กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง เป็นสมุนไพรและพืชอาหารที่คนไทยรู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะ กลีบเลี้ยงสีแดง ซึ่งมีรสเปรี้ยว นิยมนำมาใช้ทำเครื่องดื่ม อาหาร และเป็นวัตถุดิบสมุนไพรในตำรับยาไทย กระเจี๊ยบแดงมีสารกลุ่ม แอนโทไซยานิน ฟลาโวนอยด์ สารประกอบฟีนอลิก และกรดอินทรีย์ จึงได้รับความสนใจทั้งในด้าน สรรพคุณทางสมุนไพร และการศึกษาทางเภสัชวิทยาสมัยใหม่

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กระเจี๊ยบแดง
  • ชื่อท้องถิ่น: กระเจี๊ยบเปรี้ยว, ผักเก็งเค็ง, ส้มเก็งเค็ง, ส้มตะเลงเครง, ส้มปู
  • ชื่ออังกฤษ: Roselle, Jamaica sorrel, Indian sorrel, Red sorrel
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ทั่วไป: Hibiscus sabdariffa L.
  • วงศ์: Malvaceae
  • ประเภท: ไม้ล้มลุก อายุประมาณ 1 ปี
  • ส่วนสำคัญที่ใช้เป็นสมุนไพร: กลีบเลี้ยงและฐานรองดอก
  • รสยา: เปรี้ยว
  • ลักษณะเด่น: กลีบเลี้ยงมีสีแดงถึงแดงอมม่วง มีสารแอนโทไซยานินในปริมาณสูง

หมายเหตุ: ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่ของ Royal Botanic Gardens, Kew ปัจจุบันจัดชื่อ Hibiscus sabdariffa L. ไว้เป็นชื่อพ้องของ Sabdariffa gossypiifolia (Mill.) M.M.Hanes & R.L.Barrett แต่ชื่อ Hibiscus sabdariffa L. ยังคงเป็นชื่อที่ใช้แพร่หลายในเอกสารเภสัชกรรม งานวิจัย และฐานข้อมูลสมุนไพร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านมาก มีความสูงโดยทั่วไปประมาณ 1–2 เมตร ลำต้นมีสีเขียวหรือแดงอมม่วงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพแวดล้อม
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบแตกต่างกันตามอายุของต้น ใบช่วงล่างมักมีแฉก ส่วนใบช่วงบนอาจมีแฉกน้อยกว่า ขอบใบหยัก
  • ดอก: ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ กลีบดอกมีสีเหลืองอ่อนหรือเหลือง มีสีแดงหรือม่วงเข้มบริเวณโคนกลีบ ดอกมีเกสรจำนวนมาก
  • กลีบเลี้ยง: เป็นส่วนที่มีความสำคัญทางสมุนไพรมากที่สุด เมื่อเจริญเต็มที่จะมีสีแดงถึงแดงอมม่วง หนาและอวบน้ำ มีรสเปรี้ยว ใช้เป็น วัตถุดิบกระเจี๊ยบแดง
  • ผล: เป็นผลแห้งแบบแคปซูล มีเมล็ดจำนวนมาก เมื่อแก่จะแห้งและแตก
  • เมล็ด: มีขนาดเล็ก สีน้ำตาล สามารถใช้สำหรับขยายพันธุ์

ลักษณะภายนอกของกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดงที่ใช้เป็นยา คือมีสีแดงอมม่วง รสเปรี้ยว และมีลักษณะเป็นรูปถ้วย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลด้านเภสัชพฤกษศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีรายงานแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูล โดยงานทบทวนทางวิชาการมักระบุบริเวณ อินเดียและมาเลเซีย เป็นถิ่นกำเนิดหรือแหล่งดั้งเดิมที่สำคัญ
  • การกระจายพันธุ์: ปัจจุบันปลูกอย่างแพร่หลายในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย แอฟริกา อเมริกา และภูมิภาคอื่น ๆ
  • ประเทศไทย: สามารถปลูกได้ทั่วไป โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอและดินระบายน้ำดี
  • กระเจี๊ยบแดงสามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไม่สูงมาก และมีการเพาะปลูกเชิงเศรษฐกิจในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์: นิยมขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
  • การเตรียมพื้นที่: ควรเลือกพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดเต็มวัน ดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย และระบายน้ำได้ดี
  • การปลูก: หยอดเมล็ดลงหลุมหรือเพาะต้นกล้าก่อนย้ายปลูก โดยเว้นระยะให้ต้นมีพื้นที่แตกกิ่งและรับแสงได้เพียงพอ
  • การดูแล: ให้น้ำอย่างเหมาะสมในระยะแรก กำจัดวัชพืช และหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำขัง
  • การเก็บเกี่ยว: โดยทั่วไปสามารถเก็บเกี่ยวกลีบเลี้ยงเมื่อพัฒนาเต็มที่และมีสีแดงเข้ม ระยะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 5–6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพแวดล้อม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • กลีบเลี้ยงและฐานรองดอก: เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาหลัก
  • รูปแบบวัตถุดิบ: ใช้ทั้งสดหรือทำให้แห้ง แล้วนำไปทำเป็น ยาชง ผงสมุนไพร หรือสารสกัด
  • วัตถุดิบในตำรับ ยากระเจี๊ยบแดง ของระบบยาสมุนไพรไทยใช้ผงแห้งจากฐานรองดอกหรือกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดง

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

  • กลีบเลี้ยง: มีรสเปรี้ยว ใช้ แก้อาการขัดเบา ขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ แก้เสมหะ แก้ไอ และช่วยขับน้ำดี
  • ใช้ในภูมิปัญญาไทยสำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับ ระบบทางเดินปัสสาวะ
  • มีการกล่าวถึงการใช้เพื่อช่วย ขับนิ่วในไตและนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ตามตำรายาและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย

ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • ใช้ กลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดง ต้มน้ำหรือชงเป็นเครื่องดื่มเพื่อช่วยแก้กระหายน้ำ
  • ใช้เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรในชีวิตประจำวัน
  • ในหลายวัฒนธรรมมีการใช้กระเจี๊ยบแดงสำหรับอาการเกี่ยวกับ ความดันโลหิต ระบบทางเดินอาหาร และการขับปัสสาวะ แต่การใช้พื้นบ้านไม่ควรถือเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค

ในตำรับยา

  • ยากระเจี๊ยบแดง ชนิดยาชง: ใช้ผงแห้งของฐานรองดอกหรือกลีบเลี้ยงเป็นตัวยาสำคัญ
  • ข้อบ่งใช้ตามบัญชียาสมุนไพร: ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา

วิธีใช้

  • ยาชงตามบัญชียาสมุนไพร: รับประทานครั้งละ 2–3 กรัม ชงด้วยน้ำร้อนประมาณ 120–200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร
  • เครื่องดื่มสมุนไพร: ใช้กลีบเลี้ยงแห้งชงหรือต้มกับน้ำ สามารถดื่มเป็นเครื่องดื่มได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลในปริมาณมากหากต้องการควบคุมพลังงานและระดับน้ำตาล
  • การใช้เป็นยา: ควรใช้ตามข้อบ่งใช้และขนาดที่กำหนดในตำรับยา ไม่ควรเพิ่มขนาดเองเพื่อหวังผลในการรักษาโรค

ในบัญชียาจากสมุนไพร

กระเจี๊ยบแดง เป็นรายการสมุนไพรที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์และมีการจัดทำ Monograph ยาจากสมุนไพร ในระบบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยมีรายการ “กระเจี๊ยบแดง (Roselle)” อยู่ในฐานข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ของยาสมุนไพร

  • รูปแบบยา: ยาชง
  • ตัวยาสำคัญ: ผงแห้งของฐานรองดอกหรือกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดง
  • ข้อบ่งใช้: ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา
  • ขนาดใช้: ครั้งละ 2–3 กรัม ชงน้ำร้อน 120–200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร

สาระสำคัญ

สารสำคัญที่พบเด่นใน กลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดง ได้แก่

  • แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) โดยเฉพาะ delphinidin-3-sambubioside และ cyanidin-3-sambubioside
  • กรดอินทรีย์ (Organic acids) เช่น citric acid, malic acid และ hibiscus acid
  • สารประกอบฟีนอลิก (Phenolic compounds)
  • ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids)
  • โพลีแซ็กคาไรด์
  • วิตามิน แร่ธาตุ และสารประกอบอื่น ๆ ในปริมาณแตกต่างกันตามพันธุ์และวิธีการสกัด

องค์ประกอบทางเคมี

องค์ประกอบทางเคมีที่มีรายงานในกระเจี๊ยบแดง ได้แก่

  • Anthocyanins: delphinidin-3-sambubioside, cyanidin-3-sambubioside, delphinidin-3-glucoside และ cyanidin-3-glucoside
  • Organic acids: hibiscus acid, citric acid, malic acid, tartaric acid, hydroxycitric acid และ ascorbic acid
  • Phenolic acids: protocatechuic acid, chlorogenic acid, caffeic acid และ gallic acid
  • Flavonoids: quercetin, kaempferol, gossypetin และสารอนุพันธ์ในรูปไกลโคไซด์
  • Phytosterols: beta-sitosterol และ ergosterol
  • สารอาหาร: โปรตีน ใยอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินบางชนิด

องค์ประกอบและปริมาณสารสำคัญสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตาม พันธุ์ อายุเก็บเกี่ยว สภาพแวดล้อม ส่วนของพืช ตัวทำละลาย และวิธีการสกัด

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยในมนุษย์ให้ความสนใจมากที่สุดในด้าน ความดันโลหิตและปัจจัยเสี่ยงทางหัวใจและหลอดเลือด

  • การทบทวนอย่างเป็นระบบและเมตาอะนาลิซิสของการทดลองแบบสุ่ม 13 การศึกษา รวมผู้เข้าร่วม 1,205 คน พบว่าการใช้ Hibiscus sabdariffa สามารถลดความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างได้เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก โดยลดความดันตัวบนเฉลี่ยประมาณ 6.67 mmHg และตัวล่างประมาณ 4.35 mmHg อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับยาลดความดันหรือสมุนไพรอื่น ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
  • เมตาอะนาลิซิสอีกฉบับที่รวมการทดลอง 17 การศึกษา พบผลลดความดันตัวบนเมื่อเทียบกับยาหลอก แต่ผลของแต่ละการศึกษามีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก และยังจำเป็นต้องศึกษาขนาดและระยะเวลาการใช้ที่เหมาะสมเพิ่มเติม
  • การทดลองในผู้ใหญ่ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเล็กน้อยถึงก่อนความดันสูง พบว่าการดื่มชากระเจี๊ยบแดงเป็นเวลา 6 สัปดาห์ช่วยลดความดันตัวบนเมื่อเทียบกับยาหลอก
  • งานวิจัยจำนวนหนึ่งพบศักยภาพด้าน สารต้านอนุมูลอิสระ การควบคุมไขมันในเลือด การควบคุมระดับน้ำตาล การต้านการอักเสบ และฤทธิ์ต้านจุลชีพ แต่หลักฐานในมนุษย์สำหรับผลเหล่านี้ยังมีความไม่สม่ำเสมอและไม่เพียงพอที่จะใช้แทนการรักษามาตรฐาน

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับค่อนข้างดี: มีการทดลองแบบสุ่มและเมตาอะนาลิซิสสนับสนุนว่า กระเจี๊ยบแดงอาจช่วยลดความดันโลหิต โดยเฉพาะในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • ระดับปานกลาง: ผลด้าน ไขมันในเลือดและระดับน้ำตาล มีข้อมูลจากการทดลองในมนุษย์ แต่ผลลัพธ์ยังไม่สอดคล้องกันทุกการศึกษา
  • ระดับก่อนคลินิก: ฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ปกป้องตับ และปกป้องไต มีข้อมูลจากการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองจำนวนมาก แต่ยังต้องการการศึกษาทางคลินิกที่มีคุณภาพสูงเพิ่มเติม
  • ข้อจำกัดสำคัญ: งานวิจัยใช้รูปแบบสารสกัด ปริมาณ และระยะเวลาแตกต่างกัน จึงยังไม่สามารถกำหนดขนาดมาตรฐานเดียวสำหรับทุกวัตถุประสงค์ได้

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ลดความดันโลหิต: มีข้อมูลจากการทดลองในมนุษย์และสัตว์ทดลองสนับสนุน โดยอาจเกี่ยวข้องกับการขยายหลอดเลือดและการขับปัสสาวะ
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: แอนโทไซยานินและสารประกอบฟีนอลิกมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดแสดงผลต่อกระบวนการอักเสบในงานทดลองหลายรูปแบบ
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ: มีรายงานการยับยั้งจุลชีพหลายชนิดในระดับหลอดทดลอง แต่ยังไม่ควรนำผลดังกล่าวมาใช้แทนยาปฏิชีวนะในการรักษาการติดเชื้อ
  • ฤทธิ์ต่อไขมันและเมแทบอลิซึม: มีข้อมูลว่าสารสกัดอาจช่วยปรับปรุงตัวชี้วัดบางชนิดของไขมันและระดับน้ำตาล แต่ผลทางคลินิกยังไม่แน่นอน
  • ฤทธิ์ขับปัสสาวะ: สอดคล้องกับการใช้ตามภูมิปัญญาและตำรับยาไทยสำหรับอาการขัดเบา

ความปลอดภัย

โดยทั่วไป กระเจี๊ยบแดงในรูปอาหารและเครื่องดื่ม สามารถบริโภคได้ และการศึกษาทางคลินิกส่วนใหญ่รายงานว่าสามารถทนต่อการใช้ได้ดี อย่างไรก็ตาม การใช้ในรูป สารสกัดเข้มข้นหรือขนาดสูงเป็นเวลานาน ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยระยะยาวจำกัด อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบ ได้แก่

  • ปวดมวนท้อง
  • ถ่ายเหลวหรือท้องเสีย เนื่องจากอาจมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
  • ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ Malvaceae อาจเกิดอาการแพ้ได้ แม้จะพบไม่บ่อย

ข้อห้ามใช้

  • ผู้ที่มีการทำงานของไตบกพร่อง: ไม่ควรใช้ยากระเจี๊ยบแดงตามตำรับโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ที่มี ความดันโลหิตต่ำ ควรระมัดระวัง เนื่องจากกระเจี๊ยบแดงอาจมีผลลดความดันโลหิต
  • ผู้ที่มีอาการแพ้กระเจี๊ยบแดงหรือพืชในวงศ์ Malvaceae ควรหลีกเลี่ยง
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร: ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในขนาดยา หรือการใช้สารสกัดเข้มข้นโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในหญิงให้นมบุตรยังไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับการผ่านเข้าสู่น้ำนมและความปลอดภัยต่อทารก

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

เนื่องจาก กระเจี๊ยบแดงอาจมีฤทธิ์ลดความดันโลหิตและเพิ่มการขับปัสสาวะ จึงควรระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับ

  • ยาลดความดันโลหิต อาจเสริมฤทธิ์กันและทำให้ความดันโลหิตลดลงมากเกินไป
  • ยาขับปัสสาวะ อาจเสริมผลต่อการขับปัสสาวะและสมดุลของสารน้ำ
  • ผู้ที่ใช้ ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควรติดตามระดับน้ำตาลอย่างเหมาะสม เนื่องจากมีข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับผลต่อระดับน้ำตาล แต่หลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่รับประทานยาหลายชนิดเป็นประจำ โดยเฉพาะยาสำหรับ โรคความดันโลหิต โรคไต โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดกระเจี๊ยบแดงในขนาดยา

การใช้ในอาหาร

  • ใช้ทำ น้ำกระเจี๊ยบ
  • ใช้ทำชาสมุนไพรทั้งแบบร้อนและเย็น
  • ใช้ทำ แยม เยลลี่ ซอส และน้ำเชื่อม
  • ใช้แต่งสีและรสชาติอาหาร
  • ใช้เป็นส่วนประกอบของขนมและผลิตภัณฑ์อาหาร
  • กลีบเลี้ยงแห้งสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในเครื่องดื่มสมุนไพร
  • สีแดงจากแอนโทไซยานินสามารถนำมาใช้เป็น สีธรรมชาติในอาหาร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ชากระเจี๊ยบแดง
  • เครื่องดื่มสมุนไพร
  • ผงกระเจี๊ยบแดง
  • แคปซูลหรือผลิตภัณฑ์สารสกัด
  • ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ใช้สีธรรมชาติ
  • เยลลี่ แยม ซอส และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป
  • ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบางประเภทที่ใช้สารสกัดจากกระเจี๊ยบแดง
  • งานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติยังสนใจการนำสารสกัดกระเจี๊ยบแดงไปประยุกต์เป็น สารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านจุลชีพ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เก็บเกี่ยวเมื่อ กลีบเลี้ยงเจริญเต็มที่และมีสีแดงเข้ม
  • แยกกลีบเลี้ยงและฐานรองดอกจากส่วนอื่นของดอก
  • นำไปทำให้แห้งโดยการตากแดดอย่างสะอาดหรืออบแห้ง
  • กระเจี๊ยบแดงแห้งควรมีความชื้นต่ำและไม่มีเชื้อรา
  • การผลิตวัตถุดิบเพื่อทำชาสมุนไพรสามารถอบที่ประมาณ 50–60 องศาเซลเซียส ตามกระบวนการแปรรูปที่เหมาะสม
  • เก็บในภาชนะ สะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และการปนเปื้อน
  • ควรติดฉลากระบุชื่อวัตถุดิบและวันที่เก็บหรือวันที่ผลิตเพื่อควบคุมคุณภาพ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระเจี๊ยบแดง เป็นพืชที่มีทั้งบทบาทด้านอาหารและสมุนไพรในชุมชน ใช้กลีบเลี้ยงที่มีรสเปรี้ยวทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อดับกระหาย และใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารหลายชนิด ในภูมิปัญญาการแพทย์ไทยมีการนำกลีบเลี้ยงมาใช้เกี่ยวกับ การขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้เสมหะ แก้ไอ และแก้กระหายน้ำ

ประวัติและวัฒนธรรม

กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชที่มีการใช้ประโยชน์มายาวนานในหลายภูมิภาคของโลก ทั้งในรูป อาหาร เครื่องดื่ม สีธรรมชาติ และสมุนไพร มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามวัฒนธรรม เช่น Roselle, Jamaica sorrel, Bissap และ Karkadeh การบริโภคเครื่องดื่มจากกลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดงพบได้ในหลายประเทศของแอฟริกา เอเชีย ตะวันออกกลาง และแคริบเบียน

สถานะการอนุรักษ์

กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชที่มีการเพาะปลูกและกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อน จึงไม่ใช่สมุนไพรที่มีข้อกังวลด้านการอนุรักษ์ในระดับการใช้ทั่วไป โดยมีการปลูกเชิงเกษตรเพื่อผลิตวัตถุดิบอาหารและสมุนไพรในหลายประเทศ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • Kingdom: Plantae
  • Phylum: Streptophyta
  • Class: Equisetopsida
  • Subclass: Magnoliidae
  • Order: Malvales
  • Family: Malvaceae
  • Genus: Sabdariffa
  • Species: Sabdariffa gossypiifolia (Mill.) M.M.Hanes & R.L.Barrett
  • ชื่อที่ใช้ในวงการสมุนไพรและงานวิจัยทั่วไป: Hibiscus sabdariffa L.
  • ชื่อ Hibiscus sabdariffa L.: ปัจจุบัน Kew POWO ระบุเป็นชื่อพ้องของ Sabdariffa gossypiifolia (Mill.) M.M.Hanes & R.L.Barrett

หมายเหตุ: เนื่องจากมีการปรับปรุงอนุกรมวิธานของกลุ่มพืชนี้ เว็บไซต์สมุนไพรควรใช้ “Hibiscus sabdariffa L.” ควบคู่กับชื่ออนุกรมวิธานปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ค้นหาสามารถเชื่อมโยงกับเอกสารวิชาการและฐานข้อมูลสมุนไพรเดิมได้ง่าย

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ กระเจี๊ยบแดง ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และคุณภาพของวัตถุดิบ

  • ลักษณะมหภาค: กลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นรูปถ้วย สีแดงถึงแดงอมม่วง มีรสเปรี้ยว
  • ลักษณะทางกายภาพ: วัตถุดิบแห้งควรมีสีแดงตามธรรมชาติ ไม่ชื้น ไม่ขึ้นรา และไม่มีกลิ่นผิดปกติ
  • การตรวจสอบทางกล้องจุลทรรศน์: ใช้ตรวจลักษณะเนื้อเยื่อและโครงสร้างทางพฤกษศาสตร์เพื่อยืนยันชนิดของวัตถุดิบ
  • การตรวจสารสำคัญ: สามารถใช้วิธีทางโครมาโทกราฟี เช่น HPLC เพื่อตรวจสอบกลุ่ม แอนโทไซยานินและสารฟีนอลิก
  • การควบคุมคุณภาพ: ควรตรวจความชื้น สิ่งแปลกปลอม เชื้อจุลินทรีย์ และสารปนเปื้อนตามมาตรฐานของวัตถุดิบสมุนไพร

คำเตือนทางการแพทย์

กระเจี๊ยบแดงไม่ควรใช้แทนยารักษาโรคที่แพทย์สั่ง แม้มีงานวิจัยสนับสนุนว่าการบริโภคกระเจี๊ยบแดงอาจช่วยลดความดันโลหิตได้ แต่ผลดังกล่าวไม่เทียบเท่าหลักฐานสำหรับการใช้เป็นยารักษาโรคในผู้ป่วยทุกราย ผู้ที่มี โรคไต ความดันโลหิตต่ำ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือรับประทานยาลดความดัน ยาขับปัสสาวะ หรือยาควบคุมระดับน้ำตาล ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบยาและสารสกัดเข้มข้น

หมายเหตุ: ข้อมูลสรรพคุณตามภูมิปัญญาไทยและผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์มีระดับหลักฐานแตกต่างกัน ควรแยก “การใช้ตามตำรายาไทย” ออกจาก “ประสิทธิผลที่พิสูจน์แล้วทางคลินิก” และไม่ควรใช้ข้อมูลจากการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองมาอ้างว่าใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). กระเจี๊ยบแดง. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร. (2568). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร: หลักฐานเชิงประจักษ์และ Monograph ยาจากสมุนไพร. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์. (ม.ป.ป.). กระเจี๊ยบแดง.
  4. Abdelmonem, M., Ebada, M. A., Diab, S., Ahmed, M. M., Zaazouee, M. S., Essa, T. M., ElBaz, Z. S., Ghaith, H. S., Abdella, W. S., Ebada, M., & Negida, A. (2022). Efficacy of Hibiscus sabdariffa on reducing blood pressure in patients with mild-to-moderate hypertension: A systematic review and meta-analysis of published randomized controlled trials. Journal of Cardiovascular Pharmacology, 79(1), e64–e74.
  5. Ellis, L. R., Zulfiqar, S., Holmes, M., Marshall, L., Dye, L., & Boesch, C. (2022). A systematic review and meta-analysis of the effects of Hibiscus sabdariffa on blood pressure and cardiometabolic markers. Nutrition Reviews, 80(6), 1723–1737.
  6. Serban, C., Sahebkar, A., Ursoniu, S., Andrica, F., & Banach, M. (2015). Effect of sour tea (Hibiscus sabdariffa L.) on arterial hypertension: A systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Journal of Hypertension, 33(6), 1119–1127.
  7. Boushehri, S. N., et al. (2020). The efficacy of sour tea (Hibiscus sabdariffa L.) on selected cardiovascular disease risk factors: A systematic review and meta-analysis of randomized clinical trials. Phytotherapy Research.
  8. Riaz, G., & Chopra, R. (2018). A review on phytochemistry and therapeutic uses of Hibiscus sabdariffa L. Biomedicine & Pharmacotherapy, 102, 575–586.
  9. Da-Costa-Rocha, I., Bonnlaender, B., Sievers, H., Pischel, I., & Heinrich, M. (2014). Hibiscus sabdariffa L.—A phytochemical and pharmacological review. Food Chemistry, 165, 424–443.
  10. Almajid, A., et al. (2023). Exploring the health benefits and therapeutic potential of Roselle (Hibiscus sabdariffa) in human studies: A comprehensive review. Cureus, 15.
  11. Alharbi, A. E., AlHussaini, A. M., & Alshami, I. (2024). A comprehensive review of the antimicrobial effects of Hibiscus species. Cureus, 16(11), e73062.
  12. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Hibiscus sabdariffa L. Plants of the World Online.
  13. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Sabdariffa gossypiifolia (Mill.) M.M.Hanes & R.L.Barrett. Plants of the World Online.
Scroll to top