ขลู่
ขลู่ เป็นไม้พุ่มสมุนไพรพื้นบ้านที่พบได้มากในบริเวณพื้นที่ชื้น ชายทะเล ป่าชายเลน และพื้นที่ที่มีดินเค็มหรือดินชื้น นิยมใช้เป็นทั้ง สมุนไพรไทย และผักพื้นบ้าน โดยเฉพาะใบที่นำมาต้มเป็น ชาขลู่ หรือรับประทานเป็นผัก นอกจากนี้ ขลู่ ยังเป็นสมุนไพรที่มีการใช้ในตำรายาไทยมายาวนาน โดยมีการกล่าวถึงการใช้ทั้งต้น ใบ ราก เปลือกต้น และดอก โดยเฉพาะด้านการขับปัสสาวะและการดูแลอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อไทย : ขลู่
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pluchea indica (L.) Less.
- ชื่อวงศ์ : Asteraceae หรือ Compositae
- ชื่อสามัญ : Indian camphorweed, Indian marsh fleabane, Indian pluchea
- ชื่อท้องถิ่น : ขลู, หนาดงั่ว, หนวดงิ้ว, หนวดวัว, หนาดวัว, เพี้ยฟาน และชื่ออื่นที่แตกต่างกันตามภูมิภาค
- ลักษณะการเจริญเติบโต : ไม้พุ่มอายุหลายปี แตกกิ่งก้านมาก
- ส่วนที่นิยมใช้เป็นสมุนไพร : ส่วนเหนือดิน โดยเฉพาะ ใบ และยังมีการใช้ทั้งต้น ราก เปลือกต้น และดอกตามตำรายาพื้นบ้าน
- รสยาไทยของใบ : รสหอมฝาดเมาเค็ม
- กลิ่น : ใบมีกลิ่นหอมฉุน เมื่อขยี้หรือบดจะมีกลิ่นเฉพาะตัว
- การใช้ประโยชน์ : สมุนไพรไทย ผักพื้นบ้าน และวัตถุดิบสำหรับผลิต ชาขลู่
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ขลู่เป็นไม้พุ่มแตกกิ่งก้านมาก ลำต้นตั้งตรงและค่อนข้างแข็ง เมื่อเจริญเต็มที่โดยทั่วไปสูงประมาณ 0.5–2 เมตร และบางแหล่งรายงานว่าสามารถสูงได้มากกว่านี้ กิ่งอ่อนอาจมีขนละเอียด ส่วนกิ่งและลำต้นแก่มีลักษณะเกลี้ยงถึงเกือบเกลี้ยง ขลู่เป็นพืชที่ปรับตัวได้ดีต่อพื้นที่ชื้นและพื้นที่ที่มีความเค็ม
- ใบ : เป็น ใบเดี่ยว เรียงสลับ ก้านใบสั้นมากหรือเกือบไม่มีก้าน รูปใบโดยทั่วไปเป็นรูปไข่กลับหรือรูปไข่กลับค่อนข้างยาว ขนาดประมาณกว้าง 1–5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2–10 เซนติเมตร ปลายใบมนหรือแหลมเล็กน้อย โคนใบสอบ ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย เนื้อใบค่อนข้างบางและมีลักษณะคล้ายกระดาษ ใบอาจมีขนละเอียดทั้งด้านบนและด้านล่าง เมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
- ดอก : ดอกออกเป็น ช่อกระจุกแน่น รวมกันเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งและซอกใบ ช่อดอกมีลักษณะเป็นกลุ่มคล้ายกระจุกหรือเป็นช่อแตกแขนง ดอกย่อยมีลักษณะเป็นหลอด สีชมพู ม่วงอมชมพู หรือม่วงอ่อน วงใบประดับมีลักษณะคล้ายรูปกระบอกถึงรูประฆัง และมีขนสีขาวบริเวณส่วนของพู่ผล
- ผล : เป็น ผลแห้งเมล็ดล่อน (achene) รูปทรงกระบอก มีสันตามยาวประมาณ 5 สัน ขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร เมื่อแก่มีสีน้ำตาลและไม่แตกเพื่อปล่อยเมล็ด พู่ผลสีขาวช่วยให้ผลสามารถกระจายไปกับลมได้
- ราก : มีระบบรากที่สามารถแตกแขนงได้ดี และช่วยให้ต้นขลู่สามารถเจริญในดินชื้น ดินแข็ง และบริเวณพื้นที่ชายฝั่งได้
หมายเหตุ : ลักษณะใบของขลู่มีความแปรผันค่อนข้างมากในแต่ละพื้นที่ จึงควรใช้ลักษณะของดอก ช่อดอก ผล และตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์ร่วมกันเมื่อจำแนกชนิดพืช
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : ขลู่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย โดยมีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ ไปจนถึงหมู่เกาะในเอเชียและออสเตรเลียตอนเหนือ
- ประเทศไทย : พบได้ทั่วไปในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ชื้น ชายทะเล ป่าชายเลน ชายทุ่ง ริมทาง และบริเวณดินเค็ม
- สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : มักพบตามชายทะเล ลำธารที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้นน้ำลง พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่เปิดที่มีแสงแดดเพียงพอ
- การกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ : พบในบังกลาเทศ กัมพูชา จีนตอนใต้ ลาว เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เวียดนาม ออสเตรเลีย และพื้นที่หมู่เกาะบางแห่งในมหาสมุทรแปซิฟิก
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพพื้นที่ : ควรปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดค่อนข้างมาก ดินมีความชื้นพอเหมาะ และมีการระบายน้ำได้ดี
- การปลูก : สามารถปลูกในแปลงดินหรือพื้นที่เกษตรที่มีสภาพใกล้เคียงกับถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ชื้นและพื้นที่ชายฝั่ง
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถขยายพันธุ์จากเมล็ด โดยผลแก่จะมีพู่ช่วยในการกระจายเมล็ด
- การขยายพันธุ์ด้วยกิ่งหรือลำต้น : สามารถใช้ การปักชำ ได้ และเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการเพิ่มจำนวนต้นที่มีลักษณะตรงตามต้นแม่
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของขลู่เพื่อเพิ่มจำนวนต้นและศึกษาศักยภาพของสารสกัดจากใบ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ใบ : เป็นส่วนที่นิยมใช้มากที่สุด โดยนำมาต้ม ชงเป็นชา หรือใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ทั้งต้น : ใช้ทั้งต้นสดหรือแห้งในตำรายาไทย โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับการขับปัสสาวะ
- ราก : มีการใช้ในตำรายาพื้นบ้านเพื่อขับปัสสาวะและขับนิ่ว
- เปลือกต้น : มีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับริดสีดวง
- ดอก : มีการใช้ตามตำรายาไทยเกี่ยวกับนิ่ว
สรรพคุณทางสมุนไพร
- ตามตำรายาไทย : ทั้งต้นขลู่มีรสหอมฝาดเมาเค็ม ใช้เป็น ยาขับปัสสาวะ และมีการใช้เพื่อบรรเทาอาการขัดเบา ปัสสาวะผิดปกติ และเกี่ยวกับนิ่ว
- ใบ : ใช้เป็น ยาขับปัสสาวะ แก้ไข้ ขับเหงื่อ ฝาดสมาน และมีการใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านสำหรับริดสีดวงทวาร โรคบิด แผลอักเสบ และอาการปวดเมื่อย
- ใบและต้นอ่อน : มีการใช้พื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการปวดข้อและอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคไขข้อ รวมถึงนำมาต้มน้ำอาบสำหรับอาการคันและโรคผิวหนังบางชนิด
- ใบและราก : ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ไข้ ขับเหงื่อ และใช้พอกบริเวณแผลอักเสบตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ราก : ใช้ตามตำรายาไทยเพื่อขับปัสสาวะและขับนิ่ว
- ดอก : มีการกล่าวถึงการใช้เพื่อแก้นิ่ว
- เปลือกต้น : มีการใช้ในตำรับพื้นบ้านเกี่ยวกับ ริดสีดวงทวารและริดสีดวงจมูก
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน โดยเฉพาะโรคนิ่ว เบาหวาน ริดสีดวง หรือโรคติดเชื้อ ควรได้รับการวินิจฉัยจากบุคลากรทางการแพทย์ก่อน
วิธีใช้
- ใช้ทั้งต้นเพื่อขับปัสสาวะ : ภูมิปัญญาการสาธารณสุขมูลฐานระบุการใช้ทั้งต้นสดประมาณ 40–50 กรัม หรือแห้งประมาณ 15–20 กรัม หั่นเป็นชิ้น ต้มกับน้ำ แล้วดื่มครั้งละประมาณ 75 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร
- ชาขลู่ : ใบขลู่แห้งสามารถนำมาชงกับน้ำร้อนเพื่อใช้เป็นเครื่องดื่ม โดยมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรในชุมชน
- ใช้ภายนอก : ใบสดมีการใช้ตำหรือขยี้แล้วพอกบริเวณผิวหนังหรือแผลตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใช้อาบ : ใบหรือต้นอ่อนมีการนำมาต้มน้ำสำหรับอาบในภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อบรรเทาอาการคันและปัญหาผิวหนังบางชนิด
หมายเหตุ : ขนาดและวิธีใช้ข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาและเอกสารสมุนไพร ไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้รักษาโรคด้วยตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานยาขับปัสสาวะ ยาลดน้ำตาลในเลือด หรือยารักษาโรคเรื้อรัง
สาระสำคัญ
- ขลู่มีจุดเด่นด้านการขับปัสสาวะ ซึ่งมีทั้งข้อมูลจากภูมิปัญญาไทยและการศึกษาทางเภสัชวิทยา
- มีสารกลุ่ม ฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และกรดคาเฟออยล์ควินิก ซึ่งเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ทางชีวภาพหลายด้าน
- ใบขลู่สามารถนำมาทำเป็น ชาสมุนไพร และรับประทานเป็นผักพื้นบ้าน
- งานวิจัยในมนุษย์มีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผลต่อ ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ขลู่ทดแทนยามาตรฐาน
- ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากยังเป็นการทดลองระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง
องค์ประกอบทางเคมี
- กรดคาเฟออยล์ควินิก (caffeoylquinic acids) เช่น 4-O-caffeoylquinic acid และ 5-O-caffeoylquinic acid
- กรดไดคาเฟออยล์ควินิก (dicaffeoylquinic acids) เช่น 3,4-O-, 3,5-O- และ 4,5-O-dicaffeoylquinic acid
- ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) หลายชนิด
- สารฟีนอลิก (phenolic compounds)
- เทอร์พีนและเทอร์พีนอยด์ (terpenes/terpenoids)
- สเตอรอล (sterols) เช่น β-sitosterol และ stigmasterol
- สารประกอบไทโอฟีน (thiophenes)
- ลิกแนน (lignans)
- น้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่ม sesquiterpene hydrocarbons และสารอนุพันธ์ที่มีออกซิเจน
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
มีการศึกษาขลู่ในหลายด้าน ได้แก่ ฤทธิ์ขับปัสสาวะ ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด และศักยภาพด้านเมแทบอลิซึม โดยหลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง ขณะที่การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์มีจำนวนจำกัด การศึกษาด้าน การขับปัสสาวะ ในอาสาสมัครสุขภาพดี 30 รายพบว่าเครื่องดื่มขลู่สามารถเพิ่มปริมาณปัสสาวะได้ และในการศึกษาดังกล่าวค่าการขับปัสสาวะของขลู่สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับ hydrochlorothiazide ในช่วงเวลาที่ศึกษา ขณะที่การขับเกลือแร่ของ hydrochlorothiazide สูงกว่า อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นงานเก่าที่มีขนาดตัวอย่างจำกัด จึงควรตีความอย่างระมัดระวัง การทดลองแบบสุ่มในผู้ที่มี ภาวะก่อนเบาหวาน จำนวน 45 ราย พบว่าการดื่มชาขลู่ขนาด 1.5 กรัมต่อวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์มีผลช่วยปรับปรุงตัวชี้วัดด้านน้ำตาล และลด triglyceride และ LDL-cholesterol เมื่อเปรียบเทียบกับ placebo โดยไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญในตัวชี้วัดการทำงานของไต ตับ และเม็ดเลือดในช่วงเวลาศึกษา
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และต้านจุลชีพ
- ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ขับปัสสาวะ ลดน้ำตาล ลดไขมัน ต้านการอักเสบ และฤทธิ์ทางเมแทบอลิซึม
- ระดับมนุษย์ : มีการศึกษาขนาดเล็กเกี่ยวกับ ฤทธิ์ขับปัสสาวะ และการทดลองแบบสุ่มเกี่ยวกับ ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
- ภาพรวม : หลักฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับ เบื้องต้นถึงปานกลางสำหรับบางประเด็น แต่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าขลู่สามารถใช้รักษาโรคแทนยามาตรฐานได้
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ขับปัสสาวะ : สารเตรียมจากขลู่สามารถเพิ่มการขับปัสสาวะในการทดลองในสัตว์และมนุษย์ และผลไม่ได้อธิบายด้วยปริมาณโพแทสเซียมเพียงอย่างเดียว แสดงว่าน่าจะมีสารออกฤทธิ์อื่นร่วมด้วย
- ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด : สารสกัดและชาขลู่แสดงผลลดระดับน้ำตาลในสัตว์ทดลอง และมีข้อมูลจากการทดลองแบบสุ่มในผู้มีภาวะก่อนเบาหวานที่สนับสนุนผลดังกล่าวในระดับหนึ่ง
- ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด : การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าชาขลู่สามารถลด triglyceride, total cholesterol และ LDL-cholesterol ได้ ขณะที่การศึกษาทางคลินิกก็พบแนวโน้มลด triglyceride และ LDL-cholesterol
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : สารสกัดจากใบขลู่มีผลต่อกระบวนการอักเสบในเซลล์ macrophage และมีผลในแบบจำลองสัตว์ทดลอง โดยเกี่ยวข้องกับการลดการแสดงออกของสารและเส้นทางสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานฤทธิ์ต่อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อมัยโคแบคทีเรีย และเชื้อก่อโรคบางชนิด โดยสารสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ caffeoylquinic acids, terpenoid glycosides, thiophenes และ kaempferol
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดหลายชนิดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์
ความปลอดภัย
- การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของสารชงจากขลู่ในสัตว์ทดลองพบค่า LD50 มากกว่า 5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และไม่พบความผิดปกติทางพยาธิสภาพในขนาดทดลองดังกล่าว
- การทดลองในมนุษย์เกี่ยวกับชาขลู่ในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวานไม่พบความผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญของ BUN, creatinine, ALT, ALP และ CBC ในช่วง 12 สัปดาห์
- อย่างไรก็ตาม การศึกษาความปลอดภัยระยะยาวและข้อมูลในประชากรเฉพาะกลุ่มยังมีจำกัด
- สารสกัดต่างชนิดอาจมีความปลอดภัยแตกต่างกัน โดยเฉพาะสารสกัดเข้มข้นจากตัวทำละลายอินทรีย์ ซึ่งไม่ควรนำมาเทียบเท่ากับการดื่มชาขลู่ทั่วไป
หมายเหตุ : ผลการศึกษาความปลอดภัยของชาขลู่หรือสารสกัดในงานวิจัย ไม่ได้หมายความว่าการรับประทานขลู่ในปริมาณสูงหรือการใช้สารสกัดเข้มข้นเป็นเวลานานจะปลอดภัยเสมอไป
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่มี โรคไต โรคหัวใจ หรือภาวะที่ต้องจำกัดน้ำและเกลือแร่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ขลู่ในรูปแบบสมุนไพร
- ผู้ที่มี ความดันโลหิตสูง ควรระมัดระวังการรับประทานใบขลู่จากแหล่งธรรมชาติในปริมาณมาก เนื่องจากใบที่ขึ้นในพื้นที่ชายเลนอาจสะสมโซเดียมในระดับสูงจากสภาพดินเค็ม
- ผู้ที่มี เบาหวาน และกำลังใช้ยาลดน้ำตาลในเลือดควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้เป็นประจำ
- ไม่ควรใช้ขลู่แทนการรักษามาตรฐานในโรคนิ่ว เบาหวาน โรคไต หรือโรคติดเชื้อ
- การใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้ในรูปแบบยาเข้มข้น เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอสำหรับยืนยัน ปฏิกิริยาระหว่างขลู่กับยา โดยตรง แต่จากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบควรพิจารณาความเป็นไปได้ดังนี้
- ยาขับปัสสาวะ : ขลู่อาจมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จึงอาจเพิ่มผลของยาขับปัสสาวะบางชนิดและส่งผลต่อสมดุลน้ำหรือเกลือแร่
- ยาลดน้ำตาลในเลือด : เนื่องจากมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับฤทธิ์ลดน้ำตาล จึงควรระวังการใช้ร่วมกับยาลดน้ำตาล
- ยาลดความดันโลหิต : หากขลู่มีผลต่อการขับน้ำและสมดุลของสารน้ำ อาจส่งผลต่อความดันโลหิตในบางราย
- ยาที่มีผลต่อไตหรือสมดุลเกลือแร่ : ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ร่วมกัน
หมายเหตุ : ข้อควรระวังด้านปฏิกิริยาระหว่างยาเป็นการประเมินจากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและยังไม่ใช่ข้อสรุปจากการทดลองปฏิกิริยาระหว่างยาที่มีคุณภาพสูง
การใช้ในอาหาร
- ใบอ่อนและใบขลู่ สามารถนำมารับประทานเป็นผักพื้นบ้านได้
- นิยมลวกหรือต้มรับประทานร่วมกับน้ำพริก
- สามารถนำไปใช้ประกอบอาหารพื้นบ้าน เช่น ยำและแกงคั่ว
- ใบขลู่สามารถนำมาแปรรูปเป็น ชาขลู่ ซึ่งเป็นรูปแบบการบริโภคที่ได้รับความนิยม
- ใบสดมีสารอาหารหลายชนิด โดยข้อมูลหนึ่งรายงานว่าใบสด 100 กรัมมีแคลเซียมประมาณ 250 มิลลิกรัม และมีเบต้า-แคโรทีน รวมถึงใยอาหารและสารอาหารอื่น ๆ
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ชาขลู่ : ใบขลู่แห้งนำมาแปรรูปเป็นชาสมุนไพร
- ผงขลู่ : มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากใบขลู่ในรูปผงเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ
- ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ : มีการศึกษาศักยภาพของขลู่ในการพัฒนาเป็น functional food และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสมุนไพร : มีการนำขลู่ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น สบู่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในระดับชุมชน
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบ : ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ ไม่เป็นโรคหรือมีแมลงทำลาย
- การทำชา : ใบสดควรทำความสะอาดและทำให้แห้งอย่างเหมาะสมเพื่อลดความชื้นก่อนเก็บรักษา
- การเก็บรักษา : ควรเก็บใบแห้งหรือผลิตภัณฑ์ชาขลู่ไว้ในภาชนะที่สะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง ความชื้น และแมลง
- การควบคุมคุณภาพ : วัตถุดิบสำหรับทำผลิตภัณฑ์สมุนไพรควรมีการตรวจสอบเอกลักษณ์ ปริมาณความชื้น สิ่งปนเปื้อน และคุณภาพก่อนนำไปใช้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ขลู่เป็นสมุนไพรที่มีความเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาพื้นบ้านของหลายภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้และชุมชนชายฝั่ง
- ใบขลู่ นิยมใช้เป็นทั้งอาหารและสมุนไพร และมีการต้มใบแห้งเป็นเครื่องดื่มแทนชา
- ภูมิปัญญาไทยใช้ขลู่เกี่ยวข้องกับ การขับปัสสาวะ ริดสีดวง นิ่ว ไข้ เหงื่อ แผลอักเสบ และอาการปวดเมื่อย
- ในบางท้องถิ่นมีการนำใบมาใช้เพื่อช่วยลดกลิ่นปากและกลิ่นตัว และใช้ภายนอกสำหรับอาการคันหรือแผลอักเสบ
ประวัติและวัฒนธรรม
ขลู่เป็นพืชที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ชุ่มน้ำและชายฝั่งของประเทศไทย เนื่องจากเป็นพืชที่หาได้ง่ายและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ ทั้งเป็น ผักพื้นบ้าน สมุนไพร และเครื่องดื่มจากใบ การใช้ใบขลู่ทำชาได้รับการพัฒนาต่อยอดจากภูมิปัญญาพื้นบ้านไปสู่ผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยมีการส่งเสริมการผลิตชาขลู่ในหลายจังหวัดของประเทศไทย
สถานะการอนุรักษ์
- ขลู่เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างในเอเชียเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน รวมถึงประเทศไทย
- ข้อมูลจาก Kew ระบุว่า Pluchea indica มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่เอเชียเขตร้อนไปจนถึงออสเตรเลียตอนเหนือ และมีการคาดการณ์ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ว่า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกคุกคาม (not threatened) ตามระบบ Angiosperm Extinction Risk Predictions
- สถานะดังกล่าวเป็นการประเมินความเสี่ยงระดับชนิดพันธุ์ ไม่ได้หมายความว่าประชากรขลู่ในทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะไม่มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุ่มน้ำหรือการทำลายถิ่นอาศัย
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- กลุ่มพืช (Clade) : Tracheophytes
- กลุ่มพืชมีดอก (Clade) : Angiosperms
- กลุ่มพืชใบเลี้ยงคู่แท้ (Clade) : Eudicots
- อันดับ (Order) : Asterales
- วงศ์ (Family) : Asteraceae
- วงศ์ย่อย (Subfamily) : Asteroideae
- เผ่า (Tribe) : Inuleae
- สกุล (Genus) : Pluchea
- ชนิด (Species) : Pluchea indica (L.) Less.
ชื่อพ้องที่สำคัญ : Baccharis indica L. และ Placus indicus (L.) Baill. โดย Baccharis indica เป็นชื่อพ้องของ Pluchea indica ตามฐานข้อมูล Plants of the World Online
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ลักษณะทางมหภาค : ตรวจสอบจากลักษณะไม้พุ่ม การแตกกิ่ง ใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบรูปไข่กลับ ขอบใบหยัก ช่อดอกกระจุกแน่น และผลแห้งรูปทรงกระบอก
- กลิ่นของใบ : ใบเมื่อขยี้มีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว เป็นลักษณะช่วยประกอบการจำแนก
- ลักษณะทางจุลทรรศน์ : สามารถตรวจสอบลักษณะเนื้อเยื่อใบและโครงสร้างทางกายวิภาคเพื่อแยกจากพืชชนิดอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียง
- การตรวจสอบทางเคมี : สามารถใช้สารกลุ่ม phenolics, flavonoids และ caffeoylquinic acids เป็นข้อมูลประกอบการควบคุมคุณภาพ
- DNA barcoding : มีการศึกษาการสร้างฐานข้อมูล DNA barcode ของพืชสมุนไพรใน Thai Herbal Pharmacopoeia และพบรายการ Pluchea indica (L.) Less. อยู่ในชุดตัวอย่างสำหรับการตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพันธุกรรม
- ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ : Pluchea indica (L.) Less. เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับในฐานข้อมูล Plants of the World Online
คำเตือนทางการแพทย์
ขลู่เป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้ตามตำรายาไทยและมีงานวิจัยสนับสนุนบางด้าน โดยเฉพาะฤทธิ์ขับปัสสาวะและผลต่อระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด แต่หลักฐานทางคลินิกยังมีจำนวนจำกัด ไม่ควรใช้ขลู่เพื่อทดแทนยาที่แพทย์สั่งหรือใช้รักษาโรคเรื้อรังด้วยตนเอง
ผู้ที่เป็นโรคไต โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผู้ที่รับประทานยาขับปัสสาวะ ยาลดน้ำตาล ยาลดความดัน หรือยาที่มีผลต่อสมดุลเกลือแร่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ขลู่เป็นประจำ
ผู้ที่เก็บใบขลู่จากบริเวณชายทะเลหรือป่าชายเลนควรระวังปริมาณโซเดียมในใบ เนื่องจากสภาพดินเค็มอาจทำให้พืชสะสมโซเดียมในระดับสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจและหลอดเลือด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะเกษตร กำแพงแสน. (ม.ป.ป.). ขลู่ (Pluchea indica). ศูนย์ข้อมูลทรัพยากรการเกษตร.
- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์. (ม.ป.ป.). ขลู่: สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน.
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2557). ใบขลู่: คุณค่าทางโภชนาการ ฤทธิ์ทางชีวภาพและความเป็นพิษ.
- Nilvises, N., Vamnatjinda, V., Vanveerakul, B., & Pidech, P. (1989). Diuretic effect of Pluchea indica. Journal of Basic and Applied Pharmacology, 11, 1–8.
- Sirichaiwetchakoon, K., Churproong, S., Kupittayanant, S., & Eumkeb, G. (2021). The effect of Pluchea indica (L.) Less. tea on blood glucose and lipid profile in people with prediabetes: A randomized clinical trial. Journal of Alternative and Complementary Medicine, 27(8).
- Buapool, D., Mongkol, N., Chantimal, J., Roytrakul, S., Srisook, E., & Srisook, K. (2013). Molecular mechanism of anti-inflammatory activity of Pluchea indica leaves in macrophages RAW 264.7 and its action in animal models of inflammation. Journal of Ethnopharmacology, 146(2), 495–504.
- Ibrahim, S. R. M., Bagalagel, A. A., Diri, R. M., Noor, A. O., Bakhsh, H. T., & Mohamed, G. A. (2022). Phytoconstituents and pharmacological activities of Indian camphorweed (Pluchea indica): A multi-potential medicinal plant of nutritional and ethnomedicinal importance. Molecules, 27(8), 2383.
- Hikmawanti, N. P. E., Saputri, F. C., Yanuar, A., Jantan, I., Ningrum, R. A., & Mun’im, A. (2024). Insights into the anti-infective effects of Pluchea indica (L.) Less and its bioactive metabolites against various bacteria, fungi, viruses, and parasites. Journal of Ethnopharmacology, 320, 117387.
- Trang, V. M., Son, N. T., Pham, T. V., & Giang, P. M. (2024). Essential oils from the leaves and stem barks of Pluchea indica (L.) Less.: Chemical analysis, cytotoxicity, anti-inflammation, antimicrobial activity, molecular docking, and ADMET profiling. Chemistry & Biodiversity, 21(12), e202401785.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Pluchea indica (L.) Less. Plants of the World Online.
- National Center for Biotechnology Information. (n.d.). Pluchea indica (L.) Less. NCBI Taxonomy.
- Plant Resources of South-East Asia. (PROSEA). (n.d.). Pluchea indica (L.) Less.

