ข้าวเย็นใต้
ข้าวเย็นใต้ เป็นสมุนไพรไทยประเภทไม้เถาเลื้อยที่มี เหง้าหรือหัวใต้ดิน เป็นส่วนสำคัญทางยา พบใช้ในตำรับ ยาแผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับอาการทางผิวหนัง ระบบทางเดินปัสสาวะ การอักเสบ และกลุ่มตำรับ “ข้าวเย็นทั้งสอง” ซึ่งใช้ข้าวเย็นใต้ร่วมกับข้าวเย็นเหนือ นอกจากนี้ยังเป็นสมุนไพรที่มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และสารฟีนอลิกหลายชนิด โดยเฉพาะ astilbin ซึ่งถูกใช้เป็นสารบ่งชี้ในการควบคุมคุณภาพของสมุนไพรชนิดนี้
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ข้าวเย็นใต้
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Smilax glabra Roxb.
- วงศ์ : Smilacaceae
- ชื่อสามัญ : Chinese smilax, Chinaroot, Glabrous greenbrier, Smooth greenbrier
- ชื่อท้องถิ่น : ยาหัว, หัวยาข้าวเย็น, ยาหัวข้อ, หัวยาจีนปักษ์ใต้, ข้าวเย็นโคกขาว, ถู่ฝูหลิง (Tu Fu Ling)
- ส่วนที่ใช้เป็นยา : เหง้าหรือหัวใต้ดิน โดยในทางเภสัชกรรมไทยเรียกเครื่องยาว่า Smilacis Glabrae Rhizoma
- ลักษณะเด่น : ไม้เถาเนื้อแข็ง อายุหลายปี เลื้อยพันต้นไม้อื่น มีมือเกาะ และมีเหง้าใต้ดินสะสมอาหาร
- รสยาในภูมิปัญญาไทย : มีการบันทึกว่าหัวมีรสกร่อย มัน หรือหวานเล็กน้อย และจัดเป็นยารสเย็นในบางตำรา
หมายเหตุ : ข้าวเย็นใต้ในบทความนี้หมายถึง Smilax glabra Roxb. ซึ่งแตกต่างจากพืชที่บางแหล่งเรียก “ข้าวเย็นใต้ (หัวฆ้อนกระแต)” ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ Premna herbacea Roxb. การระบุชื่อวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญต่อการตรวจสอบวัตถุดิบสมุนไพร
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง อายุหลายปี ลำต้นและกิ่งมีลักษณะกลม ผิวค่อนข้างเรียบ สีน้ำตาลเมื่อแก่ ลำต้นมีขนาดประมาณ 3–5 มิลลิเมตร และสามารถเลื้อยได้ประมาณ 1–4 เมตรหรือมากกว่า กิ่งอาจคดเป็นช่วง ๆ มีมือเกาะเส้นเล็กเกิดบริเวณก้านใบ ช่วยให้เถาพันยึดเกาะต้นไม้อื่น
- เหง้าและราก : มีเหง้าหรือหัวใต้ดินค่อนข้างหนา รูปร่างกลม แบน หรือเป็นก้อนผิดรูป ขนาดโดยทั่วไปประมาณ 2–5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5–22 เซนติเมตร ผิวมีสีน้ำตาลเหลืองถึงน้ำตาลเทา มีรอยแตก ร่อง และปุ่มจากตำแหน่งรากฝอย เนื้อภายในมีสีขาวถึงขาวอมเหลือง ซึ่งเป็นลักษณะที่ใช้ประกอบการจำแนก “ข้าวเย็นใต้” ตามภูมิปัญญาการใช้เครื่องยา
- ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอก รูปรีแกมใบหอก หรือรูปไข่แกมใบหอก ขนาดประมาณ 5–18 × 2–7 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างหนาและเหนียว ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบหนาและมีเส้นใบเด่นประมาณ 5 เส้น ด้านบนมักเป็นสีเขียวและค่อนข้างมัน ส่วนด้านล่างมีสีอ่อนหรือมีลักษณะคล้ายผงสีขาวเคลือบอยู่ ก้านใบมีปีกแคบและมีมือเกาะเป็นเส้นเล็ก ๆ
- ดอก : ออกเป็นช่อดอกแบบช่อกระจุกคล้ายร่มตามซอกใบ ช่อหนึ่งมีดอกจำนวนมาก ดอกมีขนาดเล็ก สีเขียวอ่อนถึงเขียวอมเหลือง ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกกันอยู่คนละต้น กลีบรวมมี 6 กลีบ เกสรเพศผู้มี 6 อัน ส่วนดอกเพศเมียมีรังไข่และเกสรเพศเมียที่พัฒนาต่างจากดอกเพศผู้
- ผล : เป็นผลสดแบบมีเนื้อ รูปทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5–10 มิลลิเมตร เมื่ออ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินดำหรือดำอมฟ้า และอาจมีผงสีขาวเคลือบผิว ผลมีเมล็ดประมาณ 1–3 เมล็ด
- ช่วงออกดอกและติดผล : แหล่งข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ระบุว่าช่วงออกดอกอยู่ประมาณเดือนกรกฎาคม–พฤศจิกายน และติดผลประมาณเดือนพฤศจิกายน–เมษายน ทั้งนี้ช่วงเวลาอาจแตกต่างตามภูมิอากาศและพื้นที่
ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
- ถิ่นกำเนิด : อยู่ในเขตร้อนและกึ่งร้อนของเอเชีย โดยมีแหล่งกระจายพันธุ์ตั้งแต่จีน อินเดียและเทือกเขาหิมาลัย ไปจนถึงภูมิภาคอินโดจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย : พบในพื้นที่ป่าและบริเวณที่มีร่มเงา โดยฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิตของประเทศไทยระบุพื้นที่พบ เช่น เชียงใหม่ เลย นครพนม ตราด และจันทบุรี และพบในป่าดิบเขาและป่าดิบแล้งบางพื้นที่
- สภาพแวดล้อมที่พบ : ป่าชื้น ชายป่า ป่าละเมาะ พื้นที่ลาดเขา หุบเขา และบริเวณที่มีพืชพรรณให้เถาเลื้อยเกาะ โดยในประเทศจีนพบได้ตั้งแต่ระดับประมาณ 300–1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล
การปลูกและการขยายพันธุ์
- สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ควรปลูกในดินที่มีอินทรียวัตถุ ระบายน้ำได้ดี มีความชื้นสม่ำเสมอ และได้รับแสงแดดรำไรถึงแสงปานกลาง เนื่องจากเป็นไม้เถาที่พบได้ตามป่าและพื้นที่กึ่งร่มเงา
- การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : สามารถใช้เมล็ดแก่เพาะขยายพันธุ์ได้ แต่เมล็ดของ Smilax glabra มีภาวะพักตัว ทำให้การงอกตามธรรมชาติค่อนข้างช้า งานวิจัยล่าสุดศึกษาการใช้การปรับอุณหภูมิแบบ stratification เพื่อช่วยกระตุ้นการงอกของเมล็ด
- การขยายพันธุ์ด้วยส่วนใต้ดิน : สามารถใช้ส่วนของเหง้าหรือรากที่มีตาเจริญนำไปปลูกใหม่ได้ และเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการคงลักษณะของต้นแม่
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : มีงานวิจัยในประเทศไทยพบว่าสามารถเพิ่มจำนวนยอดจากข้อของต้น S. glabra ในอาหารสูตร MS ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต และสามารถชักนำรากก่อนนำต้นออกปลูกในโรงเรือนได้ โดยรายงานอัตรารอดหลังย้ายปลูก 77.5% ในเงื่อนไขการทดลอง
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- เหง้าหรือหัวใต้ดิน : เป็นส่วนที่ใช้เป็นยาหลัก โดยขุดขึ้นมาทำความสะอาด ตัดรากฝอยออก แล้วนำไปทำให้แห้ง หรือฝานเป็นแผ่นบางก่อนทำให้แห้ง
- ชื่อเครื่องยา : Smilacis Glabrae Rhizoma
- คุณลักษณะของเครื่องยาแห้ง : เหง้ามีผิวสีน้ำตาลเหลืองถึงน้ำตาลเทา มีร่องและปุ่มราก เนื้อในสีขาวอมเหลือง
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและพื้นบ้าน
- แก้น้ำเหลืองเสีย : ใช้หัวเป็นส่วนประกอบในตำรับยาพื้นบ้าน
- แก้ประดง : ใช้หัวในตำรับยาไทยและพื้นบ้าน
- ช่วยขับปัสสาวะ : มีการใช้หัวในตำรับพื้นบ้านสำหรับอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ
- แก้ปัสสาวะพิการ : พบการบันทึกในตำรับยาไทย
- แก้อาการร้อนในและกระหายน้ำ : ใช้หัวตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- แก้ผื่นคันและอาการทางผิวหนัง : ใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับฝี แผล ผื่นคัน และภาวะผิวหนังอักเสบ
- แก้ปวดข้อ ปวดหลัง ปวดเอว และปวดเมื่อย : พบการใช้หัวในตำรับยาไทยและตำรับพื้นบ้าน
- แก้ไข้และถอนพิษร้อน : ตำรับบางพื้นที่จัดหัวเป็นยารสเย็น ใช้ในกลุ่มอาการไข้และความร้อนในร่างกาย
- ใช้ในตำรับโรคทางเดินปัสสาวะ : งานชาติพันธุ์วรรณนาของไทยพบว่า S. glabra มีความสอดคล้องของข้อมูลการใช้สูงในกลุ่มโรคระบบทางเดินปัสสาวะ
- ใช้ในตำรับ “ข้าวเย็นทั้งสอง” : ข้าวเย็นใต้และข้าวเย็นเหนือมักใช้ร่วมกันในตำรับยาไทยหลายชนิด
การใช้ในตำรับยา
- พบเป็นส่วนประกอบของตำรับ ยาแก้ไข้ทับระดูและระดูทับไข้
- พบใช้ร่วมกับข้าวเย็นเหนือในตำรับยาพื้นบ้านและตำรับยาไทยหลายชนิด
- มีการใช้ในตำรับที่เกี่ยวข้องกับโรคผิวหนัง ต่อมน้ำเหลือง และระบบทางเดินปัสสาวะ
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากตำรายาไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อพิสูจน์ว่าสมุนไพรสามารถรักษาโรคดังกล่าวได้โดยลำพัง
วิธีใช้
- การเตรียมยาแห้ง : ขุดเหง้าในช่วงฤดูร้อนหรือฤดูใบไม้ร่วง ตัดรากฝอย ล้างให้สะอาด แล้วตากหรืออบให้แห้ง หรือฝานเป็นแผ่นบางก่อนทำให้แห้ง
- การใช้ตามตำรับพื้นบ้าน : มีข้อมูลการใช้เหง้าแห้งประมาณ 15–60 กรัม ต้มกับน้ำแล้วรับประทาน ทั้งนี้ขนาดดังกล่าวเป็นข้อมูลจากตำรับพื้นบ้าน ไม่ควรนำไปใช้เป็นขนาดยาสำหรับรักษาโรคด้วยตนเอง
- การใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น : มักใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับหลายชนิด โดยเฉพาะ “ข้าวเย็นทั้งสอง” ซึ่งประกอบด้วยข้าวเย็นใต้และข้าวเย็นเหนือ
หมายเหตุ : การใช้สมุนไพรเพื่อรักษาโรคควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์แผนไทย เภสัชกร หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ด้านสมุนไพร โดยเฉพาะการใช้ขนาดสูงหรือใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน
ในบัญชียาจากสมุนไพร
- ข้าวเย็นใต้เป็นตัวยาในตำรับยาแผนไทย ที่อยู่ในระบบรายการยาจากสมุนไพร โดยไม่ได้หมายความว่าการใช้ข้าวเย็นใต้เดี่ยว ๆ เป็นยารักษาโรคทุกข้อบ่งใช้
- มีหลักฐานจากเอกสารของ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ว่า Smilax glabra Roxb. หรือ Smilacis Glabrae Rhizoma เป็นตัวยาใน ยาแก้ไข้ทับระดูและระดูทับไข้ สูตร 3 ชนิดยาต้ม โดยใช้หัวข้าวเย็นใต้ 60 กรัมในตำรับรวม 240 กรัม
- นอกจากนี้ยังพบข้าวเย็นใต้ในตำรับยาพื้นบ้านและตำรับยาที่มีการศึกษาและพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร เช่น ตำรับยาครีมเหลืองสุราษฎร์
สาระสำคัญ
- Astilbin : เป็นสารกลุ่ม flavanonol glycoside ที่พบเด่นในเหง้า และได้รับความสนใจด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบ
- Taxifolin : สารกลุ่ม flavonoid ที่พบในเหง้า
- Neoastilbin, isoastilbin และ neoisoastilbin : เป็นสารฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ที่พบใน S. glabra
- Engeletin และ smitilbin : สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่มีรายงานการแยกได้จากเหง้า
- Sarsasapogenin และ steroidal compounds : เป็นกลุ่มสารสเตียรอยด์/ซาโปนินที่พบในสกุล Smilax
- สารประกอบฟีนอลิกและกรดฟีนอลิก : เป็นอีกกลุ่มสำคัญที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัด
องค์ประกอบทางเคมี
- Flavonoids และ flavonoid glycosides : astilbin, neoastilbin, isoastilbin, neoisoastilbin, taxifolin, naringenin, engeletin, smitilbin และ quercetin derivatives
- Phenolic compounds : กลุ่มสารฟีนอลและกรดฟีนอลิกหลายชนิด
- Phenylpropanoids : พบสารในกลุ่ม phenylpropanoid derivatives
- Stilbenes และ stilbenolignans : มีรายงานการตรวจพบสารกลุ่มนี้ในเหง้า
- Steroids และ steroidal saponins : รวมถึงสารที่เกี่ยวข้องกับ sarsasapogenin และ sapogenins อื่น ๆ
- Polysaccharides : เหง้ามีพอลิแซ็กคาไรด์ที่ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ทางภูมิคุ้มกัน
- งานทบทวนทางวิชาการรวบรวมสารประกอบจาก S. glabra ได้มากกว่า 200 ชนิด และพบว่ากลุ่มฟลาโวนอยด์เป็นกลุ่มสารสำคัญกลุ่มหนึ่งของพืชชนิดนี้
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- งานวิจัยด้านชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ในประเทศไทย : การศึกษาพืชสกุล Smilax ในประเทศไทยพบ 11 ชนิดที่มีการใช้ทางยา และ S. glabra เป็นชนิดที่มีค่าความสำคัญจากการใช้สูงที่สุด โดยมีค่า Use Value 0.67 และ Relative Frequency Citation 0.39
- งานวิจัยด้านการตรวจสอบเอกลักษณ์ : มีการใช้ลักษณะทางสัณฐานวิทยาร่วมกับ chromatographic fingerprinting เพื่อแยกแหล่งที่มาของเครื่องยา “หัวข้าวเย็น” ซึ่งช่วยลดปัญหาการใช้พืชต่างชนิดแทนกัน
- งานวิจัยด้านสารเคมี : มีการแยกและระบุสารฟลาโวนอยด์หลายชนิดจากเหง้าข้าวเย็นใต้ เช่น astilbin, taxifolin และสารอนุพันธ์อื่น ๆ
- งานวิจัยด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ : สามารถเพิ่มจำนวนยอดและชักนำรากของ S. glabra ได้ภายใต้สภาวะเพาะเลี้ยงที่เหมาะสม ซึ่งมีประโยชน์ต่อการผลิตต้นพันธุ์และการอนุรักษ์
- งานวิจัยด้านเภสัชวิทยา : มีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อจุลชีพ ต้านไวรัส ปกป้องตับ ปกป้องไต และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง
- หลักฐานทางคลินิก : งานทบทวนปี 2022 ระบุว่าหลักฐานจำนวนมากยังมาจากสารสกัด การทดลองในหลอดทดลอง และสัตว์ทดลอง และยังมีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกและความเป็นพิษระยะยาวของ S. glabra โดยตรงค่อนข้างจำกัด
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและตำรายา : มีข้อมูลการใช้ต่อเนื่องในแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนจีน
- ระดับชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ : มีหลักฐานจากการสัมภาษณ์หมอพื้นบ้านและการสำรวจการใช้จริงในประเทศไทย
- ระดับห้องปฏิบัติการ : มีข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับสารสกัดและสารสำคัญ เช่น astilbin ในด้านต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านจุลชีพ และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น ๆ
- ระดับสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลสนับสนุนบางด้าน เช่น การอักเสบ ไต ตับ ภูมิคุ้มกัน และการเผาผลาญกรดยูริก
- ระดับการทดลองในมนุษย์ : มีข้อมูลจากตำรับยาจีนที่มี S. glabra เป็นส่วนประกอบ แต่ไม่ควรนำผลของตำรับหลายสมุนไพรมาเท่ากับหลักฐานของ ข้าวเย็นใต้เดี่ยว ๆ
- ภาพรวม : หลักฐานสำหรับการนำ S. glabra มาใช้เป็นยารักษาโรคเฉพาะอย่างยังอยู่ในระดับ ก่อนคลินิกเป็นส่วนใหญ่ และต้องการการทดลองแบบสุ่มควบคุมที่ศึกษา S. glabra โดยตรงเพิ่มเติม
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดและสารสำคัญ เช่น astilbin และ flavonoids แสดงความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบ : มีข้อมูลจากการทดลองในเซลล์และสัตว์ทดลองว่าสารสกัดและสารสำคัญบางชนิดอาจลดกระบวนการอักเสบ
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : มีรายงานฤทธิ์ต่อแบคทีเรียและจุลชีพบางชนิด
- ฤทธิ์ต้านไวรัส : มีการศึกษาสารสกัดและโปรตีนจากเหง้าที่แสดงฤทธิ์ต่อไวรัสบางชนิดในระบบทดลอง
- ฤทธิ์ปกป้องตับ : สารสกัดที่มี flavonoid สูงมีข้อมูลสนับสนุนจากแบบจำลองสัตว์ทดลอง
- ฤทธิ์ปกป้องไต : astilbin และสารสกัดได้รับการศึกษาในแบบจำลองโรคไตจากเบาหวาน
- ฤทธิ์ลดกรดยูริกและเกี่ยวข้องกับโรคเกาต์ : งานทบทวนและการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดของตำรับที่มี S. glabra พบแนวโน้มลดระดับกรดยูริกและตัวชี้วัดการอักเสบ แต่ความเชื่อมั่นของหลักฐานอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง และส่วนใหญ่เป็น ตำรับสมุนไพรหลายชนิด ไม่ใช่ข้าวเย็นใต้เดี่ยว ๆ
- ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง : มีข้อมูลระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าข้าวเย็นใต้สามารถรักษาหรือป้องกันมะเร็งในมนุษย์ได้
ความปลอดภัย
- งานศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดน้ำจากเหง้า S. glabra ไม่ทำให้สัตว์ทดลองตายหรือเกิดความผิดปกติรุนแรงในขนาดทดลองสูง อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองในสัตว์ไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยในมนุษย์ได้โดยตรง
- งานทบทวนทางวิชาการระบุว่ายังมีข้อมูลด้าน พิษวิทยาและความปลอดภัยระยะยาว ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- การใช้เป็นอาหารหรือชาสมุนไพรในวัฒนธรรมเอเชียมีประวัติการใช้ยาวนาน แต่ ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดขึ้นกับชนิดของสารสกัด ปริมาณ และคุณภาพวัตถุดิบ
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่แพ้พืชสกุล Smilax ควรหลีกเลี่ยง
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหรือขนาดยาเพื่อการรักษา เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยเฉพาะกลุ่มยังไม่เพียงพอ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
- ไม่ควรใช้ข้าวเย็นใต้แทนการรักษาโรคมะเร็ง การติดเชื้อ หรือโรคเรื้อรัง โดยไม่ได้รับการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์
- ควรหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบที่ไม่สามารถยืนยันชนิดพืชได้ เพราะชื่อ “ข้าวเย็นใต้” ในตลาดสมุนไพรอาจหมายถึงพืชต่างชนิดกัน
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
- CYP3A4 และ CYP2D6 : งานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการพบว่า astilbin, neoastilbin และ isoastilbin อาจมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ CYP3A4 และ CYP2D6 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงยาหลายชนิดในร่างกาย
- ความสำคัญทางคลินิกของปฏิกิริยาดังกล่าว ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดในมนุษย์
- ผู้ที่ใช้ยาซึ่งมีช่วงความปลอดภัยแคบ หรือใช้ยาที่ผ่าน CYP3A4/CYP2D6 เป็นหลัก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ข้าวเย็นใต้เข้มข้น
หมายเหตุ : ข้อมูลปฏิกิริยาระหว่างยาและสมุนไพรส่วนหนึ่งมาจากการทดลองระดับเซลล์หรือเอนไซม์ จึงยังไม่ควรตีความว่าเกิดปฏิกิริยากับยาทุกชนิดในผู้ป่วยจริง
การใช้ในอาหาร
- เครื่องดื่มและชาสมุนไพร : เหง้าข้าวเย็นใต้มีการนำไปใช้ทำเครื่องดื่มและชาสมุนไพรในเอเชีย
- อาหารและของหวาน : ในจีนมีการนำเหง้ามาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ
- แหล่งแป้ง : รากหรือเหง้าที่ปรุงสุกสามารถนำไปทำให้แห้งและบดเป็นผงได้ และมีรายงานว่ามีแป้งเป็นองค์ประกอบ
- อาหารพื้นบ้าน : การใช้เป็นอาหารมีประวัติในเอกสารการแพทย์แผนจีนมาเป็นเวลานาน โดยมีการบันทึกการใช้เป็นอาหารตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพร
- ผลิตภัณฑ์อาหารสมุนไพร
- ผลิตภัณฑ์สารสกัดจากเหง้า
- ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรและตำรับแพทย์แผนจีน
- ตำรับยาแผนไทย ที่ใช้ข้าวเย็นใต้เป็นส่วนประกอบ
- ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอก : มีการนำข้าวเย็นใต้ไปเป็นส่วนประกอบของตำรับสมุนไพรบางชนิด เช่น ตำรับครีมเหลืองสุราษฎร์ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ช่วงเก็บเกี่ยว : ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรระบุว่าสามารถขุดเหง้าในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง
- ขั้นตอนหลังเก็บเกี่ยว : ตัดรากฝอยและส่วนที่ไม่ต้องการออก ล้างดินให้สะอาด แล้วฝานเป็นแผ่นบางหรือทำให้แห้งทั้งชิ้น
- การทำให้แห้ง : ควรทำให้แห้งอย่างทั่วถึงเพื่อป้องกันเชื้อราและการเสื่อมคุณภาพ
- การเก็บรักษา : เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แสง และแมลง
- การควบคุมคุณภาพ : ควรตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์และคุณภาพทางเคมี โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นวัตถุดิบยา เนื่องจาก “หัวข้าวเย็น” สามารถเกิดปัญหาการสับสนหรือปะปนกับพืชชนิดอื่นได้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- ภาคอีสานและภาคเหนือ : มีชื่อเรียก เช่น ยาหัว หัวยาข้าวเย็น และยาหัวข้อ
- ภาคใต้ : มีชื่อเรียกว่าหัวยาจีนปักษ์ใต้
- ภูมิปัญญาสุโขทัย : มีการใช้หัวใต้ดินเป็นส่วนประกอบในยาต้มหลายตำรับ
- “ข้าวเย็นทั้งสอง” : เป็นชื่อเรียกการใช้ข้าวเย็นใต้ร่วมกับข้าวเย็นเหนือในตำรับยาไทย
- ตำรับพื้นบ้าน : มีการใช้ในกลุ่มอาการทางผิวหนัง ระบบทางเดินปัสสาวะ อาการปวดข้อ และกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำเหลือง
- งานศึกษาชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ในประเทศไทยพบว่า S. glabra เป็นหนึ่งในพืชสกุล Smilax ที่มีการใช้ทางยามากที่สุด และเป็นชนิดที่มีค่าความสำคัญจากการใช้สูงสุดในการศึกษาดังกล่าว
ประวัติและวัฒนธรรม
- การแพทย์แผนจีน : Smilax glabra หรือ “ถู่ฝูหลิง” มีประวัติการใช้ยาวนาน โดยมีการบันทึกในตำรายา Ben Cao Jing Ji Zhu ตั้งแต่ช่วงราชวงศ์เหนือ–ใต้ ประมาณ ค.ศ. 420–589
- ต่อมาในสมัยราชวงศ์ถังมีบันทึกการนำมาใช้เป็นอาหาร และตำรายาในสมัยราชวงศ์ซ่ง หมิง และชิงได้กล่าวถึงการใช้เพื่ออาการเกี่ยวกับผิวหนัง การติดเชื้อ ระบบทางเดินปัสสาวะ และข้อกระดูก
- การแพทย์แผนไทย : ข้าวเย็นใต้เป็นหนึ่งในกลุ่มพืชที่รู้จักในชื่อ “หัวข้าวเย็น” และถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับโรคผิวหนัง น้ำเหลือง และโรคเรื้อรัง
สถานะการอนุรักษ์
- ฐานข้อมูล World Flora Online ที่ตรวจสอบสำหรับ Smilax glabra ไม่ได้แสดงการจัดสถานะ IUCN ไว้ในหน้าข้อมูลดังกล่าว
- อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้านทรัพยากรในประเทศไทยควรได้รับความสนใจด้านการอนุรักษ์ เนื่องจากมีการเก็บเหง้าจากธรรมชาติเป็นจำนวนมาก และงานศึกษาชาติพันธุ์พฤกษศาสตร์ระบุว่าการเก็บเกี่ยวมากเกินไปอาจเป็นภัยคุกคามต่อ S. glabra โดยเฉพาะชนิดที่มีการใช้สูง
- แนวทางอนุรักษ์ที่เหมาะสม : ส่งเสริมการปลูกทดแทน การขยายพันธุ์ด้วยเหง้าและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ลดการขุดจากประชากรธรรมชาติ และจัดทำระบบตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Liliopsida
- อันดับ (Order) : Liliales
- วงศ์ (Family) : Smilacaceae
- สกุล (Genus) : Smilax
- ชนิด (Species) : Smilax glabra Roxb.
ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับในปัจจุบันคือ Smilax glabra Roxb. และ Kew Plants of the World Online รับรองชื่อนี้เป็นชื่อที่ยอมรับ โดยจัดอยู่ในวงศ์ Smilacaceae อันดับ Liliales
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
- ตรวจลักษณะภายนอก : เหง้าหนา รูปร่างไม่แน่นอน ผิวสีน้ำตาลเหลืองถึงน้ำตาลเทา มีรอยแตก ร่อง และรอยของรากฝอย
- ตรวจเนื้อภายใน : เนื้อเหง้าของข้าวเย็นใต้โดยทั่วไปมีสีขาวถึงขาวอมเหลือง ซึ่งเป็นลักษณะที่ใช้ช่วยแยกจากข้าวเย็นเหนือที่มักมีเนื้อเหง้าออกแดงหรือแดงน้ำตาล
- ตรวจลักษณะพืชสด : ใบรูปใบหอกหรือรูปรีแกมใบหอก ด้านล่างสีอ่อนหรือมีผงสีขาว และมีมือเกาะที่ก้านใบ
- ตรวจลักษณะดอกและผล : ช่อดอกแบบร่ม ดอกขนาดเล็กสีเขียวอมเหลือง และผลกลมเมื่อสุกมีสีดำอมฟ้าหรือสีน้ำเงินดำ
- ตรวจทางเภสัชเวทและเคมี : สามารถใช้ลักษณะทางจุลทรรศน์และ chromatographic fingerprint ร่วมกับสารบ่งชี้ เช่น astilbin เพื่อยืนยันเอกลักษณ์และควบคุมคุณภาพ
- ตรวจ DNA : การใช้ DNA barcoding และเทคนิค Bar-HRM สามารถช่วยแยกพืชกลุ่ม “หัวข้าวเย็น” ที่มีลักษณะคล้ายกันและลดปัญหาการใช้วัตถุดิบผิดชนิด
หมายเหตุ : การตรวจสอบเหง้าแห้งด้วยลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ผ่านการตัดหรือบด ควรใช้การตรวจทางเภสัชเวท เคมี หรือ DNA ในกรณีที่ต้องการความถูกต้องสูง
คำเตือนทางการแพทย์
- ข้าวเย็นใต้ไม่ควรใช้แทนยาแผนปัจจุบัน โดยเฉพาะในโรคมะเร็ง โรคติดเชื้อ โรคไต หรือโรคเรื้อรัง
- หลักฐานฤทธิ์ ต้านมะเร็ง ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง จึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวว่าข้าวเย็นใต้สามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้
- ผู้ที่รับประทานยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากมีข้อมูลระดับห้องทดลองเกี่ยวกับผลต่อเอนไซม์ CYP3A4 และ CYP2D6
- ไม่ควรใช้วัตถุดิบที่ไม่ทราบชนิดหรือแหล่งที่มา เพราะชื่อ “ข้าวเย็นใต้” มีการใช้เรียกพืชมากกว่าหนึ่งชนิดในตลาดสมุนไพร
- หากเกิดผื่น คัน บวม คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการผิดปกติหลังใช้ ควรหยุดใช้และขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
- งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับตำรับ S. glabra ในโรคเกาต์พบผลข้างเคียงที่รายงานส่วนใหญ่เป็นอาการทางเดินอาหารและผื่น และข้อมูลระยะยาวยังจำกัด จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยสำหรับการใช้ต่อเนื่องในทุกคน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2566). ข้อมูลรายการอ้างอิงตำรับยาแผนไทย I 117. กระทรวงสาธารณสุข.
- จิระเกียรติกุล, ย., สองศรี, อ., ฤทธิไชย, ภ., & อิฐรัตน์, อ. (2558). การขยายพันธุ์หัวข้าวเย็น (Smilax glabra Roxb.) ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ. Thai Science and Technology Journal, 23(1).
- มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. (2563). ข้าวเย็นใต้. ฐานข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดกำแพงเพชร-ตาก.
- Pansumrit, P., Nguanchoo, V., & Bongcheewin, B. (2022). An ethnobotanical study of the genus Smilax in Thailand and its botanical authentication for Hua-khao-yen crude drugs. Pharmaceutical Sciences Asia, 49(3), 230–241.
- Itharat, A. (2010). Comparative biological activities of five Thai medicinal plants called Hua-Khao-Yen. Thai Journal of Pharmacology, 32(1).
- Wu, H., Wang, Y., Zhang, B., et al. (2022). Smilax glabra Roxb.: A review of its traditional usages, phytochemical constituents, pharmacological properties, and clinical applications. Drug Design, Development and Therapy, 16, 3621–3643. https://doi.org/10.2147/DDDT.S374439
- Wang, X., et al. (2018). Ethnomedicine, phytochemistry and pharmacology of Smilax glabra: An important traditional Chinese medicine. American Journal of Chinese Medicine. https://doi.org/10.1142/S0192415X18500143
- Xu, S., Shang, M., Liu, G., et al. (2013). Chemical constituents from the rhizomes of Smilax glabra and their antimicrobial activity. Molecules, 18(5), 5265–5287.
- World Flora Online. (2026). Smilax glabra Roxb. World Flora Online.
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Smilax glabra Roxb. Plants of the World Online.
- Liu, Q., et al. (2026). Multidimensional therapeutic advantages of Smilax glabra (Tufuling)-containing formulae in gout: An integrated systematic review and network pharmacology-based prediction. Frontiers in Endocrinology. https://doi.org/10.3389/fendo.2026.1863098

