หัวฆ้อนกระแต

หัวฆ้อนกระแต (ข้าวเย็นใต้)

หัวฆ้อนกระแต เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Premna herbacea Roxb. อยู่ในวงศ์ Lamiaceae มีชื่อท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น ข้าวเย็นใต้ หัวข้าวเย็นใต้ ยาข้าวเย็น ยาหัวข้อ และละครโคก โดยในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีการใช้ รากหรือเหง้า เป็นส่วนประกอบของตำรับยา โดยเฉพาะตำรับที่เกี่ยวข้องกับอาการไข้ อาการปวดเมื่อย และโรคผิวหนังบางชนิด

หมายเหตุ: ชื่อ “ข้าวเย็นใต้” อาจทำให้เกิดความสับสนกับข้าวเย็นใต้ในสกุล Smilax โดยเฉพาะ Smilax glabra ดังนั้นการระบุชื่อวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจสอบเครื่องยาให้ถูกชนิด

ข้อมูลพื้นฐานของสมุนไพร

  • ชื่อไทย: หัวฆ้อนกระแต
  • ชื่อท้องถิ่น: ข้าวเย็นใต้, หัวข้าวเย็นใต้, ยาข้าวเย็น, ยาหัวข้อ, ละครโคก, ขาเปี๋ยนุ่ม, ขางหัวเล็ก, แผ่นดินเย็น และส้มกั๋ง
  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Premna herbacea Roxb.
  • วงศ์: Lamiaceae
  • ส่วนที่ใช้เป็นยา: หัวหรือเหง้าใต้ดิน และราก
  • ลักษณะเด่น: เป็นพืชหลายปีขนาดเล็ก มี เหง้าใต้ดิน และลำต้นเหนือดินสั้น ใบมักเรียงตัวบริเวณโคนต้น
  • การใช้พื้นบ้าน: ใช้เป็นสมุนไพรในตำรับยาพื้นบ้าน โดยเฉพาะตำรับยาที่ใช้รากหรือหัวเป็นตัวยาสำคัญ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น: เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็กหลายปี ลักษณะเด่นคือมี เหง้าใต้ดินที่มีเนื้อไม้ และมีลำต้นเหนือดินลักษณะคล้ายกิ่งอ่อน พืชโดยทั่วไปมีความสูงเพียงไม่กี่เซนติเมตรถึงประมาณ 30 เซนติเมตร แต่อาจพบรูปแบบที่มีลำต้นสูงกว่านี้ตามสภาพแวดล้อมและแหล่งข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นมีลักษณะเป็นกิ่งเล็กและอาจมีขนละเอียด
  • รากและเหง้า: มีระบบรากและ เหง้าใต้ดินขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับส่วนเหนือดิน เหง้ามีลักษณะเป็นเนื้อไม้และสามารถแตกยอดใหม่ได้ จึงเป็นส่วนสำคัญของพืชทั้งในด้านการดำรงชีวิตและการใช้เป็นเครื่องยา
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกัน ใบมีรูปร่างตั้งแต่รูปใบหอก รูปรี ไปจนถึงรูปไข่กลับ ขนาดโดยทั่วไปประมาณ 3–12 เซนติเมตร และอาจยาวได้ถึงประมาณ 14 เซนติเมตร ขอบใบเรียบถึงจักฟันเลื่อยหรือหยักมน โคนใบสอบหรือรูปลิ่ม ปลายใบแหลมถึงมน ก้านใบสั้นมาก ใบด้านล่างอาจมีต่อมขนาดเล็กและมีขนตามเส้นใบ
  • ดอก: ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกหรือช่อกระจุกแยกแขนงบริเวณปลายยอด ช่อดอกมีต่อมและขนละเอียด กลีบเลี้ยงมีประมาณ 5 แฉก ขนาดเล็ก สีเขียวอ่อน ดอกมีลักษณะเป็น ดอกสมมาตรแบบสองปาก กลีบดอกอาจมีสีขาว สีขาวอมเขียว สีเขียวอมเหลือง หรือมีสีแดงถึงม่วงในระยะดอกตูม
  • เกสร: เกสรเพศผู้มี 4 อัน ก้านเกสรยาวและอาจยื่นพ้นกลีบดอกเล็กน้อย ส่วนเกสรเพศเมียมีรังไข่ค่อนข้างกลมและมีต่อมบริเวณส่วนยอด
  • ผล: ผลมีลักษณะกลม ขนาดประมาณ 5–8 × 4–8 มิลลิเมตร เมื่ออ่อนมีสีเขียว และเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็น สีแดงจนถึงดำ ผิวผลเรียบและเป็นมัน ภายในมีเมล็ดหรือส่วนผลย่อยที่พัฒนาเต็มที่ได้ประมาณ 4 เมล็ด

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

  • ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดกว้างตั้งแต่จีนตอนใต้ รวมถึงไหหลำ ผ่านเขตร้อนของเอเชียไปจนถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย
  • การกระจายพันธุ์: พบในหลายประเทศในเอเชีย เช่น อินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ และพื้นที่เขตร้อนบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย
  • ในประเทศไทย: มีรายงานการพบในพื้นที่หลายภูมิภาค และมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกันตามชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการใช้สมุนไพรพื้นบ้าน
  • ถิ่นอาศัย: พบได้ในพื้นที่ค่อนข้างแห้ง เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าโปร่ง ทุ่งหญ้า และพื้นที่เปิดที่มีดินทรายหรือดินร่วนปนทราย โดยพบได้ตั้งแต่พื้นที่ระดับต่ำถึงประมาณ 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล

การปลูกและการขยายพันธุ์

  • การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด: สามารถขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดที่สมบูรณ์ โดยควรใช้เมล็ดสดหรือเมล็ดที่ผ่านการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม
  • การขยายพันธุ์ด้วยเหง้า: เนื่องจากพืชมี เหง้าใต้ดิน จึงมีศักยภาพในการขยายพันธุ์ด้วยส่วนของเหง้าที่มีตาหรือส่วนเจริญ
  • สภาพแวดล้อม: ควรปลูกในบริเวณที่มีแสงแดดเพียงพอ ดินระบายน้ำได้ดี และไม่ควรมีน้ำขังเป็นเวลานาน
  • การดูแล: ควรรักษาความชื้นในระยะแรกของการปลูก แต่เมื่อพืชตั้งตัวได้ควรหลีกเลี่ยงสภาพแฉะ เพราะส่วนใต้ดินอาจเกิดการเน่าได้
  • การเก็บพันธุ์: ควรเลือกต้นแม่พันธุ์ที่แข็งแรง ไม่มีโรค และมีลักษณะตรงตามเอกลักษณ์ของ Premna herbacea ก่อนนำเมล็ดหรือเหง้ามาขยายพันธุ์

ส่วนที่ใช้เป็นยา

  • หัวหรือเหง้า: เป็นส่วนที่มีการระบุไว้ในระบบตำรายาแผนไทยในชื่อ ข้าวเย็นใต้ – Premnae Herbaceae Rhizoma
  • ราก: มีรายงานการใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้านและเป็นส่วนที่ถูกนำไปศึกษาทางเภสัชวิทยาและเคมีของพืชอย่างต่อเนื่อง

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: รากหรือหัวของหัวฆ้อนกระแตมีการนำไปต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อใช้ดูแลอาการไข้ และใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับสำหรับอาการปวดเมื่อย อาการปวดข้อ และอาการปวดหัวเข่า
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสาน: ใช้รากร่วมกับสมุนไพรอื่นในตำรับที่ใช้สำหรับ มะเร็ง กามโรค และแผลเรื้อรัง ทั้งนี้เป็นข้อมูลจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ไม่ใช่หลักฐานว่ารักษาโรคดังกล่าวได้ในมนุษย์
  • การแพทย์พื้นบ้านบางพื้นที่: ใช้รากต้มน้ำดื่มเพื่อแก้ไข้ หรือใช้เข้าตำรับยาแก้อัมพฤกษ์และอัมพาต
  • ตามตำรับยาแผนไทย: “ข้าวเย็นใต้” ถูกบรรจุเป็นเครื่องยาในตำราแผนไทย และถูกใช้เป็นตัวยาในตำรับยาบรรเทาอาการผื่นคันตามผิวหนังบางตำรับ

หมายเหตุ: ข้อมูลสรรพคุณข้างต้นเป็นการใช้ตามภูมิปัญญาและตำรายา ไม่ควรตีความว่าเป็นข้อพิสูจน์ว่าสมุนไพรสามารถรักษาโรคมะเร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคเรื้อรังอื่นได้โดยตรง

วิธีใช้

  • การใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน: นำรากหรือหัวที่ทำความสะอาดแล้วไปต้มเป็นน้ำดื่ม หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นตามตำรับ
  • การใช้ในตำรับยา: ส่วนหัวหรือเหง้าสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบของตำรับยาที่มีการกำหนดสูตรและวิธีเตรียมโดยผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
  • การเตรียมวัตถุดิบ: ควรตรวจสอบชนิดพืชให้แน่นอน ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสม และทำให้แห้งก่อนจัดเก็บเป็นเครื่องยา

ไม่ควรกำหนดขนาดรับประทานจากข้อมูลพื้นบ้านเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังไม่มีขนาดมาตรฐานสำหรับการใช้หัวฆ้อนกระแตในรูปแบบสมุนไพรเดี่ยวสำหรับประชาชนทั่วไป

ในบัญชียาจากสมุนไพร

  • ข้าวเย็นใต้ – Premna herbacea Roxb. มีรายชื่ออยู่ในรายการพืชวัตถุของตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ โดยระบุส่วนที่ใช้เป็น หัว และชื่อเครื่องยาภาษาละตินว่า Premnae Herbaceae Rhizoma
  • ในประกาศเกี่ยวกับบัญชียาจากสมุนไพร มีการใช้ ข้าวเย็นใต้ (หัว) เป็นตัวยาตรงในตำรับ ยาบรรเทาอาการผื่นคันตามผิวหนังสำหรับใช้รับประทาน
  • รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติยังระบุข้าวเย็นใต้เป็นเครื่องยาในระบบตำรับยาแผนไทย ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับในฐานะ พืชวัตถุสำหรับการแพทย์แผนไทย

สาระสำคัญ

  • เหง้าและราก: เป็นส่วนที่ได้รับความสนใจด้านการศึกษาทางเคมีมากที่สุด
  • พบสารกลุ่ม abietane-type diterpenoids หลายชนิด
  • พบสารกลุ่ม flavonoids และสารฟีนอลิกบางชนิด
  • สารบางชนิดจากรากแสดงฤทธิ์ทางชีวภาพในการทดลองระดับเซลล์
  • งานวิจัยสมัยใหม่กำลังให้ความสนใจกับสารจากรากของ Premna herbacea โดยเฉพาะด้าน ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ และฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง

องค์ประกอบทางเคมี

มีรายงานการแยกสารจาก รากของ Premna herbacea หลายกลุ่ม ได้แก่

  • Bharangin
  • Isobharangin
  • Ferruginol
  • Sugiol
  • Pygmaeocin A, B และ C
  • Coumarin
  • Sirutekkone
  • สารกลุ่ม abietane diterpenoids ชนิดต่าง ๆ

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในปี 2026 รายงานการแยกสาร abietane-type diterpenoids จำนวน 10 ชนิด จากรากของ Premna herbacea โดยมีสารใหม่ที่รายงานเป็นครั้งแรก 5 ชนิด ได้แก่ premnaherbietones A และ B และ premnaherbietanes A–C

งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยเกี่ยวกับ หัวฆ้อนกระแต (Premna herbacea) ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการและการทดลองในสัตว์ ยังมีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ค่อนข้างจำกัด

  • งานวิจัยปี 2000 ศึกษาสารสกัดแอลกอฮอล์จากราก พบ ฤทธิ์ลดไข้ ในกระต่าย และมีฤทธิ์ระงับปวดระดับอ่อนในหนูทดลอง รวมถึงมีผลต่อการอักเสบเรื้อรังในแบบจำลองสัตว์
  • งานวิจัยปี 2023 พบว่าสารสกัดเมทานอลจากรากสามารถลดตัวบ่งชี้การอักเสบในเซลล์ และช่วยลดความหนาของผิวหนัง รอยแดง และการลอกของผิวในแบบจำลองโรคสะเก็ดเงินในหนูทดลอง โดยมีการศึกษากลไกที่เกี่ยวข้องกับ NF-κB และ COX-2
  • งานวิจัยปี 2026 พบสารกลุ่ม abietane diterpenoids จากรากหลายชนิด โดยสาร salvilenone แสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ในระดับหลอดทดลอง และสาร bharangin แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งปอด A549 ในการทดลองระดับเซลล์

ระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

  • ระดับภูมิปัญญาและตำรายา: มีข้อมูลการใช้ในตำรายาแผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน
  • ระดับการทดลองในหลอดทดลอง: มีหลักฐานเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต่อเอนไซม์ และฤทธิ์ต่อเซลล์บางชนิด
  • ระดับสัตว์ทดลอง: มีข้อมูลเกี่ยวกับฤทธิ์ลดไข้ ระงับปวด ต้านการอักเสบ และแบบจำลองโรคผิวหนัง
  • ระดับการศึกษาในมนุษย์: ยังมีข้อมูลทางคลินิกจำกัด
  • ข้อสรุป: หลักฐานในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิผลของหัวฆ้อนกระแตในฐานะยารักษาโรคสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะโรคมะเร็งและโรคเรื้อรัง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ลดไข้: สารสกัดจากรากแสดงฤทธิ์ลดไข้ในแบบจำลองสัตว์ทดลอง
  • ฤทธิ์ระงับปวด: พบฤทธิ์ระงับปวดระดับหนึ่งในการทดลองในหนู
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ: พบทั้งในการทดลองระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง โดยเฉพาะสารสกัดจากราก
  • ฤทธิ์ต่อโรคผิวหนังอักเสบ: สารสกัดรากช่วยลดลักษณะคล้ายโรคสะเก็ดเงินในหนูทดลอง และมีความเกี่ยวข้องกับการควบคุมการตอบสนองของ macrophage และเส้นทาง NF-κB/COX-2
  • ฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase: สาร salvilenone ที่แยกได้จากรากแสดงฤทธิ์ยับยั้ง α-glucosidase ในหลอดทดลอง ซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่อาจเกี่ยวข้องกับการศึกษาด้านเมแทบอลิซึมของน้ำตาล
  • ฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง: สารบางชนิดที่แยกได้จากรากแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง แต่ยังไม่สามารถนำผลดังกล่าวไปสรุปว่าใช้รักษามะเร็งในมนุษย์ได้

ความปลอดภัย

  • การศึกษาสัตว์ทดลองในปี 2000 รายงานว่าสารสกัดแอลกอฮอล์จากรากเมื่อให้ทางปากแก่หนูไม่พบความเป็นพิษรุนแรงถึงขนาด 8 กรัมต่อกิโลกรัม ในการทดลองนั้น
  • อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวเป็นข้อมูลจาก สัตว์ทดลองและสารสกัดเฉพาะรูปแบบ ไม่สามารถนำมาเทียบเป็นขนาดรับประทานที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ได้โดยตรง
  • ยังควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเป็นพิษเรื้อรัง ความเป็นพิษต่อตับและไต ความเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ และความปลอดภัยเมื่อใช้เป็นเวลานาน
  • ผู้ที่ต้องการใช้เป็นยาควรเลือกวัตถุดิบที่ ตรวจสอบชนิดพืชถูกต้องและผ่านมาตรฐานคุณภาพ เพราะชื่อ “ข้าวเย็นใต้” อาจหมายถึงพืชต่างชนิดกันในแต่ละพื้นที่

ข้อห้ามใช้

  • ไม่ควรใช้ หัวฆ้อนกระแตเป็นยารักษาโรคด้วยตนเอง โดยเฉพาะโรคมะเร็ง โรคตับ โรคไต หรือโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์
  • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการใช้เป็นสมุนไพรขนาดยา เนื่องจากยังมีข้อมูลความปลอดภัยเฉพาะกลุ่มไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาหลายชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรแผนไทยก่อนใช้

การใช้ในผลิตภัณฑ์

  • เครื่องยาแห้ง: หัวหรือเหง้าแห้งใช้เป็นวัตถุดิบในระบบตำรับยาแผนไทย
  • ยาต้ม: ใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้าน
  • สารสกัด: มีการนำรากไปสกัดด้วยตัวทำละลายเพื่อศึกษาสารออกฤทธิ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • งานวิจัยผลิตภัณฑ์: มีศักยภาพในการศึกษาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ด้านการอักเสบและผลิตภัณฑ์สมุนไพร แต่จำเป็นต้องผ่านการศึกษาด้านประสิทธิผล ความปลอดภัย และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ก่อนนำไปใช้เชิงพาณิชย์

การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • การเก็บเกี่ยว: ควรเก็บส่วนหัวหรือเหง้าจากต้นที่เจริญสมบูรณ์และสามารถระบุชนิดได้ถูกต้อง
  • การเตรียม: ทำความสะอาดเอาดินออก แล้วหั่นเป็นชิ้นตามความเหมาะสม
  • การทำแห้ง: ทำให้แห้งสนิทในบริเวณที่สะอาด อากาศถ่ายเทดี หรือใช้วิธีอบที่ควบคุมอุณหภูมิ
  • การเก็บรักษา: เก็บในภาชนะสะอาด แห้ง ปิดสนิท ป้องกันความชื้น แมลง และแสงโดยตรง
  • การควบคุมคุณภาพ: ควรมีการตรวจสอบเอกลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์และคุณภาพของเครื่องยาก่อนนำไปใช้ โดยเฉพาะกรณีที่วัตถุดิบมีชื่อท้องถิ่นซ้ำกับพืชชนิดอื่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

  • ภาคอีสาน: มีการเรียกหัวฆ้อนกระแตว่า ข้าวเย็นใต้ หรือ ยาหัวข้อ และมีการใช้รากในตำรับยาพื้นบ้าน
  • จังหวัดอุบลราชธานี: มีรายงานการใช้รากต้มน้ำดื่มเพื่อแก้ไข้ และใช้เข้าตำรับสำหรับอัมพฤกษ์ อัมพาต
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสาน: ใช้รากร่วมกับสมุนไพรหลายชนิดในตำรับสำหรับอาการและโรคหลายกลุ่ม รวมถึงแผลเรื้อรังและกามโรค
  • ภูมิปัญญาพื้นบ้านภาคกลาง: มีการนำรากไปใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับยา
  • ความหลากหลายของชื่อและวิธีใช้สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญของหัวฆ้อนกระแตในระบบการแพทย์พื้นบ้านไทย

ประวัติและวัฒนธรรม

หัวฆ้อนกระแต เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปัญหาการใช้ชื่อสมุนไพรในประเทศไทย เพราะคำว่า “ข้าวเย็นใต้” สามารถหมายถึงพืชต่างชนิดกันได้ตามพื้นที่และตำรับยา โดย Premna herbacea เป็นพืชวงศ์ Lamiaceae ที่ชุมชนบางพื้นที่เรียกข้าวเย็นใต้ ขณะที่ข้าวเย็นใต้ในระบบยาจีนและตำรับไทยบางบริบทหมายถึงพืชสกุล Smilax ซึ่งเป็นคนละวงศ์กัน การใช้ชื่อ หัวฆ้อนกระแต จึงมีความสำคัญต่อการสื่อสารข้อมูลสมุนไพรอย่างถูกต้อง และช่วยลดความเสี่ยงในการเก็บหรือใช้วัตถุดิบผิดชนิด

สถานะการอนุรักษ์

ตามข้อมูลของ Plants of the World Online (Kew) Premna herbacea Roxb. มีสถานะการอนุรักษ์ระดับ Least Concern (LC) หรือมีความเสี่ยงต่ำ และมีการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนของเอเชียและตอนเหนือของออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม การเก็บ หัวและเหง้าจากธรรมชาติ เป็นการนำส่วนใต้ดินออกจากต้นโดยตรง จึงควรส่งเสริมการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อประชากรพืชในธรรมชาติ

ข้อมูลอนุกรมวิธาน

  • อาณาจักร: Plantae
  • หมวด: Tracheophyta
  • กลุ่มพืชมีดอก: Angiosperms
  • กลุ่ม: Eudicots
  • อันดับ: Lamiales
  • วงศ์: Lamiaceae
  • สกุล: Premna L.
  • ชนิด: Premna herbacea Roxb.
  • ชื่อผู้ตั้งชื่อ: Roxb.
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ: Premna herbacea Roxb.
  • ชื่อพ้องที่พบในฐานข้อมูล: Pygmaeopremna herbacea (Roxb.) Moldenke

ปัจจุบัน Kew Plants of the World Online ยอมรับ Premna herbacea Roxb. เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของชนิดนี้ และจัดอยู่ในวงศ์ Lamiaceae

การตรวจสอบเอกลักษณ์สมุนไพร

การตรวจสอบ หัวฆ้อนกระแต ควรดำเนินการทั้งในระดับพืชสดและเครื่องยาแห้ง โดยให้ความสำคัญกับลักษณะต่อไปนี้

  • ชื่อวิทยาศาสตร์: Premna herbacea Roxb.
  • วงศ์: Lamiaceae
  • ลักษณะต้น: พืชหลายปีขนาดเล็ก มีเหง้าใต้ดินและลำต้นเหนือดินสั้น
  • ใบ: ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอกถึงรูปไข่กลับ ขอบใบเรียบถึงจักฟันเลื่อย
  • ดอก: ช่อดอกขนาดเล็กแบบกระจุกหรือช่อกระจุกแยกแขนง ดอกมีลักษณะสองปาก
  • ผล: กลม เมื่อสุกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นแดงหรือดำ
  • เครื่องยา: ส่วนใต้ดินมีลักษณะเป็น เหง้าเนื้อไม้ ซึ่งควรตรวจสอบร่วมกับลักษณะทางมหภาคและจุลทรรศน์ก่อนนำไปใช้

การตรวจสอบเอกลักษณ์ควรใช้ตัวอย่างพืชที่มีส่วนประกอบครบถ้วนและเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิงหรือ herbarium specimen โดยเฉพาะเมื่อเป็นเครื่องยาแห้งที่ไม่สามารถเห็นลักษณะต้น ใบ ดอก และผลได้ครบถ้วน

คำเตือนทางการแพทย์

หัวฆ้อนกระแตไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็นสมุนไพรรักษามะเร็งโดยตรง แม้จะมีภูมิปัญญาพื้นบ้านที่นำไปใช้ในตำรับเกี่ยวกับมะเร็ง และมีงานวิจัยระดับเซลล์ที่พบสารบางชนิดมีฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งก็ตาม เพราะหลักฐานดังกล่าวยังไม่เทียบเท่าการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ ผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษาโรคมะเร็ง โรคผิวหนังอักเสบ โรคเบาหวาน หรือโรคเรื้อรังอื่น ไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนการรักษาแผนปัจจุบันเป็นสมุนไพรเอง ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรทุกชนิดที่ใช้ร่วมกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). รายการตำรับยาแผนไทยแห่งชาติ ฉบับพุทธศักราช 2564. กระทรวงสาธารณสุข.
  2. กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2566). ข้อมูลรายการอ้างอิงตำรับยาแผนไทย. กระทรวงสาธารณสุข.
  3. มูลนิธิสุขภาพไทย. (2566). ข้าวเย็นทั้งสอง. มูลนิธิสุขภาพไทย.
  4. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ. (ม.ป.ป.). ข้อมูลพืชสมุนไพรและการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช.
  5. de Kok, R. (2013). The genus Premna L. (Lamiaceae) in the Flora Malesiana area. Kew Bulletin, 68, 55–84. https://doi.org/10.1007/s12225-013-9433-5
  6. Dianita, R., & Jantan, I. (2017). Ethnomedicinal uses, phytochemistry and pharmacological aspects of the genus Premna: A review. Pharmaceutical Biology, 55(1), 1715–1739.
  7. Narayanan, N., Thirugnanasambantham, P., Viswanathan, S., Kannappa Reddy, M., Vijayasekaran, V., & Sukumar, E. (2000). Antipyretic, antinociceptive and anti-inflammatory activity of Premna herbacea roots. Fitoterapia, 71(2), 147–153. https://doi.org/10.1016/S0367-326X(99)00132-2
  8. Sarkar, D., Gorai, P., Pramanik, A., Mondal, A., Mondal, N. K., Modak, B. K., & Bhattacharyya, S. (2023). Characterization and active component identification of Premna herbacea Roxb. root extract reveals anti-inflammatory effect and amelioration of imiquimod induced psoriasis via modulation of macrophage inflammatory response. Phytomedicine, 119, 155007. https://doi.org/10.1016/j.phymed.2023.155007
  9. Teerapongpisan, P., Doungsanit, A., Jaidee, W., et al. (2026). Abietane diterpenoids and their biological activities from Premna herbacea Roxb. Phytochemistry, 243, 114722. https://doi.org/10.1016/j.phytochem.2025.114722
  10. Royal Botanic Gardens, Kew. (2026). Premna herbacea Roxb. Plants of the World Online.
Scroll to top