กระบูนขาว

กระบูนขาว

กระบูนขาว หรือ ตะบูนขาว เป็นไม้ยืนต้นในระบบนิเวศป่าชายเลนที่มีความสำคัญทั้งด้านภูมิปัญญาการใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน และด้านการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่ง โดยเฉพาะส่วน เปลือก ผล และเมล็ด ซึ่งมีการนำมาใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับอาการท้องร่วง บิด และใช้ต้มเป็นน้ำล้างแผล นอกจากนี้ยังเป็นพืชที่มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ สารกลุ่มลิโมนอยด์ (limonoids) และฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กระบูนขาว
  • ชื่ออื่น : ตะบูนขาว, ตะบูน, กระบูน, กระบูนขาว, ตะบูนแดง และหยี่เหร่
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Xylocarpus granatum J.Koenig
  • ชื่อวงศ์ : Meliaceae
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Cannonball mangrove
  • ประเภทพืช : ไม้ยืนต้นป่าชายเลน
  • ส่วนที่ใช้ตามภูมิปัญญา : เปลือก ผล และเมล็ด
  • รสและลักษณะทางสมุนไพร : เปลือกมีรสฝาด และมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านในลักษณะ ยาฝาดสมาน

ชื่อ Xylocarpus granatum เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากล และพืชชนิดนี้มีถิ่นกระจายพันธุ์ตั้งแต่ชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียไปจนถึงเขตร้อนของแปซิฟิกตะวันตก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 8–20 เมตร ลำต้นค่อนข้างสั้น แตกกิ่งใกล้โคน มี พูพอนและรากแผ่เป็นแผ่นคล้ายกระดาน ช่วยยึดต้นในพื้นที่ดินเลน ลำต้นมักคดงอ เปลือกเรียบค่อนข้างบาง สีเทา เทาอมขาว น้ำตาลอ่อน หรือน้ำตาลแกมชมพู และหลุดล่อนเป็นแผ่นบาง ๆ
  • ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ ใบย่อยเรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม มีประมาณ 1–3 คู่ ใบย่อยรูปรีถึงรูปไข่กลับ แผ่นใบค่อนข้างหนาและเหนียว ปลายใบมน ขอบใบเรียบ
  • ดอก : ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวครีมถึงขาวอมชมพู มีกลิ่นหอม โดยทั่วไปดอกมี 4 กลีบ และมีเกสรเพศผู้ 8 อัน
  • ผล : เป็นผลแห้งแตก ลักษณะกลมขนาดใหญ่ เปลือกแข็งคล้ายเนื้อไม้ เมื่อแก่มีสีน้ำตาลและแตกออกเป็นประมาณ 4 ส่วน ผลมีขนาดประมาณ 12–25 เซนติเมตร และอาจมีเมล็ดหลายเมล็ด
  • เมล็ด : มีรูปร่างค่อนข้างเหลี่ยมหรือทรงพีระมิดไม่สม่ำเสมอ มีเปลือกหุ้มเป็นเนื้อคล้ายไม้ก๊อก สามารถลอยน้ำและกระจายพันธุ์ตามกระแสน้ำได้

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด : เป็นพืชป่าชายเลนของเขตร้อน
  • การกระจายพันธุ์ทั่วโลก : พบตั้งแต่บริเวณชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกและมหาสมุทรอินเดีย ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงเขตร้อนของออสเตรเลียและแปซิฟิกตะวันตก
  • ในประเทศไทย : พบตามพื้นที่ ป่าชายเลน ชายฝั่งทะเล บริเวณน้ำกร่อย พื้นที่น้ำขึ้นน้ำลง และพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง โดยมีรายงานในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้
  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : มักพบในบริเวณดินเลนและพื้นที่ชายเลนตอนบนที่ได้รับน้ำทะเลเป็นครั้งคราว สามารถทนความเค็มได้ประมาณ 0.1–3%

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีหลักที่ใช้ในการขยายพันธุ์ โดยควรใช้เมล็ดสดเนื่องจาก เมล็ดกระบูนขาวสูญเสียความมีชีวิตอย่างรวดเร็วเมื่อเก็บรักษาเป็นเวลานาน
  • การเพาะกล้า : สามารถนำเมล็ดขนาดใหญ่เพาะในถุงเพาะชำหรือแปลงเพาะ โดยวางเมล็ดให้ด้านนูนอยู่ด้านบนหรือให้ส่วนรากอ่อนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เมล็ดสามารถงอกได้ประมาณ 70% ภายในราว 1–2.5 เดือนในสภาวะที่เหมาะสม
  • การปลูกในพื้นที่ชายเลน : ควรเลือกบริเวณที่มีสภาพดินและระดับน้ำเหมาะสมกับป่าชายเลน และควรใช้ต้นกล้าที่แข็งแรงเพื่อลดการสูญเสียจากคลื่น น้ำขึ้นลง ปู และสัตว์กินพืช
  • การดูแล : ต้องรักษาความชื้นให้เหมาะสม และระวังการเปลี่ยนแปลงของความเค็ม โดยเฉพาะในฤดูแล้ง เพราะการขาดน้ำจืดสามารถทำให้อัตราการตายของต้นกล้าเพิ่มขึ้นได้

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เปลือก : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในลักษณะ ยาฝาดสมาน และใช้ต้มเป็นน้ำสำหรับชะล้างแผล
  • ผล : มีการใช้ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับอาการท้องร่วง และอหิวาต์
  • เมล็ด : ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับ ท้องร่วงและบิด
  • การใช้ส่วนต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นข้อมูลจาก ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิก

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

  • เปลือก : มีรสฝาด ใช้เป็น ยาฝาดสมาน ตามภูมิปัญญา และมีการใช้สำหรับอาการท้องเสียหรือท้องร่วง
  • เปลือกและเมล็ด : ใช้สำหรับ แก้ท้องร่วงและแก้บิด
  • เปลือกและผล : มีการใช้ตามภูมิปัญญาในการแก้อหิวาต์หรืออาการที่เกี่ยวข้องกับโรคทางเดินอาหาร
  • เปลือกและเมล็ด : มีข้อมูลการใช้พื้นบ้านสำหรับอาการไอและใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย
  • เปลือกและผล : นำมาต้มใช้เป็นน้ำสำหรับ ชะล้างบาดแผล

ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • รักษาอาการท้องร่วง : มีการนำเปลือก ผล หรือเมล็ดมาต้มกับน้ำแล้วรับประทาน
  • แก้บิด : มีการใช้เปลือกหรือเมล็ดต้มเป็นยาฝาดสมาน
  • ชะล้างบาดแผล : ใช้เปลือกและผลต้มกับน้ำแล้วนำมาใช้ภายนอก
  • ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการไอ : มีรายงานการใช้เปลือกและเมล็ด
  • ใช้บำรุงร่างกาย : พบข้อมูลการใช้เปลือกและเมล็ดในภูมิปัญญาบางท้องถิ่น

ในตำรับยา

  • มีรายงานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้นำ เปลือกหรือเมล็ดประมาณ 1–2 เมล็ด ต้มกับน้ำ แล้วเคี่ยวให้เข้มข้นเพื่อใช้เป็นยาฝาดสมานสำหรับอาการท้องเสียและบิด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็น ตำรับพื้นบ้านเฉพาะพื้นที่ ไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานทางการแพทย์

หมายเหตุ: สรรพคุณข้างต้นเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาและข้อมูลการศึกษาพืชสมุนไพร ไม่ควรใช้แทนการรักษาโรคติดเชื้อหรือโรคทางเดินอาหารที่รุนแรง โดยเฉพาะอาการท้องเสียที่มีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือด หรือมีภาวะขาดน้ำ

สาระสำคัญ

  • กระบูนขาว มีความโดดเด่นทางเคมีจากการพบสารกลุ่ม limonoids จำนวนมาก โดยเฉพาะสารประเภท mexicanolides, phragmalins และ protolimonoids
  • นอกจากนี้ยังพบสารในกลุ่ม flavonoids, flavonols, lactones, sterols และสารประกอบฟีนอลิก ในส่วนต่าง ๆ ของพืช
  • งานวิจัยจำนวนมากมุ่งศึกษาสารจาก เมล็ด เปลือก ผล ใบ และกิ่ง โดยพบสารใหม่หลายชนิดจาก Xylocarpus granatum

องค์ประกอบทางเคมี

  • Limonoids : เป็นกลุ่มสารสำคัญที่พบเด่นในพืชชนิดนี้
  • Mexicanolides : ตรวจพบในเมล็ดและส่วนอื่น ๆ ของพืช
  • Phragmalin-type limonoids : พบในเปลือกและส่วนอื่นของต้น
  • Protolimonoids : พบในเมล็ดและเมล็ดใน
  • Limonoid-based alkaloids : มีรายงานการค้นพบสารในกลุ่มนี้
  • Flavonoids และ flavonols : พบในสารสกัดจากผลและเปลือก
  • Catechin : มีการแยกสาร catechin จากผล และมีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • α-Tocopherol : มีรายงานการแยกได้จากผล
  • Abscisic acid, daucosterol และสารประกอบฟีนอลิก : พบจากการศึกษาทางเคมีของผล

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ Xylocarpus granatum มีจำนวนมากในด้านเคมีของสารธรรมชาติและเภสัชวิทยาระดับก่อนคลินิก แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด

  • มีการศึกษาพบสาร limonoids ชนิดใหม่หลายกลุ่มจากเมล็ด เปลือก ผล ใบ และกิ่งของกระบูนขาว
  • งานวิจัยจากประเทศไทยรายงานการแยกสาร thaixylogranins A–H จากเมล็ดกระบูนขาว และสารเหล่านี้แสดงฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งเต้านม MDA-MB-231 ในระดับค่อนข้างอ่อนในการทดลองเซลล์
  • งานวิจัยด้านเบาหวานในหนูทดลองพบว่าสารสกัดเอทานอลจากเปลือกสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต และลดระดับน้ำตาลและตัวชี้วัดบางชนิดในหนูเบาหวานที่เหนี่ยวนำด้วย STZ
  • การศึกษาผลกระบูนขาวจากเวียดนามพบสาร limonoids หลายชนิด แต่สารที่แยกได้ไม่แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอย่างโดดเด่นในวิธี DPPH และ ABTS
  • งานวิจัยปี 2025 รายงานสาร limonoids และ protolimonoids ชนิดใหม่จากเมล็ดกระบูนขาวของไทย ซึ่งมุ่งศึกษาศักยภาพด้าน การอักเสบของระบบประสาทและการปกป้องเซลล์ประสาท

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญา/ชาติพันธุ์เภสัชวิทยา : มีข้อมูลค่อนข้างมากเกี่ยวกับการใช้เปลือก ผล และเมล็ดสำหรับอาการท้องร่วง บิด ไข้ และการใช้ภายนอก
  • ระดับห้องปฏิบัติการ (in vitro) : มีหลักฐานเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ ต้านเซลล์มะเร็ง และฤทธิ์ต่อเอนไซม์บางชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง (in vivo) : มีการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ
  • ระดับการทดลองในมนุษย์ : ยังไม่มีหลักฐานการทดลองทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลและขนาดใช้รักษาโรคในมนุษย์

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดบางส่วนแสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดลอง DPPH, ABTS และวิธีทดสอบอื่น ๆ แต่ผลแตกต่างกันตามส่วนของพืชและตัวทำละลาย
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีการศึกษาสาร limonoids และสารสกัดบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งกระบวนการอักเสบ เช่น NF-κB ในระดับเซลล์
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดจากเมล็ดและส่วนต่าง ๆ ของพืชมีรายงานฤทธิ์ต่อจุลชีพบางชนิดในการทดลอง
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด : สารสกัดจากเปลือกแสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-amylase/α-glucosidase และให้ผลลดระดับน้ำตาลในหนูทดลองเบาหวาน
  • ฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง : สาร limonoids หลายชนิดแสดงฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในการทดลองระดับเซลล์ แต่ยังไม่สามารถสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์เกี่ยวกับการสมานแผล : มีการศึกษาสารสกัดจากผลและเมล็ดในรูปแบบผลิตภัณฑ์ทาภายนอกในสัตว์ทดลอง ซึ่งพบผลที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและการเพิ่ม fibroblast แต่ยังเป็นหลักฐานระดับก่อนคลินิก

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ กระบูนขาว ยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับสมุนไพรที่ใช้เป็นยามาตรฐาน
  • งานทบทวนวรรณกรรมระบุว่ามีการศึกษาความเป็นพิษเพียงบางส่วน และยังไม่สามารถกำหนด ขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสูงสุดในมนุษย์ ได้อย่างชัดเจน
  • การทดลองในหนูบางการศึกษาพบว่าสารสกัดเปลือกในขนาดที่ทดสอบไม่แสดงสัญญาณพิษเฉียบพลัน แต่ไม่ควรนำผลดังกล่าวมาใช้กำหนดขนาดยาสำหรับคนโดยตรง

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรรับประทานเพื่อรักษาโรคด้วยตนเองเป็นเวลานาน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในมนุษย์เพียงพอ
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้นจากกระบูนขาว เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อนใช้
  • ผู้ที่มีอาการ ท้องเสียรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง อาเจียนมาก หรือมีภาวะขาดน้ำ ไม่ควรใช้สมุนไพรแทนการรักษามาตรฐาน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่าง กระบูนขาวกับยาแผนปัจจุบันในมนุษย์ ยังไม่เพียงพอที่จะระบุคู่ยาที่มีความเสี่ยงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีงานวิจัยแสดงฤทธิ์ต่อเอนไซม์และกระบวนการทางชีวภาพหลายชนิด จึงควรระมัดระวังการใช้สารสกัดเข้มข้นร่วมกับ ยาลดน้ำตาลในเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ จนกว่าจะมีข้อมูลทางคลินิกเพิ่มเติม

หมายเหตุ: ข้อควรระวังนี้เป็นหลักการด้านความปลอดภัยจากข้อมูลก่อนคลินิก ไม่ได้หมายความว่ามีการพิสูจน์แล้วว่ากระบูนขาวเกิดปฏิกิริยากับยาดังกล่าวในมนุษย์

การใช้ในอาหาร

มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้กระบูนขาวในฐานะ พืชป่าชายเลนและทรัพยากรท้องถิ่น มากกว่าการใช้เป็นพืชอาหารทั่วไป ส่วน เมล็ดและส่วนอื่นของต้นที่ใช้เป็นยา ไม่ควรนำมารับประทานเป็นอาหารโดยไม่มีการเตรียมและข้อมูลความปลอดภัยที่เหมาะสม เนื่องจากมีสารออกฤทธิ์หลายกลุ่มและยังไม่มีข้อมูลกำหนดความปลอดภัยสำหรับการบริโภคทั่วไป

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรพื้นบ้าน : ใช้เปลือก ผล หรือเมล็ดในรูปแบบต้ม
  • ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก : มีการศึกษาการนำสารสกัดจากผลและเมล็ดไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้กับบาดแผลในระดับการทดลอง
  • ผลิตภัณฑ์จากไม้ : เนื้อไม้มีสีและลวดลายสวย สามารถนำไปใช้ในงานตกแต่งและทำเฟอร์นิเจอร์ได้
  • สีย้อมและวัสดุธรรมชาติ : เปลือกมีสารฝาดและมีการใช้ย้อมผ้าและวัสดุบางชนิดตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เปลือก : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์โดยไม่ทำลายลำต้นจนกระทบต่อการอยู่รอดของต้น
  • ผล : เก็บเมื่อผลแก่จัดและมีลักษณะสีน้ำตาล จากนั้นแยกเมล็ดออกตามความเหมาะสม
  • เมล็ด : ควรใช้เมล็ดสดในการเพาะพันธุ์ เพราะความมีชีวิตของเมล็ดลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเก็บไว้นาน
  • การเก็บรักษาวัตถุดิบสมุนไพร : ควรทำความสะอาด ลดความชื้นให้เหมาะสม เก็บในภาชนะสะอาด ป้องกันความชื้น แสง ความร้อน และการปนเปื้อนของเชื้อรา

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ชุมชนชายฝั่งมีการใช้ เปลือกหรือเมล็ดต้มกับน้ำ สำหรับอาการท้องร่วงและบิด
  • เปลือกและผลต้มกับน้ำ ใช้สำหรับชะล้างบาดแผล
  • มีข้อมูลบางพื้นที่ใช้ เมล็ด ในภูมิปัญญาสำหรับดูแลสุขภาพเด็ก แต่การใช้ในเด็กไม่ควรนำมาปฏิบัติเองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
  • นอกจากการใช้เป็นสมุนไพรแล้ว กระบูนขาวยังมีบทบาทเป็น พืชป่าชายเลนที่ช่วยยึดดินและสนับสนุนระบบนิเวศชายฝั่ง

ประวัติและวัฒนธรรม

กระบูนขาวเป็นหนึ่งในพรรณไม้ที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งและชุมชนป่าชายเลนในประเทศไทย ชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น กระบูน ตะบูน ตะบูนขาว และหยี่เหร่ โดยมีการใช้ประโยชน์ทั้งด้านสมุนไพร ไม้ใช้สอย วัตถุดิบย้อมสี และเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรธรรมชาติในระบบนิเวศป่าชายเลน

สถานะการอนุรักษ์

  • ตามข้อมูลของ Plants of the World Online (Kew) ซึ่งอ้างอิงการประเมินของ IUCN กระบูนขาวมีสถานะ Least Concern (LC) หรือ ความเสี่ยงต่ำ
  • แม้สถานะระดับโลกจะอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ แต่ พื้นที่ป่าชายเลนในแต่ละท้องถิ่นยังควรได้รับการอนุรักษ์ เพราะเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อการป้องกันชายฝั่ง แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ
  • การเก็บเปลือกเพื่อทำสมุนไพรควรหลีกเลี่ยงการลอกเปลือกรอบลำต้น เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตาย

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Sapindales
  • วงศ์ (Family) : Meliaceae
  • สกุล (Genus) : Xylocarpus
  • ชนิด (Species) : Xylocarpus granatum J.Koenig

ฐานข้อมูล TH-BIF ระบุ Xylocarpus granatum เป็นชื่อที่ยอมรับและจัดอยู่ในวงศ์ Meliaceae อันดับ Sapindales และสกุล Xylocarpus ขณะที่ Kew Plants of the World Online รับรองชื่อ Xylocarpus granatum J.Koenig เป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • เอกลักษณ์ทางสัณฐานวิทยา : ตรวจสอบจากลักษณะไม้ต้นขนาดกลาง ลำต้นมี พูพอนและรากแผ่เป็นแผ่น เปลือกเรียบหลุดล่อน ใบประกอบขนนกปลายคู่ ดอกสีขาวครีมถึงชมพูอ่อน และผลกลมขนาดใหญ่ที่แตกออกเป็น 4 ส่วน
  • เอกลักษณ์ของผลและเมล็ด : ผลมีเปลือกแข็งคล้ายไม้และมีเมล็ดขนาดใหญ่ รูปร่างเหลี่ยม มีเปลือกหุ้มลักษณะคล้ายไม้ก๊อก
  • การตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ : ควรเปรียบเทียบตัวอย่างพรรณไม้กับตัวอย่างอ้างอิงจากหอพรรณไม้หรือฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ที่เชื่อถือได้
  • การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้วิธี chromatographic และ spectroscopic เช่น HPLC, LC-MS และ NMR เพื่อศึกษาหรือยืนยันองค์ประกอบทางเคมี โดยงานวิจัยของกระบูนขาวมีการใช้เทคนิคเหล่านี้ในการระบุโครงสร้างของ limonoids หลายชนิด

คำเตือนทางการแพทย์

กระบูนขาวไม่ควรนำมาใช้แทนยามาตรฐานเพื่อรักษาโรค โดยเฉพาะอหิวาตกโรค โรคบิด การติดเชื้อในทางเดินอาหาร หรือโรคที่ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ เนื่องจากหลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับภูมิปัญญา การทดลองในหลอดทดลอง และสัตว์ทดลอง ขณะที่หลักฐานการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ หากมีอาการ ท้องเสียรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง อาเจียนมาก ซึม ปัสสาวะน้อย หรือมีอาการขาดน้ำ ควรเข้ารับการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ทันที ไม่ควรใช้ยาต้มจากกระบูนขาวเพื่อชะลอการรักษา

หมายเหตุ: ข้อมูลสมุนไพรหน้านี้จัดทำเพื่อการศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพืชวัตถุและภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคลในการวินิจฉัยหรือรักษาโรค

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (ม.ป.ป.). คู่มือความรู้เรื่องป่าชายเลน. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
  2. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). พรรณไม้ในพื้นที่และข้อมูลตะบูนขาว (Xylocarpus granatum Koenig). กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
  3. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). ตะบูนขาว (Xylocarpus granatum Koenig). สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่.
  4. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิต: Xylocarpus granatum. TH-BIF.
  5. Dey, A., Dutta, S., & others. (2021). Ethnomedicinal use, phytochemistry, and pharmacology of Xylocarpus granatum J. Koenig. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2021, 8922196.
  6. Cui, J., Deng, Z., Li, J., Fu, H., Proksch, P., & Lin, W. (2005). Phragmalin-type limonoids from the mangrove plant Xylocarpus granatum. Phytochemistry, 66(19), 2334–2339.
  7. Fan, C., Zhou, Y., Zou, K., & Wu, J. (2009). Studies on the chemical constituents of the fruit of Xylocarpus granatum. Zhong Yao Cai, 32(8), 1220–1223.
  8. Pudhom, K., Sommit, D., Nuclear, P., Ngamrojanavanich, N., & Petsom, A. (2009). Protoxylocarpins F–H, protolimonoids from seed kernels of Xylocarpus granatum. Journal of Natural Products.
  9. Shen, L., et al. (2025). Discovery of limonoids from Xylocarpus granatum as potential leads against neuroinflammation. Journal of Natural Products.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Xylocarpus granatum J.Koenig. Plants of the World Online.
Scroll to top