กระเช้าถุงทอง

กระเช้าถุงทอง

กระเช้าถุงทอง เป็นไม้เถาสมุนไพรในวงศ์ Aristolochiaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aristolochia pothieri Pierre ex Lecomte พบตามป่าธรรมชาติในประเทศไทยและกัมพูชา ลักษณะเด่นคือผลแห้งรูปไข่ที่เมื่อแก่จะแตกและมีรูปร่างคล้าย “กระเช้า” จึงเป็นที่มาของชื่อเรียก กระเช้าถุงทองมีประวัติการใช้ใน ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน แต่ปัจจุบันควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อข้อมูลด้านความปลอดภัย เนื่องจากพืชสกุล Aristolochia เกี่ยวข้องกับสารกลุ่ม aristolochic acids ซึ่งมีฤทธิ์เป็นพิษต่อไตและก่อมะเร็ง จึงไม่ควรนำข้อมูลการใช้พื้นบ้านไปตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันความปลอดภัยในการรับประทานหรือใช้รักษาโรค

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กระเช้าถุงทอง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aristolochia pothieri Pierre ex Lecomte
  • ชื่อพ้อง : Aristolochia siamensis Craib; Aristolochia pothieri Pierre
  • ชื่อสามัญ : Krachao thung thong
  • วงศ์ : Aristolochiaceae
  • ประเภทพืช : ไม้เถาล้มลุกหรือไม้เถา
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญา : หัวใต้ดินและใบ
  • ถิ่นกำเนิดตามฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ : ไทยและกัมพูชา โดยมีการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้เถาล้มลุก ทอดเลื้อยไปตามพื้นหรือเกี่ยวพันต้นไม้อื่น ลำต้นมีขนละเอียดประปราย
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กว้าง หรืออาจมีแฉกตื้น ๆ 3 แฉก ใบยาวประมาณ 11–12 เซนติเมตร โคนใบเป็นรูปหัวใจตื้น ปลายใบแหลมหรือมน แผ่นใบมีขนและมีต่อม เส้นโคนใบ 1 คู่ ก้านใบยาวประมาณ 3.5–5.2 เซนติเมตรและมีขนละเอียด
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ช่อดอกอาจแยกแขนงและมีดอกค่อนข้างหนาแน่น ดอกมีสีครีมอมเขียวหรือเขียวอมน้ำตาล ภายในหลอดกลีบมีสีน้ำตาลแดงถึงสีเข้ม หลอดกลีบดอกแคบและส่วนปลายแผ่ออก
  • เกสร : เกสรเพศผู้มี 6 อัน เชื่อมติดกับก้านเกสรเพศเมียเป็นเส้าเกสร
  • ผล : ผลแห้งแตก รูปไข่กว้าง มี 6 สัน ยาวประมาณ 4–4.5 เซนติเมตร เมื่อแก่และแห้งจะแตกในลักษณะที่มีรูปร่างคล้ายกระเช้า
  • เมล็ด : รูปสามเหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมคล้ายรูปหัวใจ มีปีกบาง สีน้ำตาล และมีตุ่มบริเวณด้านหนึ่ง

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กระเช้าถุงทอง มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและกัมพูชา พบในภูมิภาคอินโดจีน โดยในประเทศไทยมีรายงานพบแทบทุกภาค ยกเว้นบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ สามารถพบในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และบริเวณเขาหินปูน ที่ระดับความสูงประมาณ 100–400 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การปลูก : เป็นไม้เถาที่สามารถปลูกในดินร่วนและควรมีโครงสร้างหรือพืชสำหรับให้เถาเกาะเลื้อย การดูแลควรควบคุมความชื้นให้เหมาะสมและหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำขัง
  • การขยายพันธุ์ : มีข้อมูลการขยายพันธุ์ด้วย เมล็ดและการปักชำกิ่ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านเทคนิคการเพาะปลูกเชิงพาณิชย์ของชนิดนี้ยังมีจำกัด
  • ข้อควรระวังในการขยายพันธุ์เพื่อใช้เป็นสมุนไพร : ไม่ควรนำต้นที่ปลูกหรือเก็บจากธรรมชาติมาใช้รับประทานโดยไม่ได้ผ่านการตรวจสอบชนิดและประเมินความปลอดภัย โดยเฉพาะพืชในสกุล Aristolochia

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • หัวใต้ดิน : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใบ : ใช้ในตำรับหรือการใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาไทย : มีการระบุการใช้ หัวใต้ดิน เพื่อช่วยให้ระดูมาตามปกติและบำรุงร่างกาย
  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ใบตำใช้เป็นยาพอกภายนอก เช่น พอกศีรษะเพื่อลดไข้ พอกบริเวณที่มีอาการทางผิวหนังบางชนิด และนำใบเผาไฟให้ร้อนแล้วใช้ประคบบริเวณท้องหรือแขนขาที่มีอาการบวม
  • ในตำรับยาไทย : พืชสกุล Aristolochia บางชนิด รวมถึง A. pothieri มีประวัติใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องยา ไคร้เครือ (Krai-Krue) ในการแพทย์แผนไทย โดยมีรายงานการใช้ในตำรับเพื่อบรรเทาอาการ เช่น วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด และอาการไอ อย่างไรก็ตาม การใช้ดังกล่าวเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์และภูมิปัญญา ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลหรือความปลอดภัยของ A. pothieri ในปัจจุบัน

หมายเหตุ: ข้อมูลสรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและตำรายา ไม่ควรใช้เป็นคำแนะนำให้รับประทานกระเช้าถุงทอง เนื่องจากพืชสกุล Aristolochia มีความเสี่ยงด้านพิษต่อไตและการก่อมะเร็ง

สาระสำคัญ

ประเด็นสำคัญของ กระเช้าถุงทอง ไม่ได้อยู่เฉพาะในด้านสรรพคุณตามตำรายาไทย แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงจากสารธรรมชาติในพืชสกุล Aristolochia โดยเฉพาะกลุ่ม aristolochic acids ซึ่งเป็นสารที่ได้รับการศึกษาว่าเกี่ยวข้องกับพิษต่อไตและการเกิดมะเร็ง การศึกษาด้านการตรวจสอบสมุนไพรยังพบว่า A. pothieri เป็นหนึ่งในชนิดที่ถูกใช้เป็นแหล่งของเครื่องยา “ไคร้เครือ” ในไทย จึงจำเป็นต้องแยกชนิดพืชให้ถูกต้องก่อนการประเมินคุณภาพและความปลอดภัย

องค์ประกอบทางเคมี

  • พืชสกุล Aristolochia มีสารกลุ่ม aristolochic acids (AAs) หลายชนิด โดยสารสำคัญที่ได้รับความสนใจมาก ได้แก่ aristolochic acid I (AAI) และ aristolochic acid II (AAII)
  • การศึกษาทางเคมีของสมุนไพรในสกุล Aristolochia พบว่าองค์ประกอบและปริมาณสารกลุ่มนี้แตกต่างกันตาม ชนิดพืช ส่วนของพืช และแหล่งตัวอย่าง
  • สำหรับ A. pothieri มีข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ในงานศึกษาระดับสกุลและการตรวจสอบวัตถุดิบสมุนไพร แต่ข้อมูลด้านองค์ประกอบทางเคมีจำเพาะของแต่ละส่วนของพืชยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับ Aristolochia ชนิดที่มีการศึกษามากกว่า

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Aristolochia pothieri ส่วนหนึ่งมุ่งเน้นการจำแนกชนิดและความปลอดภัยของสมุนไพร มากกว่าการทดลองทางคลินิกโดยตรง

  • การศึกษา DNA barcoding ของพืชสกุล Aristolochia ในประเทศไทยพบว่า A. pothieri สามารถจำแนกจาก A. pierrei และ A. tagala ได้ด้วยตำแหน่งทางพันธุกรรมหลายตำแหน่ง และมีการพัฒนาวิธี multiplex PCR ที่ใช้บริเวณ ITS2 เพื่อช่วยตรวจสอบชนิดของเครื่องยาไคร้เครือ
  • การศึกษาดังกล่าวมีความสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากวัตถุดิบไคร้เครืออาจมีแหล่งพฤกษศาสตร์หลายชนิดและเกิดความสับสนในการใช้
  • งานทบทวนด้านสาร aristolochic acids แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างสารกลุ่มนี้กับ พิษต่อไตและการก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการประเมินความปลอดภัยของพืชสกุลนี้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ระดับหลักฐานสำหรับสรรพคุณรักษาโรคของกระเช้าถุงทองโดยตรงยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานการทดลองทางคลินิกคุณภาพสูงที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลของ A. pothieri ในการรักษาโรคเฉพาะด้าน หลักฐานที่มีอยู่เด่นในด้าน อนุกรมวิธาน การตรวจสอบเอกลักษณ์ทาง DNA องค์ประกอบทางเคมี และข้อมูลความเป็นพิษของพืชสกุล Aristolochia มากกว่าหลักฐานเชิงคลินิก

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ข้อมูลเภสัชวิทยาโดยตรงของ Aristolochia pothieri ยังมีจำกัด ขณะที่งานวิจัยในระดับสกุล Aristolochia พบการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน แต่ไม่ควรนำผลจาก Aristolochia ชนิดอื่นมาอ้างว่าเป็นฤทธิ์ของกระเช้าถุงทองโดยตรง ประเด็นที่มีหลักฐานชัดเจนกว่า คือการศึกษาด้าน aristolochic acids ซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์กับ พิษต่อไต ความเสียหายของสารพันธุกรรม และการก่อมะเร็ง จึงทำให้การประเมินความปลอดภัยมีความสำคัญมากกว่าการกล่าวอ้างสรรพคุณทางเภสัชวิทยาจากข้อมูลระดับสกุล

ความปลอดภัย

กระเช้าถุงทองควรจัดเป็นสมุนไพรที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูง เนื่องจากอยู่ในสกุล Aristolochia ซึ่งมีสารกลุ่ม aristolochic acids ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสารก่อมะเร็งและเป็นพิษต่อไต สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทยระบุ Aristolochia pothieri Pierre ex Lecomte อยู่ในรายชื่อพืชที่ห้ามใช้ในอาหาร โดยครอบคลุม ทั้งต้นและสารสกัด นอกจากนี้ งานวิจัยด้านการควบคุมคุณภาพสมุนไพรชี้ว่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีพืชสกุล Aristolochia อาจมีความเสี่ยงจากการได้รับสาร aristolochic acids โดยเฉพาะเมื่อรับประทานหรือใช้ต่อเนื่อง

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามนำกระเช้าถุงทองมารับประทานเป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม
  • ไม่ควรใช้เป็นยารับประทานด้วยตนเอง
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่สามารถยืนยันชนิดพืช แหล่งที่มา และการควบคุมสารปนเปื้อนได้
  • ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ และมีความเสี่ยงจากสารในกลุ่ม aristolochic acids
  • ผู้ที่มีโรคไตหรือมีความเสี่ยงต่อโรคไตควรหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะ
  • ห้ามใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง โดยอาศัยข้อมูลสรรพคุณจากตำรายาหรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่าง Aristolochia pothieri กับยารายชนิดอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความเสี่ยงหลักอยู่ที่ พิษต่อไต จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากใช้ร่วมกับยาหรือสารที่อาจทำให้ไตทำงานผิดปกติ และควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่อาจมี Aristolochia เป็นส่วนประกอบ

การใช้ในอาหาร

ไม่ควรใช้กระเช้าถุงทองเป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือวัตถุดิบอาหาร เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทยระบุ Aristolochia pothieri ไว้ในบัญชีพืชที่ห้ามใช้ในอาหาร ทั้งต้นและสารสกัด

การใช้ในผลิตภัณฑ์

ในทางประวัติศาสตร์ พืชสกุล Aristolochia รวมถึง A. pothieri มีการใช้เป็นวัตถุดิบของเครื่องยา ไคร้เครือ และพบการใช้ในตำรับยาแผนไทยบางประเภท แต่ปัจจุบันการนำพืชชนิดนี้ไปใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพรต้องคำนึงถึงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงของ aristolochic acids เป็นสำคัญ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

ตามภูมิปัญญามีการใช้ หัวใต้ดินและใบ แต่ไม่ควรส่งเสริมการเก็บเกี่ยวเพื่อนำมารับประทาน เนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัยของพืชสกุล Aristolochia หากเก็บตัวอย่างเพื่อการศึกษา พฤกษศาสตร์ การอนุรักษ์ หรือการตรวจสอบเอกลักษณ์ ควรจัดเก็บตัวอย่างให้แห้งสนิทในภาชนะที่เหมาะสม ป้องกันความชื้น แสง และแมลง พร้อมระบุชื่อวิทยาศาสตร์ แหล่งเก็บ และวันที่เก็บอย่างชัดเจน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระเช้าถุงทอง มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านโดยเฉพาะการใช้ หัวใต้ดิน และ ใบ โดยมีการระบุว่าหัวใช้เกี่ยวกับการทำให้ระดูมาตามปกติและบำรุงร่างกาย ส่วนใบใช้เป็นยาพอกภายนอกสำหรับอาการบางอย่าง เช่น ไข้ อาการทางผิวหนัง และอาการบวม

ประวัติและวัฒนธรรม

ชื่อ “กระเช้าถุงทอง” สอดคล้องกับลักษณะของผลที่เมื่อแก่และแห้งจะแตกออกโดยยังคงรูปร่างคล้ายภาชนะหรือตะกร้าเล็ก ๆ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพืชชนิดนี้ ในด้านการแพทย์แผนไทย A. pothieri เป็นหนึ่งในพืชที่มีประวัติถูกใช้เป็น ไคร้เครือ ร่วมกับ Aristolochia บางชนิด โดยมีการใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทย อย่างไรก็ตาม การใช้ในอดีตไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยตามมาตรฐานการแพทย์ปัจจุบันได้

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Piperales
  • วงศ์ (Family) : Aristolochiaceae
  • สกุล (Genus) : Aristolochia L.
  • ชนิด (Species) : Aristolochia pothieri Pierre ex Lecomte
  • ชื่อพ้อง (Synonym) : Aristolochia siamensis Craib

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ กระเช้าถุงทอง ควรเริ่มจากลักษณะทางสัณฐานวิทยา เช่น รูปใบ ลักษณะช่อดอก รูปร่างดอก ผล และเมล็ด แต่เนื่องจากพืชสกุล Aristolochia มีหลายชนิดและมีการนำมาใช้เป็นเครื่องยาไคร้เครือ จึงมีโอกาสเกิดการสับสนของวัตถุดิบ งานวิจัยได้พัฒนา DNA barcoding โดยใช้บริเวณ rbcL, matK, ITS2 และ trnH-psbA รวมถึงวิธี species-specific multiplex PCR ที่ใช้บริเวณ ITS2 เพื่อช่วยแยก A. pothieri จาก A. pierrei และ A. tagala ซึ่งมีประโยชน์ต่อการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร

คำเตือนทางการแพทย์

กระเช้าถุงทอง (Aristolochia pothieri) ไม่ควรถูกนำมารับประทานหรือใช้เป็นยาด้วยตนเอง แม้จะมีข้อมูลสรรพคุณจากภูมิปัญญาไทย เนื่องจากพืชสกุล Aristolochia เกี่ยวข้องกับสาร aristolochic acids ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อไตและมะเร็ง และประเทศไทยมีข้อกำหนดห้ามใช้ A. pothieri ทั้งต้นและสารสกัดในอาหาร ผู้บริโภคควรตรวจสอบส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์สมุนไพรและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับพืชสกุลนี้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). สารานุกรมพืชในประเทศไทย: กระเช้าถุงทอง (Aristolochia pothieri Pierre ex Lecomte).
  2. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ. (2563). กระเช้าถุงทอง.
  3. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (ม.ป.ป.). บัญชีรายชื่อพืช สัตว์ หรือส่วนของพืชหรือสัตว์ที่ห้ามใช้ในอาหาร.
  4. Dechbumroong, P., Amnuoypol, S., & Sukrong, S. (2014). DNA barcodes and chemical profiles of Aristolochia plants for examination of krai-krua herbs. Chulalongkorn University.
  5. Dechbumroong, P., et al. (2018). DNA barcoding of Aristolochia plants and development of species-specific multiplex PCR to aid HPTLC in ascertainment of Aristolochia herbal materials. PLOS ONE, 13(8), e0202625.
  6. Michl, J., et al. (2019). Systematic overview of aristolochic acids: Nephrotoxicity, carcinogenicity, and underlying mechanisms. Frontiers in Pharmacology, 10, 648.
  7. Thongkhao, K., Tungphatthong, C., & Sukrong, S. (2022). A PCR-lateral flow immunochromatographic assay (PCR-LFA) for detecting Aristolochia species, the plants responsible for aristolochic acid nephropathy. Scientific Reports, 12, 12188.
  8. Kew Science. (2026). Aristolochia pothieri Pierre ex Lecomte. Plants of the World Online.
  9. World Flora Online. (2026). Aristolochia pothieri Pierre ex Lecomte.ญาแพทย์แผนไทย, ไคร้เครือ, Aristolochia, aristolochic acid, พิษต่อไต, สมุนไพรที่ควรระวัง
Scroll to top