กระเจียว
กระเจียว เป็นพืชล้มลุกมีเหง้าใต้ดินในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) พบในป่าโปร่งและพื้นที่ชื้นตามฤดูกาลของประเทศไทย นิยมใช้ ดอกอ่อน หน่ออ่อน และเหง้า ทั้งในฐานะผักพื้นบ้านและสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้ดอกอ่อนเพื่อช่วย ขับลม และเหง้าเพื่อบรรเทาอาการ ปวดเมื่อย นอกจากนี้กระเจียวยังเป็นไม้ดอกที่มีความสำคัญด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอีกด้วย
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร: กระเจียว
- ชื่ออื่น: กระเจียวแดง, อาวแดง, กาเตียว, จวด, ดอกดิน, กระเจียวโคก, กระชายดง, อาวขาว, ว่านมหาเมฆ
- ชื่อวิทยาศาสตร์: Curcuma sessilis Gage
- วงศ์: Zingiberaceae
- ประเภทพืช: ไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน อายุหลายปี
- ลักษณะการใช้ประโยชน์: สมุนไพรพื้นบ้าน ผักพื้นบ้าน และไม้ดอกประดับ
- ส่วนที่ใช้: ดอก ดอกอ่อน หน่ออ่อน เหง้า และใบ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น: เป็นไม้ล้มลุกมี เหง้าใต้ดิน สามารถเจริญอยู่ได้หลายปี ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นเทียมที่เกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกันแน่น สูงประมาณ 40–60 เซนติเมตร และอาจขึ้นเป็นต้นเดี่ยวหรือรวมกันเป็นกอ
- ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายใบแหลม ฐานใบแหลม ขอบใบเรียบ เส้นใบเรียงขนาน แผ่นใบสีเขียว ผิวใบอาจเรียบหรือมีขนสั้นนุ่ม ใบมีความยาวประมาณ 30–40 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 15–20 เซนติเมตร
- ดอก: ออกเป็นช่อแน่นแบบช่อเชิงลด ช่อดอกมีรูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 10–20 เซนติเมตร ใบประดับเรียงซ้อนกันแน่น ดอกมีสีเหลือง และส่วนของใบประดับมีสีสันแตกต่างกันตามลักษณะของต้น
- ผล: ผลมีลักษณะรูปไข่ ผิวมีขนหนาแน่น ภายในมีเมล็ดรูปร่างคล้ายหยดน้ำ
- เหง้า: อยู่ใต้ดิน มีลักษณะเป็นเหง้าสะสมอาหารและเป็นส่วนสำคัญในการขยายพันธุ์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: ฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุ Curcuma sessilis ว่ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมใน ภาคเหนือของเมียนมา และเป็นพืชมีเหง้าที่เจริญได้ดีในเขตร้อนชื้น
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย: พบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณ ป่าโปร่งและพื้นที่ที่มีความชื้นตามฤดูกาล และมีการนำมาปลูกเป็นไม้ดอกและไม้ประดับ
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม: ควรปลูกในดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ และได้รับแสงแดดหรือแสงรำไรตามสภาพพื้นที่ธรรมชาติ
- การแยกเหง้า: แยกเหง้าที่สมบูรณ์และมีตาหรือหน่อไปปลูก เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการรักษาลักษณะพันธุ์เดิม
- การผ่าเหง้า: แบ่งเหง้าเป็นท่อนโดยให้แต่ละท่อนมีตาสำหรับการเจริญเติบโต
- การเพาะเมล็ด: สามารถใช้เมล็ดขยายพันธุ์ได้ แต่การขยายพันธุ์ด้วยเหง้าเป็นวิธีที่สะดวกสำหรับการผลิตต้นจำนวนมาก
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ: สามารถนำมาใช้ในการเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์และการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ดอกอ่อน: ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อ ขับลม
- หน่ออ่อน: ใช้เป็นยาสมานแผลตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- เหง้า: ใช้เพื่อ บรรเทาอาการปวดเมื่อย
- ใบ: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยตำและคั้นน้ำสำหรับใช้กับบาดแผลและช่วยห้ามเลือด
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญา
- ดอกอ่อน: มีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม ใช้เป็น ยาขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และอาการไม่สบายท้อง
- หน่ออ่อน: ใช้เป็น ยาสมานแผล
- เหง้า: ใช้เป็นยา แก้ปวดเมื่อย
- ใบ: ภูมิปัญญาบางพื้นที่นำใบมาตำคั้นน้ำใช้กับแผลและช่วยห้ามเลือด
ตามตำรายาไทย
- มีข้อมูลการใช้ ดอกอ่อน เป็นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอมสำหรับ ขับลมในระบบทางเดินอาหาร
- มีข้อมูลการใช้ เหง้า เพื่อบรรเทาอาการ ปวดเมื่อย
- การใช้ดังกล่าวเป็นองค์ความรู้ด้านสมุนไพรพื้นบ้านและไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ชุมชนในภาคอีสานนิยมเก็บ ดอกกระเจียวและหน่ออ่อน จากป่าโปร่งในช่วงฤดูฝนมาใช้เป็นอาหารและสมุนไพร
- มีการใช้ เหง้ากระเจียว เป็นสมุนไพรสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและอาการปวดเมื่อยในบางท้องถิ่น
- ภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแห่งใช้ใบสดตำคั้นน้ำกับแผล
ในตำรับยา
- มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านที่นำกระเจียวหรือกระเจียวขาวเป็นส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรกลุ่มเหง้าอื่น ๆ ในตำรับน้ำมันสำหรับ ทาถูนวดบรรเทาอาการปวดเมื่อย อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวเป็นการใช้ในระดับตำรับพื้นบ้าน และไม่ควรนำมาใช้แทนตำรับยาที่มีมาตรฐานโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ
วิธีใช้
- ใช้เป็นอาหาร: นำหน่ออ่อนหรือดอกอ่อนไปลวกหรือต้มให้สุก แล้วรับประทานร่วมกับน้ำพริก ลาบ ก้อย หรือใช้ประกอบอาหาร
- ใช้ตามภูมิปัญญาสมุนไพร: ดอกอ่อนใช้รับประทานในลักษณะอาหารเพื่อช่วยขับลม ส่วนการใช้เหง้าเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยควรใช้ตามตำรับและคำแนะนำของผู้รู้ด้านการแพทย์แผนไทย
- ใช้ภายนอก: มีข้อมูลภูมิปัญญาบางพื้นที่นำใบสดตำและคั้นน้ำใช้กับแผล
สาระสำคัญ
- งานวิจัยเกี่ยวกับ กระเจียว (Curcuma sessilis) ให้ความสนใจสารกลุ่ม สารประกอบฟีนอลิกและสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- การศึกษาสารสกัดจากดอกสีแดงและดอกสีเขียวพบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระหลายระบบทดสอบ และหลังการจำลองการย่อยในหลอดทดลองยังตรวจพบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระบางรูปแบบ
- งานวิจัยเกี่ยวกับดอกไม้รับประทานได้ของไทยยังพบว่า กระเจียวมีสารประกอบฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาต่อยอดด้านอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ
องค์ประกอบทางเคมี
- การศึกษาทางเคมีของกระเจียวพบความสนใจในกลุ่ม สารประกอบฟีนอลิก และสารพฤกษเคมีที่สัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- การศึกษาในสารสกัดดอกกระเจียวพบปริมาณสารฟีนอลิกรวมแตกต่างกันตาม ส่วนของพืช ชนิดตัวทำละลาย และกระบวนการสกัด
- ยังไม่ควรระบุสารเดี่ยวเป็น “สารออกฤทธิ์หลัก” ของกระเจียวโดยเฉพาะ หากไม่มีการยืนยันจากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและการแยกสารอย่างชัดเจน
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: การศึกษาสารสกัดจากดอกและเหง้าของ Curcuma sessilis พบกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระ โดยดอกสีแดงและดอกสีเขียวมีศักยภาพในการกำจัดอนุมูลอิสระในระบบทดสอบ ABTS และหลังการจำลองการย่อยยังแสดงกิจกรรมต่ออนุมูลไฮดรอกซิลและการจับไอออน Fe²⁺
- ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์: การศึกษาด้วย Ames test พบว่าสารสกัดจากกระเจียวที่ใช้ในการทดลองไม่แสดงฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ในเงื่อนไขการทดลอง และสารสกัดเมทานอลของกระเจียวแสดงฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ต่อแบบจำลองที่ใช้ในการทดลองบางระบบ
- ผลิตภัณฑ์ชาดอกไม้: มีการพัฒนาผงชาดอกไม้กระเจียวแบบชงทันที และพบความแตกต่างของปริมาณสารฟีนอลิกรวมและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระระหว่างสูตรทดลอง
- การศึกษาด้านความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม: เนื่องจากพืชสกุล Curcuma หลายชนิดมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาคล้ายกัน จึงมีการใช้เครื่องหมายโมเลกุลเพื่อช่วยจำแนกชนิดและศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของพืชสกุลนี้ในประเทศไทย
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์: มีข้อมูลการใช้เป็นอาหารและสมุนไพรในชุมชนหลายพื้นที่
- ระดับหลอดทดลอง (in vitro): มีหลักฐานเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และ ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ จากสารสกัด
- ระดับผลิตภัณฑ์อาหาร: มีการศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาดอกไม้และการวิเคราะห์สารฟีนอลิกรวมกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- ระดับสัตว์ทดลอง/มนุษย์: หลักฐานเฉพาะของ Curcuma sessilis สำหรับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ยังมีจำกัด
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของกระเจียวในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการศึกษาระดับห้องปฏิบัติการและการประยุกต์ใช้ด้านอาหาร จึงยังไม่ควรสรุปว่าสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: พบในสารสกัดจากดอกกระเจียว โดยผลขึ้นกับส่วนของพืชและตัวทำละลายที่ใช้สกัด
- ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์: สารสกัดเมทานอลจากดอกกระเจียวมีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ในแบบจำลอง Ames test บางเงื่อนไข
- ฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ: ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมทั้งด้านกลไก ปริมาณที่เหมาะสม ความปลอดภัย และประสิทธิผลในสัตว์ทดลองและมนุษย์ก่อนนำไปพัฒนาเป็นยา
ความปลอดภัย
- ดอกอ่อนและหน่ออ่อน มีประวัติการใช้เป็นอาหารในประเทศไทย โดยมักนำมาลวกหรือต้มก่อนรับประทาน
- งานศึกษาความเป็นพิษเบื้องต้นของสารสกัดดอกไม้หลายชนิด รวมถึงกระเจียว พบข้อมูลที่สนับสนุนว่าในการทดลองที่ใช้มีความเป็นพิษต่อเซลล์ในระดับต่ำหรือไม่เด่นชัด อย่างไรก็ตามไม่สามารถใช้แทนข้อมูลความปลอดภัยจากการรับประทานในมนุษย์ระยะยาวได้
- ควรหลีกเลี่ยงการใช้ สารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์กระเจียวในขนาดสูง โดยไม่มีข้อมูลขนาดใช้ที่ชัดเจน
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรใช้กระเจียวเพื่อรักษาโรคแทนการรักษามาตรฐาน เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกเฉพาะของ Curcuma sessilis ยังมีจำกัด
- ผู้ที่มีอาการผิดปกติหลังรับประทาน เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ หรือแพ้ ควรหยุดใช้
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังมีข้อมูลทางคลินิกไม่เพียงพอที่จะระบุปฏิกิริยาระหว่าง กระเจียว (Curcuma sessilis) กับยาแต่ละชนิดได้อย่างชัดเจน
- การรับประทานเป็นผักในปริมาณอาหารแตกต่างจากการใช้สารสกัดเข้มข้น ดังนั้นไม่ควรนำข้อมูลจากอาหารไปสรุปว่าปลอดภัยในขนาดสารสกัด
- ผู้ที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยารักษาโรคเรื้อรัง หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดกระเจียว
การใช้ในอาหาร
- หน่ออ่อน: รับประทานเป็นผักสดหรือลวก รับประทานร่วมกับน้ำพริก ลาบ ก้อย และส้มตำ
- ดอกอ่อน: ลวกหรือต้ม รับประทานกับน้ำพริก หรือใช้ประกอบอาหารประเภทแกง
- ช่อดอก: สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น แกงส้ม แกง และเมนูผักพื้นบ้าน
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ไม้ตัดดอก: กระเจียวเป็นไม้ดอกที่มีความต้องการในตลาด
- ไม้กระถางและไม้ประดับ: นิยมปลูกเพื่อความสวยงาม
- ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม: มีการศึกษาพัฒนากระเจียวเป็น ชาดอกไม้ชนิดผงปรุงสำเร็จพร้อมชง
- ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ: สารสกัดดอกกระเจียวได้รับความสนใจจากองค์ประกอบฟีนอลิกและกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ดอกและดอกอ่อน: ควรเก็บในระยะที่ยังสดและสมบูรณ์ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่กระเจียวเจริญและออกดอก
- หน่ออ่อน: เก็บเฉพาะหน่อที่สมบูรณ์และสะอาด
- เหง้า: ควรเลือกเหง้าที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อรา ไม่มีรอยเน่า และทำความสะอาดก่อนนำไปใช้
- การเก็บรักษา: ส่วนสดควรเก็บในภาชนะสะอาดและสภาพเย็น ส่วนที่ต้องการเก็บเป็นวัตถุดิบแห้งควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ชาวอีสานมีภูมิปัญญาในการเก็บ ดอกกระเจียว จากป่าโปร่งในช่วงฤดูฝนมาใช้เป็นอาหาร
- ดอกกระเจียวรับประทานได้ทั้งแบบสด ลวก หรือนำไปประกอบอาหาร
- มีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของกระเจียวเป็นสมุนไพร เช่น ดอกอ่อนขับลม หน่ออ่อนสมานแผล และเหง้าแก้ปวดเมื่อย
ประวัติและวัฒนธรรม
- กระเจียวมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชุมชนในภาคอีสาน โดยเฉพาะการเก็บดอกในป่าโปร่งมาเป็นอาหารในช่วงฤดูฝน
- กระเจียวกลายเป็นพืชที่มีความสำคัญด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของจังหวัดชัยภูมิ เนื่องจากการออกดอกเป็นผืนกว้างในช่วงฤดูฝน จนเกิดเป็นเทศกาลชม ทุ่งดอกกระเจียว
- กระเจียวและปทุมมามักถูกเรียกรวมในกลุ่ม Siam tulip หรือ Summer tulip แต่ในทางพฤกษศาสตร์เป็นพืชคนละชนิดกัน
สถานะการอนุรักษ์
- Curcuma sessilis เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew และมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเมียนมา
- ในประเทศไทยมีการรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมกระเจียวในระดับท้องถิ่น เนื่องจากเป็นทั้ง พืชอาหาร สมุนไพร และไม้ดอกที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร: Plantae
- ไฟลัม: Tracheophyta
- ชั้น: Liliopsida
- อันดับ: Zingiberales
- วงศ์: Zingiberaceae
- สกุล: Curcuma
- ชนิด: Curcuma sessilis Gage
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Curcuma sessilis Gage
- ลักษณะสำคัญ: ไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบ ใบเดี่ยวเรียงสลับ ช่อดอกแน่น และดอกสีเหลืองภายในใบประดับ
- การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์: ควรเปรียบเทียบลักษณะต้น ใบ ช่อดอก ดอก และเหง้ากับตัวอย่างอ้างอิงหรือเอกสารพฤกษศาสตร์ เนื่องจากพืชสกุล Curcuma หลายชนิดมีลักษณะคล้ายกันและอาจเกิดการจำแนกผิดชนิดได้
- การตรวจสอบทางพันธุศาสตร์: สามารถใช้เครื่องหมายโมเลกุลเพื่อช่วยยืนยันชนิดในกรณีที่ลักษณะทางสัณฐานวิทยาไม่เพียงพอ
คำเตือนทางการแพทย์
ข้อมูลสรรพคุณของกระเจียวจำนวนหนึ่งมาจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและการใช้เป็นอาหาร ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ากระเจียวสามารถรักษาโรคได้ตามมาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่ งานวิจัยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหลอดทดลองหรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จึงไม่ควรใช้สารสกัดหรือกระเจียวในขนาดเข้มข้นเพื่อรักษาโรคโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมศิลปากร. (ม.ป.ป.). ดอกกระเจียว (Curcuma spp.). กรมศิลปากร.
- ประทุมเทศ, จ., ทัศน์จันดา, ก., เทวสรรเสริญ, จ., ภูวันนา, ร., และ ดรเถื่อน, จ. (2562). การประเมินคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและปริมาณสารฟีนอลิกทั้งหมดของชาดอกไม้ชนิดผงปรุงสำเร็จพร้อมชงจากกระเจียว อัญชัน และงิ้วป่า. วารสารวิทยาศาสตร์ มข., 47(3), 490–497.
- ศรีจำเริญ, อ. (2560). การสกัดดอกกระเจียวแดงและประเมินกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระเปรียบเทียบก่อนและหลังการย่อยจำลองในหลอดทดลอง. วารสารวิทยาศาสตร์ มข., 45(4), 844–857.
- สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลพรรณพืชและเชื้อพันธุกรรมพืช: กระเจียว.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2563). Thailand Biodiversity Information Facility: Curcuma sessilis Gage.
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (2563). ปทุมมา “ราชินีป่าฝน”.
- Wongwattanasathien, O., Kangsadalampai, K., & Tongyonk, L. (2010). Antimutagenicity of some flowers grown in Thailand. Food and Chemical Toxicology, 48(4), 1045–1051. https://doi.org/10.1016/j.fct.2010.01.018
- Sihanat, A., Theanphong, O., & Rungsihirunrat, K. (2020). Assessment of phylogenetic relationship among twenty Curcuma species in Thailand using amplified fragment length polymorphism marker. Journal of Applied Pharmaceutical Science.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Curcuma sessilis Gage. Plants of the World Online.
- International Plant Names Index. (2026). Curcuma sessilis Gage.
