กล้วยหมูสัง

กล้วยหมูสัง

กล้วยหมูสัง เป็นสมุนไพรพื้นบ้านภาคใต้ที่มีชื่อเรียกหลากหลาย เช่น กล้วยมูซัง กล้วยมดสัง กล้วยมุดสัง และย่านนมควาย แม้ชื่อจะมีคำว่า “กล้วย” แต่ไม่ได้อยู่ในวงศ์กล้วย หากเป็น ไม้เถาเนื้อแข็งในวงศ์ Annonaceae ผลสุกออกเป็นกลุ่มคล้ายหวีกล้วย จึงเป็นที่มาของชื่อพื้นบ้านบางถิ่น นอกจากใช้เป็นสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้ว ผลสุกยังสามารถรับประทานได้อีกด้วย

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: กล้วยหมูสัง
  • ชื่อท้องถิ่น: กล้วยหมูสัง (ภาคใต้), กล้วยมูซัง (สงขลา), กล้วยมดสัง, กล้วยมุดสัง, ย่านนมควาย (ตรัง), นมวัว (สุราษฎร์ธานี), นมแมวใหญ่ (ชุมพร), นมควาย (นครศรีธรรมราช), ลาเกาะ (นราธิวาส), บักผีผ่วน (อีสาน), กล้วยพังพอน และกล้วยมูสัง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem.
  • วงศ์: Annonaceae หรือ วงศ์กระดังงา
  • ลักษณะเด่น: ไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ ดอกสีแดงถึงแดงเลือดนก มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และผลเป็นกลุ่ม ผลสุกมีสีเหลืองอมส้ม
  • สถานะการใช้ประโยชน์: เป็นทั้ง สมุนไพรพื้นบ้าน พืชอาหาร และไม้เถาประดับ ในบางพื้นที่

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ สามารถเลื้อยหรือพาดไปตามต้นไม้อื่น กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมเหลืองหนาแน่น เนื้อไม้เหนียวและแข็ง ความยาวของเถาอาจหลายเมตร โดยมีรายงานว่าสามารถเลื้อยได้ประมาณ 5–15 เมตร หรือมากกว่านั้นตามสภาพแวดล้อม
  • ใบ: เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี รูปรีแกมรูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างสีเขียวนวลและมีขนนุ่ม
  • ดอก: ออกเป็นดอกเดี่ยวตามปลายกิ่งหรือบริเวณกิ่ง ตรงข้ามหรือเยื้องกับใบ ดอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่ กลีบดอก 6 กลีบ เรียง 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ สีแดงสดถึงแดงเลือดนก โคนกลีบสีเหลืองอ่อน ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โดยเฉพาะช่วงพลบค่ำและกลางคืน
  • ผล: เป็นผลกลุ่ม มีผลย่อยหลายผลรวมกันบนแกนกลาง ผลย่อยรูปทรงกระบอกสั้น ผิวมีตุ่มเล็ก ๆ และมีขนประปราย ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม มีรสหวานอมเปรี้ยวและรับประทานได้
  • เมล็ด: มีจำนวนมากอยู่ภายในผลย่อย

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมพื้นที่เอเชียเขตร้อน ตั้งแต่จีนตอนใต้และอินโดจีน ไปจนถึงภูมิภาคมาเลเซีย นิวกินี และหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ประเทศไทย: พบในหลายพื้นที่ของภาคใต้ รวมถึงบางพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ โดยขึ้นตามป่าดิบชื้น ป่าชื้น ชายป่า ป่าละเมาะ และบริเวณใกล้ลำธาร
  • ระดับความสูง: พบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับใกล้น้ำทะเลจนถึงประมาณ 700 เมตร

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • สภาพแวดล้อม: ชอบพื้นที่ที่มีความชื้นค่อนข้างสูง ดินร่วนระบายน้ำได้ดี และมีแสงแดดเพียงพอ
  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: ใช้เมล็ดจากผลสุก นำออกจากผลและเพาะในวัสดุเพาะที่มีความชื้นเหมาะสม
  • การปักชำ: สามารถใช้กิ่งที่สมบูรณ์มาปักชำเพื่อขยายพันธุ์
  • การตอนกิ่ง: เป็นอีกวิธีที่มีการนำมาใช้ขยายพันธุ์กล้วยหมูสัง โดยเหมาะกับการรักษาลักษณะของต้นแม่พันธุ์
  • การทำค้าง: เนื่องจากเป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ หากปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับหรือเก็บส่วนต่าง ๆ ควรจัดทำค้างหรือซุ้มที่แข็งแรงเพื่อรองรับน้ำหนักของเถา

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • ใบ: ใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะการนำมาต้มรับประทาน
  • ราก: ใช้ร่วมกับใบในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการปวดท้อง
  • เถา: มีการใช้ประโยชน์ในลักษณะวัสดุแทนหวายมากกว่าการใช้เป็นยาตามข้อมูลพื้นบ้านที่เผยแพร่

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ใบและราก: ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน ใช้เป็นยาบำบัด อาการปวดท้อง โดยนำมาต้มกับน้ำรับประทาน
  • ใบ: ชาวมลายูมีภูมิปัญญาใช้ใบกล้วยหมูสังต้มกับข้าว รับประทานเพื่อช่วยบรรเทา อาการท้องขึ้นและท้องเฟ้อ
  • การใช้ดังกล่าวเป็น ข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิผลทางคลินิก

วิธีใช้

  • ใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: นำ ใบและราก มาต้มกับน้ำ แล้วใช้เป็นยารับประทานสำหรับอาการปวดท้อง
  • ใช้ใบในอาหารพื้นบ้าน: มีรายงานการนำใบมาต้มกับข้าวเพื่อใช้เป็นอาหารและตามภูมิปัญญาเพื่อบรรเทาท้องขึ้นท้องเฟ้อ
  • ปริมาณและระยะเวลาการใช้เป็นยาต้ม ไม่ควรนำมาปรับเป็นขนาดยามาตรฐานเอง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกเพียงพอสำหรับกำหนดขนาดยาที่เหมาะสม

สาระสำคัญ

  • กล้วยหมูสังมีสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติหลายกลุ่ม โดยมีการศึกษาพบ อัลคาลอยด์ สารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ ลิกนานอยด์ และสารกลุ่ม cyclohexene ที่มีออกซิเจนหลายตำแหน่ง
  • การศึกษากิ่งพบอัลคาลอยด์หลายชนิด เช่น aristolactam AII, aristolactam BI, velutinam, griffithinam, isoursuline และ sinactine
  • การศึกษารากพบสารกลุ่มฟลาแวนอลและโปรแอนโทไซยานิดิน รวมถึง epicatechin, phlorizin และ eriodictyol
  • การศึกษาส่วนใบพบสารกลุ่ม highly oxygenated cyclohexenes ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ได้รับความสนใจด้านฤทธิ์ทางชีวภาพ

องค์ประกอบทางเคมี

  • อัลคาลอยด์: aristolactam AII, aristolactam BI, velutinam, griffithinam, isoursuline และ sinactine
  • ไตรเทอร์พีน: มีรายงานการพบ suberosol และ lupeol ในส่วนเปลือก
  • ฟลาแวนอลและฟลาโวนอยด์: epicatechin, eriodictyol และ phlorizin
  • โปรแอนโทไซยานิดิน: proanthocyanidin A-1 และ proanthocyanidin A-2
  • ลิกนานอยด์: พบสารกลุ่ม lignanoid หลายชนิดในราก
  • สารประกอบ cyclohexene: เช่น zeylenone, grandiflorone, grandifloracin และสารอนุพันธ์อื่น ๆ ที่ตรวจพบจากส่วนต่าง ๆ ของพืช

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพ: งานวิจัยปี พ.ศ. 2564 แยกสารอัลคาลอยด์ 6 ชนิดจากกิ่งของ Uvaria grandiflora และพบว่า velutinam แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH ขณะที่มีการประเมินฤทธิ์ต้านจุลชีพของสารบางชนิดด้วย
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็งในระดับเซลล์: สารบางชนิดจากกล้วยหมูสัง เช่น zeylenol และ grandifloracin แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งบางชนิดในการทดลองระดับเซลล์ แต่ผลดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานว่าพืชหรือสารสกัดสามารถรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ได้
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรค: zeylenone ที่แยกได้จาก Uvaria grandiflora แสดงฤทธิ์ต่อ Mycobacterium tuberculosis ในการทดสอบภายนอกร่างกาย โดยมีค่า MIC90 ประมาณ 51.2 µM
  • ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase: สาร 6-methoxyzeylenol จากใบมีฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase ในการทดลอง โดยรายงานค่า IC50 34.1 µM
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: มีการศึกษาสาร zeylenol จากลำต้นซึ่งแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบในแบบจำลองการทดลองและมีฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งบางชนิด
  • การศึกษาร่วมสมัย: งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2569 ศึกษาสารสกัดจากกิ่งและใบของ Uvaria grandiflora พบสารกลุ่ม alkaloids, cyclohexenes และ flavonoids และประเมินฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งในระดับห้องปฏิบัติการ

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ภูมิปัญญาพื้นบ้าน: มีข้อมูลการใช้ ใบและรากสำหรับอาการปวดท้อง และการใช้ใบสำหรับท้องขึ้นท้องเฟ้อ
  • ระดับสารบริสุทธิ์: มีหลักฐานจากการแยกและพิสูจน์โครงสร้างสารออกฤทธิ์หลายชนิด
  • ระดับหลอดทดลอง: มีข้อมูลด้าน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ต้านการอักเสบ ยับยั้ง α-glucosidase ต้านเชื้อวัณโรค และความเป็นพิษต่อเซลล์
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารบริสุทธิ์
  • ระดับมนุษย์: ยังไม่มีหลักฐานการทดลองทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยันประสิทธิผลของกล้วยหมูสังในการรักษาโรค

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ต้านอนุมูลอิสระ: สาร velutinam จากกิ่งแสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในระบบ DPPH
  • ต้านจุลชีพ: มีการประเมินฤทธิ์ต้านจุลชีพของสารที่แยกได้จากกิ่ง แต่ผลแตกต่างกันตามสารและเชื้อที่ใช้ทดสอบ
  • ต้านการอักเสบ: zeylenol แสดงฤทธิ์ลดการอักเสบในแบบจำลองการทดลองบางชนิด
  • ต้านเชื้อวัณโรค: zeylenone มีฤทธิ์ระดับปานกลางต่อ M. tuberculosis ในการทดสอบในหลอดทดลอง
  • ยับยั้ง α-glucosidase: 6-methoxyzeylenol แสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ดังกล่าวในหลอดทดลอง
  • ความเป็นพิษต่อเซลล์: สารบางชนิด เช่น zeylenol และ grandifloracin มีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งบางสายพันธุ์ในการทดลองระดับเซลล์

ความปลอดภัย

  • ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยของกล้วยหมูสังในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • การศึกษาที่พบฤทธิ์ทางชีวภาพส่วนใหญ่เป็นการศึกษา สารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ในระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่การศึกษาความปลอดภัยในคน
  • เนื่องจากมีการตรวจพบสารออกฤทธิ์หลายกลุ่ม รวมถึงอัลคาลอยด์ จึงไม่ควรสรุปว่าการใช้สารสกัดเข้มข้นมีความปลอดภัยเช่นเดียวกับการบริโภคผลสุกเป็นอาหาร
  • ผู้ที่ต้องการใช้ กล้วยหมูสังเป็นยา ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิด

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรนำ สารสกัดหรือส่วนต่าง ๆ ของกล้วยหมูสังมาใช้เป็นยารักษาโรคโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากยังไม่มีขนาดยามาตรฐานทางคลินิก
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยา เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอ
  • เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา

  • ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุ ปฏิกิริยาระหว่างกล้วยหมูสังกับยารักษาโรคชนิดใดอย่างแน่ชัด
  • เนื่องจากมีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้านจากสารสกัดและสารบริสุทธิ์ เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และยับยั้งเอนไซม์บางชนิด จึงควรระมัดระวังเมื่อนำสารสกัดเข้มข้นไปร่วมกับยาประจำ
  • ผู้ที่ใช้ ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยารักษาเบาหวาน ยารักษามะเร็ง หรือยาที่มีช่วงการรักษาแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากกล้วยหมูสัง

การใช้ในอาหาร

  • ผลสุก: รับประทานได้ มีสีเหลืองอมส้ม กลิ่นหอม และรสหวานอมเปรี้ยว
  • ใบ: มีรายงานภูมิปัญญาชาวมลายูในการนำใบไปต้มกับข้าว
  • ผลของกล้วยหมูสังจึงมีทั้งคุณค่าในด้าน พืชอาหารพื้นบ้านและสมุนไพร

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • สามารถใช้เป็น ไม้เลื้อยประดับ เนื่องจากมีดอกขนาดใหญ่สีแดงสวยและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ในช่วงเย็นถึงกลางคืน
  • เถาที่มีความเหนียวและแข็งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะวัสดุแทนหวายตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • สารสกัดจากส่วนต่าง ๆ มีศักยภาพสำหรับการศึกษาต่อยอดด้าน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ แต่ยังควรมีการศึกษาด้านมาตรฐานสารสำคัญ ความปลอดภัย และประสิทธิผลเพิ่มเติมก่อนนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษา

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • ใบ: เลือกเก็บใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือถูกแมลงทำลาย
  • ราก: ควรเก็บจากต้นที่สมบูรณ์และไม่ควรขุดทำลายประชากรธรรมชาติในพื้นที่ที่มีจำนวนจำกัด
  • ผล: หากต้องการบริโภค ควรเก็บเมื่อผลสุกเต็มที่และมีสีเหลืองอมส้ม
  • การเก็บวัตถุดิบสมุนไพร: ส่วนที่ใช้เป็นยาควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมก่อนเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
  • ควรแยกวัตถุดิบ กล้วยหมูสัง จากพืชชื่อคล้ายกัน เพื่อป้องกันการใช้พืชผิดชนิด

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคใต้: กล้วยหมูสังเป็นพืชพื้นบ้านที่มีชื่อเรียกหลายชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มชื่อ กล้วยมูซัง กล้วยมดสัง กล้วยมุดสัง และย่านนมควาย
  • ภูมิปัญญาด้านยา: ใบและรากนำมาต้มรับประทานเพื่อบำบัดอาการปวดท้อง
  • ภูมิปัญญาด้านอาหาร: ใบนำมาต้มกับข้าวเพื่อใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการท้องขึ้นและท้องเฟ้อ
  • ภูมิปัญญาด้านวัสดุ: เถาเนื้อแข็งและเหนียวสามารถใช้ประโยชน์แทนหวายได้

ประวัติและวัฒนธรรม

  • ชื่อ “กล้วยหมูสัง” หรือ “กล้วยมูซัง” ไม่ได้หมายถึงกล้วยในวงศ์ Musaceae แต่เกี่ยวข้องกับลักษณะผลที่ออกเป็นกลุ่มแน่นและมีรูปร่างคล้ายหวีกล้วย
  • คำว่า “มูสัง” มีความเกี่ยวข้องกับคำในภาษามลายูที่หมายถึง ชะมด และมีการอธิบายว่าผลสุกเป็นอาหารที่ชะมดชอบกิน จึงเกิดชื่อเรียกในลักษณะ “กล้วยของชะมด”
  • ชื่อ “ย่านนมควาย” เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ใช้ในภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดตรังและบริเวณใกล้เคียง
  • ลักษณะดอกขนาดใหญ่ สีแดงสด และมีกลิ่นหอม ทำให้กล้วยหมูสังมีคุณค่าในฐานะ ไม้ป่าที่มีความสวยงามและไม้ประดับพื้นถิ่น ด้วย

สถานะการอนุรักษ์

  • Uvaria grandiflora เป็นชนิดที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานในฐานข้อมูล Plants of the World Online ของ Kew และมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย
  • ฐานข้อมูล Kew ระบุผลการประเมิน Angiosperm Extinction Risk Predictions ว่าชนิดนี้มีการคาดการณ์ว่า ไม่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม (not threatened) อย่างไรก็ตาม สถานภาพระดับโลกดังกล่าวไม่ควรนำมาใช้แทนการประเมินประชากรในพื้นที่ท้องถิ่นของประเทศไทย
  • การเก็บจากธรรมชาติควรคำนึงถึงการรักษาต้นแม่พันธุ์และถิ่นอาศัย โดยเฉพาะพื้นที่ป่าชื้นและชายป่าธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร (Kingdom): Plantae
  • ไฟลัม (Phylum): Streptophyta
  • ชั้น (Class): Equisetopsida
  • ชั้นย่อย (Subclass): Magnoliidae
  • อันดับ (Order): Magnoliales
  • วงศ์ (Family): Annonaceae
  • สกุล (Genus): Uvaria
  • ชนิด (Species): Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem.
  • ชื่อพ้องที่สำคัญ: มีชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานหลายชื่อ เช่น Unona grandiflora Lesch. ex DC., Uva grandiflora (Lesch. ex DC.) Kuntze และชื่อพ้องอื่น ๆ

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

  • ลักษณะเด่นที่ใช้ตรวจสอบ: เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงสลับ ดอกเดี่ยวขนาดใหญ่สีแดงสดหรือแดงเลือดนก และผลกลุ่มที่มีผลย่อยรูปทรงกระบอก
  • ใบ: ตรวจสอบรูปใบ ขนาดใบ การเรียงตัว และลักษณะขนบริเวณเส้นกลางใบและด้านใต้ใบ
  • ดอก: สีแดงถึงแดงเลือดนก กลีบดอก 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น และดอกมีกลิ่นหอมอ่อน
  • ผล: ผลย่อยหลายผลรวมกันเป็นกลุ่ม ผลอ่อนสีเขียว และผลสุกสีเหลืองอมส้ม
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: ควรตรวจสอบให้ตรงกับ Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. เนื่องจากชื่อพื้นบ้าน “กล้วยหมูสัง” อาจถูกใช้กับพืชชนิดอื่นในบางพื้นที่
  • การตรวจสอบระดับห้องปฏิบัติการ: หากนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบสมุนไพรเชิงพาณิชย์ ควรมีตัวอย่างอ้างอิง (voucher specimen) และตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์หรือ DNA barcoding ตามมาตรฐานที่เหมาะสม

คำเตือนทางการแพทย์

  • กล้วยหมูสังเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ
  • ผลการวิจัยที่พบฤทธิ์ต้านมะเร็ง ต้านเชื้อวัณโรค ต้านการอักเสบ หรือต้านอนุมูลอิสระ ส่วนใหญ่เป็น การศึกษาในหลอดทดลองหรือการศึกษาสารบริสุทธิ์ จึงไม่ควรนำมาอ้างว่ากล้วยหมูสังสามารถรักษาโรคดังกล่าวได้
  • สารบางชนิดจากพืชแสดง ความเป็นพิษต่อเซลล์ ในการทดลอง ซึ่งเป็นข้อมูลทางเภสัชวิทยาที่ต้องตีความแยกจากความปลอดภัยในการบริโภคของคน
  • หมายเหตุ : ข้อมูลสรรพคุณของกล้วยหมูสังในส่วนนี้เป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ และไม่ควรนำไปกำหนดขนาดยาเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2560). สารานุกรมพืชในประเทศไทย: กล้วยหมูสัง (Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem.). สำนักหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช.
  2. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (2560). ย่านนมควาย: Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์.
  3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2563). Uvaria grandiflora. Thai Biodiversity Information Facility (TH-BIF).
  4. องค์การสวนพฤกษศาสตร์. (ม.ป.ป.). ย่านนมควาย (Uvaria grandiflora). โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ.
  5. สมุนไพรดอทคอม. (ม.ป.ป.). กล้วยหมูสัง. ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย.
  6. Kongkum, N., Thanasansurapong, S., Surapanich, N., Kumutanat, W., Sukkum, C., Kuhakarn, C., Jaipetch, T., Reutrakul, V., & Hongthong, S. (2021). Antioxidant and antimicrobial alkaloids isolated from twigs of Uvaria grandiflora Roxb. ScienceAsia, 47(S1), 14–18. doi:10.2306/SCIENCEASIA1513-1874.2021.S002.
  7. Zhao, W., Fan, C., & Qin, G. (1999). A study on major chemical components of Uvaria grandiflora. Zhongguo Zhong Yao Za Zhi, 24(8), 476–477, 510–511.
  8. Zhu, Q., Huang, Q., Zhang, C., & Cao, Z. (2019). Chemical constituents of Uvaria grandiflora. Journal of China Pharmaceutical University, 50(6), 666–671. doi:10.11665/j.issn.1000-5048.20190605.
  9. Ankisetty, S., ElSohly, H. N., Li, X.-C., Khan, S. I., Tekwani, B. L., Smillie, T., & Walker, L. (2006). Aromatic constituents of Uvaria grandiflora. Journal of Natural Products, 69(4), 692–694. doi:10.1021/np050500b.
  10. Macabeo, A. P. G., Flores, A. I. G., Fernandez, R. A. T., Budde, S., Faderl, C., Dahse, H.-M., & Franzblau, S. G. (2021). Antitubercular and cytotoxic polyoxygenated cyclohexane derivatives from Uvaria grandiflora. Natural Product Research, 35(23), 5229–5232. doi:10.1080/14786419.2020.1741579.
  11. Rujanapun, N., Janta, C., Charoensup, R., & Chusri, S. (2026). Antioxidant, anti-inflammatory, and cytotoxic activities against drug-sensitive and drug-resistant cancer cells of the extracts of Clausena excavata, Millettia pachycarpa, and Uvaria grandiflora. Journal of Health Science and Medical Research. doi:10.31584/jhsmr.20261318.
  12. Kew Science. (2026). Uvaria grandiflora Roxb. ex Hornem. Plants of the World Online.
Scroll to top