กกลังกา
กกลังกา เป็นสมุนไพรไทยในกลุ่มพืชวงศ์กกที่พบได้ตามพื้นที่ชุ่มน้ำ ริมลำคลอง หนอง บึง และบริเวณที่มีดินชื้น ลักษณะเด่นคือการแตกกอและใบประดับที่แผ่ออกบริเวณปลายลำต้นคล้ายร่ม จึงมีชื่อสามัญว่า Umbrella plant หรือ Umbrella sedge นอกจากใช้เป็นไม้ประดับสวนน้ำแล้ว กกลังกา ยังปรากฏในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะส่วนเหง้าและราก และเป็นหนึ่งในตัวยาของ พิกัดเบญจผลธาตุ
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : กกลังกา
- ชื่ออื่น : กกรังกา, กกต้นกลม, กกขนาก, หญ้าสเล็บ, หญ้าลังกา, หญ้ากก, หญ้ารังกา, กกดอกแดง
- ชื่อสามัญ : Umbrella plant, Umbrella sedge, Flatsedge
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyperus alternifolius L.
- ชื่อวงศ์ : Cyperaceae
- ลักษณะการใช้ประโยชน์ : สมุนไพร, ไม้ประดับสวนน้ำ, พืชพื้นที่ชุ่มน้ำ และพืชที่มีศักยภาพด้านการบำบัดมลพิษในระบบพื้นที่ชุ่มน้ำ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี แตกกอ มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นตั้งตรง ไม่แตกกิ่ง สูงประมาณ 1–1.5 เมตร ลำต้นสีเขียวและมีลักษณะกลมหรือค่อนข้างเป็นเหลี่ยม

- ใบ : ใบเดี่ยวหรือส่วนที่เห็นเป็นใบประดับ แผ่ออกบริเวณปลายลำต้นเรียงซ้อนกันคล้ายร่ม แผ่นใบเรียวยาว ปลายแหลม สีเขียว

- ดอก : ดอกขนาดเล็ก สีเขียวหรือขาวอมเขียว ออกรวมกันเป็นช่อบริเวณปลายลำต้น ใต้ช่อดอกมีใบประดับจำนวนมากแผ่ออกเป็นรูปคล้ายร่ม

- ผล : เป็นผลแห้ง มีเมล็ดเดียว รูปร่างรีถึงรูปไข่ เมื่อแก่มีสีน้ำตาล
- รากและเหง้า : มีระบบรากช่วยยึดต้นในดินชื้นหรือดินริมน้ำ และมีเหง้าใต้ดินสำหรับแตกหน่อและขยายกอ
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในเขตร้อนของแอฟริกา รวมถึงมาดากัสการ์และคาบสมุทรอาหรับ
- การกระจายพันธุ์ : ปัจจุบันมีการนำไปปลูกและพบเป็นพืชต่างถิ่นในหลายพื้นที่ของเอเชีย รวมถึงประเทศไทย และแพร่กระจายไปยังภูมิภาคเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของโลก
- ถิ่นอาศัย : ชอบพื้นที่ชื้นแฉะ ริมแม่น้ำ ลำคลอง สระ บ่อน้ำ หนองบึง และพื้นที่ที่มีน้ำขังหรือน้ำไหลผ่าน โดยสามารถเจริญได้ดีในสภาพแวดล้อมแบบพื้นที่ชุ่มน้ำ
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพพื้นที่ : ควรปลูกในดินที่มีความชื้นสูง มีอินทรียวัตถุ และสามารถอุ้มน้ำได้ดี
- แสง : เจริญได้ทั้งบริเวณแสงแดดและบริเวณที่มีร่มเงาบางส่วน
- น้ำ : ต้องการความชื้นอย่างสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับพื้นที่ริมน้ำหรือสวนน้ำ
- การขยายพันธุ์ : นิยม แยกกอหรือแยกหน่อ เนื่องจากเหง้าใต้ดินสามารถแตกต้นใหม่ได้ ส่วนการเพาะเมล็ดสามารถทำได้เช่นกัน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ลำต้น
- ใบ
- ดอก
- ราก
- เหง้า หรือส่วนที่เรียกกันว่า “หัว” ในตำรายาพื้นบ้าน
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาและตำรายาไทย
- ลำต้น : ตามตำรายาไทยมีการใช้ลำต้นรสจืดเย็น ต้มน้ำดื่มเพื่อช่วย ขับน้ำดี ขับลมในลำไส้ และขับปัสสาวะ
- ใบ : ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้ใบที่มีรสเย็นเบื่อสำหรับ ฆ่าพยาธิหรือใช้กับบาดแผล โดยมีการนำไปตำพอกหรือเตรียมเป็นน้ำต้ม
- ดอก : มีรสฝาดเย็น ใช้น้ำต้มดอกสำหรับ อมกลั้วคอและดูแลอาการแผลหรือการอักเสบภายในช่องปาก เช่น ปากเปื่อย
- ราก : ตามตำรายาพื้นบ้านมีการใช้สำหรับ แก้ช้ำในและขับเลือดเสียจากภายใน
- เหง้า : มีรสขม ใช้เป็น ยาบำรุงธาตุ บำรุงร่างกาย เจริญอาหาร แก้ธาตุพิการ และช่วยขับเสมหะและน้ำลาย
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- มีการใช้ กกลังกา ในตำรับพื้นบ้านหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเหง้า ราก และทั้งต้น
- เหง้า มีการนำไปต้มดื่มหรือบดเป็นผงละลายน้ำร้อนตามวิธีการใช้แบบพื้นบ้าน
- ดอก ใช้น้ำต้มสำหรับอมกลั้วคอ
- ราก มีการนำไปต้ม หรือในบางตำรับพื้นบ้านใช้ร่วมกับสุราเพื่อคั้นน้ำรับประทาน ซึ่งเป็นวิธีใช้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมและไม่ควรนำมาปฏิบัติเองโดยปราศจากคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ในตำรับยาไทย
- พิกัดเบญจผลธาตุ : กกลังกาเป็นหนึ่งในสมุนไพร 5 ชนิดของพิกัดเบญจผลธาตุ ประกอบด้วย หัวกกลังกา หัวเต่าเกียด หัวแห้วหมู หัวหญ้าชันกาด และหัวเปราะหอม
- ตามตำรายาไทย พิกัดดังกล่าวมีสรรพคุณโดยรวมเกี่ยวกับ แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง เจริญไฟธาตุ และใช้กับกลุ่มอาการทางเดินปัสสาวะ
วิธีใช้
- เหง้า : ตามภูมิปัญญาไทยนำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือทำให้แห้งแล้วบดเป็นผงชงกับน้ำร้อน
- ดอก : ต้มน้ำแล้วนำมาใช้อมหรือกลั้วปากตามตำรับพื้นบ้าน
- ลำต้น : ใช้ต้มเป็นน้ำดื่มตามภูมิปัญญาไทย
- ราก : มีการใช้ต้ม หรือเตรียมตามตำรับพื้นบ้านเพื่อใช้กับอาการช้ำใน
หมายเหตุ : วิธีใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่ขนาดยามาตรฐานทางการแพทย์ และยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะกำหนดขนาดรับประทานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลสำหรับประชาชนทั่วไป
สาระสำคัญ
กกลังกา มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม โดยการศึกษาทางพฤกษเคมีพบทั้ง สารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ คูมาริน และสารระเหยกลุ่มเทอร์พีน องค์ประกอบทางเคมีอาจแตกต่างกันตามส่วนของพืช แหล่งปลูก และวิธีสกัด
องค์ประกอบทางเคมี
สารที่มีรายงานการแยกและระบุจาก Cyperus alternifolius ได้แก่
- Esculetin
- Umbelliferone
- Imperatorin
- Psoralen
- Xanthotoxin
- Quercetin
- Rutin หรือ quercetin-3-O-rutinoside
- Gallic acid
นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยจากดอกพบ α-cyperone, β-selinene, caryophyllene oxide และ cyperene เป็นองค์ประกอบสำคัญ ส่วนองค์ประกอบน้ำมันหอมระเหยจากเหง้าและส่วนเหนือดินมีความแตกต่างกัน โดยพบสารกลุ่มเทอร์พีนในสัดส่วนสูง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีการศึกษาทั้งในระดับ พฤกษเคมี การทดสอบในหลอดทดลอง และการทดลองในสัตว์ แต่หลักฐานในมนุษย์ยังมีจำกัด
- การศึกษาสารสกัดของ กกลังกาในพิกัดเบญจผลธาตุ พบสารกลุ่มเทอร์พีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ ซาโปนิน และแทนนิน และพบฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะ Enterococcus faecalis
- การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดจากกกลังกามี ฤทธิ์ปกป้องตับ ในแบบจำลองการทำลายตับด้วยคาร์บอนเตตราคลอไรด์ และพบสารฟีนอลิกหลายชนิดในสารสกัด
- การศึกษาปี พ.ศ. 2562 พบว่าสารสกัดจากเหง้าและส่วนเหนือดินของกกลังกาสามารถลดจำนวนและความรุนแรงของแผลในกระเพาะอาหารในหนูทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยอินโดเมทาซิน พร้อมลดระดับ TNF-α
- การศึกษาน้ำมันหอมระเหยพบ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จากการทดสอบ DPPH ทั้งในน้ำมันจากดอกและส่วนอื่นของพืช
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและตำรายาไทย : มีข้อมูลการใช้มาอย่างต่อเนื่องในตำรับยาไทยและตำรับพิกัด
- ระดับพฤกษเคมี : มีข้อมูลค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับสารฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และสารระเหยบางกลุ่ม
- ระดับหลอดทดลอง : มีหลักฐานเบื้องต้นด้าน ต้านอนุมูลอิสระและต้านเชื้อแบคทีเรีย
- ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ ปกป้องตับและปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหาร
- ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังมีข้อมูลจำกัด และยังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรค
ดังนั้น ไม่ควรนำผลการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองมาเทียบเท่ากับประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : น้ำมันหอมระเหยจากดอกและส่วนเหนือดินแสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH
- ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย : สารสกัดกกลังกาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อแบคทีเรีย โดยมีรายงานเกี่ยวกับ E. faecalis ซึ่งเป็นเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- ฤทธิ์ปกป้องตับ : สารสกัดแอลกอฮอล์และสารสกัดแยกส่วนสามารถลดตัวชี้วัดความเสียหายของตับในหนูที่ได้รับ CCl₄
- ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร : สารสกัดจากเหง้าและส่วนเหนือดินลดจำนวนและความรุนแรงของแผลในกระเพาะอาหารในหนูทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : งานวิจัยของสมุนไพรในพิกัดเบญจผลธาตุพบว่าสารสกัดกกลังกามีฤทธิ์ต้านการอักเสบในแบบจำลองที่ศึกษา
ความปลอดภัย
การศึกษาความเป็นพิษในสัตว์ทดลองรายงานว่าสารสกัดแอลกอฮอล์ของ Cyperus alternifolius ไม่ทำให้เกิดอาการพิษหรือการตายในหนูทดลองเมื่อให้ทางปากในขนาดสูงถึง 5,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นข้อมูลจากสัตว์ทดลอง ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยของการรับประทานในมนุษย์หรือกำหนดขนาดยาที่เหมาะสมได้
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ไม้ประดับสวนน้ำ : เป็นการใช้ประโยชน์ที่แพร่หลาย เนื่องจากรูปทรงใบประดับที่แผ่ออกคล้ายร่ม
- ผลิตภัณฑ์จากเส้นใย : ลำต้นสามารถนำไปใช้เป็นวัสดุสำหรับงานจักสานและทำเสื่อในบางพื้นที่
- ผลิตภัณฑ์จากสารสกัด : มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารสกัดต้านอนุมูลอิสระ แต่จำเป็นต้องมีการประเมินประสิทธิผล ความปลอดภัย และมาตรฐานสารสำคัญเพิ่มเติม
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ส่วนที่ใช้เป็นยา ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์ แข็งแรง และปลอดจากสารเคมีหรือแหล่งน้ำเสีย
- เหง้าและราก ควรล้างดินออกให้สะอาด ตัดส่วนที่เสียหาย แล้วหั่นเป็นชิ้นก่อนทำให้แห้ง
- การเก็บรักษา : สมุนไพรแห้งควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- ควรแยกวัตถุดิบสมุนไพรออกจากวัตถุดิบที่ใช้ประดับหรือปลูกในแหล่งน้ำที่อาจมีสารปนเปื้อน
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กกลังกา เป็นสมุนไพรที่ปรากฏในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน โดยใช้หลายส่วนของพืชแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ เช่น เหง้าใช้บำรุงธาตุและเจริญอาหาร รากใช้กับอาการช้ำใน ดอกใช้กับแผลในปาก และลำต้นใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับน้ำดีและการขับปัสสาวะ นอกจากนี้หัวกกลังกายังเป็นองค์ประกอบของ พิกัดเบญจผลธาตุ ซึ่งสะท้อนการจัดหมวดหมู่ตัวยาในเภสัชกรรมไทย
ประวัติและวัฒนธรรม
กกลังกามีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตในพื้นที่ชุ่มน้ำและมีการนำลำต้นไปใช้ประโยชน์ด้านเส้นใยในบางภูมิภาคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะงานเสื่อและงานจักสาน ขณะเดียวกันรูปร่างของต้นที่มีใบประดับแผ่ออกเป็นร่มทำให้ได้รับความนิยมเป็น ไม้ประดับสวนน้ำ ในหลายประเทศ
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลจากฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์สากลระบุว่า Cyperus alternifolius เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานและมีการกระจายพันธุ์กว้างขวาง โดยมีการนำไปปลูกในหลายประเทศ ส่วนฐานข้อมูล Pl@ntNet แสดงสถานะประชากรในภาพรวมเป็น Least Concern (LC) และมีแนวโน้มประชากรเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการเก็บวัตถุดิบจากแหล่งธรรมชาติอย่างรับผิดชอบและหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีมลพิษ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Order : Poales
- Family : Cyperaceae
- Genus : Cyperus
- Species : Cyperus alternifolius L.
ชื่อพ้องที่สำคัญ : Cyperus frondosus Salisb.; Eucyperus alternifolius (L.) Rikli
หมายเหตุ : ฐานข้อมูลอนุกรมวิธานสากลปัจจุบันของ Kew ยอมรับ Cyperus alternifolius L. เป็นชื่อที่ถูกต้องของชนิดนี้ ขณะที่ชื่อ Cyperus involucratus Rottb. มีความสัมพันธ์กับอนุกรมวิธานระดับชนิดย่อย/ชื่อที่เคยใช้ในเอกสารบางแหล่ง จึงควรตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ควบคู่กับแหล่งอ้างอิงก่อนใช้เป็นวัตถุดิบยา
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- เอกลักษณ์ทางสัณฐานวิทยา : ตรวจสอบลักษณะการแตกกอ ลำต้นตั้งตรง เหง้าใต้ดิน และใบประดับที่แผ่ออกคล้ายร่มบริเวณปลายลำต้น
- เอกลักษณ์ทางอนุกรมวิธาน : ตรวจสอบชื่อ Cyperus alternifolius L. วงศ์ Cyperaceae กับฐานข้อมูลอนุกรมวิธานที่น่าเชื่อถือ
- เอกลักษณ์ทางเคมี : สามารถใช้การวิเคราะห์สารสำคัญหรือสารบ่งชี้ด้วยเทคนิคทางโครมาโทกราฟี เช่น TLC, GC-MS หรือ LC-MS เพื่อสนับสนุนการยืนยันชนิดและคุณภาพของวัตถุดิบ
- การตรวจสอบวัตถุดิบ : ควรตรวจสอบแหล่งที่มา ส่วนของพืช ความชื้น สิ่งแปลกปลอม และความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนก่อนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร
คำเตือนทางการแพทย์
- ข้อมูล สรรพคุณกกลังกา จำนวนมากมาจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกในมนุษย์เพียงพอที่จะยืนยันว่า กกลังกาสามารถรักษาโรคกระเพาะ แผลในกระเพาะ โรคตับ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือโรคอื่น ๆ ได้
- ไม่ควรใช้กกลังกาแทนยาที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังรับการรักษาโรคเรื้อรัง
- การนำสมุนไพรจากพื้นที่ชุ่มน้ำมาใช้เป็นยาควรระวัง สารเคมี โลหะหนัก เชื้อโรค และสารปนเปื้อน เนื่องจากกกลังกาสามารถดูดรับสารบางชนิดจากสิ่งแวดล้อมและมีการศึกษาการใช้พืชชนิดนี้ในระบบบำบัดน้ำเสียและการบำบัดมลพิษ
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่รับประทานยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในรูปแบบยา
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ. (2563). กกลังกา.
- เจมส์ พึ่งผล, พลอยทราย โอฮาม่า, ธวัชชัย กมลธรรม, และสรรใจ แสงวิเชียร. (2562). การศึกษาพฤกษเคมีเบื้องต้นและฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะของสมุนไพรในเบญจผลธาตุ. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 17(1), 85–94.
- วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
- นิจศิริ เรืองรังษี และธวัชชัย มังคละคุปต์. (2547). สมุนไพรไทย เล่ม 1. กรุงเทพฯ: ฐานการพิมพ์.
- เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, นิจศิริ เรืองรังษี, และกัญจนา ดีวิเศษ. (2549). สมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: บริษัทสามเจริญพาณิชย์.
- Ahmed, A. H. (2012). Chemical and biological studies of Cyperus alternifolius flowers essential oil. Asian Journal of Chemistry, 24(10), 4768–4770.
- Elshrif, S. S., El Gendy, A. E.-N. G., Elshamy, A. I., Nassar, M. I., &อื่น ๆ. (2017). Chemical composition and TLC-DPPH-radical scavenging activity of Cyperus alternifolius Rottb. essential oils. Journal of Essential Oil Bearing Plants, 20(4), 1125–1130. https://doi.org/10.1080/0972060X.2017.1354723
- Farrag, A. H. R., Abdallah, H. M. I., Khattab, A. R., Elshamy, A. I., El Gendy, A. E.-N. G., Mohamed, T. A., Farag, M. A., Efferth, T., & Hegazy, M.-E. F. (2019). Antiulcer activity of Cyperus alternifolius in relation to its UPLC-MS metabolite fingerprint: A mechanistic study. Phytomedicine, 62, 152970. https://doi.org/10.1016/j.phymed.2019.152970
- Awaad, A. S., et al. (2012). Hepatoprotective activity of Cyperus alternifolius on carbon tetrachloride-induced hepatotoxicity in rats. Pharmaceutical Biology. https://doi.org/10.3109/13880209.2011.580351
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Cyperus alternifolius L. Plants of the World Online.
- National Center for Biotechnology Information. (2026). Cyperus alternifolius L.: Taxonomy Browser.
