กระบือเจ็ดตัว

กระบือเจ็ดตัว

กระบือเจ็ดตัว หรือ ลิ้นกระบือ เป็นไม้พุ่มสมุนไพรในวงศ์ Euphorbiaceae มีจุดเด่นคือใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนท้องใบมีสีแดงถึงม่วงแดง และมี น้ำยางสีขาว ตามกิ่งและลำต้น ในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทยมีการใช้ ใบกระบือเจ็ดตัว โดยเฉพาะในกลุ่มยาที่เกี่ยวข้องกับการขับเลือดและน้ำคาวปลาหลังคลอด อย่างไรก็ตาม พืชชนิดนี้มีน้ำยางและสารกลุ่ม diterpene esters ที่อาจก่อการระคายเคืองและมีฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อมดลูก จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร: กระบือเจ็ดตัว
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Excoecaria cochinchinensis Lour.
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสารไทย: Excoecaria cochinchinensis Lour. var. cochinchinensis
  • ชื่อสามัญ: Picara, Chinese Croton, Blindness tree, Jungle fire plant
  • วงศ์: Euphorbiaceae หรือวงศ์ยางพารา
  • ชื่อท้องถิ่น: กะเบือ, ใบท้องแดง, บัว, บัวลา, กระทู้, กระทู้เจ็ดแบก, กำลังกระบือ, ลิ้นกระบือ, ต้นลิ้นควาย, ตาตุ่มไก่, ตาตุ่มนก และลิ้นกระบือขาว
  • ลักษณะเด่น: ใบมีสีเขียวเข้มด้านบนและสีแดงหรือม่วงแดงด้านล่าง จึงเป็นพืชที่มีเอกลักษณ์และนิยมปลูกเป็นไม้ประดับด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลักษณะวิสัย: ไม้พุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านมาก สูงประมาณ 0.5–1.5 เมตร
  • ลำต้น: กิ่งและลำต้นมีรูอากาศตามผิว และมี น้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนม
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับเวียนรอบกิ่งหรือบางแหล่งระบุว่าพบการเรียงตรงข้าม รูปใบหอกหรือรูปใบหอกแกมรูปไข่ กว้างประมาณ 2–4.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4–13 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยตื้น ๆ ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างสีแดงหรือม่วงแดง มีเส้นแขนงใบประมาณ 7–12 คู่
  • ดอก: ดอกขนาดเล็ก สีเหลืองอมเขียว ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง เป็นดอกแยกเพศ แต่อยู่ร่วมต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้มีดอกย่อยจำนวนมาก ส่วนช่อดอกเพศเมียมีดอกย่อยประมาณ 2–3 ดอก
  • ผล: ผลขนาดเล็ก ค่อนข้างกลม เมื่อแก่แตกออกเป็น 3 พู
  • เมล็ด: เมล็ดมีรูปร่างเกือบกลม ขนาดประมาณ 2.5 มิลลิเมตร

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชีย โดยฐานข้อมูล Kew ระบุขอบเขตถิ่นกำเนิดตั้งแต่จีนตอนใต้และไหหลำ ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงคาบสมุทรมลายูและไต้หวัน
  • การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย: พบได้ทั่วประเทศ โดยข้อมูลด้านทรัพยากรพืชของไทยระบุว่าพบมากในภาคกลางและภาคเหนือ
  • ถิ่นอาศัย: เป็นพืชที่เหมาะกับภูมิอากาศร้อนชื้นและสามารถปลูกเป็นไม้ประดับในบริเวณบ้านและสวนได้

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม: เจริญได้ดีในเขตร้อนชื้น ควรปลูกในดินที่มีความชื้นเหมาะสมและระบายน้ำได้ดี
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: สามารถใช้เมล็ดเพาะเป็นต้นใหม่ได้
  • การปักชำ: สามารถขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการรักษาลักษณะของต้นแม่
  • การตอนกิ่ง: มีรายงานว่าสามารถขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งได้เช่นกัน
  • การดูแล: ควรรักษาความชื้นของดินให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงน้ำขัง และตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่ม

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ: เป็นส่วนที่มีการกล่าวถึงในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้านมากที่สุด
  • น้ำยางจากต้น: มีการระบุการใช้ในภูมิปัญญาบางพื้นที่ แต่เป็นส่วนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากน้ำยางของพืชสกุล Excoecaria มีสารที่ก่อการระคายเคืองและสารกลุ่ม diterpene esters

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย: ใบใช้เป็น ยาขับเลือด และใช้เกี่ยวข้องกับการขับ น้ำคาวปลาหลังคลอด โดยจัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับยาขับประจำเดือน
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีข้อมูลการใช้ใบสดตำกับเหล้าแล้วคั้นน้ำรับประทานเพื่อขับเลือด และมีการใช้เกี่ยวกับภาวะหลังคลอดในบางท้องถิ่น
  • ในตำรับยา: ข้อมูลภูมิปัญญาที่เผยแพร่ในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยกล่าวถึงการใช้ กระบือเจ็ดตัวเป็นสมุนไพรเดี่ยว มากกว่าการเป็นตัวยาหลักในตำรับมาตรฐานระดับประเทศ
  • ด้านฤทธิ์ต่อมดลูก: การศึกษาทดลองในสัตว์และการทบทวนวรรณกรรมพบว่าสารสกัดจากใบหรือส่วนที่มี diterpene esters สามารถกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกได้ ซึ่งสอดคล้องกับการใช้แบบดั้งเดิมบางประการ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอสำหรับการนำมาใช้รักษาในมนุษย์โดยปราศจากการควบคุมทางการแพทย์
หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันสำหรับการรักษาผู้ป่วย

วิธีใช้

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีข้อมูลการนำใบสดมาตำกับเหล้า แล้วคั้นน้ำรับประทานเพื่อใช้เป็นยาขับเลือด
  • การใช้หลังคลอด: มีการกล่าวถึงการใช้เพื่อช่วยขับเลือดและน้ำคาวปลาในภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ขนาดรับประทาน: ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานมาตรฐานจากข้อมูลภูมิปัญญาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลขนาดยาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลสำหรับมนุษย์อย่างเพียงพอ
  • การใช้ภายนอก: ไม่ควรนำ น้ำยางสด มาทาผิวหนังหรือบริเวณดวงตาโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะน้ำยางอาจทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง

สาระสำคัญ

กระบือเจ็ดตัว (Excoecaria cochinchinensis) เป็นสมุนไพรไทยที่มีความโดดเด่นจากใบด้านล่างสีแดงและมีน้ำยางสีขาว มีการใช้ในภูมิปัญญาไทยโดยเฉพาะด้าน ขับเลือด ขับน้ำคาวปลา และเกี่ยวข้องกับการทำงานของมดลูก ขณะเดียวกันงานวิจัยทางเคมีพบสารกลุ่ม diterpenoids, flavonoids, phenolic compounds, triterpenoids และ sterols รวมถึง diterpene esters ในน้ำยาง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องทั้งกับฤทธิ์ทางชีวภาพและความเป็นพิษของพืช

องค์ประกอบทางเคมี

  • Diterpenoids: พบสารไดเทอร์พีนหลายชนิดจากใบและน้ำยาง
  • Daphnane-type diterpene esters: พบในน้ำยางและเป็นกลุ่มสารที่มีความสำคัญต่อฤทธิ์ทางชีวภาพ
  • Tigliane-type diterpene esters: พบในน้ำยางเช่นเดียวกัน
  • Flavonoids: มีรายงานการตรวจพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์
  • Phenolic compounds: พบสารประกอบฟีนอลิก
  • Triterpenoids และ sterols: มีรายงานจากการศึกษาทางพฤกษเคมี
  • Loliolide และ megastigmane glucosides: เป็นกลุ่มสารที่มีการรายงานจากการศึกษาพฤกษเคมีของชนิดนี้
  • งานวิจัยปี 2019 สามารถแยกสารจากใบได้ 13 สารประกอบ รวมสารใหม่ 2 ชนิด และพบว่าสารหนึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitric oxide ในเซลล์ RAW264.7 ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

มีงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการและการศึกษาในสัตว์เกี่ยวกับ Excoecaria cochinchinensis แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด งานวิจัยด้านพฤกษเคมีพบสารหลายกลุ่มจากใบและน้ำยาง ขณะที่การศึกษาทางเภสัชวิทยาพบฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ การหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ และความเป็นพิษของสารสกัดบางชนิด

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับข้อมูลพฤกษศาสตร์และอนุกรมวิธาน: มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนจากฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ระดับสากลและฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพของไทย
  • ระดับพฤกษเคมี: มีหลักฐานจากการแยกและวิเคราะห์สารประกอบจากใบและน้ำยาง
  • ระดับเซลล์/หลอดทดลอง: มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการสร้าง nitric oxide และกิจกรรมทางชีวภาพอื่น ๆ
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์กระตุ้นการหดตัวของมดลูกและกล้ามเนื้อเรียบ รวมถึงผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์: หลักฐานยังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยในการรักษาโรคอย่างเป็นมาตรฐาน

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อเรียบ: สารสกัดแอลกอฮอล์จากพืชมีรายงานว่าสามารถกระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้และมดลูกในสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อมดลูก: น้ำยางและสารสกัดบางส่วนมีฤทธิ์ uterotonic หรือกระตุ้นการหดตัวของมดลูก
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบระดับเซลล์: สารสกัดเมทานอลจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitric oxide ในเซลล์ RAW264.7 ที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS โดยงานวิจัยหนึ่งรายงานค่า IC50 ของสารสกัดประมาณ 26.3 ± 0.97 µg/mL และสารประกอบบางชนิดมีฤทธิ์ยับยั้ง NO ได้ชัดเจนกว่า
  • ฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด: การศึกษาคัดกรองทางเภสัชวิทยาในสัตว์พบภาวะความดันโลหิตลดลงและการกดการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจจากสารสกัดบางชนิด
  • ฤทธิ์เป็นพิษและระคายเคือง: น้ำยางของพืชสกุล Excoecaria มี diterpene esters ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองและมีความเป็นพิษ จึงไม่ควรนำผลการทดลองทางเภสัชวิทยามาเทียบเท่ากับการรักษาในมนุษย์

ความปลอดภัย

กระบือเจ็ดตัวไม่ควรถือเป็นสมุนไพรที่รับประทานได้อย่างปลอดภัยโดยทั่วไป โดยเฉพาะน้ำยาง เนื่องจากพืชสกุล Excoecaria มีสาร diterpene esters ที่ก่อการระคายเคืองได้ และสารสกัดมีฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อเรียบและมดลูก การใช้เป็นสมุนไพรควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของ แพทย์แผนไทย เภสัชกร หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ด้านสมุนไพร โดยเฉพาะการใช้รับประทาน

ข้อห้ามใช้

  • หญิงตั้งครรภ์: ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองว่าสารจากพืชสามารถกระตุ้นการหดตัวของมดลูก
  • หญิงหลังคลอดที่มีเลือดออกผิดปกติ: ไม่ควรใช้เพื่อหวังผลขับเลือดโดยไม่ประเมินสาเหตุ
  • ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ Euphorbiaceae: ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ด้วยความระมัดระวัง
  • ห้ามสัมผัสน้ำยางกับดวงตา และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหนังโดยตรง
  • เด็กและผู้มีโรคประจำตัว: ไม่ควรรับประทานเองเนื่องจากข้อมูลด้านขนาดยาและความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
หมายเหตุ: ข้อห้ามใช้ข้างต้นเน้นจากกลไกและข้อมูลความเสี่ยงที่มีอยู่ ไม่ควรใช้แทนคำแนะนำเฉพาะรายจากบุคลากรทางการแพทย์

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกระบือเจ็ดตัวกับยาแผนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม จากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับ

  • ยาที่มีผลต่อการหดตัวของมดลูก
  • ยาที่เกี่ยวข้องกับการตกเลือดหรือระบบการแข็งตัวของเลือด
  • ยาที่มีผลต่อความดันโลหิต เนื่องจากมีข้อมูลสัตว์ทดลองเกี่ยวกับผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

ไม่ควรใช้กระบือเจ็ดตัวร่วมกับยาอื่นเพื่อหวังผลเร่งการขับเลือดหรือกระตุ้นมดลูกโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร

การใช้ในอาหาร

ไม่พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะจัด กระบือเจ็ดตัวเป็นพืชอาหาร หรือแนะนำให้ใช้ใบและน้ำยางเป็นส่วนประกอบอาหาร เนื่องจากมีประเด็นด้านสารระคายเคืองและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ จึงควรแยกการใช้เป็น สมุนไพร ออกจากการใช้เป็นอาหาร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ไม้ประดับ: เป็นการใช้ประโยชน์ที่พบได้ทั่วไป เนื่องจากใบมีสีเขียวเข้มตัดกับท้องใบสีแดงหรือม่วงแดง
  • วัตถุดิบสมุนไพร: ใบมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • งานวิจัยผลิตภัณฑ์สมุนไพร: มีการศึกษาสารสกัดและองค์ประกอบทางเคมีเพื่อประเมินศักยภาพทางเภสัชวิทยา แต่ยังไม่ควรสรุปว่ามีผลิตภัณฑ์รักษาโรคที่ได้รับการยืนยันประสิทธิผลจากพืชชนิดนี้โดยตรง

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบ: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์ แข็งแรง และปลอดจากสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อน
  • การเก็บน้ำยาง: ไม่แนะนำให้เก็บหรือสัมผัสโดยตรงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เนื่องจากน้ำยางมีสารระคายเคือง
  • การทำวัตถุดิบแห้ง: หากนำใบมาเตรียมเป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้น
  • การเก็บรักษา: เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และเชื้อรา พร้อมติดฉลากชื่อพืชและวันที่เก็บ

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคกลาง: พบชื่อ กระบือเจ็ดตัว กำลังกระบือ ลิ้นกระบือ
  • ภาคเหนือ: พบชื่อ บัว บัวลา กระทู้ กระทู้เจ็ดแบก
  • จันทบุรี: เรียกว่า ใบท้องแดง
  • ราชบุรี: พบชื่อ กะเบือ
  • การใช้พื้นบ้าน: ใบถูกนำมาใช้ในภูมิปัญญาเกี่ยวกับ การขับเลือดและน้ำคาวปลาหลังคลอด และมีข้อมูลการใช้เป็นสมุนไพรในกลุ่มยาขับประจำเดือน

ประวัติและวัฒนธรรม

กระบือเจ็ดตัวเป็นพืชที่ปรากฏอยู่ในองค์ความรู้ด้าน สมุนไพรพื้นบ้านและการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะกลุ่มสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับระบบสตรีและหลังคลอด ชื่อพื้นบ้านที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคสะท้อนถึงการรู้จักและใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้ในชุมชนไทยมาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ลักษณะใบด้านล่างสีแดงยังทำให้กระบือเจ็ดตัวเป็นไม้ประดับที่มีความโดดเด่นและถูกนำไปปลูกในสวนสมุนไพรและสวนพฤกษศาสตร์หลายแห่ง

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูล Plants of the World Online (Kew) ชนิด Excoecaria cochinchinensis มีสถานะการอนุรักษ์ตามข้อมูล IUCN เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ และยังไม่มีการประเมินว่าเป็นพืชที่ถูกคุกคามในระดับโลก อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมท้องถิ่นและการเก็บวัตถุดิบจากแหล่งธรรมชาติอย่างเหมาะสมยังมีความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • ไฟลัม (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • อันดับ (Order): Malpighiales
  • วงศ์ (Family): Euphorbiaceae
  • สกุล (Genus): Excoecaria
  • ชนิด (Species): Excoecaria cochinchinensis Lour.

ชื่อ Excoecaria cochinchinensis Lour. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online ขณะที่ชื่ออย่าง Excoecaria bicolor และชื่อระดับพันธุ์บางชื่อถูกจัดเป็นชื่อพ้องทางอนุกรมวิธาน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะมหภาค: ตรวจสอบว่าเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบเดี่ยว ใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน และท้องใบสีแดงหรือม่วงแดง
  • ลักษณะสำคัญเพิ่มเติม: ตรวจสอบรูปใบ ขอบใบ เส้นแขนงใบ ช่อดอก และผลที่แก่แล้วแตกเป็น 3 พู
  • น้ำยาง: เมื่อตรวจพบกิ่งหรือลำต้นมีน้ำยางสีขาวข้น สามารถใช้เป็นลักษณะประกอบการจำแนก แต่ไม่ควรสัมผัสน้ำยางโดยตรง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: ควรยืนยันกับตัวอย่างอ้างอิงจากหอพรรณไม้หรือฐานข้อมูลอนุกรมวิธานที่เชื่อถือได้
  • การตรวจสอบระดับห้องปฏิบัติการ: ในกรณีวัตถุดิบสำหรับผลิตยา ควรใช้การตรวจเอกลักษณ์ทางเภสัชเวท ร่วมกับการวิเคราะห์สารสำคัญหรือเครื่องหมายทางเคมีตามข้อกำหนดของวัตถุดิบแต่ละแห่ง

คำเตือนทางการแพทย์

กระบือเจ็ดตัวไม่ควรนำมารับประทานเองเพื่อขับประจำเดือน ขับเลือด หรือเร่งการขับน้ำคาวปลา โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ เพราะมีข้อมูลจากการทดลองว่าสารสกัดและองค์ประกอบบางกลุ่มสามารถกระตุ้นการหดตัวของมดลูกได้ นอกจากนี้ น้ำยางมีสารกลุ่ม diterpene esters ที่ระคายเคืองและอาจเป็นพิษ การสัมผัสน้ำยางจึงควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะการสัมผัสดวงตาและเยื่อบุ สำหรับหญิงหลังคลอด หากมี เลือดออกมาก เลือดออกต่อเนื่อง มีไข้ ปวดท้องรุนแรง หน้ามืด หรือมีกลิ่นผิดปกติ ควรพบแพทย์ทันที ไม่ควรใช้สมุนไพรเพื่อแก้ไขอาการด้วยตนเอง

ในบัญชียาจากสมุนไพร

จากการตรวจสอบข้อมูล บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรของประเทศไทย ที่เผยแพร่โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งมีประกาศ พ.ศ. 2566 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568 ไม่พบชื่อ กระบือเจ็ดตัว (Excoecaria cochinchinensis) เป็นรายการยาเดี่ยวในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรที่ตรวจสอบได้ในปัจจุบัน ดังนั้นควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร กับ รายการยาที่ได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด: กระบือเจ็ดตัว.
  2. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสมุนไพร: กระบือเจ็ดตัว.
  3. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพ: กระบือเจ็ดตัว. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ.
  4. มูลนิธิสวนหลวง ร.9 / สวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). กระบือ 7 ตัว. คลังต้นไม้แห่งการเรียนรู้.
  5. กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2568). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568. กระทรวงสาธารณสุข.
  6. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (ม.ป.ป.). ลิ้นกระบือ/ลิ้นกระบือด่าง (กระบือเจ็ดตัว).
  7. Chayamarit, K., & van Welzen, P. C. (2005). Euphorbiaceae (Genera A–F). In Flora of Thailand (Vol. 8, Part 1, pp. 1–303). Forest Herbarium, Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation.
  8. Govaerts, R., Frodin, D. G., & Radcliffe-Smith, A. (2000). World checklist and bibliography of Euphorbiaceae (and Pandaceae). Royal Botanic Gardens, Kew.
  9. Hieu, L. H., Thao, N. P., Anh, D. H., Hanh, T. T. H., Cong, N. D., Cuong, N. T., Thanh, N. V., Cuong, N. X., Nam, N. H., Quang, N. D., & Minh, C. V. (2019). Metabolites from Excoecaria cochinchinensis Lour. Phytochemistry Letters, 33, 38–43. https://doi.org/10.1016/j.phytol.2019.08.003
  10. PROSEA. (ม.ป.ป.). Excoecaria L.: Medicinal and poisonous plants. Plant Resources of South-East Asia.
  11. World Flora Online. (2026). Excoecaria cochinchinensis var. cochinchinensis.
  12. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Excoecaria cochinchinensis Lour. Plants of the World Online.
  13. Wambebe, C. (Ed.). (2012). Uterotonic plants and their bioactive constituents. National Center for Biotechnology Information / PMC.
Scroll to top