ข้าวเม่านก
ข้าวเม่านก เป็นสมุนไพรพื้นบ้านในวงศ์ถั่ว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi พบกระจายพันธุ์ในประเทศไทยและหลายประเทศในเขตร้อนของเอเชีย นิยมใช้ ราก ใบ และทั้งต้น ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านในรูปแบบยาต้ม ยาพอก และการใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น โดยมีงานวิจัยสมัยใหม่เริ่มศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ยับยั้งเอนไซม์ PDE-5 และสารออกฤทธิ์กลุ่มฟลาโวนอยด์ ไอโซฟลาโวนอยด์ และฟีนิลโพรพานอยด์ อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการ จึงไม่ควรนำผลการทดลองมาใช้ยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคในมนุษย์โดยตรง
ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร
- ชื่อสมุนไพร : ข้าวเม่านก
- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi
- ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ที่พบในเอกสาร : Desmodium triquetrum (L.) DC., Hedysarum triquetrum L. และชื่อพ้องอื่น ๆ
- วงศ์ : Fabaceae (Leguminosae) วงศ์ถั่ว
- วงศ์ย่อย : Faboideae
- สกุล : Tadehagi
- ชื่อท้องถิ่น : มะแฮะนก, หญ้าคอตุง, ขี้กะตืด, ขี้กะตืดแป, คอกิ่ว, บอกบ่อ, หญ้าใบเลี่ยม, ตุ๊ดต๊กงล, หน่อเจ๊าะบิ๊ค่อ, หญ้าคอตุงตัวเมีย, ตานคอม้า, ปอบหนอน, หนอนหน่าย, หนอนกิ่ว และชื่อท้องถิ่นอื่นตามกลุ่มชาติพันธุ์
- ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ : Trefle Gros, Triquetrous Tadehagi
- ลักษณะการดำรงชีวิต : เป็นพืชล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก โดยแหล่งข้อมูลอนุกรมวิธานสมัยใหม่จัดเป็นไม้พุ่มหรือพืชหลายปีที่มีลักษณะกึ่งเลื้อย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
- ต้น : ข้าวเม่านกเป็นพืชล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 15–50 เซนติเมตรตามข้อมูลพรรณไม้ไทยที่ใช้กันทั่วไป ลำต้นและกิ่งแตกแขนงมาก กิ่งอ่อนมีลักษณะเป็นเหลี่ยมหรือสันสามเหลี่ยม ยอดและกิ่งอ่อนมักมีสีแดงอมม่วงหรือแดงเป็นมัน หูใบมีลักษณะคล้ายปีกและอาจมีสีเงินหรือเทาในระยะแรก เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลชา
- ใบ : เป็นใบประกอบแบบมีใบย่อยเพียง 1 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่ รูปไข่แกมขอบขนาน จนถึงรูปใบหอก ขนาดโดยทั่วไปประมาณ 2–5 เซนติเมตร กว้าง และ 8–17 เซนติเมตรยาว ขึ้นอยู่กับแหล่งพันธุ์และสภาพแวดล้อม ด้านบนของใบค่อนข้างเรียบ ส่วนด้านล่างมีขน ก้านใบแผ่เป็นปีกแคบ ๆ ซึ่งเป็นลักษณะที่ช่วยในการจำแนกพืชชนิดนี้
- ดอก : ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบและบริเวณปลายกิ่ง ช่อมีลักษณะค่อนข้างเป็นทรงกระบอก ดอกมีรูปร่างแบบดอกถั่ว กลีบดอกมีสีม่วงหรือม่วงอมชมพู บางแหล่งรายงานว่าบริเวณโคนกลีบอาจมีสีแดง ดอกมีองค์ประกอบของดอกแบบพืชวงศ์ถั่วและเป็นดอกสมบูรณ์เพศ
- ผล : เป็นฝักแบนยาว รูปขอบขนาน และคอดเป็นข้อประมาณ 5–8 ข้อ แต่ละข้อมีเมล็ด 1 เมล็ด ฝักมีขนขนาดเล็กหรือขนคล้ายตะขอกระจายอยู่ เมื่อผลยังอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จัดหรือสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง และเมื่อแห้งมีสีน้ำตาล ข้อของฝักสามารถแยกออกจากกันได้ ทำให้เมล็ดกระจายไปยังบริเวณใกล้เคียง

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์
ข้าวเม่านก มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย ปัจจุบันพบกระจายพันธุ์ตั้งแต่จีนตอนใต้ อินเดีย ศรีลังกา เนปาล เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ไปจนถึงบางพื้นที่ของนิวกินีและออสเตรเลียตะวันตกเฉียงเหนือ ในประเทศไทยพบได้หลายภูมิภาค โดยมักขึ้นตาม ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ทุ่งหญ้า ไหล่เขา พื้นที่รกร้าง และริมทาง สามารถพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำจนถึงประมาณ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลตามข้อมูลพรรณไม้ไทย
การปลูกและการขยายพันธุ์
- การขยายพันธุ์ : นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
- การเพาะเมล็ด : เมล็ดของพืชชนิดนี้มีลักษณะการพักตัวบางส่วน งานศึกษาพบว่าการจัดการเมล็ดก่อนเพาะสามารถเพิ่มการงอกได้ และมีรายงานการงอกของเมล็ดที่ไม่ผ่านการทำลายเปลือกได้มากกว่า 90% ภายในประมาณ 30 วันในการศึกษาหนึ่ง
- สภาพแวดล้อม : สามารถเจริญได้ในพื้นที่เปิดและพื้นที่ป่าที่มีแสงค่อนข้างมาก รวมทั้งดินหลายประเภทตั้งแต่ดินทรายจนถึงดินเหนียว
- การดูแล : เนื่องจากเป็นพืชที่พบขึ้นเองตามธรรมชาติ จึงควรเน้นพื้นที่ระบายน้ำดี ไม่แฉะ และมีแสงเพียงพอ โดยรายละเอียดการให้ปุ๋ยและระบบน้ำสำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์ยังมีข้อมูลจำกัด
หมายเหตุ : การใช้กรดซัลฟิวริกเข้มข้นเพื่อกระตุ้นการงอกที่มีรายงานในงานวิจัยไม่ควรนำมาทดลองเอง เพราะเป็นสารเคมีอันตรายและต้องดำเนินการภายใต้ระบบความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการ
ส่วนที่ใช้เป็นยา
- ราก : ใช้ในตำรับยาพื้นบ้านหลายพื้นที่ โดยเฉพาะตำรับเกี่ยวกับอาการปวดท้อง ท้องอืด และอาการปวดเมื่อย
- ใบ : ใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับอาการไข้ ร้อนใน ขับปัสสาวะ และใช้ภายนอกในบางภูมิปัญญา
- ทั้งต้น : ใช้ในตำรับยาพื้นบ้านสำหรับอาการไอเรื้อรัง ระบบทางเดินอาหาร และระบบทางเดินปัสสาวะ
- กิ่งและใบ : ใช้ในตำรับยาเย็นและตำรับพื้นบ้านบางชนิด
สรรพคุณทางสมุนไพร
ตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและตำรายาสมุนไพร
- ราก : ใช้ต้มน้ำรับประทานเพื่อบรรเทาอาการ ปวดท้อง ท้องอืด มีลมในท้อง และปวดเมื่อย ในภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์บางพื้นที่
- ราก : มีการใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้านสำหรับ ไข้และไข้มาลาเรีย
- ทั้งต้น : ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับ ไอเรื้อรังและอาการเกี่ยวกับปอด
- ใบและกิ่ง : ใช้ในตำรับพื้นบ้านสำหรับ แก้ไข้และร้อนใน
- ใบ : ใช้เป็นยาพื้นบ้านเพื่อ ขับปัสสาวะ และใช้ในตำรับเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
- ใบ : มีภูมิปัญญาการใช้สำหรับ ริดสีดวงทวาร ตานซาง และอาการผอมเหลือง
- ใบและลำต้น : บางกลุ่มชาติพันธุ์ใช้เป็นยาพื้นบ้านสำหรับ ขับพยาธิ
- ใบสด : ใช้ตำพอกหรือบดสำหรับ แผลและแผลที่มีหนอนในสัตว์เลี้ยง
- ใบแห้ง : มีภูมิปัญญานำไปแช่น้ำมันเพื่อใช้กับเส้นผมและหนังศีรษะ เช่น ปัญหารังแค
- รากและส่วนอื่นของต้น : มีการใช้ในภูมิปัญญาเพื่อบำรุงร่างกาย บำรุงเลือดลม และบำรุงกำลังในตำรับยาพื้นบ้านบางพื้นที่
หมายเหตุ : สรรพคุณข้างต้นเป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้านและเอกสารสมุนไพร ไม่ได้หมายความว่ามีหลักฐานทางคลินิกยืนยันประสิทธิผลในการรักษาโรคทุกข้อ
วิธีใช้
- ยาต้ม : ราก ใบ หรือทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำตามรูปแบบของตำรับพื้นบ้าน แล้วใช้รับประทาน
- ยาชง : ใบสามารถนำมาชงกับน้ำร้อนตามภูมิปัญญาพื้นบ้านบางแห่ง
- ยาพอก : ใบสดนำมาตำหรือบดแล้วใช้ภายนอกตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน
- ใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น : รากข้าวเม่านกมีการใช้ร่วมกับรากสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับพื้นบ้าน เช่น ตำรับบำรุงกำลังและตำรับแก้ไข้
- ใช้ภายนอกกับเส้นผม : มีภูมิปัญญาใช้ใบแห้งร่วมกับสมุนไพรอื่นแช่ในน้ำมันแล้วนำไปหมักผม
หมายเหตุ : ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานจากข้อมูลการใช้พื้นบ้านเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการใช้เพื่อรักษาโรคหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยก่อน
สาระสำคัญ
ข้าวเม่านก เป็นพืชที่มีสารพฤกษเคมีหลายกลุ่ม โดยสารที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ ฟลาโวนอยด์ ไอโซฟลาโวนอยด์ ฟีนิลโพรพานอยด์ไกลโคไซด์ คูมาริน ลิกแนน ไตรเทอร์พีนอยด์ สเตียรอยด์ และแทนนิน สารเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพืชชนิดนี้
องค์ประกอบทางเคมี
มีรายงานการแยกและระบุสารประกอบจากข้าวเม่านกหลายชนิด ได้แก่
- กลุ่มฟลาโวนอยด์ : kaempferol, quercetin, aromadendrin, baicalein, naringin และ neohesperidin
- กลุ่มไอโซฟลาโวนอยด์ : triquetrumones A–H, cyclokievitone และ yukovanol
- กลุ่มฟีนิลโพรพานอยด์ไกลโคไซด์ : tadehaginoside และอนุพันธ์ tadehaginosides หลายชนิด
- กลุ่มลิกแนน : tadehaginosin
- กลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์ : ursolic acid, betulinic acid และสารในกลุ่ม friedelane
- กลุ่มสเตียรอยด์ : β-sitosterol, stigmasterol และ daucosterol
- สารอื่น ๆ : p-hydroxycinnamic acid, 2-O-methyl-L-chiro-inositol, galactitol, saccharose และกรดไขมันบางชนิด
- น้ำมันหอมระเหย : งานวิจัยปี 2023 ตรวจพบสารอินทรีย์ 58 ชนิด โดยองค์ประกอบเด่น ได้แก่ palmitic acid, 1-octen-3-ol, caryophyllene, (Z)-18-octadec-9-enolide และ 3-hexen-1-ol
งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยเกี่ยวกับ Tadehagi triquetrum มีทั้งการศึกษาด้านองค์ประกอบทางเคมี การทดลองในหลอดทดลอง และการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา แต่หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด
- งานวิจัยจากประเทศไทยพบว่าสารสกัดน้ำและเอทานอลจากใบมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านจุลชีพ ในการทดลอง
- สารสกัดน้ำตามรูปแบบตำรับยาพื้นบ้านที่ใช้ในการทดลองสามารถ ยับยั้งเอนไซม์ PDE-5 ได้ในระดับหนึ่ง
- สารกลุ่ม prenylated isoflavones ที่แยกจากพืชมีฤทธิ์ต้านพยาธิในระดับการทดลอง
- สาร tadehaginosin และสารคูมารินบางชนิดแสดงความสามารถเพิ่มการใช้กลูโคสในเซลล์ HepG2
- สารฟีนิลโพรพานอยด์ไกลโคไซด์บางชนิดมีรายงานเกี่ยวข้องกับการเพิ่มการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องกับ PPARγ และ GLUT-4
- น้ำมันหอมระเหยแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้ง acetylcholinesterase ในการทดลอง
ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
- ระดับภูมิปัญญาและชาติพันธุ์ : มีข้อมูลการใช้เป็นสมุนไพรในประเทศไทย เมียนมา จีน และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ระดับการศึกษาทางห้องปฏิบัติการ : มีหลักฐานค่อนข้างมากขึ้นเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ยับยั้ง PDE-5 ฤทธิ์ต่อการใช้กลูโคส และฤทธิ์ทางชีวภาพอื่น
- ระดับการศึกษาในสัตว์ทดลอง : มีข้อมูลบางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปประสิทธิผลในมนุษย์
- ระดับการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ : ยังมีข้อมูลจำกัด จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าข้าวเม่านกสามารถใช้รักษาโรคใดได้อย่างมีประสิทธิผลและปลอดภัยในมนุษย์
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดน้ำและเอทานอลจากใบแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในการทดสอบ DPPH และ ABTS โดยสารสกัดน้ำในการศึกษาหนึ่งมีค่า IC50 ต่อ ABTS ประมาณ 12.45 ± 0.14 µg/mL
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : สารสกัดมีฤทธิ์ต่อ Staphylococcus aureus, Escherichia coli และ Pseudomonas aeruginosa ในการทดลองบางระบบ ขณะที่สารสกัดไม่มีขั้วบางชนิดมีฤทธิ์ต่อเชื้อรา
- ฤทธิ์ยับยั้ง PDE-5 : สูตรสารสกัดน้ำที่จำลองจากการใช้ในตำรับพื้นบ้านสามารถยับยั้ง PDE-5 ได้ 60.45% ที่ความเข้มข้น 50 µg/mL ในการทดลองหนึ่ง ซึ่งยังไม่ใช่หลักฐานว่าสามารถรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในมนุษย์ได้
- ฤทธิ์เกี่ยวกับระดับน้ำตาล : tadehaginosin และสารบางกลุ่มเพิ่มการใช้กลูโคสในเซลล์เพาะเลี้ยง และมีการศึกษาเกี่ยวกับ PPARγ และ GLUT-4
- ฤทธิ์ต้านพยาธิ : triquetrumones A–C แสดงฤทธิ์ต้านพยาธิในระดับหนึ่งในการทดลอง
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์อื่น : มีการศึกษาสารฟลาโวนอยด์และสารสกัดในระบบทดลองหลายรูปแบบ แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันกลไกและความสำคัญทางคลินิก
ความปลอดภัย
ข้อมูลด้านความปลอดภัยของ ข้าวเม่านกในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยเฉพาะการใช้สารสกัดเข้มข้นหรือการรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน งานวิจัยบางส่วนศึกษาความเป็นพิษและฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดในสัตว์ทดลอง ขณะที่ข้อมูลด้านองค์ประกอบทางเคมีพบสารที่อาจมีฤทธิ์ต่อการเผาผลาญกลูโคสและการจับกับตัวรับเอสโตรเจน จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังในกลุ่มที่มีความเสี่ยงเฉพาะ
ข้อห้ามใช้
- ผู้ที่แพ้พืชในวงศ์ถั่ว ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เนื่องจากข้าวเม่านกอยู่ในวงศ์ Fabaceae
- หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นยารับประทาน เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยไม่เพียงพอ
- ผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือใช้ยาลดน้ำตาล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เนื่องจากมีข้อมูลการทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ต่อการใช้กลูโคส
- ผู้ที่มีโรคหรือภาวะที่ไวต่อฮอร์โมนเอสโตรเจน ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดรับประทานจนกว่าจะมีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจน เนื่องจากมีรายงานว่าสารบางชนิดสามารถจับกับ estrogen receptor ในการทดลอง
ปฏิกิริยาระหว่างสมุนไพรกับยา
ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เพียงพอในการระบุ ปฏิกิริยาระหว่างข้าวเม่านกกับยาชนิดใดอย่างแน่ชัด แต่มีประเด็นที่ควรระวังจากงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการ ได้แก่
- ยาลดน้ำตาลในเลือด : สารบางชนิดของข้าวเม่านกมีฤทธิ์เพิ่มการใช้กลูโคส จึงมีความเป็นไปได้เชิงทฤษฎีว่าอาจเสริมฤทธิ์ยาลดน้ำตาลได้
- ยาที่เกี่ยวข้องกับระบบฮอร์โมนเอสโตรเจน : สารบางชนิดมีความสามารถจับกับ estrogen receptor ในการทดลอง จึงควรระมัดระวังในผู้ใช้ยาฮอร์โมนหรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มโรคที่ไวต่อฮอร์โมน
- ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือระบบเอนไซม์ : ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกเพียงพอ จึงไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเมื่อใช้ร่วมกันโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
การใช้ในอาหาร
มีข้อมูลด้าน การใช้ข้าวเม่านกในภูมิปัญญาการถนอมอาหาร โดยเฉพาะการใช้ใบในการหมักปลาพื้นบ้าน ใบสดสามารถใช้ปิดบริเวณปากภาชนะหมักเพื่อช่วยลดการรบกวนจากแมลงวัน และมีรายงานการศึกษาว่าสารสกัดสามารถช่วยยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์บางชนิดได้
หมายเหตุ : การใช้เพื่อถนอมอาหารตามภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ควรตีความว่าสามารถทดแทนระบบควบคุมความปลอดภัยของอาหารหรือสารกันเสียมาตรฐานได้
การใช้ในผลิตภัณฑ์
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสารสกัดสมุนไพร เนื่องจากมีสารฟลาโวนอยด์ แทนนิน ไอโซฟลาโวนอยด์ และสารฟีนอลิกหลายชนิด
- ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม : ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการใช้ใบแห้งร่วมกับน้ำมันเพื่อดูแลหนังศีรษะ
- ผลิตภัณฑ์ต้านจุลชีพ : งานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการสนับสนุนศักยภาพของสารสกัดในการยับยั้งจุลชีพบางชนิด
- ผลิตภัณฑ์ต้านอนุมูลอิสระ : สารสกัดและน้ำมันหอมระเหยมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดด้านสารต้านอนุมูลอิสระ
การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา
- ใบและส่วนเหนือดิน : สามารถเก็บเกี่ยวได้ตามความต้องการ โดยควรเลือกต้นที่สมบูรณ์และไม่อยู่ในพื้นที่ที่มีสารเคมีหรือมลพิษ
- ราก : หากเก็บเพื่อใช้เป็นสมุนไพรควรเลือกต้นที่สมบูรณ์และไม่ขุดจากแหล่งธรรมชาติในปริมาณมากเกินไป
- การทำแห้ง : ล้างทำความสะอาดและทำให้แห้งในที่อากาศถ่ายเท ไม่ควรตากในบริเวณที่มีความชื้นหรือฝุ่นมาก
- การเก็บรักษา : เก็บส่วนที่แห้งสนิทในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท และป้องกันแสง ความชื้น และแมลง โดยข้อมูล PROSEA ระบุว่าสามารถทำใบให้แห้งและเก็บไว้ใช้ในรูปผงหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ข้าวเม่านกเป็นสมุนไพรที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยพบการใช้ในภูมิปัญญาของชาวไทยพื้นบ้าน กะเหรี่ยง ขมุ ลั้วะ ไทลื้อ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน
- ชาวกะเหรี่ยงบางพื้นที่ใช้รากต้มน้ำสำหรับอาการ เจ็บท้อง ท้องอืด และมีลมในท้อง
- ชาวขมุมีการใช้รากร่วมกับสมุนไพรอื่นสำหรับ อาการปวดท้อง
- ชาวลั้วะและกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนมีการใช้รากสำหรับ ปวดหลังและปวดเอว
- ภูมิปัญญาบางพื้นที่ใช้ใบเป็นยา แก้ไข้ ร้อนใน ขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการทางระบบทางเดินอาหาร
- มีการใช้ใบสดกับ แผลและแผลมีหนอนในสัตว์
- มีการใช้ใบในกระบวนการ หมักปลาและการถนอมอาหารพื้นบ้าน
ประวัติและวัฒนธรรม
ชื่อ “ขี้กะตืดแป” ที่พบในภาคอีสานมีที่มาจากลักษณะฝักที่แบนและเป็นข้อ ซึ่งชาวบ้านมองว่าคล้ายพยาธิตัวแบนหรือ “ขี้กะตืด” และฝักที่มีขนลักษณะคล้ายตะขอสามารถติดเสื้อผ้าเมื่อเดินผ่านต้นได้ จึงเกิดชื่อเรียกที่สะท้อนลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของพืชโดยตรง ในประเทศเพื่อนบ้าน ข้าวเม่านกก็มีประวัติการใช้เป็น ยาพื้นบ้านและสมุนไพรชาติพันธุ์ โดยเฉพาะในจีนและเมียนมา จึงเป็นพืชที่มีความสำคัญทั้งด้านภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการศึกษาทางเภสัชศาสตร์สมัยใหม่
สถานะการอนุรักษ์
ข้อมูลจาก Plants of the World Online ของ Royal Botanic Gardens, Kew ระบุ Tadehagi triquetrum ว่าเป็นชนิดที่ยอมรับทางอนุกรมวิธาน และข้อมูลจาก ILDIS/AERP ที่ Kew นำเสนอระบุแนวโน้มสถานะการอนุรักษ์ว่า Not Threatened และมีการประเมินความเสี่ยงการสูญพันธุ์ในระดับไม่ถูกคุกคาม อย่างไรก็ตาม สถานะของชนิดพันธุ์ในระดับประเทศอาจแตกต่างกัน เช่น T. triquetrum subsp. triquetrum ในญี่ปุ่นถูกจัดอยู่ในระดับ Critically Endangered (CR) ตาม Japan Red List ฉบับที่ 5 เนื่องจากประชากรในประเทศดังกล่าวมีจำนวนน้อย ดังนั้นข้อมูลสถานะอนุรักษ์ควรพิจารณาแยกตามพื้นที่ ไม่ควรนำสถานะของประเทศหนึ่งไปใช้แทนสถานะของประเทศไทย
ข้อมูลอนุกรมวิธาน
- อาณาจักร (Kingdom) : Plantae
- ไฟลัม (Phylum) : Tracheophyta
- ชั้น (Class) : Magnoliopsida
- อันดับ (Order) : Fabales
- วงศ์ (Family) : Fabaceae
- วงศ์ย่อย (Subfamily) : Faboideae
- สกุล (Genus) : Tadehagi H.Ohashi
- ชนิด (Species) : Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi
ชื่อพ้องที่สำคัญ : Desmodium triquetrum (L.) DC., Hedysarum triquetrum L. และชื่อพ้องทางอนุกรมวิธานอื่น ๆ อีกหลายชื่อ
การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร
การตรวจสอบเอกลักษณ์ของ ข้าวเม่านก ควรพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและข้อมูลอนุกรมวิธาน
- ลำต้น : กิ่งมีลักษณะเป็นสันหรือเหลี่ยมและแตกแขนงมาก
- ใบ : ใบประกอบที่มีใบย่อยเพียง 1 ใบ เรียงสลับ และก้านใบมีลักษณะแผ่เป็นปีก
- ดอก : ช่อกระจะตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกสีม่วง รูปดอกถั่ว
- ผล : ฝักแบน คอดเป็นข้อประมาณ 5–8 ข้อ และมีขนคล้ายตะขอกระจาย
- ข้อมูลอ้างอิงทางอนุกรมวิธาน : สามารถตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตร์กับฐานข้อมูล Kew Plants of the World Online และฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพประเทศไทยของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้
คำเตือนทางการแพทย์
ข้าวเม่านกเป็นสมุนไพรที่มีข้อมูลการใช้พื้นบ้านจำนวนมาก แต่หลักฐานทางคลินิกยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการใช้เพื่อรักษาโรคเรื้อรัง โรคตับ โรคไต วัณโรค เบาหวาน หรือภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ จึงไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐาน ผู้ที่รับประทาน ยาลดน้ำตาล ยาฮอร์โมน หรือยาที่มีช่วงความปลอดภัยแคบ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้สารสกัดข้าวเม่านก นอกจากนี้ผู้ที่แพ้พืชวงศ์ถั่วควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน
หมายเหตุ : ข้อมูลฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านจุลชีพ ยับยั้ง PDE-5 ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล หรือฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่น ๆ ที่รายงานจากการทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลอง ไม่ควรตีความว่าเป็นผลการรักษาที่ได้รับการยืนยันในมนุษย์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- มูลนิธิสุขภาพไทย. (2563, 24 เมษายน). ข้าวเม่านก ยาสมุนไพรไม่ใช่อาหารของนก. มูลนิธิสุขภาพไทย
- Wisuitiprot, W., Wisuitiprot, V., Kaewtai, N., & Sreenoulkow, P. (2020). Bioactivity study of Tadehagi triquetrum (L.) H. extracts used in Thai folk medicine. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine, 18(2), 258–268.
- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2566). ฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพประเทศไทย: Tadehagi triquetrum.
- Tang, H.-X., Sheng, W.-B., Liu, X.-Y., Cui, P.-W., et al. (2022). The traditional ethnic herb Tadehagi triquetrum from China: A review of its phytochemistry and pharmacological activities. Pharmaceutical Biology, 60(1), 774–784. https://doi.org/10.1080/13880209.2022.2052908
- Maison, T., Ruttanaphan, T., Pipattanaporn, P., Chuawong, P., Bullangpoti, V., & Pluempanupat, W. (2014). Antifeedant activity of crude extracts from stems and leaves of Tadehagi triquetrum (L.) Ohashi and seeds of Phaseolus lathyroides against Helicoverpa armigera. Communications in Agricultural and Applied Biological Sciences, 79(2), 233–238.
- Zhou, X.-D., et al. (2015). A new lignan with hypoglycemic activity from Tadehagi triquetrum. Natural Product Research, 29(18), 1723–1727. https://doi.org/10.1080/14786419.2014.1003136
- Vedpal, Jupudi, S., Jubie, S., Deepika, N. P., & Dhanabal, S. P. (2019). A new pyrimidine alkaloid from the roots of Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi. Journal of Asian Natural Products Research. https://doi.org/10.1080/14786419.2019.1634716
- Liu, X., et al. (2023). Chemical composition and in vitro antioxidant activity and anti-acetylcholinesterase activity of essential oils from Tadehagi triquetrum (L.) Ohashi. Molecules, 28(6), 2734. https://doi.org/10.3390/molecules28062734
- Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi. Plants of the World Online. Plants of the World Online – Kew
- World Flora Online. (2026). Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi.
