดลอง
องค์ประกอบทางเคมี
มีรายงานการตรวจพบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม ได้แก่
- ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids)
- สารประกอบฟีนอลิก (Phenolic compounds)
- แทนนิน (Tannins)
- ซาโปนิน (Saponins)
- อัลคาลอยด์ (Alkaloids)
- ไตรเทอร์พีนอยด์ (Triterpenoids)
- คูมาริน (Coumarins)
- ลิโมนนอยด์ (Limonoids)
- อาร์บูติน (Arbutin)
- Marmesin
- Tembamide
- β-sitosterol และสารประกอบธรรมชาติอื่น ๆ
การศึกษาลำต้นพบกลุ่มฟีนอล แทนนิน ฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน และอัลคาลอยด์ ขณะที่งานวิจัยสมัยใหม่พบ ลิโมนนอยด์ชนิดใหม่ จากเนื้อไม้และลำต้นเพิ่มเติมอีกหลายชนิด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับกระแจะหรือทานาคาให้ความสนใจเป็นพิเศษกับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การต้านการอักเสบ การยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส การต้านจุลชีพ และศักยภาพด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิว การศึกษาสารสกัดจากเปลือกพบฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงมีฤทธิ์ยับยั้งไทโรซิเนสและต้านแบคทีเรียในระดับหนึ่ง การศึกษาสารสกัดพญายาจากประเทศไทยพบว่า สารสกัดเอทานอลจากลำต้น มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส และตรวจพบ อาร์บูติน ซึ่งเป็นสารที่มีความสนใจในด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิว งานวิจัยในปี 2025 ยังพบสารลิโมนนอยด์ชนิดใหม่จากลำต้นของ Naringi crenulata และนำสารบางชนิดไปประเมินฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
หลักฐานของกระแจะในปัจจุบันอยู่ในระดับ การศึกษาในห้องปฏิบัติการและการศึกษาทางเภสัชวิทยาก่อนคลินิกเป็นหลัก มีข้อมูลด้านองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพจำนวนหนึ่ง แต่ยังมีข้อมูล การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์และข้อมูลประสิทธิผลเชิงการรักษาที่จำกัด ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปว่าสารสกัดกระแจะสามารถรักษาโรคใดโรคหนึ่งได้จากผลการทดลองในหลอดทดลองเพียงอย่างเดียว
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดจากใบและลำต้นแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบหลายระบบ โดยผลขึ้นกับชนิดของตัวทำละลายและส่วนของพืช
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดจากเปลือกแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบในการศึกษาทดลอง
- ฤทธิ์ยับยั้งไทโรซิเนส: สารสกัดจากลำต้นมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กระแจะได้รับความสนใจในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีรายงานฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและจุลชีพบางชนิดจากสารสกัด
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารประกอบบางชนิดและสารสกัดมีผลต่อเซลล์มะเร็งในการทดลองระดับเซลล์ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ารักษามะเร็งในมนุษย์ได้
- ฤทธิ์ด้านการปกป้องผิวจากรังสี: งานทบทวนรายงานว่าทานาคามีสารที่สามารถดูดซับรังสี UV และมีศักยภาพต่อการพัฒนาเป็นส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด
ความปลอดภัย
การศึกษาสารสกัดเปลือกทานาคาในระดับห้องปฏิบัติการพบความเป็นพิษต่อเซลล์ค่อนข้างต่ำ และไม่ตรวจพบความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมในการทดสอบที่รายงาน อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นข้อมูลจากการทดลอง ไม่สามารถเทียบเท่ากับการยืนยันความปลอดภัยสำหรับการรับประทานในมนุษย์ การใช้ กระแจะภายนอกในรูปแบบผงหรือเนื้อไม้ฝนกับน้ำ เป็นรูปแบบการใช้ดั้งเดิมที่มีประวัติยาวนาน แต่ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายควรทดสอบการระคายเคืองเฉพาะจุดก่อนใช้ผลิตภัณฑ์
ข้อห้ามใช้
- หลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ที่มีประวัติ แพ้กระแจะหรือพืชในวงศ์ Rutaceae
- ไม่ควรรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้จัดทำขึ้นสำหรับรับประทาน
- ผู้ตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้ภายใน
- การใช้บนผิวหนังควรหยุดทันทีหากเกิดผื่น คัน แสบร้อน หรืออาการแพ้
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ข้อมูลทางคลินิกเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกระแจะกับยาแผนปัจจุบัน ยังมีจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกับยาทุกชนิด โดยเฉพาะการรับประทานสารสกัดเข้มข้น ผู้ที่ใช้ยาประจำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กระแจะในรูปแบบรับประทาน
การใช้ในผลิตภัณฑ์
กระแจะมีศักยภาพสูงในการนำไปพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ได้แก่
- ผงทานาคาและผงกระแจะ
- ครีมและโลชั่นบำรุงผิว
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มุ่งเน้นการลดความหมองคล้ำ
- ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด
- สบู่และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว
- ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม
งานศึกษาด้านเภสัชเวทของเนื้อไม้กระแจะยังสนใจการกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบและสารสำคัญ เช่น อาร์บูติน เพื่อใช้ควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบเครื่องสำอาง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- เลือกวัตถุดิบจากต้นที่สมบูรณ์และมีการจำแนกชนิดพืชถูกต้อง
- เนื้อไม้และเปลือก ควรเก็บจากต้นที่มีอายุเหมาะสมและไม่ทำลายต้นจนเสียหายรุนแรง
- วัตถุดิบสดควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนจัดเก็บ
- ผงกระแจะ ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และความร้อน
- ควรเก็บในสถานที่แห้งและสะอาด และป้องกันแมลงหรือการปนเปื้อนของเชื้อรา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระแจะเป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับ ภูมิปัญญาการดูแลผิวของคนไทยและชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการนำเนื้อไม้หรือเปลือกมาฝนกับน้ำให้เป็นเนื้อครีมหรือแป้งสำหรับทาผิว ในประเทศไทยมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น ขะแจะ ในภาคเหนือ พญายา ในภาคกลาง และ ตุมตัง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ประวัติและวัฒนธรรม
กระแจะมีบทบาทมากกว่าการเป็นสมุนไพร เนื่องจากเกี่ยวข้องกับ เครื่องหอมและเครื่องประทินผิวแบบไทย ในอดีตมีการนำกระแจะมาใช้ร่วมกับวัตถุหอมชนิดอื่นเพื่อทำเครื่องประทินผิว เอกสารด้านวัฒนธรรมไทยยังกล่าวถึงกระแจะในวรรณคดีไทย โดยเชื่อมโยงกับกลิ่นหอมและการประทินผิวของผู้หญิงไทย แสดงให้เห็นว่ากระแจะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการดูแลร่างกายและความงามของสังคมไทยมาเป็นเวลานาน ในเมียนมา กระแจะชนิดเดียวกันเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในชื่อ ทานาคา และมีการใช้เนื้อไม้และเปลือกทำเป็นแป้งทาผิว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาค
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลจาก Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุว่า Naringi crenulata เป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน และการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์จัดอยู่ในกลุ่ม ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) อย่างไรก็ตาม การใช้เนื้อไม้และเปลือกจากธรรมชาติควรคำนึงถึงการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom): Plantae
- หมวด (Phylum): Tracheophyta
- ชั้น (Class): Equisetopsida
- อันดับ (Order): Sapindales
- วงศ์ (Family): Rutaceae
- สกุล (Genus): Naringi
- ชนิด (Species): Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson
ชื่อพ้องสำคัญ: Hesperethusa crenulata (Roxb.) M.Roem.; Limonia crenulata Roxb.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์กระแจะควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลักษณะทางมหภาค ลักษณะทางจุลทรรศน์ และองค์ประกอบทางเคมี
- ลักษณะมหภาค: ตรวจสอบลำต้น กิ่ง หนาม เปลือก ใบ ดอก และผล
- ลักษณะเนื้อไม้: ตรวจสอบสี กลิ่น เนื้อสัมผัส และลักษณะเส้นใย
- ลักษณะผงยา: ตรวจสอบสี กลิ่น ลักษณะเซลล์และเส้นใยด้วยกล้องจุลทรรศน์
- การตรวจสอบทางเคมี: ตรวจสอบกลุ่มสารสำคัญ เช่น ฟีนอล ฟลาโวนอยด์ แทนนิน และสารกลุ่มคูมาริน
- การตรวจสอบทางเภสัชเวท: มีการศึกษาค่าทางกายภาพและเคมีของใบและลำต้นเพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบ
คำเตือนทางการแพทย์
กระแจะ มีข้อมูลสนับสนุนด้านภูมิปัญญาการใช้และการศึกษาทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในห้องปฏิบัติการและการศึกษาก่อนคลินิก ไม่ควรนำผลการทดลอง เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ยับยั้งไทโรซิเนส หรือฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง ไปตีความว่าเป็นหลักฐานว่าสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้ การใช้กระแจะเพื่อ ประทินผิว ควรเลือกวัตถุดิบที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและไม่มีการปนเปื้อน หากต้องการใช้รับประทานหรือใช้ร่วมกับยารักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนเสมอ
หมายเหตุ: ข้อมูลสรรพคุณของกระแจะในส่วนภูมิปัญญาและตำรับพื้นบ้านควรแยกจากข้อมูลที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน และไม่ควรใช้ข้อมูลจากการทดลองในเซลล์หรือสัตว์เพื่อยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคของมนุษย์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2555). หน้าสวยด้วย “ทานาคาของเมียนม่าร์หรือกระแจะของไทย”. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
- มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / สถาบันพระปกเกล้า. (ม.ป.ป.). กระแจะ : พืช. สารานุกรมวัฒนธรรมไทย.
- โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). กระแจะ (Naringi crenulata).
- เมธิน ผดุงกิจ และกรีพล แม่นวิวัฒนกุล. (2556). ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนสของสารสกัดพญายา. Isan Journal of Pharmaceutical Sciences, 9(1).
- Kanlayavattanakul, M., Phrutivorapongkul, A., Lourith, N., & Ruangrungsi, N. (2018). Pharmacognostic specification of Naringi crenulata stem wood. Journal of Health Research.
- Singha, S., Kruakaew, S., Yahuafai, J., Thongnest, S., & Sutthivaiyakit, S. (2025). Limonoids and other constituents of the stem of Naringi crenulata (Roxb.) Nicholson. Natural Product Research.
- Chauhan, J., Sharma, B. P., Lal, S., Kumar, S., et al. (2025). Ethnomedicinal and pharmacological values of Naringi crenulata. In Medicinal Trees of India, Vol. II. Ambika Prasad Research Foundation.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson. Plants of the World Online.
- Yesudanan, S., Jasmin, T. S. S., & Jatt, R. K. (2021). In-vitro antioxidant activity of leaves extracts from Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson. Asian Journal of Current Research, 6(3), 1–10.
- Chanthaphan, A., et al. (2011). Biological activities and safety of Thanaka (Hesperethusa crenulata) stem bark. Journal of Ethnopharmacology.
