กระเจียว

กระเจียว

กระเจียว เป็นพืชล้มลุกมีเหง้าใต้ดินในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) พบในป่าโปร่งและพื้นที่ชื้นตามฤดูกาลของประเทศไทย นิยมใช้ ดอกอ่อน หน่ออ่อน และเหง้า ทั้งในฐานะผักพื้นบ้านและสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้ดอกอ่อนเพื่อช่วย ขับลม และเหง้าเพื่อบรรเทาอาการ ปวดเมื่อย นอกจากนี้กระเจียวยังเป็นไม้ดอกที่มีความสำคัญด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอีกด้วย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กระเจียว
  • ชื่ออื่น: กระเจียวแดง, อาวแดง, กาเตียว, จวด, ดอกดิน, กระเจียวโคก, กระชายดง, อาวขาว, ว่านมหาเมฆ
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Curcuma sessilis Gage
  • วงศ์: Zingiberaceae
  • ประเภทพืช: ไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน อายุหลายปี
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์: สมุนไพรพื้นบ้าน ผักพื้นบ้าน และไม้ดอกประดับ
  • ส่วนที่ใช้: ดอก ดอกอ่อน หน่ออ่อน เหง้า และใบ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ล้มลุกมี เหง้าใต้ดิน สามารถเจริญอยู่ได้หลายปี ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นเทียมที่เกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกันแน่น สูงประมาณ 40–60 เซนติเมตร และอาจขึ้นเป็นต้นเดี่ยวหรือรวมกันเป็นกอ
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายใบแหลม ฐานใบแหลม ขอบใบเรียบ เส้นใบเรียงขนาน แผ่นใบสีเขียว ผิวใบอาจเรียบหรือมีขนสั้นนุ่ม ใบมีความยาวประมาณ 30–40 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 15–20 เซนติเมตร
  • ดอก: ออกเป็นช่อแน่นแบบช่อเชิงลด ช่อดอกมีรูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 10–20 เซนติเมตร ใบประดับเรียงซ้อนกันแน่น ดอกมีสีเหลือง และส่วนของใบประดับมีสีสันแตกต่างกันตามลักษณะของต้น
  • ผล: ผลมีลักษณะรูปไข่ ผิวมีขนหนาแน่น ภายในมีเมล็ดรูปร่างคล้ายหยดน้ำ
  • เหง้า: อยู่ใต้ดิน มีลักษณะเป็นเหง้าสะสมอาหารและเป็นส่วนสำคัญในการขยายพันธุ์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุ Curcuma sessilis ว่ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมใน ภาคเหนือของเมียนมา และเป็นพืชมีเหง้าที่เจริญได้ดีในเขตร้อนชื้น
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย: พบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณ ป่าโปร่งและพื้นที่ที่มีความชื้นตามฤดูกาล และมีการนำมาปลูกเป็นไม้ดอกและไม้ประดับ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม: ควรปลูกในดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ และได้รับแสงแดดหรือแสงรำไรตามสภาพพื้นที่ธรรมชาติ
  • การแยกเหง้า: แยกเหง้าที่สมบูรณ์และมีตาหรือหน่อไปปลูก เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการรักษาลักษณะพันธุ์เดิม
  • การผ่าเหง้า: แบ่งเหง้าเป็นท่อนโดยให้แต่ละท่อนมีตาสำหรับการเจริญเติบโต
  • การเพาะเมล็ด: สามารถใช้เมล็ดขยายพันธุ์ได้ แต่การขยายพันธุ์ด้วยเหง้าเป็นวิธีที่สะดวกสำหรับการผลิตต้นจำนวนมาก
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: สามารถนำมาใช้ในการเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์และการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ดอกอ่อน: ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อ ขับลม
  • หน่ออ่อน: ใช้เป็นยาสมานแผลตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • เหง้า: ใช้เพื่อ บรรเทาอาการปวดเมื่อย
  • ใบ: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยตำและคั้นน้ำสำหรับใช้กับบาดแผลและช่วยห้ามเลือด

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญา

  • ดอกอ่อน: มีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม ใช้เป็น ยาขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และอาการไม่สบายท้อง
  • หน่ออ่อน: ใช้เป็น ยาสมานแผล
  • เหง้า: ใช้เป็นยา แก้ปวดเมื่อย
  • ใบ: ภูมิปัญญาบางพื้นที่นำใบมาตำคั้นน้ำใช้กับแผลและช่วยห้ามเลือด

ตามตำรายาไทย

  • มีข้อมูลการใช้ ดอกอ่อน เป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอมสำหรับ ขับลมในระบบทางเดินอาหาร
  • มีข้อมูลการใช้ เหง้า เพื่อบรรเทาอาการ ปวดเมื่อย
  • การใช้ดังกล่าวเป็นองค์ความรู้ด้านสมุนไพรพื้นบ้านและไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน

ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • ชุมชนในภาคอีสานนิยมเก็บ ดอกกระเจียวและหน่ออ่อน จากป่าโปร่งในช่วงฤดูฝนมาใช้เป็นอาหารและสมุนไพร
  • มีการใช้ เหง้ากระเจียว เป็นสมุนไพรสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและอาการปวดเมื่อยในบางท้องถิ่น
  • ภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแห่งใช้ใบสดตำคั้นน้ำกับแผล

ในตำรับยา

  • มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านที่นำกระเจียวหรือกระเจียวขาวเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรกลุ่มเหง้าอื่น ๆ ในตำรับน้ำมันสำหรับ ทาถูนวดบรรเทาอาการปวดเมื่อย อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวเป็นการใช้ในระดับตำรับพื้นบ้าน และไม่ควรนำมาใช้แทนตำรับยาที่มีมาตรฐานโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ

วิธีใช้

  • ใช้เป็นอาหาร: นำหน่ออ่อนหรือดอกอ่อนไปลวกหรือต้มให้สุก แล้วรับประทานร่วมกับน้ำพริก ลาบ ก้อย หรือใช้ประกอบอาหาร
  • ใช้ตามภูมิปัญญาสมุนไพร: ดอกอ่อนใช้รับประทานในลักษณะอาหารเพื่อช่วยขับลม ส่วนการใช้เหง้าเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยควรใช้ตามตำรับและคำแนะนำของผู้รู้ด้านการแพทย์แผนไทย
  • ใช้ภายนอก: มีข้อมูลภูมิปัญญาบางพื้นที่นำใบสดตำและคั้นน้ำใช้กับแผล

สาระสำคัญ

  • งานวิจัยเกี่ยวกับ กระเจียว (Curcuma sessilis) ให้ความสนใจสารกลุ่ม สารประกอบฟีนอลิกและสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • การศึกษาสารสกัดจากดอกสีแดงและดอกสีเขียวพบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระหลายระบบทดสอบ และหลังการจำลองการย่อยในหลอดทดลองยังตรวจพบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระบางรูปแบบ
  • งานวิจัยเกี่ยวกับดอกไม้รับประทานได้ของไทยยังพบว่า กระเจียวมีสารประกอบฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาต่อยอดด้านอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ

องค์ประกอบทางเคมี

  • การศึกษาทางเคมีของกระเจียวพบความสนใจในกลุ่ม สารประกอบฟีนอลิก และสารพฤกษเคมีที่สัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • การศึกษาในสารสกัดดอกกระเจียวพบปริมาณสารฟีนอลิกรวมแตกต่างกันตาม ส่วนของพืช ชนิดตัวทำละลาย และกระบวนการสกัด
  • ยังไม่ควรระบุสารเดี่ยวเป็น “สารออกฤทธิ์หลัก” ของกระเจียวโดยเฉพาะ หากไม่มีการยืนยันจากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและการแยกสารอย่างชัดเจน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: การศึกษาสารสกัดจากดอกและเหง้าของ Curcuma sessilis พบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระ โดยดอกสีแดงและดอกสีเขียวมีศักยภาพในการกำจัดอนุมูลอิสระในระบบทดสอบ ABTS และหลังการจำลองการย่อยยังแสดงกิจกรรมต่ออนุมูลไฮดรอกซิลและการจับไอออน Fe²⁺
  • ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์: การศึกษาด้วย Ames test พบว่าสารสกัดจากกระเจียวที่ใช้ในการทดลองไม่แสดงฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ในเงื่อนไขการทดลอง และสารสกัดเมทานอลของกระเจียวแสดงฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ต่อแบบจำลองที่ใช้ในการทดลองบางระบบ
  • ผลิตภัณฑ์ชาดอกไม้: มีการพัฒนาผงชาดอกไม้กระเจียวแบบชงทันที และพบความแตกต่างของปริมาณสารฟีนอลิกรวมและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระระหว่างสูตรทดลอง
  • การศึกษาด้านความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม: เนื่องจากพืชสกุล Curcuma หลายชนิดมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาคล้ายกัน จึงมีการใช้เครื่องหมายโมเลกุลเพื่อช่วยจำแนกชนิดและศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของพืชสกุลนี้ในประเทศไทย

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์: มีข้อมูลการใช้เป็นอาหารและสมุนไพรในชุมชนหลายพื้นที่
  • ระดับหลอดทดลอง (in vitro): มีหลักฐานเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และ ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ จากสารสกัด
  • ระดับผลิตภัณฑ์อาหาร: มีการศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาดอกไม้และการวิเคราะห์สารฟีนอลิกรวมกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • ระดับสัตว์ทดลอง/มนุษย์: หลักฐานเฉพาะของ Curcuma sessilis สำหรับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ยังมีจำกัด

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของกระเจียวในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการและการประยุกต์ใช้ด้านอาหาร จึงยังไม่ควรสรุปว่าสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: พบในสารสกัดจากดอกกระเจียว โดยผลขึ้นกับส่วนของพืชและตัวทำละลายที่ใช้สกัด
  • ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์: สารสกัดเมทานอลจากดอกกระเจียวมีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ในแบบจำลอง Ames test บางเงื่อนไข
  • ฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ: ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมทั้งด้านกลไก ปริมาณที่เหมาะสม ความปลอดภัย และประสิทธิผลในสัตว์ทดลองและมนุษย์ก่อนนำไปพัฒนาเป็นยา

ความปลอดภัย

  • ดอกอ่อนและหน่ออ่อน มีประวัติการใช้เป็นอาหารในประเทศไทย โดยมักนำมาลวกหรือต้มก่อนรับประทาน
  • งานศึกษาความเป็นพิษเบื้องต้นของสารสกัดดอกไม้หลายชนิด รวมถึงกระเจียว พบข้อมูลที่สนับสนุนว่าในการทดลองที่ใช้มีความเป็นพิษต่อเซลล์ในระดับต่ำหรือไม่เด่นชัด อย่างไรก็ตามไม่สามารถใช้แทนข้อมูลความปลอดภัยจากการรับประทานในมนุษย์ระยะยาวได้
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์กระเจียวในขนาดสูง โดยไม่มีข้อมูลขนาดใช้ที่ชัดเจน

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้กระเจียวเพื่อรักษาโรคแทนการรักษามาตรฐาน เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกเฉพาะของ Curcuma sessilis ยังมีจำกัด
  • ผู้ที่มีอาการผิดปกติหลังรับประทาน เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ หรือแพ้ ควรหยุดใช้
  • หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังมีข้อมูลทางคลินิกไม่เพียงพอที่จะระบุปฏิกิริยาระหว่าง กระเจียว (Curcuma sessilis) กับยาแต่ละชนิดได้อย่างชัดเจน
  • การรับประทานเป็นผักในปริมาณอาหารแตกต่างจากการใช้สารสกัดเข้มข้น ดังนั้นไม่ควรนำข้อมูลจากอาหารไปสรุปว่าปลอดภัยในขนาดสารสกัด
  • ผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยารักษาโรคเรื้อรัง หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดกระเจียว

การใช้ในอาหาร

  • หน่ออ่อน: รับประทานเป็นผักสดหรือลวก รับประทานร่วมกับน้ำพริก ลาบ ก้อย และส้มตำ
  • ดอกอ่อน: ลวกหรือต้ม รับประทานกับน้ำพริก หรือใช้ประกอบอาหารประเภทแกง
  • ช่อดอก: สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น แกงส้ม แกง และเมนูผักพื้นบ้าน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ไม้ตัดดอก: กระเจียวเป็นไม้ดอกที่มีความต้องการในตลาด
  • ไม้กระถางและไม้ประดับ: นิยมปลูกเพื่อความสวยงาม
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม: มีการศึกษาพัฒนากระเจียวเป็น ชาดอกไม้ชนิดผงปรุงสำเร็จพร้อมชง
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ: สารสกัดดอกกระเจียวได้รับความสนใจจากองค์ประกอบฟีนอลิกและกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ดอกและดอกอ่อน: ควรเก็บในระยะที่ยังสดและสมบูรณ์ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่กระเจียวเจริญและออกดอก
  • หน่ออ่อน: เก็บเฉพาะหน่อที่สมบูรณ์และสะอาด
  • เหง้า: ควรเลือกเหง้าที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา ไม่มีรอยเน่า และทำความสะอาดก่อนนำไปใช้
  • การเก็บรักษา: ส่วนสดควรเก็บในภาชนะสะอาดและสภาพเย็น ส่วนที่ต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้งควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ชาวอีสานมีภูมิปัญญาในการเก็บ ดอกกระเจียว จากป่าโปร่งในช่วงฤดูฝนมาใช้เป็นอาหาร
  • ดอกกระเจียวรับประทานได้ทั้งแบบสด ลวก หรือนำไปประกอบอาหาร
  • มีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของกระเจียวเป็นสมุนไพร เช่น ดอกอ่อนขับลม หน่ออ่อนสมานแผล และเหง้าแก้ปวดเมื่อย

ประวัติและวัฒนธรรม

  • กระเจียวมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชุมชนในภาคอีสาน โดยเฉพาะการเก็บดอกในป่าโปร่งมาเป็นอาหารในช่วงฤดูฝน
  • กระเจียวกลายเป็นพืชที่มีความสำคัญด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของจังหวัดชัยภูมิ เนื่องจากการออกดอกเป็นผืนกว้างในช่วงฤดูฝน จนเกิดเป็นเทศกาลชม ทุ่งดอกกระเจียว
  • กระเจียวและปทุมมามักถูกเรียกรวมในกลุ่ม Siam tulip หรือ Summer tulip แต่ในทางพฤกษศาสตร์เป็นพืชคนละชนิดกัน

สถานะการอนุรักษ์

  • Curcuma sessilis เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew และมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเมียนมา
  • ในประเทศไทยมีการรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมกระเจียวในระดับท้องถิ่น เนื่องจากเป็นทั้ง พืชอาหาร สมุนไพร และไม้ดอกที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร: Plantae
  • ไฟลัม: Tracheophyta
  • ชั้น: Liliopsida
  • อันดับ: Zingiberales
  • วงศ์: Zingiberaceae
  • สกุล: Curcuma
  • ชนิด: Curcuma sessilis Gage

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Curcuma sessilis Gage
  • ลักษณะสำคัญ: ไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบ ใบเดี่ยวเรียงสลับ ช่อดอกแน่น และดอกสีเหลืองภายในใบประดับ
  • การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์: ควรเปรียบเทียบลักษณะต้น ใบ ช่อดอก ดอก และเหง้ากับตัวอย่างอ้างอิงหรือเอกสารพฤกษศาสตร์ เนื่องจากพืชสกุล Curcuma หลายชนิดมีลักษณะคล้ายกันและอาจเกิดการจำแนกผิดชนิดได้
  • การตรวจสอบทางพันธุศาสตร์: สามารถใช้เครื่องหมายโมเลกุลเพื่อช่วยยืนยันชนิดในกรณีที่ลักษณะทางสัณฐานวิทยาไม่เพียงพอ

คำเตือนทางการแพทย์

ข้อมูลสรรพคุณของกระเจียวจำนวนหนึ่งมาจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและการใช้เป็นอาหาร ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ากระเจียวสามารถรักษาโรคได้ตามมาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่ งานวิจัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จึงไม่ควรใช้สารสกัดหรือกระเจียวในขนาดเข้มข้นเพื่อรักษาโรคโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.). ดอกกระเจียว (Curcuma spp.). กรมศิลปากร.
  2. ประทุมเทศ, จ., ทัศน์จันดา, ก., เทวสรรเสริญ, จ., ภูวันนา, ร., และ ดรเถื่อน, จ. (2562). การประเมินคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและปริมาณสารฟีนอลิกทั้งหมดของชาดอกไม้ชนิดผงปรุงสำเร็จพร้อมชงจากกระเจียว อัญชัน และงิ้วป่า. วารสารวิทยาศาสตร์ มข., 47(3), 490–497.
  3. ศรีจำเริญ, อ. (2560). การสกัดดอกกระเจียวแดงและประเมินกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระเปรียบเทียบก่อนและหลังการย่อยจำลองในหลอดทดลอง. วารสารวิทยาศาสตร์ มข., 45(4), 844–857.
  4. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลพรรณพืชและเชื้อพันธุกรรมพืช: กระเจียว.
  5. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2563). Thailand Biodiversity Information Facility: Curcuma sessilis Gage.
  6. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (2563). ปทุมมา “ราชินีป่าฝน”.
  7. Wongwattanasathien, O., Kangsadalampai, K., & Tongyonk, L. (2010). Antimutagenicity of some flowers grown in Thailand. Food and Chemical Toxicology, 48(4), 1045–1051. https://doi.org/10.1016/j.fct.2010.01.018
  8. Sihanat, A., Theanphong, O., & Rungsihirunrat, K. (2020). Assessment of phylogenetic relationship among twenty Curcuma species in Thailand using amplified fragment length polymorphism marker. Journal of Applied Pharmaceutical Science.
  9. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Curcuma sessilis Gage. Plants of the World Online.
  10. International Plant Names Index. (2026). Curcuma sessilis Gage.
Scroll to top