กระเบา

กระเบาน้ำ

กระเบาน้ำ เป็นไม้ยืนต้นพื้นถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความสำคัญในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะ เมล็ดและน้ำมันจากเมล็ดกระเบา ซึ่งในอดีตนำมาใช้ภายนอกสำหรับโรคผิวหนังหลายชนิด รวมถึงโรคเรื้อน นอกจากนี้ผลสุกยังมีการใช้เป็นอาหารในบางท้องถิ่น ปัจจุบันกระเบาน้ำได้รับความสนใจด้าน สารออกฤทธิ์จากน้ำมันเมล็ด เช่น กรดไขมันกลุ่ม cyclopentenyl fatty acids อย่างไรก็ตาม การใช้เป็นยาต้องคำนึงถึงความเป็นพิษและไม่ควรนำข้อมูลจากการทดลองในห้องปฏิบัติการไปสรุปว่าใช้รักษาโรคร้ายแรงในคนได้

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : กระเบาน้ำ
  • ชื่ออื่น : กระเบา, กระเบาใหญ่, กระเบาเบ้าแข็ง, กระเบาตึก, กระเบาข้าวแข็ง, กระเบาข้าวเหนียว, กระเบาแดง, กระเบาค่าง, กาหลง, ตัวโฮ่งจี๊, เบา, เบาดง, มันหมู, หัวค่าง และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
  • ชื่อสามัญ : Chaulmoogra, Siamese chaulmoogra
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบัน : Hydnocarpus castaneus Hook.f. & Thomson
  • ชื่อวิทยาศาสตร์เดิม/ชื่อพ้องที่พบในเอกสารสมุนไพรไทย : Hydnocarpus anthelminthicus Pierre ex Laness.
  • วงศ์ : Achariaceae
  • ลักษณะการใช้ทางยา : เน้น เมล็ดและน้ำมันจากเมล็ด โดยเฉพาะการใช้ภายนอก

หมายเหตุ: แหล่งข้อมูลสมุนไพรไทยจำนวนมากยังใช้ชื่อวิทยาศาสตร์เดิมว่า Hydnocarpus anthelminthicus ขณะที่ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน เช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ NCBI จัดชื่อที่ยอมรับเป็น Hydnocarpus castaneus Hook.f. & Thomson ดังนั้นการทำ SEO ควรใส่ทั้งชื่อปัจจุบันและชื่อพ้องเพื่อให้ค้นพบข้อมูลได้ครอบคลุม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงได้ประมาณ 10–30 เมตร ลำต้นเปลา เปลือกและกิ่งมีขนสั้นรูปดาวประปราย
  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียนหรือเรียงสลับ รูปขอบขนาน รูปใบหอก หรือรูปใบหอกแกมรูปไข่ ยาวประมาณ 10–30 เซนติเมตร โคนใบมักเบี้ยวเล็กน้อย ขอบใบเรียบ เส้นแขนงใบและเส้นใบย่อยเห็นเด่นชัด โดยเฉพาะด้านล่างของใบ
  • ดอก : ดอกแยกเพศ โดยอาจพบดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกกันบนต้นเดียวกันตามข้อมูลอนุกรมวิธานปัจจุบัน ดอกออกตามซอกใบ กลีบดอกมีสีครีมหรือสีขาวและมีกลิ่นหอม
  • ผล : ผลกลมขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึงประมาณ 8–12 เซนติเมตร ผิวมีขนสั้นนุ่มสีน้ำตาลหนาแน่น เปลือกค่อนข้างหนา
  • เมล็ด : เมล็ดมีจำนวนหลายเมล็ดภายในผล รูปค่อนข้างยาวประมาณ 2 เซนติเมตร มีขน และเป็นส่วนที่มีน้ำมันสำคัญทางสมุนไพร

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กระเบาน้ำมีถิ่นกระจายพันธุ์ใน พม่า อินโดจีน คาบสมุทรมลายู บอร์เนียว และสุมาตรา ส่วนในประเทศไทยพบกระจายได้หลายภูมิภาค โดยขึ้นตาม ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และป่าดิบชื้น ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เป็นวิธีที่เหมาะสมและมีข้อมูลรองรับมากที่สุด ควรใช้เมล็ดที่สดและเพิ่งแก่ เนื่องจากเมล็ดที่เก็บไว้นานอาจมีความสามารถในการงอกลดลง
  • การเพาะกล้า : เพาะเมล็ดในวัสดุที่ระบายน้ำได้ดี ให้ความชื้นสม่ำเสมอ และในระยะกล้าควรมีร่มเงาพอเหมาะ
  • สภาพแวดล้อม : ชอบพื้นที่มีความชื้นเพียงพอ ดินระบายน้ำดี และได้รับแสงแดดตั้งแต่ปานกลางถึงค่อนข้างมาก
  • การย้ายปลูก : ควรย้ายต้นกล้าที่แข็งแรงลงแปลงเมื่อมีระบบรากสมบูรณ์ และควรรักษาความชื้นในช่วงแรกหลังย้ายปลูก

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • เมล็ด : เป็นส่วนสำคัญในการใช้เป็นสมุนไพรและเป็นวัตถุดิบสำหรับสกัดน้ำมัน
  • น้ำมันจากเมล็ด : ใช้เป็นยาสมุนไพรภายนอกตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
  • เปลือกต้น : มีข้อมูลการใช้พื้นบ้านในบางพื้นที่
  • ใบ : มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นบางแห่ง

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาไทย

  • น้ำมันจากเมล็ดกระเบา : รส เมาเบื่อ ใช้ภายนอกสำหรับ โรคผิวหนัง ผื่นคัน กลาก เกลื้อน คุดทะราด และโรคเรื้อน ตามตำรายาไทย
  • เมล็ด : มีการใช้ในตำรับยาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยต้องระมัดระวังเรื่องความเป็นพิษของเมล็ดและน้ำมัน

ตามตำรายาไทย

  • น้ำมันกระเบา : ใช้ภายนอกสำหรับ แก้โรคผิวหนังต่าง ๆ แก้กลากเกลื้อน แก้คุดทะราด และโรคเรื้อน
  • น้ำมันจากเมล็ด : จัดอยู่ในกลุ่มตัวยารส เมาเบื่อ และมีการกล่าวถึงในตำรับยาที่เกี่ยวข้องกับโรคผิวหนัง

ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • เมล็ด : บางชุมชนใช้ต้มเป็นเครื่องดื่มตามภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีการกล่าวถึงการใช้เพื่อ ขับพยาธิ ขับเสมหะ และช่วยขับของเสีย
  • ใบ : บางพื้นที่นำมาตำหรือบดแล้วใช้ภายนอกกับผิวหนังที่มีปัญหา
  • ผลสุก : เนื้อในผลนำมารับประทานเป็นอาหารในบางท้องถิ่น

หมายเหตุ: การใช้เมล็ดหรือน้ำมันกระเบารับประทานเองไม่ควรทำ เพราะมีข้อมูลด้านความเป็นพิษและมีความเสี่ยงจากสารไซยาโนเจนิก การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านไม่เท่ากับการยืนยันประสิทธิผลหรือความปลอดภัยทางการแพทย์

ในตำรับยา

  • ยาแก้หิด : กระเบา (เมล็ด) เป็นหนึ่งในตัวยาตรงของตำรับยาสำหรับใช้ภายนอก ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น กระเบียน กำมะถันเหลือง น้อยหน่า สะบ้ามอญ และหนอนตายหยาก โดยสูตร วิธีทำ สรรพคุณ และขนาดการใช้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
  • ตำรับยาประดง : พบ เม็ดกระเบา เป็นส่วนประกอบในบางตำรับยาไทยที่ใช้สำหรับอาการทางผิวหนังตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย

วิธีใช้

  • ใช้ภายนอก : น้ำมันจากเมล็ดกระเบาใช้ทาบริเวณผิวหนังตามตำรับหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจัดทำอย่างถูกต้อง
  • ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาไทย : ใช้ตามสูตรและขนาดที่กำหนดของตำรับ ไม่ควรนำเมล็ดมารับประทานเอง
  • การใช้น้ำมันกระเบาแบบดั้งเดิม : ในอดีตมีการนำมาใช้กับโรคผิวหนังและโรคเรื้อน แต่การรักษาโรคเรื้อนในปัจจุบันควรใช้ยามาตรฐานตามคำแนะนำของแพทย์

หมายเหตุ: ไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานที่ปลอดภัยสำหรับกระเบาน้ำที่ควรนำไปใช้เป็นคำแนะนำทั่วไป และข้อมูลจากการใช้แบบดั้งเดิมไม่ควรนำมาปรับใช้เองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญ

ในบัญชียาจากสมุนไพร

มีการระบุ กระเบา (ผล) ในรายการวัตถุดิบสมุนไพรของ ตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 ในชื่อยา Hydnocarpi Castanei Fructus จาก Hydnocarpus castaneus Hook.f. & Thomson นอกจากนี้ กระเบา (เมล็ด) ยังเป็นตัวยาในตำรับยาแผนโบราณบางรายการ เช่น ยาแก้หิด และมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรบางชนิดที่ใช้น้ำมันกระเบาเป็นส่วนประกอบ

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของกระเบาน้ำอยู่ที่ น้ำมันจากเมล็ด ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันที่มีโครงสร้างวงแหวน โดยเฉพาะกลุ่ม cyclopentenyl fatty acids ได้แก่ hydnocarpic acid, chaulmoogric acid และ gorlic acid สารกลุ่มนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้น้ำมันกระเบาได้รับความสนใจทางเภสัชวิทยาและมีประวัติการใช้กับโรคติดเชื้อผิวหนังและโรคเรื้อน

องค์ประกอบทางเคมี

มีรายงานองค์ประกอบทางเคมีของวัตถุดิบในสกุล Hydnocarpus ได้แก่

  • Chaulmoogric acid
  • Hydnocarpic acid
  • Gorlic acid
  • Alepric acid
  • Aleprolic acid
  • กรดไขมันชนิดอื่น
  • มีฐานข้อมูลสารธรรมชาติที่รายงานสารประกอบของกระเบา ได้แก่ Hydrocyanic acid, chaulmoogric acid, hydnocarpic acid, alepric acid, aleprolic acid และ gorlic acid

หมายเหตุ: องค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์ แหล่งปลูก อายุเมล็ด วิธีสกัด และวิธีวิเคราะห์ จึงไม่ควรนำค่าจากพืช Hydnocarpus ชนิดอื่นมาแทนค่าของกระเบาน้ำโดยตรง

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันกระเบาและพืชสกุล Hydnocarpus พบประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านจุลชีพและฤทธิ์ต่อเชื้อกลุ่ม Mycobacterium โดยเฉพาะจากกรดไขมันชนิด hydnocarpic acid ซึ่งมีการศึกษามาตั้งแต่ในอดีตว่าสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไมโคแบคทีเรียบางชนิดในหลอดทดลองได้ อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ การรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ ยังไม่เพียงพอ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยซึ่งอ้างการตรวจสอบของสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานการวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันว่าผลกระเบาสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้

หมายเหตุ: ผลการทดลองระดับเซลล์หรือสัตว์ทดลองเป็นหลักฐานเบื้องต้น ไม่สามารถใช้ยืนยันประสิทธิผลในการรักษาผู้ป่วยได้

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและการใช้ดั้งเดิม : มีประวัติการใช้ค่อนข้างยาวนาน โดยเฉพาะ น้ำมันเมล็ดกับโรคผิวหนังและโรคเรื้อน
  • ระดับห้องปฏิบัติการ : มีข้อมูลสนับสนุนฤทธิ์ทางชีวภาพของสารจากน้ำมันกระเบาและพืชสกุล Hydnocarpus
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลในพืชสกุล Hydnocarpus บางชนิด แต่ไม่ควรนำมาสรุปตรงกับ H. castaneus
  • ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : หลักฐานสมัยใหม่ยังมีจำกัด และไม่เพียงพอที่จะยืนยันข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคมะเร็งหรือโรคสำคัญอื่น ๆ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านเชื้อไมโคแบคทีเรีย : hydnocarpic acid ซึ่งเป็นกรดไขมันสำคัญในน้ำมัน chaulmoogra มีรายงานว่ายับยั้งการเพิ่มจำนวนของไมโคแบคทีเรียบางชนิดในหลอดทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : งานวิจัยของพืชสกุล Hydnocarpus พบฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิด แต่ผลการศึกษาขึ้นกับชนิดพืชและสารสกัด
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : มีการศึกษาพืช Hydnocarpus ชนิดอื่น เช่น H. laurifolia ซึ่งพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากเมล็ด แต่ไม่ควรนำผลดังกล่าวมาสรุปว่าเป็นคุณสมบัติเฉพาะของกระเบาน้ำโดยตรง
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง : มีรายงานการทดลองเบื้องต้นในพืชสกุล Hydnocarpus แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอสำหรับการใช้กระเบาน้ำรักษามะเร็งในคน

ความปลอดภัย

กระเบาน้ำ โดยเฉพาะเมล็ดและน้ำมันจากเมล็ด ไม่ควรนำมารับประทานเอง เนื่องจากมีรายงานเกี่ยวกับสารที่สามารถก่อให้เกิดไซยาไนด์และอาการพิษได้ โดยเฉพาะเมื่อเมล็ดถูกบดหรือแปรรูปไม่เหมาะสม กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเตือนว่าไม่ควรรับประทานกระเบาโดยไม่ผ่านกระบวนการที่เหมาะสม เพราะสารไซยาไนด์สามารถมีผลต่อ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเมื่อได้รับในปริมาณมาก การใช้น้ำมันกระเบาภายนอกก็ยังควรระวัง การระคายเคืองหรืออาการแพ้ทางผิวหนัง

ข้อห้ามใช้

  • ห้ามรับประทานเมล็ดกระเบาหรือน้ำมันกระเบาเอง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพ
  • ห้ามใช้เพื่อรักษามะเร็งแทนการรักษามาตรฐาน
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้พืชหรือมีผิวหนังไวต่อการระคายเคืองควรหลีกเลี่ยงการใช้ภายนอกจนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ข้อมูลการเกิด ปฏิกิริยาระหว่างกระเบาน้ำกับยาแผนปัจจุบัน ยังมีจำกัด จึงไม่สามารถระบุรายการยาที่ปลอดภัยสำหรับใช้ร่วมกันได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการรับประทานสารสกัดหรือน้ำมันกระเบาในปริมาณเข้มข้น ผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ ผลิตภัณฑ์กระเบา และไม่ควรนำกระเบามาใช้ร่วมกับการรักษามาตรฐานโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

การใช้ในอาหาร

  • เนื้อในผลสุก มีข้อมูลการใช้เป็นอาหารในบางพื้นที่ มีลักษณะนุ่มและมีรสหวานมันคล้ายเผือกต้ม
  • ผลยังเป็นแหล่งอาหารของสัตว์บางชนิด เช่น ลิงและปลา
  • การรับประทาน เมล็ดและน้ำมันจากเมล็ด แตกต่างจากการรับประทานเนื้อผล และไม่ควรนำข้อมูลการใช้เนื้อผลมาเหมารวมว่าเมล็ดปลอดภัยสำหรับรับประทาน

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • น้ำมันกระเบา
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำหรับใช้ภายนอก
  • น้ำมันหรือผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะ ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม
  • ตำรับยาไทยบางชนิดที่มี กระเบา (เมล็ด/ผล) เป็นส่วนประกอบ

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ควรเก็บ ผลแก่จัดหรือผลสุก จากต้นที่มีลักษณะตรงตามชนิดพันธุ์
  • เมล็ดที่จะนำไปสกัดน้ำมันควรเป็น เมล็ดสดและมีคุณภาพดี
  • ควรทำความสะอาดและลดความชื้นอย่างเหมาะสมก่อนเก็บรักษา
  • เก็บเมล็ดและน้ำมันในภาชนะปิดสนิท ป้องกัน แสง ความร้อน อากาศ และความชื้น
  • ควรแยกวัตถุดิบกระเบาออกจากอาหารและสมุนไพรที่ใช้รับประทานทั่วไปเพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระเบาน้ำมีการใช้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะการนำ เมล็ดมาสกัดน้ำมัน เพื่อใช้ภายนอกกับโรคผิวหนัง ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยยังจัดน้ำมันจากเมล็ดกระเบาเป็นตัวยารส เมาเบื่อ และใช้ในกลุ่มอาการทางผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน คุดทะราด และโรคเรื้อน การศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านในจังหวัดยโสธรยังพบการใช้ H. castaneus ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การใช้ส่วนของพืชเตรียมเป็นยาต้มรับประทานหรือใช้ภายนอกสำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ การขับของเสีย และโรคผิวหนัง ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของภูมิปัญญาท้องถิ่น

ประวัติและวัฒนธรรม

Chaulmoogra oil จากพืชสกุล Hydnocarpus มีประวัติการใช้เป็นยาสำหรับ โรคเรื้อน ในเอเชียมายาวนาน ก่อนที่การรักษาโรคเรื้อนด้วยยาต้านเชื้อสมัยใหม่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ กรดไขมันอย่าง hydnocarpic acid และ chaulmoogric acid จึงมีความสำคัญในประวัติศาสตร์เภสัชวิทยาของโรคเรื้อน ในประเทศไทย กระเบาน้ำยังปรากฏในตำรับและองค์ความรู้ การแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะกลุ่มยาที่เกี่ยวข้องกับโรคผิวหนัง

สถานะการอนุรักษ์

กระเบาน้ำเป็นไม้พื้นถิ่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยังมีการพบในธรรมชาติของประเทศไทยหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ประชากรในธรรมชาติควรให้ความสำคัญกับการรักษา ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และป่าดิบเขา ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยตามธรรมชาติของชนิดพันธุ์นี้

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • หมวด (Phylum) : Tracheophyta
  • ชั้น (Class) : Magnoliopsida
  • อันดับ (Order) : Malpighiales
  • วงศ์ (Family) : Achariaceae
  • สกุล (Genus) : Hydnocarpus
  • ชนิด (Species) : Hydnocarpus castaneus Hook.f. & Thomson
  • ชื่อพ้องสำคัญ (Synonym) : Hydnocarpus anthelminthicus Pierre ex Laness.
  • ชื่อสามัญ : Chaulmoogra, Siamese chaulmoogra

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์กระเบาน้ำควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากชื่อพื้นเมือง “กระเบา” และ “กระเบาน้ำ” อาจถูกใช้กับพืชที่มีชื่อใกล้เคียงกัน ลักษณะสำคัญสำหรับตรวจสอบ ได้แก่

  • ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียน/สลับ รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก โคนใบมักเบี้ยว
  • ดอก : ดอกแยกเพศ กลีบดอกสีครีมหรือขาว
  • ผล : ผลกลมขนาดใหญ่ ผิวมีขนสั้นนุ่มสีน้ำตาล
  • เมล็ด : เมล็ดรูปยาว มีขน และอยู่ภายในผลขนาดใหญ่
  • เอกลักษณ์ทางอนุกรมวิธาน : ตรวจสอบให้ตรงกับ Hydnocarpus castaneus Hook.f. & Thomson และตรวจสอบชื่อพ้อง H. anthelminthicus ประกอบ

คำเตือนทางการแพทย์

กระเบาน้ำไม่ใช่สมุนไพรที่ควรนำเมล็ดหรือน้ำมันมารับประทานเอง เนื่องจากมีข้อมูลด้านพิษวิทยาเกี่ยวกับสารไซยาโนเจนิก และการรับประทานในปริมาณไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงได้ การกล่าวอ้างว่า กระเบาหรือผลกระเบาสามารถรักษาโรคมะเร็ง ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยัน และหน่วยงานด้านมะเร็งของกระทรวงสาธารณสุขได้เตือนว่าไม่ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้แทนการรักษามาตรฐาน หากต้องการใช้ น้ำมันกระเบาเพื่อโรคผิวหนัง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งผลิตและการขึ้นทะเบียนถูกต้อง และใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2562). กระเบา มีสรรพคุณใดบ้างครับ. คลังความรู้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.
  2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2559). กระเบา: Hydnocarpus castaneus Hook.f. & Thomson. สารานุกรมพืช.
  3. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564.
  4. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). กระเบา (Hydnocarpus castanea Hook. f. & Thomson).
  5. มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). กระเบาน้ำ. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ.
  6. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย. (2566). ข่าวปลอม อย่าแชร์! ผลกระเบาช่วยรักษาโรคมะเร็ง.
  7. Harwood, B., & Webber, B. (2015). Achariaceae. In T. S. P. S. Santisuk & K. Larsen (Eds.), Flora of Thailand (Vol. 13, Part 1, pp. 2–12).
  8. Jacobsen, P. L., & Levy, L. (1973). Mechanism by which hydnocarpic acid inhibits mycobacterial multiplication. Antimicrobial Agents and Chemotherapy, 3(3), 373–379.
  9. National Parks Board Singapore. (2024). Hydnocarpus castaneus. Flora & Fauna Web.
  10. National Center for Biotechnology Information. (2026). Hydnocarpus castaneus: Taxonomy Browser.
  11. WebMD. (2026). Chaulmoogra: Overview, uses, side effects, precautions, interactions, dosing and reviews.
Scroll to top