กระเชา
กระเชา เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ผลัดใบที่พบในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch. จัดอยู่ในวงศ์ Ulmaceae มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น กระเจา กระเจ้า กระเจาะ ขะเจา กระเช้า กาซาว ฮังคาว พูคาว และมหาเหนียว ในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการใช้ ใบและเปลือกต้นกระเชา โดยเฉพาะด้านการดูแลอาการปวดข้อและโรคผิวหนัง ขณะที่งานวิจัยสมัยใหม่พบสารพฤกษเคมีหลายกลุ่มและรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลการวิจัยมาใช้แทนการรักษาทางการแพทย์โดยตรง
- ชื่อสมุนไพร : กระเชา
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch.
- ชื่อสามัญ : Indian elm, Jungle cork tree
- ชื่อวงศ์ : Ulmaceae
- ชื่อท้องถิ่น : กระเจา, กระเจ้า, กระเจาะ, ขะเจา, กระเช้า, กระเซาะ, กาซาว, ขะจาวแจง, ฮังคาว, พูคาว, มหาเหนียว, ฮ้างคาว, ตะสี่แค
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ลักษณะทั่วไป : กระเชาเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนที่มีฤดูแล้งชัดเจน
- ความสูง : โดยทั่วไปประมาณ 15–30 เมตร ลำต้นมักแตกกิ่งต่ำและอาจแตกเป็นง่ามใกล้โคนต้น
- ชื่อภาษาอังกฤษ : Indian elm เป็นชื่อที่ใช้กันทั่วไปในเอกสารพฤกษศาสตร์
- การใช้ประโยชน์ : นอกจากการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน แล้ว เนื้อไม้ยังนำไปใช้ทำเครื่องเรือน งานแกะสลัก และผลิตภัณฑ์จากไม้บางชนิด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ไม้ต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูงประมาณ 15–30 เมตร ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาลอมเทาและมีช่องอากาศสีขาวหรือสีอ่อนกระจายอยู่ทั่วไป
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี รูปไข่กลับ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ขนาดประมาณ 4–9 × 7–14 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว มน หรือเว้าเล็กน้อยบริเวณก้านใบ ขอบใบเรียบหรือมีจักห่าง ๆ ด้านล่างของใบมีขนนุ่ม ก้านใบยาวประมาณ 0.5–1.3 เซนติเมตร
- ดอก : ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบหรือบริเวณง่ามใบ ดอกมีขนาดเล็ก แยกเป็นดอกเพศผู้และดอกเพศเมีย และบางช่ออาจพบดอกสมบูรณ์เพศปะปน
- ผล : ผลแห้งรูปรีและแบน มี ปีกบางล้อมรอบ ช่วยในการกระจายพันธุ์โดยลม บริเวณปีกมีเส้นลายแผ่ออกเป็นรัศมี
- ลักษณะเด่นสำหรับจำแนก : ผลแห้งมีปีกโดยรอบ ใบมีโคนเบี้ยว และเปลือกต้นมีช่องอากาศเป็นลักษณะที่ช่วยแยกกระเชาออกจากไม้ชนิดอื่นได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมบริเวณ อนุทวีปอินเดียไปจนถึงอินโดจีนและบางพื้นที่ของบอร์เนียว
- การกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ : พบในอินเดีย เนปาล ศรีลังกา บังกลาเทศ เมียนมา ลาว เวียดนาม ไทย และพื้นที่อื่นในเอเชียเขตร้อน
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะบริเวณป่าเบญจพรรณ ป่าโปร่ง พื้นที่ราบ และเชิงเขา
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีหลัก เนื่องจากกระเชาให้ผลแห้งมีเมล็ดที่สามารถกระจายโดยลม
- การเก็บเมล็ด : ควรเก็บผลที่แก่สมบูรณ์และนำไปเพาะโดยเร็ว เนื่องจากความมีชีวิตของเมล็ดอาจลดลงเมื่อเก็บรักษาเป็นเวลานาน
- การเพาะกล้า : เพาะเมล็ดในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำดี รักษาความชื้นอย่างเหมาะสม และย้ายกล้าเมื่อแข็งแรง
- การขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เมล็ด : มีรายงานว่าสามารถใช้การปักชำร่วมกับสารช่วยออกรากได้ แต่ข้อมูลด้านมาตรฐานการขยายพันธุ์เชิงการค้ายังมีจำกัด
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ : ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับโรคผิวหนังและอาการปวดข้อ
- เปลือกต้น : เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงมากในการใช้เป็น สมุนไพรรักษาโรคผิวหนังและอาการปวดข้อ
- เปลือกต้นสด : มีการศึกษาวิจัยต่อยอดจากภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับการดูแลโรคผิวหนังและโรคเรื้อนในสุนัข
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย
- ใบและเปลือกต้น : ใช้ปรุงเป็นยาสำหรับ แก้ปวดข้อ
- ใบและเปลือกต้น : ใช้เกี่ยวกับการดูแล โรคผิวหนัง กลาก และเกลื้อน
- เปลือกต้น : มีการใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับปัญหาผิวหนังและกำจัดปรสิตภายนอกบางชนิด
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- โรคเรื้อนและโรคผิวหนัง : มีการใช้ใบและเปลือกต้นในภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยและอินเดีย
- อาการปวดข้อและข้ออักเสบ : มีการใช้ส่วนเปลือกและใบเพื่อบรรเทาอาการ
- แผลเรื้อรัง : มีรายงานการใช้ในระบบการแพทย์พื้นบ้านของอินเดีย
- โรคกลาก เกลื้อน และหิด : มีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นในตำรับพื้นบ้าน
ในตำรับยาและภูมิปัญญาพื้นบ้านต่างประเทศ
- ในตำรายาพื้นบ้านของอินเดีย มีการใช้กระเชาในหลายภาวะ เช่น การอักเสบ โรคผิวหนัง โรคเรื้อน หิด กลากเกลื้อน ข้ออักเสบ มาลาเรีย และแผลเรื้อรัง
- การใช้ดังกล่าวเป็นข้อมูลจาก ชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์และการแพทย์พื้นบ้าน ไม่ได้หมายความว่ามีหลักฐานทางคลินิกยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์ทุกข้อ
หมายเหตุ : สรรพคุณที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและงานวิจัยเบื้องต้น ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์
วิธีใช้
- ใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ใบหรือเปลือกต้นนำมาเตรียมเป็นยาสำหรับใช้กับผิวหนังตามวิธีพื้นบ้าน
- เปลือกต้น : มีการนำไปเตรียมสารสกัดเพื่อศึกษาฤทธิ์ต่อการอักเสบและการสมานแผล
- การใช้รับประทาน : แม้งานวิจัยบางส่วนศึกษาสารสกัดรับประทานและเมล็ด แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนด ขนาดรับประทานมาตรฐานสำหรับมนุษย์ จึงไม่ควรนำสารสกัดจากกระเชามารับประทานเอง
สาระสำคัญ
- กระเชามีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม ได้แก่ ไตรเทอร์พีนอยด์ สเตอรอล ซาโปนิน แทนนิน ฟีนอล ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ ไกลโคไซด์ และควิโนน
- สารที่มีการแยกและระบุโครงสร้าง ได้แก่ Holoptelin-A, Holoptelin-B, friedelin, epifriedelin, β-amyrin, stigmasterol, β-sitosterol, betulin, betulinic acid, hexacosanol และ octacosanol
- ความแตกต่างของส่วนพืช ตัวทำละลาย และวิธีสกัดอาจทำให้ปริมาณสารสำคัญและฤทธิ์ทางชีวภาพแตกต่างกัน
องค์ประกอบทางเคมี
- กลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์ : friedelin, epifriedelin, β-amyrin
- กลุ่มสเตอรอล : β-sitosterol, stigmasterol
- กลุ่มควิโนน : 1,4-naphthalenedione และอนุพันธ์บางชนิด
- สารประกอบอื่น ๆ : betulin, betulinic acid, holoptelin-A, holoptelin-B, hexacosanol และ octacosanol
- กลุ่มสารพฤกษเคมีที่ตรวจพบ : terpenoids, sterols, saponins, tannins, alkaloids, phenols, flavonoids และ glycosides
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Holoptelea integrifolia มีทั้งการศึกษาทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และการทดลองในสัตว์ โดยรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน เช่น ต้านแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ลดปวด สมานแผล ปกป้องตับ ต้านเบาหวาน ต้านพยาธิ และลดไขมันในเลือด อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังไม่ใช่การทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่ในมนุษย์ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสถาบันร่วมศึกษาสารสกัดเปลือกต้นกระเชา พบแนวโน้มด้าน การสมานแผลและลดการอักเสบ และมีการศึกษาสารออกฤทธิ์ในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองเพื่ออธิบายกลไกเพิ่มเติม
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับข้อมูลชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ : มีข้อมูลการใช้เป็นสมุนไพรในประเทศไทย อินเดีย และภูมิภาคเอเชีย
- ระดับหลอดทดลอง (in vitro) : มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ และการสมานแผล
- ระดับสัตว์ทดลอง (in vivo) : มีรายงานฤทธิ์ลดปวด ปกป้องตับ ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ
- ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังมีข้อมูลจำกัด จึงยังไม่ควรสรุปว่ากระเชาสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิผล
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดจากเปลือกและส่วนอื่นของพืชมีแนวโน้มลดกระบวนการอักเสบในแบบจำลองการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย : มีรายงานการยับยั้งแบคทีเรียบางชนิดจากสารสกัดของพืช
- ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : พบฤทธิ์ต่อเชื้อราบางชนิดในการศึกษาทดลอง
- ฤทธิ์ลดปวด : สารสกัดใบแสดงฤทธิ์ระงับปวดในสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดบางชนิดแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระ
- ฤทธิ์สมานแผล : สารสกัดจากเปลือกต้นมีศักยภาพในการส่งเสริมการสมานแผล
- ฤทธิ์ปกป้องตับ : มีข้อมูลจากแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์อื่น ๆ : มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ต้านเบาหวาน ต้านพยาธิ ต้านท้องร่วง ต้านเซลล์มะเร็ง และลดไขมันในเลือด แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษายืนยันเพิ่มเติม
ความปลอดภัย
- ข้อมูลด้าน ความเป็นพิษและความปลอดภัยระยะยาว ของกระเชายังมีจำกัดเมื่อเทียบกับยาสมุนไพรที่มีข้อมูลทางคลินิกมากกว่า
- งานทบทวนทางวิชาการระบุว่าจำเป็นต้องศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดหยาบและสารบริสุทธิ์จากกระเชาเพิ่มเติมก่อนพัฒนาเป็นยา
- ไม่ควรสรุปจากผลการทดลองในสัตว์หรือเซลล์เพียงอย่างเดียวว่าปลอดภัยสำหรับการรับประทานในมนุษย์
ข้อห้ามใช้
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร : ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือการรับประทานกระเชาเป็นยา เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด
- การใช้กับผิวหนัง : ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายควรทดสอบบริเวณเล็ก ๆ ก่อน และหยุดใช้หากเกิดผื่น แสบ คัน หรือระคายเคือง
- ไม่ควรใช้สารสกัดเข้มข้นเอง เนื่องจากยังไม่มีขนาดการใช้ในมนุษย์ที่เป็นมาตรฐานเพียงพอ
การใช้ในอาหาร
- มีรายงานว่าชุมชนชาติพันธุ์บางแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้ เมล็ดกระเชาเป็นอาหาร และงานวิจัยสมัยใหม่พบว่าเมล็ดมีไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และใยอาหารในปริมาณที่น่าสนใจ
- งานวิจัยหนึ่งพบว่าเมล็ดมีไขมันประมาณ 50% โปรตีน 24% คาร์โบไฮเดรต 19% และใยอาหาร 4%
- อย่างไรก็ตาม ค่าน้ำมันบางตัวอย่าง เช่น ค่า acid value และ peroxide value อาจสูงเกินเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาน้ำมันบริโภค จึงไม่ควรนำเมล็ดหรือน้ำมันกระเชามาบริโภคเป็นประจำโดยไม่มีการควบคุมคุณภาพและกระบวนการแปรรูปที่เหมาะสม
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและแผล : สารสกัดเปลือกกระเชามีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผิวและแผลจากฤทธิ์ต้านการอักเสบและสมานแผล
- ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง : มีการพัฒนานวัตกรรม สเปรย์นาโนขะจาว จากสารสกัดกระเชาเพื่อดูแลแผลและปัญหาผิวหนังในสัตว์เลี้ยง โดยเป็นการต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดลำปางและงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- น้ำมันจากเมล็ด : มีศักยภาพสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอก เนื่องจากมีกรดไขมันหลายชนิด
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบ : เก็บใบที่สมบูรณ์ ปราศจากโรคและแมลง โดยควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการปนเปื้อนสารเคมี
- เปลือกต้น : ควรเก็บอย่างระมัดระวังและไม่ควรลอกเปลือกรอบลำต้นจนหมด เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตาย
- เมล็ด : ควรเก็บจากผลที่แก่เต็มที่และนำไปใช้หรือเพาะโดยเร็ว เนื่องจากความมีชีวิตของเมล็ดลดลงตามระยะเวลาการเก็บ
- การเก็บรักษาสมุนไพรแห้ง : ควรทำให้แห้งสนิทก่อนเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสงแดด และแมลง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ในประเทศไทย เปลือกกระเชา มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อดูแลโรคผิวหนัง อาการปวดข้อ และปัญหาจากปรสิตภายนอก
- ภูมิปัญญาในพื้นที่ภาคเหนือมีการเรียกกระเชาว่า ฮังคาว หรือขะจาว และมีการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ทั้งด้านสมุนไพรและไม้ใช้สอย
- การศึกษาสมัยใหม่ในประเทศไทยได้นำองค์ความรู้ดังกล่าวมาต่อยอด โดยเฉพาะการศึกษาสารสกัดจากเปลือกต้นในด้าน การลดการอักเสบและการสมานแผล
ประวัติและวัฒนธรรม
- กระเชาเป็นไม้พื้นเมืองที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามภูมิภาค สะท้อนถึงการนำพืชชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ในชุมชนมาเป็นเวลานาน
- ชื่อท้องถิ่นที่หลากหลาย เช่น กระเจา กระเจาะ ขะจาว ฮังคาว พูคาว และมหาเหนียว เป็นหลักฐานด้านภูมินามและความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับวัฒนธรรมท้องถิ่น
- ในด้านการใช้ประโยชน์จากไม้ กระเชามีเนื้อไม้ค่อนข้างเหนียวและถูกนำไปใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องมือ และงานไม้หลายประเภท
สถานะการอนุรักษ์
- กระเชาเป็นพืชที่มีเขตการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชีย และฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่าพืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่อินเดียไปจนถึงอินโดจีนและบอร์เนียว
- การประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของพืชดอกในฐานข้อมูล Kew ระบุการคาดการณ์ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม (not threatened) ด้วยระดับความเชื่อมั่นสูง
- อย่างไรก็ตาม การเก็บเปลือกต้นจากธรรมชาติโดยไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อต้นไม้ จึงควรส่งเสริมการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืนและการปลูกทดแทน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Equisetopsida
- อันดับ (Order) : Rosales
- วงศ์ (Family) : Ulmaceae
- สกุล (Genus) : Holoptelea
- ชนิด (Species) : Holoptelea integrifolia
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch.
- ชื่อพ้องสำคัญ : Ulmus integrifolia Roxb.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- เอกลักษณ์ทางสัณฐานวิทยา : ตรวจสอบจากลักษณะต้น เปลือก ใบ ดอก และผล โดยเฉพาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับ โคนใบเบี้ยว และผลแบนมีปีกบางล้อมรอบ
- เอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ : ยืนยันชื่อวิทยาศาสตร์ Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch. และวงศ์ Ulmaceae
- การตรวจสอบทางเภสัชเวท : สามารถใช้ลักษณะทางกายภาพและจุลทรรศน์ของส่วนใบและเปลือก รวมถึงการวิเคราะห์สารสำคัญเพื่อควบคุมคุณภาพ
- การตรวจสอบทางเคมี : มีรายงานการใช้ TLC, HPTLC, HPLC และ LC-MS ในการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของกระเชา
คำเตือนทางการแพทย์
กระเชาเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและมีผลการศึกษาทางเภสัชวิทยาหลายด้าน แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด การนำกระเชาหรือสารสกัดกระเชามารับประทานเพื่อรักษาโรคจึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่มีความรู้ และไม่ควรใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะผู้ตั้งครรภ์ ผู้ให้นมบุตร ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- มูลนิธิสุขภาพไทย. (2568). สมุนไพรกระเชา ดูเขา (อินเดีย) แล้วมาดูเรา (ไทย). มูลนิธิสุขภาพไทย.
- สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กระเชา. ฐานข้อมูลสมุนไพร.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ: Holoptelea integrifolia. Thai Biodiversity Information Facility.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch. Plants of the World Online.
- Ganie, S. A., & Yadav, S. S. (2014). Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch: A review of its ethnobotany, pharmacology, and phytochemistry. BioMed Research International, 2014, 401213. https://doi.org/10.1155/2014/401213
- Kumar, V., Singh, S., Bhadouria, R., Singh, R., & Prakash, O. (2019). Phytochemical, analytical and medicinal studies of Holoptelea integrifolia Roxb. Planch—A review. Current Traditional Medicine, 5(4), 270–277. https://doi.org/10.2174/2215083805666190521103308
- Das, N. (2002). Fatty acid composition of Holoptelea integrifolia Planch. seed oil—A promising source of edible oil. Indian Forester, 128(6), 705–706. https://doi.org/10.36808/if/2002/v128i6/2555
- Ganie, S. A., & Yadav, S. S. (2014). Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch: A review of its ethnobotany, pharmacology, and phytochemistry. BioMed Research International, 2014, 401213.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Holoptelea integrifolia (Roxb.) Planch.: Taxonomy and distribution. Plants of the World Online.
- National Center for Biotechnology Information. (2026). Holoptelea integrifolia Taxonomy Browser. NCBI Taxonomy.
