กล้วยน้ำไท
กล้วยน้ำไท หรือ กล้วยหอมเล็ก เป็นกล้วยพื้นเมืองสายพันธุ์โบราณของไทยที่มีเอกลักษณ์ทั้งด้านรสชาติและการใช้ประโยชน์ทางภูมิปัญญา โดยเฉพาะ ผลกล้วยน้ำไท ที่ปรากฏอยู่ในตำรับยาแผนไทยบางตำรับ และมีความสำคัญในฐานะพืชพันธุกรรมท้องถิ่นที่ปัจจุบันพบได้ค่อนข้างน้อย งานวิจัยด้านพันธุกรรมจัดกล้วยน้ำไทอยู่ในกลุ่มจีโนม AA และมีชื่อพันธุ์ว่า Musa (AA Group) ‘Kluai Nam Thai’
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : กล้วยน้ำไท, กล้วยน้ำไทย, กล้วยหอมเล็ก
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย : Musa (AA Group) ‘Kluai Nam Thai’
- ชื่อสามัญ : Banana, Cultivated banana
- วงศ์ : Musaceae
- ลักษณะจีโนม : AA หรือกล้วยดิพลอยด์
- ส่วนที่ระบุเป็นเครื่องยา : ผล หรือ Musae Fructus
- การใช้ประโยชน์หลัก : ผลสุกรับประทานเป็นผลไม้ และใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาแผนไทยบางตำรับ
หมายเหตุ : กล้วยน้ำไทเป็นชื่อพันธุ์ที่อยู่ในกลุ่มกล้วยปลูก ไม่ควรสับสนกับกล้วยชนิดอื่นที่มีคำว่า “น้ำไท” เป็นชื่อท้องถิ่น และไม่ควรนำข้อมูลสรรพคุณของกล้วยสายพันธุ์อื่นมาใช้แทนข้อมูลของกล้วยน้ำไทโดยอัตโนมัติ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดินและมีลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบเรียงซ้อนกัน ลำต้นเทียมสูงประมาณ 2.5 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีประสีดำ ส่วนบริเวณโคนมีสีชมพูอมแดง
- ใบ : ก้านใบตั้ง มีร่องกว้าง มีปีกสีชมพู เส้นกลางใบมีสีชมพูอมแดง
- ดอก : ออกเป็นช่อที่เรียกว่า ปลี ก้านช่อดอกมีขน ใบประดับมีรูปร่างค่อนข้างยาว สีด้านบนม่วงอมแดง ด้านล่างสีซีด ปลายแหลมและม้วนขึ้น การเรียงตัวของใบประดับไม่ซ้อนกันแน่น
- ผล : ผลมีขนาดใกล้เคียงกล้วยหอมจันทน์ กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10–11 เซนติเมตร รูปร่างโค้ง ผลมีจุกที่ปลายและมักพบก้านเกสรตัวเมียติดอยู่ เปลือกค่อนข้างหนา เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม มีจุดดำเล็ก ๆ เนื้อสีเหลืองอมส้ม รสหวาน มีกลิ่นหอม และโดยทั่วไปไม่มีเมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : กล้วยปลูกในสกุล Musa มีศูนย์กลางความหลากหลายสำคัญอยู่ในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กล้วยน้ำไทเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่มีประวัติการปลูกและใช้ประโยชน์ในประเทศไทย
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : มีรายงานว่ากล้วยน้ำไทพบได้น้อยลงเมื่อเทียบกับกล้วยพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า และมีการนำไปอนุรักษ์ในแหล่งรวบรวมพันธุกรรมพืชของประเทศไทย
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์แบบดั้งเดิม : ใช้ หน่อกล้วย หรือส่วนของเหง้า โดยเลือกหน่อจากต้นแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์และไม่มีโรค
- การเตรียมพื้นที่ : ควรใช้ดินที่มีการระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุเพียงพอ และหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำขัง
- การดูแล : ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในระยะตั้งตัว กำจัดวัชพืช ตัดแต่งใบที่เป็นโรค และรักษาความสะอาดแปลง
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีการศึกษาการเพิ่มจำนวนต้นกล้วยน้ำไทในสภาพปลอดเชื้อ โดยใช้ปลายยอดเป็นชิ้นส่วนเริ่มต้น พบว่าอาหารสูตร MS ที่เติมน้ำมะพร้าว 200 มิลลิลิตรต่อลิตรให้จำนวนหน่อเฉลี่ย 1.71 หน่อต่อยอด ความยาวหน่อเฉลี่ย 4.25 เซนติเมตร และจำนวนใบเฉลี่ย 4 ใบต่อต้น หลังเพาะเลี้ยง 4 เดือน
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ผล : เป็นส่วนที่ระบุในรายการพืชวัตถุของตำรายาแผนไทยแห่งชาติ โดยใช้ชื่อเครื่องยา Musae Fructus จาก Musa (AA) ‘Kluai Nam Thai’
- ผลสุก : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรับยาโบราณ โดยเฉพาะในกลุ่มตำรับที่มุ่งบำรุงร่างกาย
- เปลือกผล : มีบันทึกการใช้พื้นบ้านบางแห่ง เช่น ใช้ด้านในของเปลือกผลดิบทาลิ้นเด็กที่มีลักษณะเป็นฝ้าขาว แต่การใช้ดังกล่าวเป็นข้อมูลภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ใช่ข้อแนะนำทางการแพทย์สมัยใหม่

สรรพคุณทางสมุนไพร
- ตามตำรายาไทย : ผลกล้วยน้ำไทเป็นส่วนประกอบของ ยาลูกแปลกแม่ หรือ ยาอายุวัฒนะ ซึ่งปรากฏในตำรายาแผนไทย โดยใช้ร่วมกับมะตูมนิ่มและพริกไทย
- ด้านการบำรุงร่างกาย : ตำรับยาอายุวัฒนะสูตรดังกล่าวระบุสรรพคุณว่า เจริญอาหาร บำรุงร่างกาย และมีกำลัง
- ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน : ผลสุกกล้วยน้ำไทถูกใช้เป็นอาหารและถือเป็นอาหารที่มีคุณค่าต่อการบำรุงกำลัง รวมถึงมีความเชื่อเรื่องการใช้เป็น ยาอายุวัฒนะ
- การใช้พื้นบ้านอื่น : มีการกล่าวถึงการใช้เปลือกผลดิบสดกับลิ้นเด็กเพื่อแก้ลักษณะฝ้าขาว แต่ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลดังกล่าว
หมายเหตุ : คำว่า “ยาอายุวัฒนะ” เป็นคำอธิบายตามตำรายาและภูมิปัญญาไทย ไม่ควรตีความว่าเป็นหลักฐานว่ากล้วยน้ำไทสามารถยืดอายุหรือรักษาโรคเรื้อรังได้
วิธีใช้
- ในตำรับยาแผนไทย : ตำรับ ยาอายุวัฒนะ สูตร 2 ใช้กล้วยน้ำไท 1 หวี ร่วมกับมะตูมนิ่ม 1 ลูก และพริกไทยในปริมาณเท่ายา นำไปเตรียมเป็นยาลูกกลอน
- ขนาดตามตำรับ : รับประทานครั้งละ 1–1.5 กรัม วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้าและเย็น
- การบริโภคเป็นอาหาร : ผลสุกสามารถรับประทานเป็นผลไม้ได้
- การใช้เป็นยาสมุนไพร : ควรยึดตามตำรับและคำแนะนำของแพทย์แผนไทยหรือผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้ด้านยาไทย โดยเฉพาะเมื่อใช้ในรูปแบบสารสกัดหรือยาสมุนไพรเข้มข้น
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- กล้วยน้ำไทมีชื่ออยู่ในรายการพืชวัตถุของตำรายาแผนไทยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 โดยระบุส่วนที่ใช้เป็น ผล และชื่อเครื่องยาว่า Musae Fructus
- มีการระบุ Musa (AA) “Kluai Nam Thai” เป็นแหล่งของเครื่องยาดังกล่าวในรายการพืชวัตถุ
สาระสำคัญ
- สารประกอบฟีนอลิก : พบในส่วนต่าง ๆ ของกล้วยและมีความเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- สารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตและแป้ง : เป็นองค์ประกอบสำคัญของเนื้อผลและเป็นแหล่งพลังงาน
- ใยอาหาร : พบในเนื้อผลและส่วนประกอบของผล
- แร่ธาตุและวิตามิน : ผลกล้วยเป็นแหล่งสารอาหารหลายชนิด แต่ปริมาณขึ้นอยู่กับพันธุ์ ระยะสุก และสภาพการปลูก
องค์ประกอบทางเคมี
- สารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds) : งานวิจัยในกล้วยน้ำไทพบสารประกอบฟีนอลิกในส่วนใบ และพบความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ
- ฟลาโวนอยด์และสารประกอบฟีนอลิกชนิดต่าง ๆ : เป็นกลุ่มสารที่พบในกล้วยหลายสายพันธุ์ และเป็นหนึ่งในกลุ่มสารที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน
- คาร์โบไฮเดรตและแป้ง : เป็นองค์ประกอบหลักของผล โดยสัดส่วนจะแปรเปลี่ยนตามระยะการสุก
- สารอาหารและแร่ธาตุ : ผลสุกให้พลังงาน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร และแร่ธาตุต่าง ๆ
หมายเหตุ : ข้อมูลสารเคมีเฉพาะของกล้วยน้ำไทที่แยกและระบุโครงสร้างสารเป็นรายชนิดยังมีจำกัด จึงไม่ควรนำรายชื่อสารที่พบในกล้วยพันธุ์อื่นมาอ้างว่าเป็นองค์ประกอบเฉพาะของกล้วยน้ำไทโดยตรง
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยของมหาวิทยาลัยรังสิตศึกษาสารสกัดจากกล้วยน้ำไทซึ่งเป็นส่วนประกอบของตำรับยาลูกแปลกแม่ พบสารฟีนอลในสารสกัด และสารสกัดกล้วยน้ำไทมีความสามารถในการรีดิวซ์ (reducing power) สูงกว่าชุดควบคุม แสดงถึงศักยภาพด้านฤทธิ์ต้านออกซิเดชันในระดับห้องปฏิบัติการ
- การศึกษาสารฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : งานวิจัยปี 2566 เปรียบเทียบกล้วย 5 พันธุ์ พบว่าใบกล้วยน้ำไทมีปริมาณฟีนอลิกรวม 141.4 mg GAE/g และเมื่อทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย FRAP และ DPPH กล้วยน้ำไทมีค่า 21.8 และ 5.1 mg TEAC/g ตามลำดับ โดยปลีมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าส่วนอื่นของกล้วยโดยรวม
- การขยายพันธุ์ : มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยน้ำไทเพื่อสนับสนุนการขยายพันธุ์และการอนุรักษ์พันธุ์
- งานวิจัยด้านพันธุกรรม : กล้วยน้ำไทถูกใช้เป็นหนึ่งในพันธุ์กล้วยไทยสำหรับศึกษาความแตกต่างด้านจีโนม โปรตีน และการแสดงออกของยีน
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและตำรายาไทย : มีหลักฐานจากตำรายาแผนไทยและตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ โดยเฉพาะการใช้ ผลกล้วยน้ำไท ในตำรับยาอายุวัฒนะ
- ระดับห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานเกี่ยวกับ สารฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงงานวิจัยด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
- ระดับสัตว์ทดลอง : หลักฐานที่จำเพาะต่อกล้วยน้ำไทมีจำกัด
- ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังมีหลักฐานโดยตรงจำกัด จึงยังไม่ควรสรุปว่ากล้วยน้ำไทสามารถรักษาโรคใดโรคหนึ่งได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดกล้วยน้ำไทแสดงความสามารถด้าน reducing power ในการทดสอบระดับห้องปฏิบัติการ และมีการตรวจพบสารฟีนอล
- ฤทธิ์ต้านออกซิเดชันของส่วนใบและปลี : การศึกษากล้วยน้ำไทในกลุ่มดิพลอยด์พบสารประกอบฟีนอลิกรวมและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะส่วนใบและปลี
- การศึกษาด้านการขยายพันธุ์ : การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีผลต่อการเพิ่มจำนวนหน่อและการสร้างต้นพันธุ์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรม
หมายเหตุ : ผลการทดลองดังกล่าวเป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการหรือด้านการเกษตร ไม่ควรนำมาแปลผลโดยตรงว่าใช้รักษาโรคในมนุษย์ได้
ความปลอดภัย
- ผลสุกในฐานะอาหาร : โดยทั่วไปสามารถรับประทานได้เช่นเดียวกับผลไม้ หากเป็นผลผลิตที่สะอาดและไม่มีการปนเปื้อน
- การใช้เป็นยา : ควรใช้ตามตำรับและขนาดที่กำหนด โดยเฉพาะสูตรยาอายุวัฒนะที่มีสมุนไพรชนิดอื่นร่วมด้วย
- ผู้มีโรคประจำตัว : ผู้ที่มีโรคไตหรือมีข้อจำกัดในการรับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียม ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนรับประทานในปริมาณมากหรือใช้ผลิตภัณฑ์เข้มข้น
- เด็กเล็ก : ไม่ควรนำเปลือกกล้วยหรือสมุนไพรใด ๆ ไปป้ายหรือทาบริเวณปากเด็กโดยไม่ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
ข้อห้ามใช้
- ตำรับยาอายุวัฒนะ สูตร 2 : ระบุข้อห้ามใช้ใน หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีไข้ และเด็ก
- ข้อห้ามดังกล่าวเป็นข้อกำหนดของ ตำรับยา ไม่ได้หมายความว่าผลกล้วยน้ำไทที่รับประทานเป็นอาหารมีข้อห้ามเหมือนกับตำรับยาเสมอไป
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาระหว่างกล้วยน้ำไทโดยเฉพาะกับยา ในมนุษย์
- หากรับประทานผลในปริมาณอาหารตามปกติ ความเสี่ยงจากปฏิกิริยาระหว่างยาโดยตรงน่าจะต่ำ
- ผู้ที่รับประทาน ยาที่มีผลต่อระดับโพแทสเซียมในเลือด หรือมีโรคไต ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กล้วยน้ำไทในรูปแบบเข้มข้น
การใช้ในอาหาร
- ผลสุก : รับประทานเป็นผลไม้สด มีรสหวานและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
- อาหารแปรรูป : สามารถนำผลไปทำกล้วยตาก กล้วยอบแห้ง กล้วยกวน หรือผลิตภัณฑ์จากกล้วยได้
- อาหารพื้นบ้าน : กล้วยเป็นวัตถุดิบที่สามารถนำไปประกอบอาหารและขนมได้หลายรูปแบบ โดยการใช้กล้วยน้ำไทในปัจจุบันมีลักษณะเฉพาะถิ่นมากกว่ากล้วยเศรษฐกิจทั่วไป
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์อาหาร : ผลกล้วยน้ำไทสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลไม้อบแห้ง ผงกล้วย หรือผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อเพิ่มมูลค่า
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ผลเป็นเครื่องยาที่มีชื่ออยู่ในรายการพืชวัตถุของตำรายาแผนไทยแห่งชาติ
- ผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ : ส่วนใบ ก้านใบ และลำต้นเทียมของกล้วยมีศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์ด้านเส้นใย วัสดุ และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- การเก็บเกี่ยวเพื่อรับประทานสด : เก็บผลเมื่อแก่ได้ที่ตามวัตถุประสงค์ หากต้องการขนส่งควรเก็บในระยะที่ผลยังไม่สุกเต็มที่ แล้วปล่อยให้สุกภายหลัง
- การเก็บผลสุก : ควรเก็บในสถานที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความร้อนหรือแสงแดดโดยตรง
- การเก็บเพื่อใช้เป็นเครื่องยา : ควรคัดเลือกผลที่สมบูรณ์ ไม่มีเชื้อราและสิ่งปนเปื้อน หากนำไปทำวัตถุดิบแห้งควรทำให้แห้งอย่างเหมาะสมและเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และเชื้อรา
- การอนุรักษ์พันธุ์ : ควรเก็บรักษาหน่อพันธุ์จากต้นแม่ที่มีลักษณะตรงพันธุ์และปลอดโรค เพื่อป้องกันการสูญเสียพันธุกรรมของกล้วยน้ำไท
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- กล้วยน้ำไทเป็นกล้วยโบราณ ที่มีการกล่าวถึงในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย
- ผลสุก ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาอายุวัฒนะและตำรับยาลูกแปลกแม่
- มีการใช้กล้วยน้ำไทในความเชื่อและพิธีกรรมของคนไทย โดยถือเป็น กล้วยพิธี หรือผลไม้มงคลในบางพื้นที่
- มีการถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกและอนุรักษ์กล้วยน้ำไทเพื่อรักษาพันธุ์พืชท้องถิ่นที่พบได้น้อยลง
ประวัติและวัฒนธรรม
- กล้วยเป็นพืชที่มีความผูกพันกับวิถีชีวิตไทยมาเป็นเวลานาน ทั้งในด้านอาหาร การเกษตร พิธีกรรม และการแพทย์แผนไทย
- กล้วยน้ำไท มีความสำคัญเป็นพิเศษในฐานะกล้วยโบราณและ กล้วยพิธี ที่ใช้ในงานมงคลและพิธีกรรมบางประเภท
- ในตำรายาแผนไทยมีการกล่าวถึง กล้วยน้ำไทย ในตำรับยาอายุวัฒนะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างอาหาร สมุนไพร และการดูแลสุขภาพในภูมิปัญญาไทย
สถานะการอนุรักษ์
- กล้วยน้ำไทเป็นพันธุ์ที่พบได้น้อยในประเทศไทย และมีรายงานว่ามีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและกิจกรรมของมนุษย์
- มีการใช้ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นแนวทางเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์และสนับสนุนการอนุรักษ์
- มีการรวบรวมพันธุ์กล้วยไทยไว้ในแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เช่น แหล่งรวบรวมพันธุ์ของหน่วยงานด้านการเกษตร
หมายเหตุ : สถานะ “เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” ในที่นี้หมายถึงความเสี่ยงในระดับพันธุ์ปลูกในประเทศไทย ไม่ใช่การประกาศสถานะตามบัญชีแดง IUCN ของชนิดพันธุ์
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- หมวด (Clade) : Angiosperms
- กลุ่ม (Clade) : Monocots
- อันดับ (Order) : Zingiberales
- วงศ์ (Family) : Musaceae
- สกุล (Genus) : Musa L.
- กลุ่มจีโนม (Genome group) : AA
- ชื่อพันธุ์ (Cultivar) : ‘Kluai Nam Thai’
- ชื่อทางพฤกษศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารไทย : Musa (AA Group) ‘Kluai Nam Thai’
สกุล Musa เป็นสกุลที่ได้รับการยอมรับทางอนุกรมวิธานและมีถิ่นกำเนิดตั้งแต่เอเชียเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนไปจนถึงหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก ส่วนการจำแนกกล้วยปลูกตามจีโนม เช่น AA, AAA, AAB และ ABB เป็นระบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการศึกษาพันธุ์กล้วย
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ชื่อพันธุ์ : ตรวจสอบว่าเป็นกล้วยน้ำไทหรือ ‘Kluai Nam Thai’ ไม่ใช่กล้วยพันธุ์อื่นที่มีชื่อพื้นบ้านใกล้เคียง
- ลักษณะต้น : ลำต้นเทียมสูงประมาณ 2.5 เมตร กาบลำต้นมีประสีดำและโคนมีสีชมพูอมแดง
- ลักษณะใบ : ก้านใบตั้ง มีร่องกว้าง ปีกและเส้นกลางใบมีสีชมพู
- ลักษณะปลี : ใบประดับด้านบนสีม่วงอมแดง ปลายแหลมและม้วนขึ้น
- ลักษณะผล : ผลขนาดเล็กคล้ายกล้วยหอมจันทน์ เปลือกค่อนข้างหนา เมื่อสุกสีเหลืองเข้ม มีจุดดำ เนื้อเหลืองอมส้ม รสหวาน และไม่พบเมล็ด
- การตรวจสอบทางพันธุกรรม : ในงานวิจัยสมัยใหม่สามารถใช้เครื่องหมายโมเลกุลและข้อมูลจีโนมช่วยยืนยันความแตกต่างระหว่างพันธุ์กล้วยได้ โดยกล้วยน้ำไทจัดอยู่ในกลุ่มจีโนม AA
คำเตือนทางการแพทย์
- กล้วยน้ำไทไม่ใช่ยารักษาโรคโดยตรง และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในมนุษย์ยังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันสรรพคุณในการรักษาโรค
- ผลการวิจัยด้าน สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นหลักฐานระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ควรนำไปใช้แทนการรักษาทางการแพทย์
- ยาอายุวัฒนะ เป็นคำเรียกตามตำรับยาไทยและภูมิปัญญา ไม่ควรตีความว่าเป็นการรับรองว่าสามารถทำให้อายุยืนหรือรักษาความชราได้
- หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีไข้ และเด็ก ไม่ควรใช้ตำรับยาอายุวัฒนะสูตร 2 ตามข้อห้ามของตำรับ
- ผู้ที่มีโรคไต โรคเรื้อรัง รับประทานยาหลายชนิด หรือประสงค์ใช้กล้วยน้ำไทในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กระทรวงสาธารณสุข. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2564. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.
- สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอ่างทอง. (2566). การปลูกกล้วยน้ำไท. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
- กาศสนุก, ธ., เสละคร, อ., พะสีนาม, ค., และสุตพันธ์, ส. (2563). อิทธิพลของสารอินทรีย์ต่อการแตกหน่อของกล้วยน้ำไทในสภาพปลอดเชื้อ. Life Sciences and Environment Journal, 21(2), 347–353.
- ใจตรง, ส., และ Manthey, J. A. (2566). สัณฐานวิทยาและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในลำต้นเทียม ใบ ก้านใบ และปลีของกล้วย diploid และ triploid. วารสารวิชาการเกษตร, 41(3), 307–318.
- สุวรรณสรวล, อ., และแถมพยัคฆ์, อ. (2553). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์: ฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นและการเจริญเติบโตแบคทีเรียของสารสกัดมะตูมนิ่ม. มหาวิทยาลัยรังสิต.
- มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (ม.ป.ป.). กล้วยน้ำไท: Musa (AA) ‘Kluai Nam Thai’. Resource Portal.
- Kew Science. (n.d.). Musa L. Plants of the World Online. Royal Botanic Gardens, Kew.
- Porcher, M. H. (2011). Sorting Musa cultivated varieties (cultivars) names. The University of Melbourne.
- Kassanuk, T., Selakorn, O., Phasinam, K., & Sutaphan, S. (2020). Influence of organic additives on multiple shoot formation of Musa (AA group) ‘Kluai Nam Thai’ in vitro. Life Sciences and Environment Journal, 21(2), 347–353.
- Jaitrong, S., & Manthey, J. A. (2023). Morphology and antioxidant properties in pseudostem, leaf, petiole and inflorescences of diploid and triploid banana. Thai Agricultural Research Journal, 41(3), 307–318.
