กล้วยตีบ

กล้วยตีบ

กล้วยตีบ เป็นกล้วยพื้นเมืองกลุ่ม Musa (ABB) ที่มีลักษณะเป็นลูกผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานี นิยมปลูกและใช้ประโยชน์ทั้งด้านอาหารและสมุนไพร โดยเฉพาะ รากและใบ ซึ่งปรากฏอยู่ในตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายรูปแบบ กล้วยตีบมีชื่อท้องถิ่น เช่น กล้วยตีบยา กล้วยตีบคำ กล้วยตีบราชบุรี ตีบดำ อีตีบ และกล้วยตีบน้อย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย : กล้วยตีบ
  • ชื่อท้องถิ่น : กล้วยตีบยา, กล้วยตีบคำ, กล้วยตีบราชบุรี, ตีบดำ, อีตีบ, กล้วยตีบน้อย
  • ชื่อสามัญ : Kluai Tip
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ : Musa (ABB) ‘Tip’
  • ชื่อพ้องที่พบในเอกสาร : Musa (ABB group) “Kluai teep”, Musa ABB group (triploid) cv. “teep”, Musa × paradisiaca L. (ABB group) “Tib-Ta-Nod”
  • วงศ์ : Musaceae
  • ประเภทพืช : ไม้ล้มลุกหลายปี มีเหง้าใต้ดินและลำต้นเทียม
  • การใช้ประโยชน์ : ใช้เป็นอาหารและใช้เป็น สมุนไพรตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น : กล้วยตีบเป็นกล้วยกลุ่ม ABB ซึ่งมีลักษณะเกี่ยวข้องกับกล้วยป่าและกล้วยตานี มี ลำต้นเทียมสูงประมาณ 3–4 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15–20 เซนติเมตร ลำต้นและกาบมีลักษณะสีเขียวหรือเขียวอมชมพูตามอายุและแหล่งพันธุ์
  • ใบ : เป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ก้านใบยาวประมาณ 1–1.5 เมตร แผ่นใบรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก กว้างประมาณ 25–35 เซนติเมตร ด้านบนสีเขียว ส่วนท้องใบมี นวลสีขาว ใบโดยทั่วไปสั้นและเล็กกว่ากล้วยตานี
  • ดอก : ช่อดอกหรือปลีแทงออกจากส่วนยอด ก้านช่อดอกไม่มีขน ใบประดับค่อนข้างป้อม ปลายมน ด้านบนมีสีแดงอมม่วงหรือแดงคล้ำ ส่วนด้านล่างมีสีแดงเข้ม เมื่อใบประดับกางมักม้วนงอขึ้น
  • ผล : ผลออกเป็นเครือ มีลักษณะงอเล็กน้อย ปลายผลมีจุกใหญ่ ผลมีเหลี่ยมค่อนข้างชัด เปลือกผลดิบสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ผลมีรสหวานปนฝาดหรือรสฝาดเย็น ขนาดและจำนวนผลแตกต่างกันตามสายพันธุ์หรือแหล่งปลูก
  • เหง้าและราก : มีเหง้าอยู่ใต้ดินและแตกหน่อใหม่จากเหง้า โดย ราก เป็นส่วนที่ใช้เป็นเครื่องยาในตำรายาไทย

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กล้วยตีบเป็นกล้วยในกลุ่ม ABB ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับกล้วยป่าและกล้วยตานี กล้วยกลุ่ม ABB มีแหล่งกำเนิดและความหลากหลายอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ สำหรับประเทศไทยมีรายงานการพบและปลูกกล้วยตีบในหลายพื้นที่ และฐานข้อมูลพืชของไทยระบุว่ากล้วยตีบคำสามารถพบได้ทั่วไปตามป่าธรรมชาติในทุกภาคของประเทศ

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์โดย การแยกหน่อ เนื่องจากกล้วยตีบเป็นกล้วยที่ปลูกโดยใช้หน่อได้สะดวก
  • การเตรียมพื้นที่ปลูก : ควรเลือกพื้นที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และมีความชื้นเหมาะสม
  • การปลูก : ขุดหลุมให้เหมาะสมกับขนาดหน่อ รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก แล้วนำหน่อลงปลูก กลบดินและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • การดูแล : ควรกำจัดวัชพืช เติมอินทรียวัตถุ และรักษาความชื้นในช่วงตั้งตัว
  • การเก็บเกี่ยว : หากปลูกเพื่อผล สามารถเก็บเกี่ยวเมื่อผลมีลักษณะเหมาะสมกับการบริโภค ส่วนการใช้เป็นสมุนไพรควรเลือกส่วนของพืชที่สมบูรณ์และสะอาดตามวัตถุประสงค์

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ราก : เป็นส่วนสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องยา มีการกล่าวถึงใน พิกัดตรีอมฤต และตำรับยาไทยบางตำรับ
  • ใบ : ใช้ทั้งใบสดและใบแห้งในภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น การต้มอาบ การทำลูกประคบ และใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับพื้นบ้าน

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ราก : ตามตำรายาไทยมีรสฝาดเย็น ใช้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้อุจจาระเป็นมูกเลือด แก้ปากเปื่อย แก้ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ และแก้พิษภายนอก
  • ใบ : ภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้ แก้ผื่นคันตามผิวหนัง โดยนำใบแห้งมาต้มอาบ และใช้ใบสดทำลูกประคบสำหรับอาการปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ
  • ใบแห้ง : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านภาคเหนือร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อใช้ในตำรับสำหรับ ซางปากเปื่อย
  • พิกัดตรีอมฤต : รากกล้วยตีบเป็นหนึ่งในตัวยาใน พิกัดตรีอมฤต ซึ่งประกอบด้วยรากกล้วยตีบ รากกระดอม และรากมะกอก ใช้ตามตำรายาไทยสำหรับแก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ และช่วยให้เจริญอาหาร

หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ได้หมายความว่าได้รับการยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบันทุกข้อ

วิธีใช้

  • ต้มน้ำดื่ม : รากกล้วยตีบใช้ต้มเป็นน้ำดื่มตามภูมิปัญญาไทย สำหรับอาการร้อนใน กระหายน้ำ ไข้ และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารตามตำรับ
  • ต้มอาบ : ใบแห้งนำมาต้มเป็นน้ำสำหรับอาบตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน เพื่อดูแลอาการผื่นคันตามผิวหนัง
  • ลูกประคบ : ใบสดตำพอหยาบหรือพอละเอียด ห่อด้วยผ้าขาวบางแล้วอังไฟอ่อน ใช้ประคบบริเวณที่มีอาการปวดตามข้อหรือกล้ามเนื้อ
  • ใช้ร่วมกับตำรับยา : รากกล้วยตีบใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาสมุนไพรบางตำรับ โดยควรใช้ตามตำรับและคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย

ในบัญชียาจากสมุนไพร

รากกล้วยตีบ มีการระบุอยู่ในองค์ความรู้การใช้ยาสมุนไพรของไทย โดยเป็นส่วนประกอบของตำรับ ยาเหลืองปิดสมุทร ซึ่งใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิมสำหรับบรรเทาอาการ ท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ โดยมีเงื่อนไขสำคัญ เช่น อุจจาระไม่เป็นมูกหรือมีเลือดปน และไม่มีไข้ นอกจากนี้รากกล้วยตีบยังเป็นส่วนประกอบของ พิกัดตรีอมฤต ตามตำรายาไทย

สาระสำคัญ

สาระสำคัญของกล้วยตีบในมุมสมุนไพรอยู่ที่ รากและใบ ซึ่งมีประวัติการใช้เป็นเครื่องยาในระบบการแพทย์แผนไทย ขณะที่กล้วยในกลุ่ม ABB โดยทั่วไปมีองค์ประกอบประเภท แป้ง ใยอาหาร สารฟีนอลิก และสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม ซึ่งองค์ประกอบจะแตกต่างกันตามสายพันธุ์ ส่วนของพืช ระยะการเจริญเติบโต และวิธีสกัด

องค์ประกอบทางเคมี

มีรายงานข้อมูลทางพฤกษเคมีของกล้วยตีบและกล้วยกลุ่ม ABB ว่าพบสารหลายกลุ่ม เช่น pectin, amylase, anthraquinone, saponin, tannin, phlobatannin, phytic acid และกรดไขมัน เช่น palmitic acid, stearic acid, linoleic acid และ linolenic acid รวมถึงกรดอะมิโนบางชนิด เช่น histidine, leucine, lysine, methionine และ valine อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสารเคมีเฉพาะของ Musa (ABB) ‘Tip’ ยังมีจำกัด และไม่ควรนำข้อมูลจากกล้วยพันธุ์อื่นมาเหมารวมว่าเป็นองค์ประกอบเฉพาะของกล้วยตีบทั้งหมด ในกล้วยกลุ่ม ABB มีการตรวจพบสารพฤกษเคมี เช่น dopamine, caffeoylquinic acids, flavonoid glycosides และสารประกอบฟีนอลิกอื่น ๆ โดยปริมาณแตกต่างกันตามพันธุ์และส่วนของพืช

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยที่เจาะจง กล้วยตีบ (Musa (ABB) ‘Tip’) โดยตรงยังมีค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับกล้วยเศรษฐกิจพันธุ์อื่น อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในระดับของ กล้วยกลุ่ม Musa (ABB) ที่ช่วยอธิบายองค์ประกอบและศักยภาพทางชีวภาพของพืชกลุ่มนี้ มีงานศึกษาด้านพันธุศาสตร์ของกล้วยกลุ่ม ABB ในประเทศไทย โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุล SRAP และ ISSR เพื่อจำแนกความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของกล้วยหลายสายพันธุ์ ผลการศึกษาสามารถแยกกลุ่มจีโนม AA, BB และ ABB ได้ และสนับสนุนการใช้ข้อมูลทางสัณฐานวิทยาร่วมกับเครื่องหมายโมเลกุลในการตรวจสอบเอกลักษณ์และการอนุรักษ์พันธุกรรมกล้วย นอกจากนี้ งานวิจัยในกล้วยกลุ่ม ABB ยังพบว่าเปลือกและส่วนต่าง ๆ ของผลมี ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งมีศักยภาพต่อการนำไปใช้ประโยชน์ด้านอาหารและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

หลักฐานระดับเบื้องต้นถึงระดับก่อนคลินิก : ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับกล้วยตีบโดยตรงยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ การศึกษาที่มีอยู่ส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาในระดับองค์ประกอบทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง การทดลองในสัตว์ หรือการศึกษากล้วยกลุ่ม ABB/กล้วยสายพันธุ์อื่น จึงควรแยกจากหลักฐานทางคลินิกของกล้วยตีบโดยตรง หมายเหตุ : ไม่ควรใช้ผลการทดลองของกล้วยพันธุ์อื่นแทนหลักฐานประสิทธิผลของกล้วยตีบโดยตรง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีรายงานการศึกษาสารสกัดและองค์ประกอบทางชีวภาพของ กล้วยและกล้วยกลุ่ม ABB ในด้านต่าง ๆ เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การปรับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และศักยภาพทางชีวภาพของสารพอลิแซ็กคาไรด์และสารฟีนอลิก อย่างไรก็ตาม หลักฐานเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่ใช้กล้วยตีบโดยตรง จึงควรนำเสนอในฐานะข้อมูลสนับสนุนเชิงเภสัชวิทยา ไม่ใช่ข้อสรุปด้านการรักษา

ความปลอดภัย

กล้วยเป็นพืชอาหารที่มีการบริโภคอย่างแพร่หลาย แต่ การใช้ราก ใบ หรือสารสกัดเข้มข้นเป็นยา แตกต่างจากการรับประทานผลเป็นอาหาร จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่อง ใช้ในปริมาณสูง หรือใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน หากเกิดอาการผิดปกติ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียมาก ผื่น คัน บวม หรืออาการแพ้ ควรหยุดใช้และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้แทนการรักษาโรคที่มีอาการรุนแรง เช่น ท้องเสียที่มีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือดมาก ขาดน้ำ หรือปวดท้องรุนแรง
  • ผู้ที่ ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์แผนไทยก่อนใช้ส่วนของกล้วยตีบในรูปยา
  • ผู้ที่แพ้กล้วยหรือพืชในวงศ์ Musaceae ควรหลีกเลี่ยง
  • ไม่ควรใช้ตำรับยาพื้นบ้านที่มีส่วนผสมหลายชนิดโดยไม่ทราบชนิดและปริมาณของตัวยา

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

ยังมีข้อมูลทางคลินิกไม่เพียงพอที่จะระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกล้วยตีบกับยาแผนปัจจุบัน ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการใช้รากหรือสารสกัดเข้มข้น ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้กล้วยตีบในรูปแบบยา โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด

การใช้ในอาหาร

  • ผลสุก : สามารถรับประทานเป็นผลไม้ได้ โดยมีสีเหลืองเมื่อสุกและมีรสหวานปนฝาด
  • ผลดิบ : สามารถนำไปประกอบอาหารพื้นบ้าน เช่น แกงกล้วยหรือแกงป่า แต่ควรเตรียมเพื่อลด ยางและรสฝาด ก่อนปรุง
  • หยวกกล้วย : ในบางพื้นที่มีการนำส่วนอ่อนของลำต้นเทียมไปประกอบอาหาร เช่น แกงหยวก
  • การใช้เป็นอาหารแตกต่างกันตามสายพันธุ์และภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น

การใช้ในผลิตภัณฑ์

กล้วยกลุ่ม ABB สามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เช่น กล้วยแปรรูป กล้วยอบแห้ง แป้งกล้วย แป้งจากส่วนที่มีแป้งสูง และผลิตภัณฑ์จากเปลือกกล้วย โดยมีงานวิจัยสนับสนุนศักยภาพของใยอาหารและองค์ประกอบทางโภชนาการในกล้วยกลุ่ม ABB

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ราก : ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์ ขุดอย่างระมัดระวัง ทำความสะอาด และหั่นเป็นชิ้นก่อนนำไปทำให้แห้ง หากต้องการเก็บเป็นเครื่องยา
  • ใบ : เลือกใบสมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีเชื้อรา หากใช้เป็นยาแห้งควรทำความสะอาดและทำให้แห้งสนิท
  • การเก็บรักษา : เครื่องยาที่แห้งแล้วควรเก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา
  • ควรติดฉลากระบุ ชื่อสมุนไพร ส่วนที่ใช้ และวันที่เก็บหรือวันที่ทำแห้ง เพื่อป้องกันการสับสน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

กล้วยตีบมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายภูมิภาค โดยเฉพาะการนำ รากมาต้มเป็นน้ำดื่ม และการใช้ ใบแห้งต้มอาบ สำหรับดูแลอาการทางผิวหนัง นอกจากนี้ใบสดยังใช้ทำลูกประคบเพื่อบรรเทาอาการปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ ส่วนภาคเหนือมีรายงานการใช้ใบแห้งร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการซางปากเปื่อย

ประวัติและวัฒนธรรม

กล้วยตีบเป็นหนึ่งในกลุ่ม กล้วยพื้นเมืองของประเทศไทย ที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตทั้งด้านอาหารและการแพทย์พื้นบ้าน ลักษณะการใช้รากเป็นเครื่องยาและการนำส่วนต่าง ๆ ของต้นมาใช้ประโยชน์สะท้อนองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชอาหารและพืชยาของชุมชนไทย นอกจากนี้กล้วยกลุ่ม ABB ยังมีความสำคัญต่อความหลากหลายทางพันธุกรรมของกล้วยในประเทศไทย

สถานะการอนุรักษ์

กล้วยตีบเป็น พันธุ์กล้วยพื้นเมืองที่ควรอนุรักษ์ในฐานะทรัพยากรพันธุกรรมพืชอาหารและสมุนไพร โดยการอนุรักษ์สามารถทำได้ทั้งในแหล่งปลูกและนอกถิ่นกำเนิด เช่น การเก็บรวบรวมหน่อและการจัดทำแหล่งอนุรักษ์พันธุ์กล้วย การศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมด้วยเครื่องหมายโมเลกุลมีส่วนช่วยในการจำแนกและจัดการทรัพยากรพันธุกรรมกล้วย

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
  • พืชมีท่อลำเลียง (Clade) : Tracheophyta
  • พืชมีดอก (Clade) : Angiosperms
  • พืชใบเลี้ยงเดี่ยว (Clade) : Monocots
  • อันดับ (Order) : Zingiberales
  • วงศ์ (Family) : Musaceae
  • สกุล (Genus) : Musa
  • กลุ่มจีโนม (Genomic group) : ABB
  • พันธุ์/คัลทิวาร์ (Cultivar) : ‘Tip’ หรือกล้วยตีบ

กล้วยตีบจึงควรระบุในเชิงอนุกรมวิธานว่าเป็น กล้วยปลูกในกลุ่ม Musa ABB มากกว่าการระบุเป็นชนิด (species) เดียวแบบกล้วยป่าหรือกล้วยตานี เนื่องจากกลุ่ม ABB เป็นกลุ่มลูกผสม/กลุ่มพันธุ์ปลูกที่มีพื้นฐานจีโนมจาก Musa acuminata และ Musa balbisiana

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบเอกลักษณ์กล้วยตีบควรพิจารณาร่วมกันทั้ง ลักษณะทางสัณฐานวิทยา ชื่อพันธุ์ แหล่งที่มา และข้อมูลทางพันธุกรรม โดยลักษณะที่ใช้ประกอบการจำแนก ได้แก่ ลักษณะลำต้นเทียม กาบใบ ก้านใบ รูปร่างใบ ช่อดอก ใบประดับ และลักษณะผล สำหรับงานวิจัยและการอนุรักษ์พันธุ์ สามารถใช้ เครื่องหมายโมเลกุล เช่น SRAP และ ISSR ช่วยตรวจสอบความสัมพันธ์และความแตกต่างทางพันธุกรรมของกล้วยในกลุ่ม AA, BB และ ABB ได้

คำเตือนทางการแพทย์

กล้วยตีบเป็นสมุนไพรตามองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันประสิทธิผลของกล้วยตีบโดยตรงยังมีจำกัด ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน โดยเฉพาะในกรณีท้องเสียที่มีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือดหรือมูกมาก อาเจียนรุนแรง หรือมีอาการขาดน้ำ ควรพบแพทย์ทันที การใช้ ราก ใบ หรือสารสกัดในรูปยา ควรแตกต่างจากการรับประทานผลกล้วยเป็นอาหาร และควรใช้ตามตำรับหรือคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่มีความรู้ด้านการใช้เครื่องยาอย่างเหมาะสม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2568). กล้วยตีบ (Kluai Tip). กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมวิชาการเกษตร, สถาบันวิจัยพืชสวน. (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลกล้วย: กล้วยตีบหรือกล้วยตีบคำ. กรมวิชาการเกษตร.
  3. คณะอนุกรรมการจัดทำตำราอ้างอิงยาสมุนไพรไทย. (2563). ตำราอ้างอิงยาสมุนไพรไทย เล่ม 4. สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  4. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). กล้วยตีบคำ: Musa (ABB) ‘Tip Kam’. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์.
  5. ชยันต์ พิเชียรสุนทร, และวิเชียร จีรวงศ์. (2556). คู่มือเภสัชกรรมแผนไทย เล่ม 1 น้ำกระสายยา (พิมพ์ครั้งที่ 3). อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
  6. Auvuchanon, A., Somana, J., Chuenchit, S., et al. (2022). Morphological and molecular characterizations of Musa (ABB) ‘Mali-Ong’ in Thailand. Biology, 11(10), 1429.
  7. Happi Emaga, T., Andrianaivo, R. H., Wathelet, B., & Paquot, M. (2007). Effects of the stage of maturation and varieties on the chemical composition of banana and plantain peels. Food Chemistry, 103(2), 590–600.
  8. Englberger, L., et al. (2010). Phytochemical composition of banana sap and related compounds in Musa cultivars. Journal of Agricultural and Food Chemistry, 58, 8782–8787.
Scroll to top