กระชาย
กระชาย เป็นสมุนไพรไทยในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) ที่มีการใช้มาอย่างยาวนานทั้งในด้าน อาหาร เครื่องเทศ และยาไทย ส่วนที่นำมาใช้มากที่สุดคือ เหง้าและราก ซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสเผ็ดร้อน และมีสารสำคัญหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ ฟลาโวนอยด์และสารกลุ่มชาลโคน เช่น pinostrobin และ panduratin A ปัจจุบันกระชายยังเป็นพืชสมุนไพรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและได้รับการศึกษาทางเภสัชวิทยาและคลินิกอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กระชาย
- ชื่อท้องถิ่น : กะแอน, ขิงทราย, จี๊ปู, ซีฟู, เป๊าซอเราะ, เป๊าะสี่, ละแอน, ว่านพระอาทิตย์, ขิงซาย, ขิงแคง และหัวชาย
- ชื่อภาษาอังกฤษ : Fingerroot, Chinese ginger, Chinese keys
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.
- วงศ์ : Zingiberaceae
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : รากและเหง้า โดยเฉพาะส่วนที่อยู่ใต้ดิน
- ลักษณะเด่น : เป็นพืชล้มลุกหลายปี มีเหง้าใต้ดินและรากสะสมอาหารเป็นกระจุก เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
- รสยาไทย : เผ็ดร้อนและขม
- ประเภทการใช้ : สมุนไพร ยาไทย เครื่องเทศ และวัตถุดิบอาหาร
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำหนดชื่อยาสมุนไพรในตำรามาตรฐานว่า Boesenbergiae Rotundae Radix et Rhizoma และจัดอยู่ในกลุ่ม carminative, antiflatulent, tonic หรือกลุ่มยาขับลม บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ และบำรุงตามการแพทย์แผนไทย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นเทียมเหนือดินสูงประมาณ 30–80 เซนติเมตร ส่วนลำต้นจริงอยู่ใต้ดินเป็นเหง้า
- เหง้า : เหง้าค่อนข้างอวบและสั้น ผิวด้านนอกสีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำตาลดำ เนื้อภายในสีเหลือง มีกลิ่นหอม
- ราก : รากอวบเป็นรูปทรงกระบอกถึงรูปไข่ยาว ปลายเรียวแหลม เกิดเป็นกระจุกจากเหง้า ทำหน้าที่สะสมอาหาร
- ใบ : ใบเดี่ยว เรียงสลับ มีประมาณ 2–7 ใบ รูปรี รูปรีแกมขอบขนาน หรือรูปใบหอก ปลายใบแหลมหรือมีติ่งแหลม ขอบใบเรียบ
- กาบใบ : กาบใบซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม มีสีชมพูหรือแดงเรื่อ
- ช่อดอก : ออกบริเวณปลายลำต้นเทียม ลักษณะคล้ายช่อเชิงลดหรือช่อคล้ายรวง มักซ่อนอยู่ภายในกาบใบด้านบน
- ดอก : กลีบดอกสีขาว ขาวอมชมพู หรือชมพู มีส่วนของกลีบปากสีขาวหรือชมพูและอาจมีลายสีม่วง
- ผล : เป็นผลแห้งแตก ลักษณะค่อนข้างรี ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
- เมล็ด : มีสีดำ

ลักษณะที่ใช้แยก กระชาย ออกจาก กระชายดำ ได้อย่างชัดเจนคือ กระชายมีเนื้อเหง้าหรือรากสะสมอาหารเป็นสีเหลือง ขณะที่กระชายดำ (Kaempferia parviflora) มีเหง้าค่อนข้างกลมป้อมและเนื้อภายในสีม่วงเข้มหรือม่วงดำ
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
กระชายมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย โดยมีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ อัสสัม จีนตอนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบในประเทศไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และพื้นที่ใกล้เคียง ปัจจุบันมีการปลูกอย่างแพร่หลายในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางพื้นที่มีการขึ้นตามธรรมชาติหรือกลายเป็นพืชธรรมชาติแล้ว
ในประเทศไทยกระชายสามารถปลูกได้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่มี ดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี และมีความชื้นเหมาะสม
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วย เหง้า โดยเลือกเหง้าที่สมบูรณ์ ไม่มีโรคและแมลง มีตาสมบูรณ์
- การเตรียมพันธุ์ : เหง้าพันธุ์ที่เหมาะสมควรมีอายุตั้งแต่ประมาณ 10 เดือนขึ้นไป และแบ่งเป็นท่อนให้แต่ละท่อนมีตาประมาณ 3–5 ตา
- ดิน : เหมาะกับดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนซุยที่ระบายน้ำดี ไม่ควรมีน้ำขัง
- การเตรียมแปลง : ควรไถพรวนดินให้ลึกประมาณ 25–30 เซนติเมตร และยกร่องเพื่อช่วยระบายน้ำ
- ฤดูปลูก : โดยทั่วไปแนะนำให้ปลูกประมาณเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน
- ระยะปลูก : สามารถใช้ระยะประมาณ 10 × 15 เซนติเมตร หรือ 25 × 15 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และสภาพพื้นที่
- การให้น้ำ : ต้องรักษาความชื้นให้เหมาะสม แต่ไม่ควรให้น้ำจนเกิดน้ำขัง
- การดูแล : กำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ และควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยตามความเหมาะสมของดิน
- โรคสำคัญ : โรคเน่าของเหง้าและรากเป็นปัญหาที่ควรเฝ้าระวัง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำขังหรือระบายน้ำไม่ดี
กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่ากระชายสามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุประมาณ 5–6 เดือนจนถึง 10–12 เดือน และช่วงประมาณ 8–9 เดือนเป็นช่วงที่มีสารสำคัญสูง โดยการเก็บเกี่ยวควรทำขณะที่ดินมีความชื้นพอเหมาะเพื่อลดความเสียหายของรากและเหง้า
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เหง้าและราก : เป็นส่วนสำคัญที่ใช้เป็นยาสมุนไพรและใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร
- รากสะสมอาหาร : มีลักษณะเป็นแท่งหรือทรงกระบอก เนื้อสีเหลือง มีกลิ่นหอม
- เหง้า : เป็นลำต้นใต้ดินและเป็นแหล่งสะสมสารสำคัญหลายชนิด
ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุ รากและเหง้ากระชายแห้ง เป็นส่วนของยาสมุนไพรที่ใช้เป็นมาตรฐานทางเภสัชเวท
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
- เหง้า : ใช้เป็น ยาขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด และปวดมวนท้อง
- เหง้า : ใช้ช่วย เจริญอาหาร และบำรุงกำลังตามตำรายาไทย
- เหง้าและราก : ใช้ในตำรับยาไทยที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงธาตุและการขับปัสสาวะ
- ราก : ในภูมิปัญญาไทยบางตำราระบุการใช้เพื่อบำรุงกำลังและบำรุงความกำหนัด
- ส่วนใต้ดิน : ใช้ในตำรับยาหลายชนิดสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและลมในร่างกาย
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ตำรับพื้นบ้านนครราชสีมา : ใช้เหง้ากระชายในตำรับพื้นบ้านสำหรับ อาการบิด และใช้ภายนอกสำหรับปัญหาผิวหนังบางชนิด
- ภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนา : มีการใช้เหง้าสำหรับอาการ ท้องอืดท้องเฟ้อ และอาการทางระบบทางเดินปัสสาวะบางประการ
- ภูมิปัญญาท้องถิ่น : มีการใช้กระชายเป็นทั้งอาหารและสมุนไพร โดยเฉพาะในกลุ่มอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
ในตำรับยาไทย
กระชายเป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยหลายตำรับ โดยมีการระบุไว้ในข้อมูลบัญชียาสมุนไพรและตำรับยา เช่น ยาเลือดงาม ยาหอมทิพโอสถ ยาประสะกานพลู และยากษัยเส้น ทั้งนี้สรรพคุณของกระชายในแต่ละตำรับขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทั้งหมดของตำรับ ไม่ควรตีความว่าสรรพคุณของตำรับเป็นสรรพคุณของกระชายเพียงชนิดเดียว
วิธีใช้
- ใช้เป็นอาหาร : ใช้เหง้าหรือรากสดเป็นเครื่องเทศในอาหาร น้ำพริก เครื่องแกง และอาหารไทยหลายชนิด
- ใช้เป็นสมุนไพร : ใช้เหง้าหรือรากสดและแห้งตามตำรับยาไทย
- ยาชงกระชาย : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยระบุผลิตภัณฑ์ยาชงกระชายในรูปแบบซอง ขนาด 1 และ 1.5 กรัม โดยใช้ชงกับน้ำเดือด 120 มิลลิลิตร ประมาณ 5 นาที และรับประทานวันละ 3 ครั้งตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์
- ยาแคปซูลกระชาย : ปัจจุบันมีมาตรฐานสำหรับยาแคปซูลกระชายในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2567
หมายเหตุ : การใช้กระชายเพื่อหวังผลในการรักษาโรคควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและใช้ตามฉลากหรือตำรับที่กำหนด ไม่ควรนำข้อมูลการทดลองในสัตว์หรือหลอดทดลองมาใช้กำหนดขนาดรับประทานด้วยตนเอง
ในบัญชียาจากสมุนไพร
กระชายมีความเกี่ยวข้องกับ บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ในลักษณะเป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยหลายรายการ โดยเฉพาะ ยาเลือดงาม ซึ่งมีเหง้ากระชายเป็นส่วนประกอบ และใช้ตามองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยสำหรับ บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาปกติ และแก้มุตกิด ภายใต้เงื่อนไขการใช้ของตำรับยา
นอกจากนี้ กระชายยังเป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยอื่นในบัญชี เช่น ยาหอมทิพโอสถ ยาประสะกานพลู และยากษัยเส้น
สาระสำคัญ
สารสำคัญของกระชายมีความหลากหลาย โดยกลุ่มที่ได้รับความสนใจมาก ได้แก่
- Pinostrobin : ฟลาโวนอยด์ที่ใช้เป็นสารสำคัญสำหรับการควบคุมคุณภาพกระชาย
- Panduratin A : สารกลุ่ม cyclohexenyl chalcone ที่มีการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน
- Pinocembrin : ฟลาโวนอยด์ที่พบในส่วนใต้ดิน
- Boesenbergin A : สารกลุ่ม chalcone
- 4-Hydroxypanduratin A
- Alpinetin
- Cardamonin
- น้ำมันหอมระเหย เช่น camphor, 1,8-cineole และ geraniol
ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดให้ pinostrobin เป็นหนึ่งในสารที่ใช้ควบคุมคุณภาพของกระชาย โดยกำหนดปริมาณไม่น้อยกว่า 2.0% ของน้ำหนักแห้ง และกำหนดน้ำมันหอมระเหยไม่น้อยกว่า 1.5% v/w
องค์ประกอบทางเคมี
- Flavonoids : pinostrobin, pinocembrin, alpinetin และสารอนุพันธ์อื่น
- Chalcones : panduratin A, boesenbergin A, cardamonin และ 4-hydroxypanduratin A
- Polyphenols : สารประกอบฟีนอลิกหลายชนิด
- น้ำมันหอมระเหย : camphor, 1,8-cineole, geraniol และสารเทอร์พีนอื่น
- สารกลุ่ม monoterpenes
- สารกลุ่ม alkaloids
- สารอะโรมาติกและสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิอื่น ๆ
งานวิจัยด้านองค์ประกอบทางเคมีพบสารออกฤทธิ์ในกระชายมากกว่า 20 ชนิด และการศึกษาที่วิเคราะห์การกระจายของสารในส่วนต่าง ๆ ของต้นพบว่า ส่วนใต้ดินมีปริมาณฟลาโวนอยด์สูงกว่าส่วนเหนือดิน โดย pinostrobin และ 4-hydroxypanduratin A เป็นสารที่พบในระดับเด่น
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีการศึกษากระชายทั้งในระดับ หลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ โดยงานวิจัยส่วนใหญ่ศึกษาสารสกัดจากเหง้าและสารสำคัญ เช่น panduratin A, pinostrobin และ pinocembrin
งานวิจัยทางคลินิกแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย และมีกลุ่มยาหลอกในผู้ป่วย functional dyspepsia จำนวน 160 ราย พบว่าสารสกัดกระชายขนาด 350 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ช่วยลดคะแนนอาการอาหารไม่ย่อยได้มากกว่ากลุ่มยาหลอก และมีอาการไม่พึงประสงค์ค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นหลักฐานสำหรับ อาการอาหารไม่ย่อยเชิงหน้าที่ และไม่ควรขยายผลไปยังโรคอื่นโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
นอกจากนี้มีงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านแบคทีเรีย ต้านไวรัส ปกป้องตับ ปกป้องไต และฤทธิ์ต่อการเผาผลาญ แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับสูงสุดที่มีในปัจจุบัน : มีการศึกษาทางคลินิกแบบสุ่มและมีกลุ่มยาหลอกในผู้ป่วย functional dyspepsia ซึ่งสนับสนุนประโยชน์ต่ออาการอาหารไม่ย่อยในบริบทของสารสกัดและขนาดที่ใช้ในการศึกษา
- ระดับปานกลาง/ก่อนคลินิก : มีหลักฐานจากสัตว์ทดลองและการศึกษาทางเภสัชวิทยาหลายด้าน
- ระดับหลอดทดลอง : มีข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อจุลชีพ ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง
- ข้อจำกัด : ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่ากระชายสามารถใช้ รักษามะเร็ง การติดเชื้อไวรัส หรือโรคเรื้อรังต่าง ๆ ในมนุษย์ ได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ขับลมและต่อระบบทางเดินอาหาร : สอดคล้องกับการใช้เป็นยาขับลมตามตำรายาไทย และมีการศึกษาทางคลินิกสนับสนุนประโยชน์ต่ออาการ functional dyspepsia
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : panduratin A และสารสกัดกระชายมีผลลดตัวกลางการอักเสบ เช่น NO, PGE2, TNF-α และ IL-1β ในแบบจำลองการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารฟลาโวนอยด์และสารฟีนอลิกมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในแบบจำลองหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : มีรายงานการยับยั้งแบคทีเรียหลายชนิด โดยเฉพาะเชื้อกลุ่ม Staphylococcus ในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : มีการศึกษาฤทธิ์ต่อเชื้อราบางชนิดในระดับหลอดทดลอง
- ฤทธิ์ต้านไวรัส : มีข้อมูลการทดลองเกี่ยวกับไวรัสหลายชนิด รวมถึง SARS-CoV-2 แต่หลักฐานสำคัญส่วนใหญ่ยังเป็นระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันการรักษาโรคในมนุษย์
- ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : มีการศึกษาต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิดและแบบจำลองสัตว์ แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการใช้กระชายเป็นยารักษามะเร็งในมนุษย์
- ฤทธิ์ปกป้องไตและตับ : มีผลในแบบจำลองสัตว์ทดลองบางชนิด แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม
ความปลอดภัย
กระชายเป็นพืชอาหารและสมุนไพรที่มีประวัติการบริโภคมายาวนาน และการศึกษาพรีคลินิกหลายงานไม่พบความเป็นพิษอย่างมีนัยสำคัญในขนาดที่ศึกษา อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของสารสกัดเข้มข้นหรือการใช้ต่อเนื่องในขนาดสูง อาจแตกต่างจากการบริโภคกระชายเป็นอาหาร
การศึกษาระยะที่ 1 ในอาสาสมัครไทยสุขภาพดี 11 รายที่ได้รับสารสกัดกระชายเป็นเวลา 7 วัน ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ และค่าความดันโลหิตกับอุณหภูมิร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่พบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของค่า Hb, Hct, RBC และ BUN จึงควรมีการศึกษาความปลอดภัยเพิ่มเติมก่อนสรุปผลในระยะยาว
ข้อห้ามใช้
สำหรับ กระชายสดหรืออาหารที่ใช้กระชายเป็นเครื่องเทศ ไม่มีข้อห้ามใช้ทั่วไปในคนสุขภาพดีเมื่อบริโภคในปริมาณอาหารตามปกติ
สำหรับ ยาและผลิตภัณฑ์สารสกัดกระชาย ควรปฏิบัติตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีโรคตับหรือโรคไต หรือกำลังรับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
หมายเหตุ : ข้อห้ามใช้ของ “ตำรับยาไทย” อาจแตกต่างจากข้อห้ามใช้ของกระชายเดี่ยว เนื่องจากตำรับหนึ่งอาจมีสมุนไพรชนิดอื่นร่วมอยู่ด้วย
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่าง กระชายกับยา ยังอยู่ระหว่างการศึกษา และไม่ควรสรุปจากการทดลองในหลอดทดลองโดยตรงว่าเกิดปฏิกิริยาในมนุษย์
- การศึกษาในระดับเอนไซม์พบว่าสารสกัดเอทานอลจากกระชายอาจมีผลต่อเอนไซม์ CYP3A4, CYP2C9 และ CYP2E1 จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลต่อการเมแทบอลิซึมของยาบางชนิด แต่ความสำคัญทางคลินิกยังต้องศึกษาเพิ่มเติม
- ข้อมูลจากฐานข้อมูลสมุนไพรไทยระบุว่าการทดลองร่วมกับยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น cloxacillin, ampicillin, cefazolin, vancomycin, penicillin V, ciprofloxacin และ tetracycline ให้ผลแตกต่างกันทั้งเสริมฤทธิ์ เพิ่มฤทธิ์ หรือเป็นปฏิปักษ์กัน ขึ้นกับชนิดเชื้อและเงื่อนไขการทดลอง
- การใช้สารสกัดกระชายร่วมกับยาแผนปัจจุบันจึงควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาเป็นประจำหรือใช้สารสกัดในขนาดสูง
การใช้ในอาหาร
- ใช้ รากและเหง้ากระชายสด เป็นเครื่องเทศในอาหารไทย
- เป็นส่วนประกอบสำคัญของ น้ำพริก เครื่องแกง และอาหารประเภทผัดหรือแกง
- ใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อน
- ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารพื้นบ้านในหลายภูมิภาคของประเทศไทย
- สามารถนำไปทำ เครื่องดื่มสมุนไพร น้ำกระชาย และผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ
กระชายจึงมีบทบาททั้งในฐานะ สมุนไพรและพืชอาหาร และเป็นหนึ่งในพืชวงศ์ขิงที่มีการใช้ในอาหารของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแพร่หลาย
การใช้ในผลิตภัณฑ์
กระชายสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ เช่น
- ยาสมุนไพร : ยาแคปซูลกระชาย ยาชงกระชาย และวัตถุดิบยาสมุนไพร
- ผลิตภัณฑ์อาหาร : เครื่องปรุง เครื่องแกง น้ำกระชาย และเครื่องดื่มสมุนไพร
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร : สารสกัดกระชายหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสำคัญจากกระชาย
- ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม : เครื่องดื่มสมุนไพรและเครื่องดื่มผสมกระชาย
- ผลิตภัณฑ์วิจัยและพัฒนา : สารสกัดมาตรฐานที่ควบคุมปริมาณ pinostrobin หรือสารสำคัญอื่น
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เพิ่มมาตรฐาน ยาแคปซูลกระชายและยาชงกระชาย ในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2567 เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการควบคุมคุณภาพและการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ระยะเก็บเกี่ยว : โดยทั่วไปเก็บได้ตั้งแต่อายุประมาณ 5–6 เดือน และสามารถเก็บต่อได้ถึงประมาณ 10–12 เดือน
- ช่วงสารสำคัญสูง : ประมาณ 8–9 เดือนหลังปลูกตามข้อมูลส่งเสริมการเกษตร
- วิธีเก็บเกี่ยว : ใช้มือถอนหรือจอบขุด โดยควรทำเมื่อดินมีความชื้นเหมาะสม
- การเตรียมวัตถุดิบ : ล้างดินและสิ่งสกปรกออก คัดส่วนที่เสียหายออก แล้วหั่นและทำให้แห้งตามกระบวนการผลิต
- การเก็บวัตถุดิบแห้ง : ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง และเก็บในบริเวณที่แห้งและเย็น
- การป้องกันความชื้น : ต้องหลีกเลี่ยงความชื้น เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราและทำให้คุณภาพสารสำคัญลดลง
ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยแนะนำให้เก็บกระชายแห้งในภาชนะที่ปิดสนิท โดยควรเป็นภาชนะโลหะหรือแก้ว ป้องกันแสง และเก็บในที่เย็นและแห้ง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กระชายเป็นสมุนไพรที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไทยมาเป็นเวลานาน โดยใช้ทั้งเป็น อาหาร เครื่องเทศ และยาพื้นบ้าน ภูมิปัญญาแต่ละพื้นที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน เช่น การใช้เหง้าสำหรับอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บิด ปัญหาผิวหนัง และอาการทางระบบปัสสาวะบางประการ
การใช้กระชายในภูมิปัญญาพื้นบ้านควรพิจารณาบริบทของ ตำรับ วิธีเตรียมยา ปริมาณ และสมุนไพรที่ใช้ร่วมกัน เพราะข้อมูลการใช้พื้นบ้านไม่สามารถนำมาเทียบเท่ากับข้อบ่งใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่ได้โดยตรง
ประวัติและวัฒนธรรม
กระชายเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ปรากฏอยู่ใน อาหารไทยและตำรายาไทย มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการใช้เป็นเครื่องเทศในเครื่องแกงและน้ำพริก รวมถึงการนำส่วนใต้ดินมาใช้เป็นยาขับลมและบำรุงตามแนวคิดการแพทย์แผนไทย
กระชายยังปรากฏเป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทยหลายตำรับ และได้รับการบันทึกไว้ในเอกสารเภสัชเวทและตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย จึงถือเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรที่เชื่อมโยงระหว่าง ภูมิปัญญาการแพทย์ไทยกับวัฒนธรรมอาหารไทย
สถานะการอนุรักษ์
กระชาย (Boesenbergia rotunda) ได้รับการประเมินตามข้อมูลของ Kew โดยอยู่ในสถานะ Least Concern (LC) หรือความเสี่ยงต่ำ และเป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในถิ่นกำเนิด โดยยังไม่มีภัยคุกคามหลักที่มีนัยสำคัญต่อประชากรในธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ พันธุกรรมและสายพันธุ์กระชายในประเทศไทย ยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากคุณภาพวัตถุดิบ ปริมาณสารสำคัญ และศักยภาพในการผลิตอาจแตกต่างกันตามแหล่งพันธุ์ สภาพแวดล้อม และวิธีการเพาะปลูก
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Zingiberales
- Family : Zingiberaceae
- Genus : Boesenbergia Kuntze
- Species : Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.
ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสาร ได้แก่ Boesenbergia pandurata (Roxb.) Schltr., Boesenbergia cochinchinensis (Gagnep.) Loes., Curcuma rotunda L., Gastrochilus panduratus (Roxb.) Ridl., Gastrochilus rotundus (L.) Alston, Kaempferia cochinchinensis Gagnep., Kaempferia ovata Roscoe และ Kaempferia pandurata Roxb.
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ กระชาย สามารถทำได้ทั้งทางเภสัชเวทและการวิเคราะห์ทางเคมี ได้แก่
- ลักษณะทางมหภาค : รากมีลักษณะเป็นแท่ง ผิวสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม มีรอยย่นตามยาว ส่วนเหง้ามีผิวสีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลอ่อนและมีขอบสีน้ำตาลเข้ม
- ลักษณะทางจุลทรรศน์ : พบเซลล์พาเรงคิมาที่มีเม็ดแป้ง หยดน้ำมัน และ yellow oleoresin รวมถึงกลุ่มท่อลำเลียง
- ลักษณะผงยา : พบ vessel ขนาดใหญ่แบบ reticulate vessel เม็ดแป้งปลายคล้ายจะงอย และเซลล์พาเรงคิมาที่มี oleoresin
- การทดสอบทางเคมี : สารสกัดเมทานอลเมื่อทำปฏิกิริยากับกรดไฮโดรคลอริกและแมกนีเซียมให้สีส้มแดง
- TLC : ใช้ตรวจสอบลักษณะสารสำคัญ โดยสามารถเปรียบเทียบตำแหน่งของ pinostrobin กับสารมาตรฐาน
- HPLC : ใช้ตรวจสอบและหาปริมาณ pinostrobin
- มาตรฐานคุณภาพ : ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทยกำหนดค่าความชื้น สิ่งแปลกปลอม เถ้า สารสกัด และน้ำมันหอมระเหย รวมถึงกำหนดปริมาณ pinostrobin เพื่อควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
คำเตือนทางการแพทย์
- กระชายไม่ใช่ยารักษาโรคได้ทุกชนิด แม้จะมีงานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน
- หลักฐานเกี่ยวกับ ต้านไวรัส ต้านมะเร็ง ต้านการอักเสบ และปกป้องอวัยวะ จำนวนมากยังอยู่ในระดับหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง
- ไม่ควรใช้กระชายหรือสารสกัดกระชายแทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง โรคติดเชื้อ และโรคเรื้อรัง
- ผู้ที่รับประทานยาประจำหลายชนิดควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ สารสกัดกระชายหรือผลิตภัณฑ์กระชายขนาดเข้มข้น
- ผู้ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคตับหรือโรคไต ควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพก่อนใช้ในรูปแบบยา
- การใช้ ตำรับยาไทย ต้องพิจารณาข้อห้ามใช้และข้อควรระวังของตำรับนั้นโดยเฉพาะ ไม่ควรสรุปจากข้อมูลของกระชายเดี่ยว
- งานวิจัยเกี่ยวกับ SARS-CoV-2 ของกระชายมีทั้งระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวว่ากระชายสามารถ ป้องกันหรือรักษาโรคโควิด-19 ในมนุษย์ ได้
หมายเหตุ : ข้อมูลสมุนไพรควรใช้เพื่อการศึกษาและประกอบการตัดสินใจด้านสุขภาพ ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). กระชาย (Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.). กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักยาและวัตถุเสพติด. (2565). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2565: กระชาย (KRACHAI). กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักยาและวัตถุเสพติด. (2567). ตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2567. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมส่งเสริมการเกษตร. (2564, 19 สิงหาคม). กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีปลูก “กระชาย” พืชสมุนไพรพื้นบ้านอย่างถูกวิธี. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). กระชาย: ฐานข้อมูลสมุนไพร.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). กระชาย (Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.). ฐานข้อมูลสมุนไพร.
- คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566. ราชกิจจานุเบกษา.
- Chitapanarux, T., Lertprasertsuke, N., & Toworakul, C. (2021). Efficacy and safety of fingerroot (Boesenbergia rotunda) extract in patients with functional dyspepsia: A randomized, placebo-controlled trial. Digestion, 102(4), 599–606.
- Tan, E. C., et al. (2015). Distribution of flavonoids and cyclohexenyl chalcone derivatives in conventional propagated and in vitro-derived field-grown Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2015, 451870.
- Wang, Y., Wen, J., Liu, F., Peng, X., Xu, G., Zhang, M., & Huang, Z. (2025). Traditional usages, chemical metabolites, pharmacological activities, and pharmacokinetics of Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.: A comprehensive review. Frontiers in Pharmacology, 16, 1527210.
- Jiraungkoorskul, W. (2017). Fingerroot, Boesenbergia rotunda and its aphrodisiac activity. Pharmacognosy Reviews, 11(21), 1–6.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. Plants of the World Online.
- Teerachaisakul, M., et al. (2024). Safety and pharmacokinetics study of Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. capsules in healthy Thai volunteers: A phase 1 clinical study. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine.
- Polsan, N., Wachisunthon, D., Ontong, S., & Poonsatha, S. (2025). Effect of Boesenbergia rotunda ethanolic extract on CYP3A4, CYP2C9 and CYP2E1 activities. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine.
