ก้นจ้ำขาว

ก้นจ้ำขาว

ก้นจ้ำขาว เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งร้อนของโลก มีชื่อเรียกในประเทศไทยหลายชื่อ เช่น กี่นกไส้ ปืนนกไส้ และปีกนกไส้ เป็นพืชที่มีการใช้ทั้งในด้าน สมุนไพรพื้นบ้านและอาหาร โดยเฉพาะยอดอ่อนและใบอ่อน ขณะเดียวกันงานวิจัยสมัยใหม่ได้ศึกษาสารสำคัญและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพืชชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อสมุนไพร : ก้นจ้ำขาว
  • ชื่อท้องถิ่น : กี่นกไส้, ปืนนกไส้, ปีกนกไส้
  • ชื่อสามัญ : Beggar’s tick, Broom stick, Cobbler’s pegs, Devil’s needles, Spanish needle
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bidens pilosa L.
  • วงศ์ : Asteraceae หรือ Compositae
  • ลักษณะการใช้ประโยชน์ : ใช้เป็น สมุนไพรพื้นบ้าน อาหาร และพืชสำหรับการศึกษาทางเภสัชวิทยา
  • ส่วนที่มีการใช้เป็นยา : ทั้งต้นและใบ โดยตำรับพื้นบ้านของไทยมีการใช้ใบและทั้งต้นในหลายลักษณะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น : เป็นพืชล้มลุก ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านได้มาก มีลักษณะเป็นเหลี่ยมหรือเป็นสัน และอาจสูงได้ประมาณ 1 เมตร
  • ใบ : ใบออกตรงข้าม เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยประมาณ 3–5 ใบ ใบย่อยมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบหยักหรือจักฟันเลื่อย
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นบริเวณปลายยอดและซอกใบ ดอกวงนอกเป็นดอกแบบลิ้น สีขาว ส่วนดอกวงในเป็นดอกหลอดสีเหลืองและเป็นดอกสมบูรณ์เพศ
  • ผล : เป็นผลแห้งเมล็ดล่อนหรืออะคีน (achene) รูปเรียวยาว สีดำ เมื่อแก่มีรยางค์คล้ายหนามหรือตะขอสำหรับช่วยยึดติดกับสัตว์และเสื้อผ้า ทำให้เมล็ดกระจายพันธุ์ได้ง่าย
  • ราก : เป็นระบบรากที่ช่วยให้พืชสามารถเจริญได้ดีในพื้นที่ถูกรบกวนและพื้นที่เปิด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

มีข้อมูลทางอนุกรมวิธานระบุว่า Bidens pilosa มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมใน เขตร้อนและกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา โดยเฉพาะอเมริกาใต้ ก่อนแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ปัจจุบันพบได้อย่างกว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อน รวมถึงเอเชีย แอฟริกา โอเชียเนีย และอเมริกา

ในประเทศไทยพบก้นจ้ำขาวขึ้นตามพื้นที่รกร้าง ริมทาง พื้นที่เกษตร สวน และพื้นที่ที่มีการรบกวนของดิน โดยกรมวิชาการเกษตรระบุ Bidens pilosa เป็นหนึ่งในพืชสกุลก้นจ้ำที่พบในประเทศไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์หลักด้วย เมล็ด
  • การงอกของเมล็ด : เมล็ดสามารถงอกได้ดีในช่วงอุณหภูมิประมาณ 15–40 องศาเซลเซียส และเมล็ดสามารถคงความมีชีวิตอยู่ในดินได้เป็นเวลาหลายปี
  • สภาพแวดล้อม : เจริญได้ดีในพื้นที่ที่มีความชื้นและมีแสงเพียงพอ รวมถึงพื้นที่ดินถูกรบกวน
  • การปลูกเพื่อใช้เป็นสมุนไพร : หากปลูกเพื่อบริโภคหรือใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรเลือกพื้นที่ปลูกที่สะอาด หลีกเลี่ยงพื้นที่ใกล้ถนน แหล่งขยะ หรือพื้นที่ที่อาจปนเปื้อนโลหะหนักและสารเคมี

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ทั้งต้น : ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยมีการนำไปต้มเป็นเครื่องดื่มหรือใช้เตรียมเป็นยาสำหรับใช้ภายนอก
  • ใบ : ใช้สดหรือเตรียมเป็นยาพอก น้ำคั้น หรือต้มตามตำรับพื้นบ้าน
  • ใบอ่อน : มีการใช้เป็นอาหารและในภูมิปัญญาพื้นบ้านมีการเคี้ยวเพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน

สรรพคุณทางสมุนไพร

ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย

  • ทั้งต้น : รสขมเฝื่อน มีการใช้ต้มดื่มเพื่อ แก้หวัด แก้ไอ แก้ปวดท้อง แก้จุกเสียด และแก้ท้องร่วง
  • ทั้งต้น : ในตำรับพื้นบ้านบางแห่งใช้ภายนอกสำหรับ โรคผิวหนัง ฝีพุพอง และอาการบวม
  • ใบ : รสจืดเย็น มีการใช้เพื่อ ห้ามเลือด สมานบาดแผล และช่วยดูแลแผลเน่าเปื่อยหรือบวม
  • ใบ : มีการตำพอกบริเวณที่มีอาการอักเสบของตา และใช้น้ำคั้นตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการปวดหู
  • ใบอ่อน : มีการเคี้ยวเพื่อบรรเทา อาการปวดฟัน

ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

  • ใช้ ทั้งต้นต้มเป็นน้ำสมุนไพร สำหรับอาการหวัด ไอ ปวดท้อง และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
  • ใช้ ใบตำพอก บริเวณบาดแผล ฝี หรือบริเวณที่มีการอักเสบ
  • ในบางท้องถิ่นมีการใช้เตรียมเป็นยาภายนอกสำหรับ งูสวัดและโรคผิวหนัง แต่การใช้ดังกล่าวยังเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรนำมาแทนการรักษามาตรฐาน

ในตำรับยา

มีรายงานการใช้ Bidens pilosa ในตำรับพื้นบ้านของหลายประเทศสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อาการอักเสบ แผล ปวด และโรคผิวหนัง แต่รูปแบบตำรับ ปริมาณ และส่วนของพืชที่ใช้แตกต่างกันตามภูมิภาค

วิธีใช้

  • ต้มดื่ม : ใช้ทั้งต้นหรือใบเป็นส่วนประกอบของตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการหวัด ไอ หรืออาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
  • ใช้ภายนอก : ใบหรือทั้งต้นบดหรือตำแล้วนำไปพอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ใช้เป็นอาหาร : ยอดอ่อนและใบอ่อนสามารถนำไปปรุงสุกเป็นผักได้
  • การใช้เป็นสมุนไพรเพื่อรักษาโรค : ยังไม่มีขนาดรับประทานมาตรฐานที่ยืนยันจากการทดลองทางคลินิกสำหรับการรักษาโรคทั่วไป จึงไม่ควรนำข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านไปกำหนดขนาดยาเอง

หมายเหตุ : วิธีใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและเอกสารวิชาการ ไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้สมุนไพรแทนการรักษาจากแพทย์

สาระสำคัญ

ก้นจ้ำขาว (Bidens pilosa L.) เป็นพืชที่มีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ polyacetylenes, flavonoids, phenolic acids, terpenes, fatty acids และ phytosterols สารเหล่านี้ได้รับความสนใจเนื่องจากมีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และเกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในงานวิจัยก่อนคลินิก

องค์ประกอบทางเคมี

มีการศึกษาพบสารประกอบจำนวนมากใน Bidens pilosa โดยรีวิวหนึ่งรายงานสารประกอบประมาณ 301 ชนิด จากส่วนต่าง ๆ ของพืช แบ่งเป็นกลุ่มสำคัญ ได้แก่

  • Polyacetylenes และ polyacetylene glycosides
  • Flavonoids และ flavone glycosides
  • Aurones และ chalcones
  • Okanin glycosides
  • Phenolic acids
  • Terpenes
  • Pheophytins
  • Fatty acids
  • Phytosterols

สารที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่ม polyacetylenes, flavonoids และอนุพันธ์ของ caffeoylquinic acid ซึ่งมีการศึกษาความสัมพันธ์กับฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยของ Bidens pilosa มีทั้งการทดลองระดับเซลล์ การทดลองในสัตว์ การศึกษาด้านองค์ประกอบทางเคมี และการศึกษาในมนุษย์ขนาดเล็ก

  • งานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการพบศักยภาพด้าน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และต้านจุลชีพ
  • การทดลองในสัตว์พบฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การอักเสบ ระบบหัวใจและหลอดเลือด และระบบทางเดินอาหาร
  • มีการศึกษาสาร polyynes บางชนิดที่อาจเกี่ยวข้องกับการควบคุมการทำงานของเซลล์เบตาของตับอ่อน
  • มีการศึกษานำร่องในมนุษย์เกี่ยวกับสูตรตำรับ Bidens pilosa ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยพบการเปลี่ยนแปลงของ fasting blood glucose และ HbA1c แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่และออกแบบอย่างเข้มงวดเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 ของผลิตภัณฑ์บ้วนปากที่ประกอบด้วยสารสกัด Bidens pilosa ร่วมกับ curcuminoids ในผู้เข้าร่วมสุขภาพดีจำนวน 20 คนเพื่อประเมินความปลอดภัย โดยไม่พบความเป็นพิษหรืออาการไม่พึงประสงค์รุนแรงในช่วงเวลาที่ศึกษา

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ภูมิปัญญาพื้นบ้าน : มีข้อมูลการใช้มาอย่างยาวนานในหลายประเทศ แต่ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์
  • ระดับห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานค่อนข้างมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ
  • ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลสนับสนุนหลายด้าน โดยเฉพาะการศึกษาการควบคุมระดับน้ำตาลและการอักเสบ
  • ระดับมนุษย์ : มีการศึกษานำร่องและการศึกษาด้านความปลอดภัยบางรูปแบบ แต่ยังมีข้อมูลจำกัด
  • ระดับการรักษาทางคลินิก : ยังไม่มีหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลสำหรับใช้รักษาโรคทั่วไป

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ Bidens pilosa หลายด้าน ได้แก่

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารกลุ่ม flavonoids และ phenolic compounds หลายชนิดมีศักยภาพในการกำจัดอนุมูลอิสระ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดและสารบางชนิดแสดงผลต่อกระบวนการอักเสบในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและเชื้อจุลชีพบางชนิด
  • ฤทธิ์ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด : มีข้อมูลจากการทดลองในสัตว์และการศึกษานำร่องในมนุษย์
  • ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร : มีรายงานฤทธิ์ต้านการหลั่งกรดและปกป้องเยื่อบุกระเพาะในแบบจำลองทดลอง
  • ฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกันและการแพ้ : มีการศึกษาฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและการอักเสบ
  • ฤทธิ์ต้านมาลาเรียและต้านไวรัส : พบในงานวิจัยระดับก่อนคลินิกบางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันเป็นการรักษามาตรฐานในมนุษย์

ความปลอดภัย

โดยทั่วไป Bidens pilosa มีประวัติการนำยอดอ่อนและใบมาเป็นอาหารในหลายประเทศ และมีการศึกษาความปลอดภัยในระดับก่อนคลินิกและมนุษย์บางส่วน อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับ ส่วนของพืช วิธีสกัด ปริมาณ และแหล่งวัตถุดิบ

การทดลองในสัตว์พบค่าความเป็นพิษเฉียบพลันแตกต่างกันตามชนิดสารสกัดและวิธีให้สาร จึงไม่สามารถนำค่าดังกล่าวมาใช้กำหนดขนาดรับประทานสำหรับมนุษย์ได้โดยตรง

นอกจากนี้ Bidens pilosa สามารถสะสมโลหะและสารหนูจากดินได้ จึงควรเลือกวัตถุดิบจากแหล่งปลูกที่สะอาด โดยเฉพาะเมื่อจะนำมาใช้เป็นอาหารหรือสมุนไพร

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ ก้นจ้ำขาวเพื่อรักษาโรคร้ายแรงแทนการรักษามาตรฐาน
  • ผู้ที่มีประวัติ แพ้พืชในวงศ์ Asteraceae/Compositae ควรระมัดระวัง
  • ผู้ที่กำลังใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ยาลดความดันโลหิต หรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้น เนื่องจากมีข้อมูลก่อนคลินิกที่ชี้ถึงความเป็นไปได้ของฤทธิ์เสริมกัน
  • ควรหลีกเลี่ยงวัตถุดิบจากพื้นที่ที่อาจมี โลหะหนัก สารกำจัดศัตรูพืช หรือสารปนเปื้อน

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ข้อมูลเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างก้นจ้ำขาวกับยาในมนุษย์ยังมีจำกัด และยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับกำหนดรายการปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างชัดเจน

จากข้อมูลทางเภสัชวิทยา ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกับ

  • ยาลดน้ำตาลในเลือด : อาจมีความเป็นไปได้ที่ฤทธิ์ลดน้ำตาลจะเสริมกัน
  • ยาลดความดันโลหิต : มีข้อมูลก่อนคลินิกเกี่ยวกับฤทธิ์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด : ควรระมัดระวังหากใช้สารสกัดเข้มข้น เนื่องจากมีข้อสังเกตด้านฤทธิ์ทางชีวภาพเกี่ยวกับการอักเสบและการห้ามเลือด

หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อควรระวังจากหลักฐานก่อนคลินิกและข้อมูลความปลอดภัยที่ยังจำกัด ไม่ควรตีความว่าเป็นการยืนยันว่าก้นจ้ำขาวมีปฏิกิริยากับยาทุกชนิด

การใช้ในอาหาร

ก้นจ้ำขาวเป็นพืชที่สามารถใช้เป็นอาหารได้ โดยเฉพาะยอดอ่อนและใบอ่อน มีการนำไปประกอบอาหารในหลายประเทศ เช่น ต้ม ลวก ทำแกง ใส่ซุป หรือใช้เป็นผักในอาหารพื้นบ้าน

ในฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยมีข้อมูลการใช้ ยอดอ่อนต้มรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก

ควรเลือกเก็บจากบริเวณที่สะอาด และควรปรุงสุกก่อนรับประทาน โดยเฉพาะเมื่อไม่ทราบแหล่งที่มาของพืช

การใช้ในผลิตภัณฑ์

มีการนำ Bidens pilosa ไปใช้หรือศึกษาสำหรับผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ ได้แก่

  • ชาสมุนไพร
  • อาหารและผักพื้นบ้าน
  • สารสกัดสมุนไพร
  • ผลิตภัณฑ์บ้วนปากและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ในงานวิจัย
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสูตรตำรับสมุนไพร ที่อยู่ระหว่างการศึกษา

กรมวิชาการเกษตรมีรายงานว่าก้นจ้ำขาวดอกใหญ่มีการปลูกและผลิตเป็นชาสมุนไพรในบางประเทศ และมีการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบและลดอาการแพ้

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบและยอดอ่อน : เก็บในระยะที่ต้นยังสมบูรณ์และไม่มีร่องรอยการปนเปื้อน
  • ทั้งต้นสำหรับใช้เป็นสมุนไพร : ควรเก็บจากพื้นที่ปลูกที่ทราบแหล่งที่มา
  • การทำวัตถุดิบแห้ง : ควรล้างสิ่งปนเปื้อนตามความเหมาะสม ผึ่งหรือตากในสถานที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้น
  • การเก็บรักษา : เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันแสง ความชื้น แมลง และเชื้อรา
  • ไม่ควรเก็บวัตถุดิบจากพื้นที่ใกล้ถนน โรงงาน หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อ โลหะหนักและสารเคมีตกค้าง

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ภูมิปัญญาไทยมีการใช้ ก้นจ้ำขาว ทั้งต้นและใบในรูปแบบยาต้ม ยาพอก และน้ำคั้น โดยเกี่ยวข้องกับอาการหวัด ไอ ปวดท้อง ท้องร่วง จุกเสียด บาดแผล ฝี โรคผิวหนัง และอาการปวดฟัน ข้อมูลดังกล่าวปรากฏในฐานข้อมูลสมุนไพรไทยและฐานข้อมูลท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร

ประวัติและวัฒนธรรม

Bidens pilosa มีประวัติการใช้เป็น อาหารและสมุนไพรพื้นบ้านในหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเขตร้อน ชื่อสามัญภาษาอังกฤษหลายชื่อมีความสัมพันธ์กับลักษณะผลที่มีหนามหรือรยางค์แข็ง ซึ่งสามารถเกี่ยวติดเสื้อผ้าและขนสัตว์เพื่อช่วยกระจายเมล็ด

ในประเทศไทย ก้นจ้ำขาวเป็นพืชพื้นบ้านที่มีการนำมาใช้ทั้งในด้าน อาหารและสมุนไพร และเป็นหนึ่งในพืชสกุล Bidens ที่มีการบันทึกการพบในประเทศ

สถานะการอนุรักษ์

Bidens pilosa เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างขวางและสามารถขึ้นได้ง่ายในพื้นที่ถูกรบกวน จึงไม่ใช่พืชที่มีข้อกังวลด้านการอนุรักษ์ในลักษณะเดียวกับพืชสมุนไพรหายาก โดยฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ยอมรับ Bidens pilosa L. เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานและระบุว่ามีการกระจายพันธุ์กว้างขวางในเขตร้อนและกึ่งร้อน

อย่างไรก็ตาม หากเก็บเพื่อบริโภคหรือใช้เป็นยา ควรให้ความสำคัญกับ การเก็บจากแหล่งที่สะอาดและการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ มากกว่าปริมาณของพืชในธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • กลุ่มพืชมีท่อลำเลียง (Vascular plants) : Tracheophyta
  • กลุ่มพืชมีดอก (Angiosperms) : Angiosperms
  • กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Clade) : Eudicots
  • กลุ่ม Asterids : Asterids
  • อันดับ (Order) : Asterales
  • วงศ์ (Family) : Asteraceae
  • สกุล (Genus) : Bidens
  • ชนิด (Species) : Bidens pilosa L.

ชื่อ Compositae เป็นชื่อที่ใช้ในเอกสารสมุนไพรไทยบางแหล่งสำหรับวงศ์ Asteraceae

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์ ก้นจ้ำขาว (Bidens pilosa L.) ควรพิจารณาร่วมกันหลายลักษณะ ได้แก่

  • ลักษณะภายนอก : ต้นล้มลุก ลำต้นเป็นเหลี่ยม ใบออกตรงข้ามและเป็นใบประกอบ ดอกมีดอกวงนอกสีขาวและดอกวงในสีเหลือง
  • ลักษณะผล : ผลแห้งขนาดเล็ก สีดำ มีรยางค์แข็งคล้ายหนามบริเวณปลาย
  • ลักษณะทางจุลทรรศน์ : ใช้ตรวจสอบโครงสร้างของใบและเนื้อเยื่อพืชเพื่อช่วยยืนยันชนิดของวัตถุดิบ
  • ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง (voucher specimen) : ควรจัดทำตัวอย่างพรรณไม้อ้างอิงเมื่อเก็บวัตถุดิบเพื่อการวิจัยหรือการควบคุมคุณภาพ
  • การตรวจสอบทางพันธุกรรม : ในกรณีที่ต้องการยืนยันชนิดอย่างละเอียด สามารถใช้ข้อมูล DNA barcode และฐานข้อมูลพันธุกรรมประกอบการจำแนกได้ โดย TH-BIF มีข้อมูลพันธุกรรมอ้างอิงของ Bidens pilosa ในฐานข้อมูลประเทศไทย

คำเตือนทางการแพทย์

ก้นจ้ำขาวเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิมและมีงานวิจัยทางเภสัชวิทยาจำนวนมาก แต่หลักฐานทางคลินิกสำหรับการรักษาโรคในมนุษย์ยังมีจำกัด จึงไม่ควรใช้แทนยาที่แพทย์สั่งหรือใช้เพื่อรักษาโรคร้ายแรงด้วยตนเอง

ผู้ป่วยที่มี เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเลือด หรือโรคเรื้อรัง และผู้ที่รับประทานยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ก้นจ้ำขาวในปริมาณเข้มข้น โดยเฉพาะเนื่องจากข้อมูลทางเภสัชวิทยาชี้ถึงความเป็นไปได้ของผลต่อระดับน้ำตาล ความดัน และระบบอื่น ๆ

ไม่ควรใช้ ต้นก้นจ้ำขาวที่เก็บจากพื้นที่ปนเปื้อน เพราะพืชชนิดนี้สามารถสะสมโลหะและสารหนูจากดินได้

หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิม ไม่ได้หมายความว่ามีหลักฐานทางคลินิกยืนยันประสิทธิผลสำหรับทุกข้อบ่งใช้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.
  2. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). ก้นจ้ำขาว. ฐานข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร-ตาก.
  3. กรมวิชาการเกษตร. (2553). ศึกษารวบรวมสายพันธุ์วัชพืชสมุนไพรและไม้น้ำ. กรมวิชาการเกษตร.
  4. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). Bidens pilosa L. ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ.
  5. Bartolome, A. P., Villaseñor, I. M., & Yang, W.-C. (2013). Bidens pilosa L. (Asteraceae): Botanical properties, traditional uses, phytochemistry, and pharmacology. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2013, 340215. https://doi.org/10.1155/2013/340215
  6. Xu, Y., et al. (2016). Chemistry and pharmacology of Bidens pilosa: An overview. Chinese Journal of Integrative Medicine / Journal of Pharmaceutical Sciences and Technology literature review.
  7. Yang, W.-C. (2014). Botanical, pharmacological, phytochemical, and toxicological aspects of the antidiabetic plant Bidens pilosa L. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2014, 698617. https://doi.org/10.1155/2014/698617
  8. Hsu, C.-C., et al. (2015). Bidens pilosa formulation improves blood homeostasis and β-cell function in men: A pilot study. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2015, 832314. https://doi.org/10.1155/2015/832314
  9. de Oliveira, A. P. L., et al. (2018). Randomized clinical trial of a mucoadhesive formulation containing curcuminoids and Bidens pilosa Linn extract (FITOPROT) for prevention and treatment of oral mucositis – phase I study. Clinical Oral Investigations.
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Bidens pilosa L. Plants of the World Online.
  11. National Parks Board Singapore. (2023). Bidens pilosa. Flora & Fauna Web.
Scroll to top