ก้นจ้ำ
ก้นจ้ำ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่พบได้ตามพื้นที่รกร้าง ไร่ สวน และริมถนน โดยเป็นพืชล้มลุกอายุประมาณหนึ่งปีในวงศ์ทานตะวัน (Asteraceae) มีดอกสีเหลืองและมักขึ้นเองตามธรรมชาติ ในภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการนำ ใบและทั้งต้นก้นจ้ำ มาใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพร โดยเฉพาะการดูแลแผลและอาการบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพรควรแยกจากหลักฐานทางการแพทย์ เนื่องจากข้อมูลการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ของก้นจ้ำยังมีจำกัด
- ชื่อสมุนไพร : ก้นจ้ำ
- ชื่ออื่น : หญ้าก้นจ้ำ, บ่ะดี่ (ลั้วะ), ก้นจ้ำ (นครราชสีมา)
- ชื่อสามัญ : Spanish Needles, Black Jack
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff
- ชื่อพ้องที่สำคัญ : Coreopsis biternata Lour. ซึ่งปัจจุบัน Kew POWO ยอมรับ Bidens biternata เป็นชื่อที่ถูกต้อง
- วงศ์ : Asteraceae หรือ Compositae (วงศ์ทานตะวัน)
- อายุ : พืชล้มลุกอายุปีเดียว
- ลักษณะเด่น : ลำต้นตั้งตรงเป็นเหลี่ยม ใบประกอบ ดอกสีเหลือง และผลเป็นผลแห้งแบบอะคีนที่มีส่วนช่วยในการกระจายพันธุ์
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
ก้นจ้ำ เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านในสกุล Bidens ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ทั้งในด้านอาหารและการแพทย์พื้นบ้านในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา งานทบทวนทางวิชาการรายงานว่ามีการใช้ Bidens biternata ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นในอาการหลากหลาย เช่น การอักเสบ การติดเชื้อ อาการทางระบบทางเดินอาหาร ไข้ และโรคผิวหนัง
ในประเทศไทยมีรายงานพบ ก้นจ้ำ กระจายอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่เกษตร โดยมักขึ้นเป็นวัชพืชตามไร่ สวน ข้างถนน และพื้นที่ค่อนข้างแห้ง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้าน มีความสูงประมาณ 0.5–2 เมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม อาจมีสีออกแดง และมีขนประปรายหรือเกือบเกลี้ยง
- ใบ : เป็นใบประกอบ ออกตรงข้ามกัน ใบย่อยมีลักษณะรูปไข่ถึงรูปไข่แกมใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อยหรือฟันปลา บางใบมีขนประปราย
- ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกแน่นที่ปลายกิ่งหรือบริเวณซอกใบ ดอกมีสีเหลือง โดยลักษณะช่อดอกเป็นแบบที่พบได้ทั่วไปในพืชวงศ์ Asteraceae
- ผล : เป็นผลแห้งแบบอะคีน รูปร่างค่อนข้างเรียว มีสันตามแนวยาวและส่วนปลายช่วยให้เมล็ดหรือผลติดไปกับสัตว์หรือสิ่งที่สัมผัสผ่านได้
- เมล็ด : อยู่ภายในผลแห้ง และเป็นส่วนสำคัญในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
ปัจจุบันฐานข้อมูล Plants of the World Online ระบุว่า Bidens biternata มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลกเก่า และมีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชีย แอฟริกา และออสเตรเลีย รวมถึงประเทศไทย กัมพูชา จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เมียนมา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่น ๆ อีกจำนวนมาก
ในประเทศไทยพบขึ้นตาม ไร่ สวน พื้นที่รกร้าง ข้างทาง และพื้นที่แห้งแล้ง โดยมีรายงานการพบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : โดยทั่วไปสามารถขยายพันธุ์ด้วย เมล็ด
- ดิน : เจริญได้ดีในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดีและมีอินทรียวัตถุเพียงพอ
- น้ำ : ต้องการความชื้นในระดับปานกลาง ไม่ควรปลูกในพื้นที่น้ำขัง
- แสง : เหมาะกับบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ
- การปลูก : หว่านหรือหยอดเมล็ดในดินที่เตรียมไว้ แล้วรักษาความชื้นในระยะแรกจนต้นกล้าตั้งตัวได้
- การเก็บเมล็ด : ควรเก็บผลที่แก่และแห้งจากต้นก่อนนำไปใช้เป็นเมล็ดพันธุ์
ก้นจ้ำเป็นพืชที่ขึ้นง่ายและมีลักษณะเป็นวัชพืชในหลายพื้นที่ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ระบบการเพาะปลูกที่ซับซ้อน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ทั้งต้น : มีรายงานการใช้เป็นสมุนไพรในภูมิปัญญาพื้นบ้านและการแพทย์ดั้งเดิม
- ใบ : มีการใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะการนำมาคั้น ตำ หรือใช้ภายนอกกับแผล
- ราก : มีรายงานการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางพื้นที่
- ส่วนเหนือดิน : มีการศึกษาทางพฤกษเคมีและเภสัชวิทยา
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาและการแพทย์พื้นบ้านไทย
- ใบก้นจ้ำ : ใช้ตำหรือบดสำหรับพอกบริเวณ แผลสด แผลไฟไหม้ และแผลจากน้ำร้อนลวก ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- น้ำคั้นจากใบ : มีข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านระบุการนำไปใช้เกี่ยวกับอาการ ตามัว แต่ไม่ควรนำน้ำคั้นจากพืชที่ไม่ได้ผ่านการทำให้ปลอดเชื้อหยอดตาเอง เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือทำอันตรายต่อดวงตาได้
- ทั้งต้น : มีการใช้ตามตำรายาพื้นบ้านสำหรับอาการไข้ ไอ และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารบางชนิด
ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
มีการบันทึกการใช้ ก้นจ้ำ ในตำรับสมุนไพรพื้นบ้านหลายแหล่ง โดยกล่าวถึงการใช้เพื่อดูแล แผลสด แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ไข้ ไอ และอาการทางระบบทางเดินอาหาร อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานจากภูมิปัญญาและเอกสารสมุนไพร ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก
ตามตำรับยาจีนและการแพทย์ดั้งเดิม
Bidens biternata มีประวัติการใช้ในระบบการแพทย์ดั้งเดิมของจีนและภูมิภาคอื่น ๆ โดยมีการใช้สำหรับอาการอักเสบ ไข้ เจ็บคอ โรคทางเดินอาหาร และโรคติดเชื้อบางชนิด งานวิจัยสมัยใหม่จึงให้ความสนใจสารออกฤทธิ์และกลไกทางเภสัชวิทยาของพืชชนิดนี้
วิธีใช้
การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านมีหลายรูปแบบ เช่น
- ใช้ภายนอก : นำใบสดมาตำหรือบดแล้วใช้พอกบริเวณแผลตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ใช้เป็นเครื่องดื่มสมุนไพร : มีรายงานการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชในรูปแบบต้มเป็นยาตามระบบการแพทย์ดั้งเดิมในบางประเทศ
- ใช้เป็นอาหาร : ยอดอ่อนและใบอ่อนมีรายงานว่าสามารถนำมารับประทานสดหรือปรุงสุกได้ในบางชุมชน
หมายเหตุ : การใช้ก้นจ้ำเพื่อรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วยควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์หรือการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะการใช้กับดวงตา แผลลึก แผลติดเชื้อ หรือแผลไฟไหม้รุนแรง
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของก้นจ้ำอยู่ที่กลุ่ม สารพฤกษเคมี หลายประเภท เช่น ฟีนอล ฟลาโวนอยด์ แทนนิน อัลคาลอยด์ คูมาริน ไกลโคไซด์ ซาโปนิน และเทอร์พีนอยด์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และต้านจุลชีพบางชนิดที่พบในการศึกษาทดลอง
องค์ประกอบทางเคมี
มีการตรวจพบสารกลุ่มต่าง ๆ ใน Bidens biternata ได้แก่
- ฟลาโวนอยด์ : เช่น quercetin และ rutin
- สารฟีนอลิก : เช่น gallic acid และ ferulic acid
- แทนนิน
- อัลคาลอยด์
- คูมาริน
- ไกลโคไซด์
- ซาโปนิน
- เทอร์พีนอยด์
- สเตียรอยด์
การวิเคราะห์ด้วย HPLC รายงานการตรวจพบ quercetin, gallic acid, luteolin, ferulic acid และ rutin ในสารสกัดเมทานอลจากใบ โดย quercetin มีปริมาณเด่นในชุดสารที่ตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Bidens biternata ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการทดลองในหลอดทดลอง การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี และการทดลองในสัตว์
- งานวิจัยปี 2018 พบว่าสารสกัดจากก้นจ้ำมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพ ในการทดสอบในห้องปฏิบัติการ และตรวจพบอัลคาลอยด์ ฟลาโวนอยด์ ฟีนอล และแทนนิน
- การทดลองในสัตว์ปี 2016 พบว่าสารสกัดก้นจ้ำสามารถลดอาการท้องเสียในแบบจำลองสัตว์ทดลองได้ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเพียงพอสำหรับการใช้รักษาโรคท้องเสียในมนุษย์
- งานวิจัยปี 2026 พบว่าสารสกัดเมทานอลจากลำต้นมีผล ปกป้องกระเพาะอาหารในหนูทดลอง พร้อมเกี่ยวข้องกับระบบต้านอนุมูลอิสระและเส้นทางการอักเสบหลายเส้นทาง
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ระดับหลักฐานปัจจุบัน : เบื้องต้นถึงระดับก่อนคลินิก
หลักฐานส่วนใหญ่ประกอบด้วยการทดลอง in vitro และ in vivo ในสัตว์ทดลอง รวมถึงข้อมูลพฤกษเคมีและการใช้ตามภูมิปัญญา ยังมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมในมนุษย์ ดังนั้นจึงยังไม่ควรสรุปว่าก้นจ้ำสามารถใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิผล
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : พบจากการทดสอบ DPPH และวิธีประเมินความสามารถในการรีดิวซ์
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดแสดงฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดในการทดลองในห้องปฏิบัติการ
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีรายงานการทดลองสารสกัดจากใบในระบบ in vitro
- ฤทธิ์ต้านท้องเสีย : พบผลในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร : งานวิจัยปี 2026 พบผลในหนูทดลอง โดยเกี่ยวข้องกับกลไกต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ ก้นจ้ำในมนุษย์ยังมีไม่มากพอ ที่จะกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยในระยะยาวได้อย่างชัดเจน แม้มีรายงานการรับประทานยอดอ่อนและใบอ่อนเป็นผักในบางชุมชน แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยของสารสกัดเข้มข้นหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้
หมายเหตุ : ความปลอดภัยของสมุนไพรขึ้นกับส่วนของพืช วิธีเตรียม ปริมาณ และระยะเวลาการใช้ การใช้สารสกัดเข้มข้นไม่ควรเทียบเท่ากับการรับประทานเป็นผัก
ข้อห้ามใช้
- หลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ที่มีประวัติ แพ้พืชวงศ์ Asteraceae
- ไม่ควรใช้สารสกัดหรือยาสมุนไพรจากก้นจ้ำในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรโดยไม่มีคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
- ไม่ควรนำน้ำคั้นจากใบสดหยอดตาเอง
- ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐานในกรณีแผลรุนแรง การติดเชื้อ หรือโรคเรื้อรัง
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างก้นจ้ำกับยาชนิดใดโดยเฉพาะ ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาประจำ โดยเฉพาะยาสำหรับโรคเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดก้นจ้ำในรูปแบบเข้มข้น
การใช้ในอาหาร
ก้นจ้ำเป็นพืชป่าที่มีรายงานการใช้เป็น ผักพื้นบ้าน ในบางชุมชน โดยเฉพาะยอดอ่อนและใบอ่อน สามารถรับประทานสดหรือปรุงสุกได้ งานวิจัยด้านโภชนาการพบว่าพืชชนิดนี้มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน กรดอะมิโน ไขมัน เส้นใย และวิตามินบางชนิด
การใช้ในผลิตภัณฑ์
มีศักยภาพในการนำสารสกัดจากก้นจ้ำไปศึกษาต่อยอดเป็น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ต้านอนุมูลอิสระ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และผลิตภัณฑ์จากพืชที่มีสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ แต่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้รักษาโรคจำเป็นต้องมีข้อมูลด้านประสิทธิผล ความปลอดภัย มาตรฐานวัตถุดิบ และการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติม
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ควรเลือกเก็บต้นที่สมบูรณ์และไม่มีร่องรอยเชื้อรา สารเคมี หรือมลพิษ
- หากใช้เป็นสมุนไพร ควรทำความสะอาดและลดความชื้นอย่างเหมาะสม
- การทำให้แห้งควรทำในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้นสูง
- เก็บวัตถุดิบแห้งในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- ควรติดฉลากระบุ ชื่อสมุนไพร ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บหรือวันที่ทำให้แห้ง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในประเทศไทยมีการใช้ ก้นจ้ำ ในภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้ใบกับ แผลสด แผลไฟไหม้ และน้ำร้อนลวก นอกจากนี้มีเอกสารพื้นบ้านบางแหล่งกล่าวถึงการใช้เกี่ยวกับอาการตามัว ไข้ ไอ และระบบทางเดินอาหาร
ในอินเดียมีรายงานว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในเขต Wayanad รัฐ Kerala ใช้ก้นจ้ำเป็น ผักใบ และใช้เป็นสมุนไพรสำหรับอาการอักเสบ ไข้ ไอ โรคบิด และโรคทางเดินหายใจบางชนิด
ประวัติและวัฒนธรรม
ก้นจ้ำเป็นหนึ่งในพืชสกุล Bidens ที่มีประวัติการใช้ในระบบการแพทย์ดั้งเดิมหลายภูมิภาค ทั้งในเอเชียและแอฟริกา ความน่าสนใจของพืชชนิดนี้คือสามารถเป็นได้ทั้ง พืชอาหารป่า วัชพืช และสมุนไพรพื้นบ้าน ในเวลาเดียวกัน
ชื่อวิทยาศาสตร์เดิม Coreopsis biternata Lour. ได้รับการจัดจำแนกใหม่มาอยู่ภายใต้สกุล Bidens และชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลปัจจุบันคือ Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff
สถานะการอนุรักษ์
ก้นจ้ำเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างและพบได้ในหลายประเทศ โดยฐานข้อมูล Kew ระบุว่าการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์เชิงคาดการณ์จัดอยู่ในระดับ ไม่ถูกคุกคาม (not threatened) อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่และองค์ความรู้การใช้ประโยชน์จากพืชพื้นบ้านยังมีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืช (Clade) : Tracheophytes
- กลุ่มพืชดอก (Clade) : Angiosperms
- กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Clade) : Eudicots
- อันดับ (Order) : Asterales
- วงศ์ (Family) : Asteraceae
- สกุล (Genus) : Bidens
- ชนิด (Species) : Bidens biternata
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff
- ชื่อพ้อง : Coreopsis biternata Lour.
- ถิ่นกำเนิดตามฐานข้อมูล POWO : เขตเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลกเก่า
- สถานะทางอนุกรมวิธาน : Accepted species
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบ เอกลักษณ์ก้นจ้ำ ควรพิจารณาทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และชื่อวิทยาศาสตร์ เนื่องจากพืชสกุล Bidens มีหลายชนิดที่มีรูปร่างใกล้เคียงกัน
- ตรวจสอบ ลำต้นเป็นเหลี่ยมและลักษณะการแตกกิ่ง
- ตรวจสอบ ใบประกอบและรูปแบบการแบ่งใบ
- ตรวจสอบ ช่อดอกสีเหลือง
- ตรวจสอบ ลักษณะผลและส่วนปลายของผล
- เปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงจากพิพิธภัณฑ์พืชหรือหอพรรณไม้
- สำหรับวัตถุดิบแห้งหรือสารสกัด ควรใช้ macroscopic/microscopic identification ร่วมกับการตรวจสอบทางเคมี และในกรณีจำเป็นอาจใช้ DNA barcoding
ควรระวังการสับสนกับพืชสกุล Bidens ชนิดอื่น เช่น ก้นจ้ำขาวหรือปืนนกไส้ (Bidens pilosa) ซึ่งเป็นคนละชนิดกัน โดยหน่วยงานด้านพฤกษศาสตร์ของไทยมีรายงานพืชสกุล Bidens หลายชนิดในประเทศไทย
คำเตือนทางการแพทย์
ก้นจ้ำเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและมีงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่ควรกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาโรคในมนุษย์ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะการใช้เพื่อรักษาโรคตา การติดเชื้อ โรคตับ เบาหวาน มะเร็ง หรือโรคเรื้อรัง ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์ก่อน
ไม่ควรนำน้ำคั้นจากใบก้นจ้ำหยอดตาเอง เพราะผลิตภัณฑ์จากพืชสดไม่ได้ผ่านกระบวนการปลอดเชื้อ และการติดเชื้อที่ดวงตาอาจมีผลกระทบรุนแรงต่อการมองเห็น
หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณตามภูมิปัญญาเป็นข้อมูลการใช้แบบดั้งเดิม ส่วนผลการทดลองทางเภสัชวิทยาเป็นหลักฐานเบื้องต้นหรือก่อนคลินิก ไม่ควรนำมาใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. (2548). พจนานุกรมสมุนไพรไทย. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น.
- ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล.
- วิทยา บุญวรพัฒน์. (ม.ป.ป.). สารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. กรุงเทพฯ.
- สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพรรณไม้: ก้นจ้ำ.
- กรมวิชาการเกษตร. (2553). รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2553 เล่ม 3: การศึกษารวบรวมสายพันธุ์วัชพืชสมุนไพรและไม้น้ำ. กรมวิชาการเกษตร.
- Zahara, K., Bibi, Y., Qayyum, A., & Nisa, S. (2018). Investigation of antimicrobial and antioxidant properties of Bidens biternata. Iranian Journal of Science and Technology, Transactions of Science, 43, 1895–1902. https://doi.org/10.1007/s40995-018-0564-2
- Zahara, K., et al. (2015). A review on pharmacological properties of Bidens biternata: A potential nutraceutical. Asian Pacific Journal of Tropical Disease, 5(8), 595–599.
- Kinuthia, D. G., et al. (2016). Freeze dried extracts of Bidens biternata (Lour.) Merr. and Sheriff. show significant antidiarrheal activity in in-vivo models of diarrhea. Journal of Ethnopharmacology.
- Pradeesh, S., & Swapna, T. S. (2017). In vitro anti-inflammatory activity of Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sheriff – a wild medicinal plant of Waynadu District of Kerala. Journal of Medicinal and Aromatic Plant Sciences, 39(1), 18–23.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff. Plants of the World Online.
- International Plant Names Index. (2026). Bidens biternata (Lour.) Merr. & Sherff.
- Murtaza, M., Khalid, M., Gupta, G., et al. (2026). Evaluation of the antiulcer activity of methanolic extract of Bidens biternata on experimental rats via involvement of the PGE2/Nrf2/HO-1/NF-κB/Caspase-3 pathways. South African Journal of Botany, 194, 227–239. https://doi.org/10.1016/j.sajb.2026.04.036
