กล้วย
กล้วย เป็นพืชสมุนไพรและพืชอาหารที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน สามารถใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน ตั้งแต่ ผลดิบ ผลสุก เปลือก หัวปลี หยวก ใบ ราก และเหง้า โดยเฉพาะ กล้วยน้ำว้า ซึ่งมีการใช้ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยอย่างแพร่หลาย ทั้งเพื่อบรรเทาอาการท้องเสียและดูแลระบบทางเดินอาหาร ปัจจุบันมีข้อมูลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร ฤทธิ์ต้านการอักเสบ และผลต่อการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนหนึ่งยังเป็นการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จึงไม่ควรนำผลการศึกษาเหล่านี้ไปใช้แทนการรักษาทางการแพทย์โดยตรง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย: กล้วย, กล้วยน้ำว้า
- ชื่อสามัญ: Banana
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในเอกสารสมุนไพรไทย: Musa sapientum L.
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับสำหรับชนิดพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง: Musa acuminata Colla
- วงศ์: Musaceae
- สกุล: Musa
- ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์: ผลดิบ ผลห่าม ผลสุก เปลือก หัวปลี หยวก ใบ ราก เหง้า และน้ำจากต้น
- ลักษณะการใช้เป็นสมุนไพร: โดยเฉพาะ ผลกล้วยดิบหรือผลห่าม ซึ่งมีรสฝาดและถูกนำมาใช้ในตำรับยาไทยสำหรับอาการทางระบบทางเดินอาหาร
หมายเหตุ : ชื่อ “กล้วย” ครอบคลุมกล้วยหลายชนิดและหลายกลุ่มพันธุกรรม เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ และกล้วยหักมุก ดังนั้นองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอาจแตกต่างกันตามชนิด พันธุ์ ระยะการสุก และส่วนของพืชที่นำมาศึกษา
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ลำต้น: เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าหรือลำต้นจริงอยู่ใต้ดิน ส่วนที่เห็นเหนือดินเป็น ลำต้นเทียม เกิดจากกาบใบหลายชั้นเรียงซ้อนและหุ้มกันแน่น
- ราก: เป็นระบบรากแขนงหรือรากกำเนิดพิเศษที่แตกออกจากเหง้า ไม่มีรากแก้วแบบพืชไม้ยืนต้น
- ใบ: เป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ เรียงเวียนสลับ ใบรูปขอบขนานหรือรูปรีแกมขอบขนาน มีเส้นกลางใบเด่น ก้านใบยาว และแผ่นใบอาจฉีกขาดตามแนวเส้นใบเมื่อได้รับลมหรือแรงกระแทก
- ดอก: ออกเป็นช่อขนาดใหญ่จากส่วนกลางของลำต้นเทียม ช่อดอกห้อยลง ดอกเพศเมียและดอกเพศผู้เกิดอยู่ในช่อเดียวกัน โดยดอกเพศเมียอยู่บริเวณส่วนล่างและพัฒนาเป็นผล
- ปลี: มีใบประดับขนาดใหญ่สีม่วงแดงหรือแดงคล้ำ หุ้มกลุ่มดอก
- ผล: เป็นผลสดรวมกันเป็นหวีและเครือ ผลอ่อนมักมีสีเขียว เนื้อค่อนข้างแน่นและมีแป้งสูง เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและมีรสหวาน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด: กล้วยในสกุล Musa มีถิ่นกำเนิดหลักในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชียและแถบแปซิฟิก
- การกระจายพันธุ์: Musa acuminata มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบในประเทศไทย ลาว เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย และพื้นที่ใกล้เคียง
- ในประเทศไทย: ปลูกได้ทั่วไปในพื้นที่เขตร้อน โดยมีการปลูกทั้งเพื่อบริโภคเป็นอาหาร การแปรรูป และการใช้ประโยชน์ทางสมุนไพร
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม: เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน มีอุณหภูมิอบอุ่น ความชื้นเพียงพอ และได้รับแสงแดด
- ดิน: เหมาะกับดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุและความอุดมสมบูรณ์เหมาะสม
- น้ำ: ต้องการน้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะระยะเจริญเติบโตและสร้างผล แต่ไม่ควรปล่อยให้น้ำขัง
- การขยายพันธุ์: นิยมใช้ หน่อกล้วย หรือส่วนขยายพันธุ์จากเหง้า เนื่องจากทำให้ได้ต้นใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงต้นแม่ การปลูกกล้วยเพื่อการค้าโดยทั่วไปอาศัยการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศเป็นหลัก
- การดูแล: ควรควบคุมวัชพืช ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยตามความเหมาะสม และเลือกหน่อหรือวัสดุปลูกที่ปราศจากโรค
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ผลกล้วยดิบหรือผลห่าม: ใช้เป็นส่วนสำคัญในตำรับ ยากล้วย โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าดิบชนิดแก่จัดหรือกล้วยหักมุกดิบชนิดแก่จัด
- ผลสุก: ใช้เป็นอาหารและมีข้อมูลภูมิปัญญาเกี่ยวกับการช่วยการขับถ่าย
- เปลือก: มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านและมีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ
- หัวปลี: ใช้เป็นอาหาร และมีการใช้ตามภูมิปัญญาไทยเกี่ยวกับการบำรุงร่างกายของมารดาหลังคลอดและการส่งเสริมการสร้างน้ำนม
- ใบ: ใช้เป็นวัสดุห่ออาหารและภาชนะตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
- รากและเหง้า: มีรายงานการใช้ในตำรับและภูมิปัญญาพื้นบ้านบางพื้นที่
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ผลกล้วยดิบหรือผลห่าม: มีรสฝาด ใช้ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเพื่อ ฝาดสมานและบรรเทาอาการท้องเสีย
- กล้วยน้ำว้าดิบ: ใช้ในตำรับยาไทยเพื่อ บรรเทาอาการท้องเสียที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ และใช้สำหรับ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
- ผลกล้วยสุก: มีรสหวานและมีใยอาหาร โดยภูมิปัญญาไทยใช้เป็นอาหารที่ช่วยส่งเสริมการขับถ่าย
- เปลือกกล้วย: มีการใช้เป็นสารฝาดสมานในภูมิปัญญาพื้นบ้าน และมีข้อมูลการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบ
- หัวปลี: นิยมรับประทานเป็นอาหาร และมีภูมิปัญญาใช้สำหรับ บำรุงมารดาหลังคลอดและส่งเสริมการสร้างน้ำนม
- การใช้ในระบบทางเดินอาหาร: เป็นการใช้ที่มีข้อมูลรองรับทั้งจากภูมิปัญญาไทยและการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะ กล้วยดิบกับแผลในกระเพาะอาหารและอาการท้องเสีย
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและงานวิจัย ไม่ได้หมายความว่ากล้วยสามารถรักษาโรคทุกชนิดได้ และการใช้เป็นยาควรเลือกส่วนของพืช รูปแบบ และขนาดตามข้อกำหนดของตำรับยา
วิธีใช้
- ผงผลกล้วยดิบ: ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร กำหนดให้ใช้ผงจาก ผลกล้วยน้ำว้าดิบชนิดแก่จัดหรือผลกล้วยหักมุกดิบชนิดแก่จัด ครั้งละ 10 กรัม ชงในน้ำร้อน 120–200 มิลลิลิตร รับประทานวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า กลางวัน และเย็น
- ผลกล้วยดิบหรือห่าม: ภูมิปัญญาสาธารณสุขมูลฐานมีการนำมาฝาน ตากแห้ง และบดเป็นผง ก่อนรับประทานตามขนาดที่กำหนด
- ผลกล้วยสุก: รับประทานเป็นอาหาร โดยควรรับประทานในปริมาณเหมาะสมและดื่มน้ำให้เพียงพอ
- หัวปลีและหยวกกล้วย: ใช้ประกอบอาหารเป็นหลัก ไม่ควรถือเป็นขนาดยารักษาโรค
ในบัญชียาจากสมุนไพร
กล้วยอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566 ในกลุ่มยารักษาโรคในกระเพาะอาหารและยาบรรเทาอาการท้องเสีย โดยใช้ในรูปแบบ ยาผงจากผลกล้วยน้ำว้าดิบชนิดแก่จัดหรือผลกล้วยหักมุกดิบชนิดแก่จัด
- ข้อบ่งใช้: รักษาแผลในกระเพาะอาหาร หรือบรรเทาอาการท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ
- ขนาดยา: ครั้งละ 10 กรัม ชงในน้ำร้อน 120–200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า กลางวัน และเย็น
- ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีอาการท้องผูกหรือภาวะลำไส้อุดตัน และการใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจทำให้ท้องอืด
สาระสำคัญ
สารสำคัญของกล้วยแตกต่างกันตามพันธุ์ ส่วนของพืช และระยะการสุก โดยกล้วยดิบมีแป้งและสารประกอบฟีนอลิกบางชนิดในสัดส่วนที่แตกต่างจากกล้วยสุก ขณะที่เมื่อสุกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของแป้งเป็นน้ำตาล ทำให้มีรสหวานขึ้น สารที่มีความสนใจทางเภสัชวิทยา ได้แก่ สารประกอบฟีนอลิก แคโรทีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ แทนนิน แคทีโคลามีน ไฟโตสเตอรอล โดพามีน เมลาโทนิน เพกทิน และโพลีแซ็กคาไรด์
องค์ประกอบทางเคมี
- Phenolic compounds: เช่น ferulic acid, gallic acid และสารประกอบฟีนอลิกอื่น ๆ
- Flavonoids: เช่น quercetin และอนุพันธ์ รวมถึง luteolin derivatives
- Carotenoids: เช่น α-carotene, β-carotene และ xanthophylls ในพันธุ์และระยะสุกที่แตกต่างกัน
- Biogenic amines: เช่น dopamine และสารในกลุ่ม catecholamines
- Phytosterols: เช่น β-sitosterol, campesterol และ stigmasterol
- Tannins: พบเด่นในผลดิบและมีส่วนเกี่ยวข้องกับรสฝาด
- Pectin: พบในผลสุกและมีบทบาทต่อใยอาหารและเนื้อสัมผัส
- Fructo-oligosaccharides และ inulin: มีรายงานในกล้วยและมีความสนใจด้านคุณสมบัติพรีไบโอติก
- สารระเหยและน้ำมันหอมระเหย: พบในส่วนต่าง ๆ โดยองค์ประกอบแตกต่างตามพันธุ์และวิธีการสกัด
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีการศึกษากล้วยหลายสายพันธุ์ทั้งในระดับ หลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และมนุษย์ โดยพบประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: งานวิจัยพบว่ากล้วยหลายพันธุ์มีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระ และมีสารฟีนอลิก โดพามีน แคทีโคลามีน ไฟโตสเตอรอล และสารอื่น ๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง
- ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร: ผงและสารสกัดจากกล้วยดิบมีผลลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหารในสัตว์ทดลองบางแบบจำลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดจากเปลือกและส่วนต่าง ๆ ของกล้วยแสดงฤทธิ์ลดตัวบ่งชี้การอักเสบในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง
- ผลต่อไขมันในเลือด: มีงานวิจัยในมนุษย์บางการศึกษาที่พบการเปลี่ยนแปลงของ total cholesterol และ LDL หลังรับประทานกล้วย แต่ผลยังไม่สม่ำเสมอและไม่ควรใช้กล้วยแทนการรักษาภาวะไขมันในเลือดสูง
- ผลต่อระดับน้ำตาล: มีทั้งงานทดลองในหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และการศึกษาในมนุษย์บางส่วนที่แสดงแนวโน้มต่อการควบคุมระดับน้ำตาล แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ากล้วยเป็นยารักษาเบาหวาน
- พรีไบโอติก: กล้วยดิบมีคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยได้ยากและสารกลุ่ม FOS/inulin ซึ่งได้รับความสนใจด้านสุขภาพลำไส้
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับค่อนข้างดี: มีข้อมูลการใช้ในมนุษย์ในฐานะอาหารและมีการศึกษาทางคลินิกบางเรื่องเกี่ยวกับผลต่อระดับไขมัน น้ำตาล สารต้านอนุมูลอิสระ และสมรรถภาพทางกาย
- ระดับปานกลาง: หลักฐานด้าน การปกป้องกระเพาะอาหาร ต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบ มีทั้งงานวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองจำนวนหนึ่ง
- ระดับเบื้องต้น: ฤทธิ์ด้านภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท ฤทธิ์ต้านมะเร็ง และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ ส่วนใหญ่ยังต้องการการศึกษาทางคลินิกที่มีขนาดใหญ่และออกแบบอย่างเหมาะสม
- ข้อสรุปโดยรวม: ยังไม่ควรกล่าวว่ากล้วยหรือสารสกัดกล้วยสามารถใช้รักษาโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน หรือโรคหัวใจ ได้ เนื่องจากหลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ: สารสกัดกล้วยสามารถกำจัดอนุมูลอิสระและเพิ่มความสามารถในการต้าน oxidative stress ในการทดลองบางรูปแบบ
- ฤทธิ์ปกป้องกระเพาะอาหาร: การทดลองในสัตว์พบว่ากล้วยดิบและสารสกัดบางชนิดสามารถลดการเกิดแผลจากสารหรือยาที่ทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารได้
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: สารสกัดจากเปลือกกล้วยสามารถลดการสร้าง nitric oxide และตัวกลางการอักเสบบางชนิดในการทดลอง
- ฤทธิ์ลดความดันโลหิต: มีรายงานฤทธิ์ยับยั้ง ACE และผลลดความดันในสัตว์ทดลองบางรูปแบบ แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการใช้กล้วยเป็นยาลดความดัน
- ฤทธิ์ต่อไขมัน: มีข้อมูลการยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลและการทำงานของ pancreatic lipase ในหลอดทดลอง รวมถึงข้อมูลจากการศึกษาในมนุษย์บางส่วน
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาท: สารสกัดกล้วยบางชนิดสามารถยับยั้ง acetylcholinesterase และ butyrylcholinesterase ในการทดลอง และมีการศึกษาสัตว์ทดลองด้านความจำ
- ฤทธิ์พรีไบโอติก: คาร์โบไฮเดรตที่ย่อยยากและใยอาหารในกล้วยดิบอาจเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้
ความปลอดภัย
การรับประทานกล้วยในรูปแบบอาหารโดยทั่วไปมีความปลอดภัย สำหรับคนส่วนใหญ่ แต่การรับประทานในปริมาณมากอาจทำให้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือแน่นท้อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากกล้วยดิบที่มีแป้งและคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยยากมากกว่า ผู้ที่มี โรคไตหรือจำเป็นต้องควบคุมโพแทสเซียม ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเกี่ยวกับปริมาณกล้วยที่เหมาะสม เนื่องจากกล้วยเป็นแหล่งโพแทสเซียมตามธรรมชาติ
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่มีภาวะลำไส้อุดตัน: ไม่ควรใช้ผงกล้วยดิบในรูปแบบยา
- ผู้ที่มีอาการท้องผูก: ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากล้วยดิบ เนื่องจากมีฤทธิ์ฝาดสมาน
- ผู้แพ้กล้วย: ควรหลีกเลี่ยงกล้วยและผลิตภัณฑ์จากกล้วย
- ผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงหรือโรคไต: ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานในปริมาณมาก
- เด็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร: การรับประทานเป็นอาหารโดยทั่วไปแตกต่างจากการใช้สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น ซึ่งควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพก่อนใช้เป็นยา
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- การรับประทาน กล้วยเป็นอาหารตามปกติ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่มีความสำคัญทางคลินิกในคนทั่วไป
- ผู้ที่ใช้ยาเกี่ยวข้องกับการควบคุม โพแทสเซียมในเลือด เช่น ยาบางกลุ่มสำหรับโรคความดันโลหิตหรือโรคหัวใจ และผู้ป่วยโรคไต ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณการรับประทานกล้วย
- ผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานยาลดน้ำตาลควรนับกล้วยเป็นส่วนหนึ่งของ คาร์โบไฮเดรตในอาหาร และไม่ควรใช้ข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ลดน้ำตาลของกล้วยเพื่อปรับยาเอง
- สำหรับ สารสกัดกล้วยหรือผลิตภัณฑ์เข้มข้น ข้อมูลปฏิกิริยากับยายังมีจำกัดกว่าการรับประทานผลกล้วยตามปกติ
การใช้ในอาหาร
- ผลสุก: รับประทานสด ทำขนม กล้วยบวชชี กล้วยเชื่อม กล้วยทอด สมูทที และผลิตภัณฑ์แปรรูป
- ผลดิบหรือผลห่าม: ใช้ประกอบอาหารบางชนิด และสามารถนำไปทำแป้งหรือผงกล้วย
- หัวปลี: ใช้ทำแกงเลียง ยำหัวปลี ต้มยำ และอาหารพื้นบ้าน
- หยวกกล้วย: ใช้ทำแกงส้ม แกง และอาหารพื้นบ้าน
- ใบตอง: ใช้ห่ออาหาร รองอาหาร และเป็นวัสดุประกอบการปรุงอาหาร
- เปลือก: มีการนำไปพัฒนาเป็นวัตถุดิบอาหารและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า เนื่องจากมีใยอาหารและสารพฤกษเคมีหลายชนิด
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: ผงผลกล้วยดิบสำหรับใช้ในตำรับยากล้วย
- อาหารและเครื่องดื่ม: แป้งกล้วย กล้วยอบแห้ง กล้วยบด เครื่องดื่ม และอาหารเพื่อสุขภาพ
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร: มีการศึกษาสารสกัดและส่วนต่าง ๆ ของกล้วยเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติด้านสารต้านอนุมูลอิสระและสุขภาพทางเดินอาหาร
- เครื่องสำอาง: มีการนำสารสกัดจากเปลือกหรือเนื้อกล้วยไปศึกษาสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เนื่องจากมีสารฟีนอลิกและสารต้านอนุมูลอิสระ
- วัสดุชีวภาพ: เส้นใยจากกาบและส่วนต่าง ๆ ของต้นสามารถนำไปใช้ทำเชือก งานจักสาน และผลิตภัณฑ์จากเส้นใย
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ผลสำหรับใช้เป็นยา: ควรเลือกผลกล้วยที่ ดิบแก่จัดหรือห่าม ตามข้อกำหนดของตำรับ
- การทำผงกล้วย: ฝานผลให้เป็นชิ้นบาง ทำให้แห้งสนิท แล้วบดเป็นผง โดยควรลดความชื้นเพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมคุณภาพ
- ผลสุกสำหรับรับประทาน: เก็บในบริเวณอากาศถ่ายเทและหลีกเลี่ยงความร้อนสูง
- ผงกล้วย: ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท แห้ง ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- การควบคุมคุณภาพ: วัตถุดิบสมุนไพรควรมีการตรวจสอบความชื้น เชื้อจุลินทรีย์ สิ่งแปลกปลอม และสารปนเปื้อนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กล้วยเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์แบบครบวงจรในภูมิปัญญาไทย ทั้งด้านอาหาร ยา งานหัตถกรรม และพิธีกรรม
- ผลกล้วยดิบ: ใช้บรรเทาอาการท้องเสียและอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร
- ผลกล้วยสุก: ใช้เป็นอาหารและช่วยส่งเสริมการขับถ่าย
- หัวปลี: ใช้เป็นอาหารและมีภูมิปัญญาเกี่ยวกับการบำรุงมารดาหลังคลอด
- หยวกกล้วย: ใช้ประกอบอาหาร
- ใบตอง: ใช้ห่ออาหาร ทำกระทง บายศรี และงานประดิษฐ์
- ต้นและกาบกล้วย: นำไปทำเชือกและวัสดุใช้สอย
- รากหรือเหง้า: มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านบางท้องถิ่น
ประวัติและวัฒนธรรม
กล้วยมีความสัมพันธ์กับสังคมไทยทั้งในด้าน อาหาร วิถีชีวิต ประเพณี และงานหัตถกรรม คนไทยรู้จักใช้ใบตองเป็นวัสดุห่ออาหารและประดิษฐ์สิ่งของมาเป็นเวลานาน ส่วนต้นกล้วยและกาบกล้วยสามารถนำมาใช้ทำฐานกระทงและงานประดิษฐ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะในเทศกาลลอยกระทง นอกจากนี้กล้วยยังเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหารและขนมไทยหลายชนิด
สถานะการอนุรักษ์
กล้วยที่ปลูกเป็นอาหารมีจำนวนพันธุ์และสายพันธุ์จำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นพืชปลูกที่แพร่หลาย จึงไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงจากการใช้เป็นอาหารทั่วไป อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายทางพันธุกรรมของกล้วยพื้นเมืองและกล้วยพันธุ์ท้องถิ่น มีคุณค่าต่อการเกษตรและการปรับปรุงพันธุ์ จึงควรอนุรักษ์พันธุ์ท้องถิ่นและแหล่งพันธุกรรมไว้ หมายเหตุ : สถานะการอนุรักษ์ควรพิจารณาเป็นรายชนิดหรือรายสายพันธุ์ เนื่องจากคำว่า “กล้วย” ครอบคลุมพืชหลายชนิดและกลุ่มลูกผสม
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom: Plantae
- Phylum: Streptophyta
- Class: Equisetopsida
- Subclass: Magnoliidae
- Order: Zingiberales
- Family: Musaceae
- Genus: Musa
- Species: Musa acuminata Colla
- ชื่อที่พบในเอกสารสมุนไพรไทย: Musa sapientum L.
หมายเหตุ : กล้วยที่รับประทานกันทั่วไปจำนวนมากเป็นกลุ่มพันธุ์ปลูกและลูกผสมระหว่าง Musa acuminata และ Musa balbisiana จึงไม่สามารถใช้ชื่อ Musa acuminata แทนกล้วยทุกพันธุ์ได้อย่างสมบูรณ์
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ กล้วยสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบสมุนไพร ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางพฤกษศาสตร์และการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่
- ลักษณะทางสัณฐานวิทยา: ตรวจสอบลำต้นเทียม ใบ กาบใบ ช่อดอก ปลี ผล และเมล็ดในกรณีที่มี
- ลักษณะทางจุลทรรศน์: ตรวจสอบโครงสร้างเนื้อเยื่อ เซลล์ และองค์ประกอบเฉพาะของส่วนพืชที่นำมาใช้
- การตรวจสอบทางเคมี: ใช้ลักษณะสารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ แทนนิน และสารบ่งชี้ที่เหมาะสม
- การวิเคราะห์โครมาโทกราฟี: เช่น HPLC, LC-MS หรือ GC-MS ตามชนิดของสารที่ต้องการตรวจ
- DNA barcoding: สามารถใช้เป็นเครื่องมือเสริมในการจำแนกชนิดหรือยืนยันเอกลักษณ์เมื่อจำเป็น
ควรระบุ ชนิดหรือพันธุ์ ส่วนของพืช ระยะความแก่ และแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ให้ชัดเจน เพราะปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อองค์ประกอบทางเคมีของกล้วย
คำเตือนทางการแพทย์
กล้วยเป็นอาหารที่มีประโยชน์และมีการใช้เป็นสมุนไพรในตำรับไทย แต่ไม่ควรนำข้อมูลจากงานวิจัยระดับหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองมาอ้างว่ากล้วยสามารถรักษาโรคได้โดยตรง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มะเร็ง หรือโรคทางเดินอาหารที่มีอาการรุนแรง สำหรับ ยากล้วยในบัญชียาหลักแห่งชาติ ควรใช้ตามข้อบ่งใช้และขนาดที่กำหนด หากมีอาการท้องเสียร่วมกับไข้สูง ถ่ายเป็นเลือดหรือมูกเลือด อาเจียนมาก ขาดน้ำ ปวดท้องรุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ ไม่ควรพึ่งการใช้กล้วยหรือสมุนไพรเพียงอย่างเดียว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- นันทวัน บุณยะประภัศร และ อรนุช โชคชัยเจริญพร (บรรณาธิการ). (2539). สมุนไพร…ไม้พื้นบ้าน (1). กรุงเทพฯ: บริษัทประชาชน จำกัด.
- สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2564). กล้วย. สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์.
- กองผลิตภัณฑ์สมุนไพร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. (2566). บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร พ.ศ. 2566.
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2566). กรมการแพทย์แผนไทยฯ ชูสรรพคุณ “กล้วยน้ำว้า” สมุนไพรใกล้ตัวสารพัดประโยชน์.
- ราชบัณฑิตยสถาน/โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. พืชสมุนไพร: กล้วยน้ำว้า.
- Mathew, N. S., & Negi, P. S. (2017). Traditional uses, phytochemistry and pharmacology of wild banana (Musa acuminata Colla): A review. Journal of Ethnopharmacology, 196, 124–140. https://doi.org/10.1016/j.jep.2016.12.009
- Mondal, A., Banerjee, S., Bose, S., Das, P. P., Sandberg, E. N., Atanasov, A. G., & Bishayee, A. (2021). Cancer preventive and therapeutic potential of banana and its bioactive constituents: A systematic, comprehensive, and mechanistic review. Frontiers in Oncology, 11, 697676.
- Pereira, A., Maraschin, M., & others. (2015). Banana (Musa spp.) from peel to pulp: Ethnopharmacology, source of bioactive compounds and its relevance for human health. Journal of Ethnopharmacology.
- Someya, S., Yoshiki, Y., & Okubo, K. (2002). Antioxidant compounds from bananas (Musa cavendish). Food Chemistry, 79, 351–354.
- Kanazawa, K., & Sakakibara, H. (2000). High content of dopamine, a strong antioxidant, in Cavendish banana. Journal of Agricultural and Food Chemistry, 48(3), 844–848.
- Prabha, P., Karpagam, T., Varalakshmi, B., & Sohna, C. P. A. (2011). Indigenous anti-ulcer activity of Musa sapientum on peptic ulcer. Pharmacognosy Research, 3, 232–238.
- Plants of the World Online, Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Musa acuminata Colla. Kew Science.
