ข่อย
ข่อย เป็นไม้ยืนต้นพื้นบ้านที่มีความสำคัญทั้งด้าน สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาการดูแลช่องปาก และการทำกระดาษจากเปลือก คนไทยรู้จักข่อยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนำกิ่งข่อยมาทุบปลายแล้วใช้แทนแปรงสีฟัน และการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้นในตำรับยาพื้นบ้านหลายรูปแบบ ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Streblus asper Lour. อยู่ในวงศ์ Moraceae เช่นเดียวกับหม่อนและไทร
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : ข่อย
- ชื่อท้องถิ่น : กักไม้ฝอย, ส้มพอ, ส้มพล, ส้มฝ่อ, ซะโยเส่, สะนาย, ตองขะแหน่, ขรอย และชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Streblus asper Lour.
- วงศ์ : Moraceae
- ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Siamese rough bush, Sandpaper tree, Toothbrush tree
- ชื่อในบางประเทศ : Khoi, Serut, Kesinai, Kalios และชื่อพื้นเมืองอื่น ๆ
- ลักษณะการเจริญเติบโต : ไม้ต้นหรือไม้พุ่มไม่ผลัดใบ ขนาดเล็กถึงปานกลาง
- ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ : กิ่ง เปลือกต้น เปลือกราก ราก ใบ ผล และเมล็ด
- จุดเด่นของพืช : ใบมีผิวหยาบสากคล้ายกระดาษทราย และต้นมีน้ำยางสีขาว ซึ่งเป็นลักษณะที่ช่วยให้จำแนกข่อยได้ง่าย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ข่อยเป็นไม้ต้นหรือไม้พุ่มไม่ผลัดใบ ลำต้นและกิ่งแตกแขนงมาก อาจสูงได้ประมาณ 8–15 เมตรตามสภาพแวดล้อม ลำต้นค่อนข้างแข็ง กิ่งอ่อนมีขนสั้นหรือผิวสาก เปลือกต้นสีเทาถึงเทาเข้มและมีผิวขรุขระ เมื่อเกิดบาดแผลจะมี น้ำยางสีขาว ไหลออกมา เรือนยอดแตกกิ่งเป็นพุ่มกว้าง กิ่งมีลักษณะคดงอและห้อยลงบางส่วน
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ก้านใบสั้นมาก แผ่นใบมีรูปร่างตั้งแต่รูปรี รูปรีแกมไข่กลับ จนถึงรูปไข่หรือรูปข้าวหลามตัด ขนาดแตกต่างกันตามแหล่งอ้างอิง โดยทั่วไปประมาณ 2.5–13 เซนติเมตร ใบค่อนข้างหนาและเหนียว ผิวใบทั้งด้านบนและด้านล่าง หยาบสากคล้ายกระดาษทราย โคนใบมนหรือสอบ บางใบอาจมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจเล็กน้อย ปลายใบมนถึงแหลมสั้น ขอบใบอาจเรียบหรือมีรอยหยักไม่สม่ำเสมอ เส้นแขนงใบโดยทั่วไปมีประมาณ 4–7 คู่
- ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวถึงเขียวอมเหลือง และออกบริเวณซอกใบ ข่อยอาจพบลักษณะเป็นพืช แยกเพศต่างต้นหรือมีดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ตามแหล่งและประชากรของพืช ช่อดอกเพศผู้มีลักษณะเป็นกระจุกหรือหัวกลมขนาดเล็ก ส่วนดอกเพศเมียมักอยู่เดี่ยวหรือเป็นกลุ่มขนาดเล็ก ดอกเพศผู้มีเกสรเพศผู้ขนาดเล็ก ส่วนดอกเพศเมียมีรังไข่รูปกลมและยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นแขนง
- ผล : เป็นผลแบบดรูป (drupe) รูปกลม ขนาดประมาณ 6–8 มิลลิเมตร เมื่อสุกมีสีเหลืองถึงเหลืองอมส้ม ผลไม่แตกเมื่อแก่ และในระยะแรกผลจะถูกหุ้มด้วยกลีบเลี้ยงที่ขยายตัว ผลสุกมีเนื้อนุ่มและมีรสหวาน สามารถรับประทานได้ เมล็ดมีลักษณะกลมอยู่ภายในผล
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
ข่อยมีถิ่นกำเนิดในบริเวณ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนตอนใต้ พบตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา เนปาล บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีนตอนใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพื้นที่ใกล้เคียง ในประเทศไทยพบข่อยได้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณ พื้นที่เปิด ป่าผสมหรือป่ารุ่นสอง ชายป่า ริมทาง รอบหมู่บ้าน และพื้นที่เกษตร ข่อยสามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีฤดูแล้งชัดเจน และพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับใกล้น้ำทะเลจนถึงประมาณ 1,000 เมตร
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อม : ข่อยเหมาะกับสภาพอากาศเขตร้อนและพื้นที่ที่มีการระบายน้ำดี สามารถปรับตัวกับพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้งตามฤดูกาลได้
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : เก็บผลที่สุกแล้ว นำเมล็ดออกจากเนื้อผลและเพาะในวัสดุเพาะที่ระบายน้ำได้ดี เมล็ดสดเหมาะสำหรับการนำไปขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งปักชำ : สามารถใช้กิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนปักชำได้ งานด้านการขยายพันธุ์พบว่าการใช้สารช่วยเร่งรากร่วมกับวัสดุเพาะที่เหมาะสมสามารถช่วยเพิ่มการออกรากได้
- การดูแล : ในระยะแรกควรรักษาความชื้นของวัสดุปลูกอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขัง เมื่อรากตั้งตัวแล้วข่อยเป็นไม้ที่ค่อนข้างทนและสามารถแตกกิ่งใหม่ได้ดี
- การตัดแต่ง : ข่อยตอบสนองต่อการตัดให้แตกกิ่งใหม่หรือการตัดฟื้นต้นได้ดี จึงสามารถควบคุมทรงพุ่มและนำกิ่งมาใช้ประโยชน์ได้
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เปลือกต้น : ใช้ในตำรับยาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายรูปแบบ
- เปลือกรากและราก : ใช้ในตำรับพื้นบ้าน โดยเฉพาะเกี่ยวกับอาการปวดฟันและโรคในช่องปาก
- กิ่ง : ใช้เป็นไม้สีฟันหรือแปรงฟันตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใบ : ใช้ทำยาพื้นบ้านทั้งรับประทานและใช้ภายนอก
- ผล : ใช้เป็นอาหารและมีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เมล็ด : เป็นส่วนที่มีการระบุเป็น พืชวัตถุในรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ในชื่อ Strebli Asperis Semen หรือเมล็ดข่อย
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- กิ่งข่อย : นำกิ่งสดมาทุบหรือทำปลายให้แตก ใช้สีฟัน ช่วยทำความสะอาดฟันและดูแลเหงือก ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เปลือกต้น : ใช้เป็นยาฝาดสมาน และมีการใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการ ท้องร่วง ท้องเดิน บิด และไข้
- เปลือกต้น : ใช้ต้มสำหรับชะล้างบาดแผลและโรคผิวหนังตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- รากและเปลือกราก : ใช้เกี่ยวกับ อาการปวดฟัน เหงือกและโรคในช่องปาก ในตำรับพื้นบ้าน
- ใบ : มีการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับอาการท้องเสียหรือบิด และใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ
- ผล : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้บำรุงธาตุ แก้ลมและอาการจุกเสียด
- เมล็ด : ตามตำรายาไทยมีการระบุว่าใช้เป็น ยาบำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับลม และแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
ด้านการดูแลช่องปาก เป็นการใช้ข่อยที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาไทยเด่นที่สุด โดยกิ่งข่อยถูกนำมาใช้เป็นไม้สีฟันหรือแปรงสีฟัน และเอกสารของทางราชการเคยสรุปว่าการใช้กิ่งข่อยเกี่ยวข้องกับการทำให้ฟันแข็งแรง แก้ปวดฟัน และดูแลเหงือก โดยหลักฐานทางเภสัชวิทยาที่มีรายงานสนับสนุนเด่นในด้าน ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน และหลักฐานในคนยังมีจำกัด
วิธีใช้
- ใช้กิ่งเป็นไม้สีฟัน : ใช้กิ่งข่อยขนาดเหมาะมือ ทุบหรือเคี้ยวปลายกิ่งให้เส้นใยแตก แล้วใช้ถูหรือสีฟันตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เปลือกต้น : ในภูมิปัญญาพื้นบ้านนำมาต้มเป็นน้ำสำหรับรับประทานตามตำรับ หรือใช้ภายนอกสำหรับชะล้าง
- รากหรือเปลือกราก : มีการนำไปฝน ต้ม หรือบดตามรูปแบบของตำรับพื้นบ้าน โดยเฉพาะการใช้เกี่ยวกับช่องปากและอาการปวดฟัน
- ใบ : มีการนำใบมาชงหรือต้มเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- เมล็ด : ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทย โดยเฉพาะกลุ่มสรรพคุณด้านบำรุงธาตุและขับลม
หมายเหตุ : ไม่ควรนำวิธีใช้จากตำรับพื้นบ้านไปกำหนดขนาดรับประทานเอง โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้น เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีของข่อยมีสารกลุ่ม cardiac glycosides ซึ่งอาจมีความสำคัญต่อความปลอดภัย
ในบัญชียาจากสมุนไพร
เมล็ดข่อย มีชื่ออยู่ใน รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ในหมวดพืชวัตถุ โดยระบุชื่อว่า “ข่อย” ส่วนที่ใช้คือ เมล็ด และชื่อเภสัชวัตถุคือ Strebli Asperis Semen จาก Streblus asper Lour. อย่างไรก็ตาม การมีชื่อเป็นพืชวัตถุในรายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติไม่ควรตีความว่า ข่อยทั้งต้นหรือผลิตภัณฑ์ข่อยทุกชนิดเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร เพราะบัญชียาหลักแห่งชาติจะกำหนดเป็นรายการยาและข้อบ่งใช้เฉพาะ
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของข่อยมีความหลากหลาย และแตกต่างกันตาม ส่วนของพืช ตัวทำละลาย วิธีสกัด และแหล่งปลูก โดยกลุ่มสารที่ได้รับความสนใจมาก ได้แก่ cardiac glycosides หรือ cardenolides, triterpenoids, lignans, phenolic compounds, flavonoids, phytosterols และกรดไขมัน
องค์ประกอบทางเคมี
- Cardiac glycosides / cardenolides : พบสารหลายชนิดในส่วนต่าง ๆ ของข่อย เช่น strebloside, asperoside, strophalloside, kamaloside, glucokamloside และสารกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
- Triterpenoids : มีรายงานการพบสารกลุ่มไตรเทอร์พีน เช่น betulin และสารอนุพันธ์อื่น ๆ
- Lignans : พบสารกลุ่มลิกแนนในราก เช่น strebluslignanol และสารที่เกี่ยวข้องกับ magnolol และ isolariciresinol
- Phenolic compounds และ flavonoids : ตรวจพบในสารสกัดจากใบ และมีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ตรวจได้ในห้องปฏิบัติการ
- Phytosterols : มีรายงานการพบ β-sitosterol และสเตอรอลชนิดอื่น
- Fatty acids : พบกรดไขมัน เช่น hexadecanoic acid และ octadecanoic acid
- สารระเหยในใบ : มีรายงานสาร เช่น phytol และสารกลุ่ม sesquiterpenes รวมถึง caryophyllene
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยของ Streblus asper มีทั้งการศึกษาทางพฤกษเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และการทดลองในสัตว์ โดยงานทบทวนที่สำคัญพบว่ามีการศึกษาฤทธิ์ของข่อยในด้าน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านปรสิต ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด และฤทธิ์ต่อระบบประสาท แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับก่อนการทดลองทางคลินิก งานวิจัยด้านช่องปากพบว่าสารสกัดข่อยสามารถยับยั้ง Streptococcus mutans ซึ่งเป็นแบคทีเรียสำคัญที่เกี่ยวข้องกับฟันผุ และงานวิจัยปี 2023 ยังพบว่าสารสกัดข่อยเมื่อใช้ร่วมกับ chlorhexidine ในความเข้มข้นที่เหมาะสมสามารถยับยั้ง S. mutans ได้ในห้องปฏิบัติการ งานวิจัยในสัตว์ยังรายงานฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดจากสารสกัดใบและเปลือก และมีการตรวจฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระร่วมด้วย
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับข้อมูลพฤกษศาสตร์และการใช้พื้นบ้าน : มีข้อมูลค่อนข้างมากและสอดคล้องกันในหลายภูมิภาค
- ระดับพฤกษเคมี : มีข้อมูลค่อนข้างมาก มีการแยกและระบุสารประกอบหลายกลุ่ม
- ระดับหลอดทดลอง (in vitro) : มีข้อมูลหลายด้าน โดยเฉพาะฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ต้านอนุมูลอิสระ และความเป็นพิษต่อเซลล์บางชนิด
- ระดับสัตว์ทดลอง (in vivo) : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ฤทธิ์ต่อระบบประสาท และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ
- ระดับการทดลองในมนุษย์ : หลักฐานยังมีจำกัดเมื่อเทียบกับงานวิจัยระดับก่อนคลินิก
หมายเหตุ : ผลการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองไม่สามารถใช้ยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์ได้โดยตรง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย : สารสกัดข่อย โดยเฉพาะสารสกัดจากใบ มีรายงานว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียบางชนิด รวมถึง Streptococcus mutans ซึ่งเกี่ยวข้องกับฟันผุ
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดใบมีสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ และแสดงฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH โดยวิธีการทำแห้งมีผลต่อปริมาณสารและฤทธิ์ที่ตรวจพบ
- ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด : สารสกัดใบและเปลือกในการทดลองในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเบาหวานทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม
- ฤทธิ์ต่อระบบประสาท : มีการศึกษาสารสกัดเปลือกต้นและพบฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการชักและพฤติกรรมในสัตว์ทดลอง โดยยังเป็นหลักฐานระดับก่อนคลินิก
- ฤทธิ์ลดไข้และฤทธิ์ต่อพฤติกรรม : งานวิจัยปี 2026 รายงานว่าสารสกัดเมทานอลจากใบข่อยแสดงฤทธิ์ลดไข้ รวมถึงผลด้าน anxiolytic, antidepressant และ sedative ในหนูทดลอง อย่างไรก็ตามยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันประสิทธิผลในมนุษย์
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : สารสกัดจากใบมีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งบางชนิดในการทดลอง in vitro แต่ไม่ควรนำผลดังกล่าวไปใช้แทนการรักษามะเร็งในผู้ป่วย
- ฤทธิ์ต้านปรสิต : งานทบทวนรายงานข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านพยาธิฟิลาเรียและสารกลุ่ม cardenolides ของข่อย
ความปลอดภัย
ข้อมูลความปลอดภัยของข่อยส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจาก การทดลองในสัตว์และการศึกษาสารสกัด ยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด มีรายงานการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดจากรากในหนูทดลอง และงานก่อนหน้ารายงานว่าสารสกัดจากใบในขนาดที่ศึกษาบางระดับไม่พบอาการพิษเฉียบพลันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ข่อยมีสารกลุ่ม cardiac glycosides/cardenolides ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่มีฤทธิ์ต่อระบบหัวใจ จึงไม่ควรสรุปว่าการใช้ข่อยในปริมาณสูงหรือสารสกัดเข้มข้นปลอดภัยเพียงเพราะผลการทดลองในสัตว์บางการศึกษาไม่พบความเป็นพิษ
ข้อห้ามใช้
- ไม่ควรรับประทานสารสกัดข่อยเข้มข้นหรือใช้ในปริมาณสูงด้วยตนเอง
- ผู้ที่มี โรคหัวใจหรือความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ข่อยที่รับประทานโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
- ผู้ที่รับประทานยาหัวใจหรือยาที่มีผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานข่อยในรูปแบบสมุนไพรหรือสารสกัด หากไม่มีคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพ
- เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายชนิดควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
- ไม่ควรนำยางสดหรือสารสกัดเข้มข้นใช้กับแผลเปิดหรือเยื่อบุโดยไม่ทราบความเข้มข้นและความปลอดภัย
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับระบุปฏิกิริยาระหว่าง ข่อยกับยา ได้อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากข่อยมีรายงานสารกลุ่ม cardiac glycosides/cardenolides จึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีผลต่อหัวใจหรือยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ ผู้ที่ใช้ยารักษาโรคหัวใจ ยาควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ยาขับปัสสาวะ หรือยาที่มีผลต่อระดับเกลือแร่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ข่อยชนิดรับประทาน
การใช้ในอาหาร
ผลข่อยสุก มีรสหวานและสามารถรับประทานได้ โดยข้อมูลด้านพฤกษศาสตร์และทรัพยากรพืชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่าผลสุกมีเนื้อนุ่มและรับประทานได้ การใช้เป็นอาหารเป็นการใช้ผลสุกมากกว่าการนำส่วนอื่นของต้นมาใช้เป็นอาหาร และไม่ควรสับสนระหว่าง ผลข่อยที่รับประทานเป็นอาหาร กับสารสกัดข่อยที่มีความเข้มข้นสูง
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก : ข่อยมีประวัติการใช้เป็นไม้สีฟันและมีการนำสารสกัดมาใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก เนื่องจากมีข้อมูลด้านฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย
- ยาสีฟันสมุนไพร : ข่อยเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ยาสีฟันและผลิตภัณฑ์ดูแลเหงือก
- กระดาษข่อย : เปลือกและเส้นใยจากต้นข่อยมีความสำคัญต่อการผลิตกระดาษแบบดั้งเดิมของไทย
- ผลิตภัณฑ์จากเส้นใย : เส้นใยจากเปลือกสามารถนำไปทำวัสดุงานหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์กระดาษ
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีการศึกษาสารสกัดจากใบ เปลือก ราก และส่วนอื่น ๆ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบ : เก็บใบที่สมบูรณ์และปราศจากโรคหรือแมลง สามารถนำมาใช้สดหรือทำให้แห้ง
- กิ่ง : เลือกกิ่งที่แข็งแรงและสะอาดสำหรับใช้เป็นไม้สีฟันหรือขยายพันธุ์
- เปลือก : ควรเก็บอย่างมีระบบ ไม่ลอกเปลือกรอบลำต้นจนหมด เพราะอาจทำให้ต้นตาย
- ราก : หากจำเป็นต้องใช้ควรเก็บจากต้นที่มีการจัดการแหล่งปลูกอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อทรัพยากร
- ผลและเมล็ด : เก็บเมื่อผลสุกเต็มที่แล้วนำเมล็ดออกและคัดสิ่งปนเปื้อน
- การทำแห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในที่สะอาด อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความชื้นสูง
- การเก็บรักษา : วัตถุดิบแห้งควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง แมลง และเชื้อรา
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ข่อยเป็นพืชที่มีภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์หลายด้านในประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้กิ่งข่อยเป็นไม้สีฟัน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของการดูแลช่องปากแบบพื้นบ้าน นอกจากด้านสุขภาพแล้ว ข่อยยังถูกใช้ประโยชน์จาก เปลือกเพื่อทำกระดาษ และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ากระดาษข่อยเคยเป็นวัสดุสำคัญสำหรับบันทึกเอกสารทางราชการและคัมภีร์ทางศาสนาในสยาม
ประวัติและวัฒนธรรม
กระดาษข่อย มีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การบันทึกความรู้ของไทยอย่างมาก เปลือกข่อยถูกนำมาแปรรูปเป็นแผ่นกระดาษที่มีความเหนียวและคงทน เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย จึงถูกใช้เขียน คัมภีร์ใบลานและสมุดไทย เอกสารทางราชการ กฎหมาย และตำราต่าง ๆ ในอดีต กิ่งข่อยยังมีบทบาทในวัฒนธรรมการดูแลฟันแบบดั้งเดิม โดยนำกิ่งมาทุบปลายให้เป็นเส้นใยแล้วใช้ทำความสะอาดฟัน จนเกิดชื่อภาษาอังกฤษว่า Toothbrush tree
สถานะการอนุรักษ์
ตามข้อมูล Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ข่อย (Streblus asper Lour.) มีสถานะการอนุรักษ์ตาม IUCN Red List เป็น Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ และมีการกระจายพันธุ์กว้างขวางในเอเชียเขตร้อน อย่างไรก็ตาม การเก็บเปลือกหรือรากจากธรรมชาติโดยไม่ควบคุมอาจทำให้ต้นเสียหาย จึงควรส่งเสริมการปลูกเพื่อใช้ประโยชน์และเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- Kingdom : Plantae
- Phylum : Streptophyta
- Class : Equisetopsida
- Subclass : Magnoliidae
- Order : Rosales
- Family : Moraceae
- Genus : Streblus Lour.
- Species : Streblus asper Lour.
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Streblus asper Lour. โดย Kew Plants of the World Online รับรองเป็นชื่อที่ยอมรับในปัจจุบัน ชื่อพ้องที่สำคัญ : Epicarpurus asper (Lour.) Steud., Streblus lactescens Blume และชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานอื่น ๆ
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
ลักษณะที่ใช้ช่วยตรวจสอบเอกลักษณ์ของ ข่อย ได้แก่
- ลำต้นและเปลือก : เปลือกสีเทาถึงเทาเข้ม ผิวค่อนข้างหยาบและขรุขระ เมื่อเกิดแผลมีน้ำยางสีขาว
- ใบ : ใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบค่อนข้างหนา และมีผิว หยาบสากคล้ายกระดาษทราย เป็นลักษณะเด่น
- ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวหรือเขียวอมเหลือง ออกตามซอกใบ
- ผล : ผลกลมขนาดเล็ก เมื่อสุกมีสีเหลืองถึงเหลืองอมส้ม
- วัตถุดิบยา : การตรวจสอบวัตถุดิบควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางมหภาค จุลทรรศน์ และข้อมูลทางเภสัชเวท รวมถึงการตรวจสอบสารสำคัญหรือสารบ่งชี้ตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
คำเตือนทางการแพทย์
ข่อยเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญาไทยมายาวนาน แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังไม่เพียงพอสำหรับยืนยันการรักษาโรคต่าง ๆ ผลการศึกษาหลายด้าน เช่น ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านอนุมูลอิสระ ลดน้ำตาลในเลือด ต้านเซลล์มะเร็ง และฤทธิ์ต่อระบบประสาท เป็นหลักฐานจากหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองเป็นสำคัญ โดยเฉพาะสารกลุ่ม cardiac glycosides/cardenolides ที่พบในข่อย ทำให้ไม่ควรรับประทานสารสกัดเข้มข้นหรือใช้ข่อยเป็นยารักษาโรคหัวใจด้วยตนเอง หากมีอาการปวดฟัน เหงือกบวม ท้องเสีย ไข้ โรคผิวหนัง หรือโรคเรื้อรัง ควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์หรือทันตแพทย์ก่อน และไม่ควรใช้ข่อยทดแทนยามาตรฐานที่แพทย์สั่ง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ. กระทรวงสาธารณสุข.
- คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. (2563). บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2563. กระทรวงสาธารณสุข.
- กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. (2567). Thai Herbal Pharmacopoeia 2021 Supplement 2024. กระทรวงสาธารณสุข.
- สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (ม.ป.ป.). สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน: ข่อย.
- Chiewpattanakul Kaewmanee, P., Aiumtrakul, N., Sritaweesap, P., Soonthornpusit, A., Jaturont, J., & Theerautthavate, B. (2023). The effect of each crude extract from Streblus asper, Andrographis paniculata and Curcuma longa in combination with chlorhexidine for antimicrobial activity against Streptococcus mutans. SWU Dental Journal, 16(2), 115–125.
- Rastogi, S., Kulshreshtha, D. K., & Rawat, A. K. S. (2006). Streblus asper Lour. (Shakhotaka): A review of its chemical, pharmacological and ethnomedicinal properties. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 3(2), 217–222. https://doi.org/10.1093/ecam/nel018
- Verma, V., Tripathi, A. C., & Saraf, S. K. (2016). Bioactive non-sterol triterpenoid from Streblus asper: Microwave-assisted extraction, HPTLC profiling, computational studies and neuro-pharmacological evaluation in BALB/c mice. Pharmaceutical Biology. https://doi.org/10.3109/13880209.2016.1160132
- Rawat, P., Kumar, A., Singh, T. D., & Pal, M. (2018). Chemical composition and cytotoxic activity of methanol extract and its fractions of Streblus asper leaves on human cancer cell lines. Pharmacognosy Magazine, 14(54), 141–144. https://doi.org/10.4103/pm.pm_391_17
- Rasel, M. H., Mamun, M. J. I., Sumi, S. S., Hasan, M. N., Rahman, M., & Uddin, S. M. N. (2026). Neuropharmacological and antipyretic potentials of Streblus asper leaves: Integrated in vivo and in silico approaches. The Scientific World Journal, 2026, Article 7661411. https://doi.org/10.1155/tswj/7661411
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Streblus asper Lour. Plants of the World Online.
- Wu, Z., Zhou, Z.-K., & Gilbert, M. G. (2003). Moraceae: Streblus. In Flora of China (Vol. 5). Science Press & Missouri Botanical Garden Press.
- Plant Resources of South-East Asia. (n.d.). Streblus asper Lour. PROSEA.

